ขอบนอกของดินแดนสวรรค์บรรพกาล
ตูม!
ซูฉางเซิงพาทั้งสองคนเข้ามาในแดนเซียนเมื่อก้าวข้ามกำแพงมิติของแดนลับไป พลังปราณอันมหาศาลก็ถาโถมเข้ามาในทันที
ณที่แห่งนี้ พลังเซียนระเหิดระเหยดุจสายหมอก ปกคลุมไปทั่วทั้งแปดทิศแสงเซียนส่องประกายเจิดจ้า รัศมีเทพพลุ่งพล่าน รุ้งกินน้ำทอประกายนับพันสาย
นี่คือดินแดนโบราณอันกว้างใหญ่ไพศาลมีบุปผาเซียนบานสะพรั่งเต็มพื้นดิน ส่งกลิ่นหอมหวนชวนหลงใหลรัศมีแสงมงคลระเหิดระเหย โอสถทิพย์เกลื่อนกลาดกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่งน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ไหลริน สายน้ำตกเทพทิ้งตัวลงมา ราวกับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์
“โอสถทิพย์มากมายจริงๆ!” จีหวงที่เดินเคียงข้างซูฉางเซิง เอ่ยขึ้นพลางเบิกตากว้างอย่างแผ่วเบา
นางเห็นต้นเซียนสีแดงต้นหนึ่งหยั่งรากลงในน้ำพุศักดิ์สิทธิ์กิ่งก้านดุจคมกระบี่ บนยอดมีผลเต๋าแห่งเซียนหลากสีห้อยระย้าแสงสว่างเจิดจ้า ทุกผลมีขนาดใหญ่เท่ากำปั้นเด็ก อัดแน่นไปด้วยพลังปราณอันเข้มข้นแปรเปลี่ยนเป็นหมอกพลังปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ
“ท่านดูนั่นสิสิ่งนั้นคือกระไรกัน ด้วยเหตุใดถึงเปล่งแสงสีทอง”ทันใดนั้น จีหวงก็ชี้ไปยังทิศทางไกลออกไป พร้อมกับร้องอุทานออกมา
เมื่อมองตามทิศทางที่นางชี้ไปทุกคนก็เห็นแสงสีทองเจิดจ้าหลายกลุ่มพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าส่องสว่างไปทั่วทั้งฟ้าคราม
สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนักมีภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และป่าไม้ตั้งเรียงราย ต้นไม้เขียวชอุ่มสรรพสัตว์นานาชนิดมากมายทั้งนกและสัตว์อสูรโบยบินและคำรามกึกก้องสะท้านไปทั่วทุกสารทิศกลิ่นอายแห่งความน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมไปทั่ว ทำให้พวกเขารู้สึกราวกับว่าได้ย้อนกลับไปสู่ยุคบรรพกาล
“นี่…เป็นโอสถทิพย์หรือ”จีหวงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ดวงตาของนางเป็นประกาย เมื่อมองไปยังทิศทางนั้นบนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มยินดี
ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสีทองเจิดจ้านั้นดูเหมือนว่าจะมีดอกบัวเล็กๆ สีทองกำลังสั่นไหวไปมา
แสงสีทองนั้นก็คือแสงที่พวกมันเปล่งออกมาดั่งดวงตะวันสีทองที่ส่องประกายงดงามยิ่งนัก
ดอกบัวดอกน้อยเหล่านี้สีทองอร่ามทั้งดอก ราวกับหลอมด้วยทองคำปล่อยกลิ่นหอมหวลเย้ายวน และอบอวลไปด้วยหมอกควันอันน่าพิศวง
“ดอกบัวน้อยสีทองเหล่านี้แต่ละดอกมีขนาดเท่าฝ่ามือ เปล่งประกายสีทองอ่อนๆ ทั้งดอกใสราวกับผลึกแก้วที่สลักจากหยกเทพ ดูแล้วมีค่าอย่างมาก” จีหวงเอ่ยชมอย่างชื่นชมเห็นได้ชัดว่านางชื่นชอบดอกบัวน้อยสีทองเหล่านี้มาก
ซูฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อยดวงตาปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจ
ไม่เพียงเท่านี้เมื่อเขาก้าวเท้าเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณอันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา ราวกับว่าได้เข้ามาอยู่ในแดนเซียน
เมื่อสัมผัสอย่างละเอียดพลังปราณนั้นกลับปะปนด้วยกลิ่นอายแห่งเซียนที่แทรกซึมอยู่ราวกับกลีบดอกไม้อันงดงามที่บานสะพรั่งในอากาศ
และสิ่งที่น่าตกตะลึงมากยิ่งกว่านั้นก็คือพลังปราณนี้กลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายจากยุคบรรพกาลดุจดังเต๋าที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่การก่อกำเนิดฟ้าดินทำให้จิตใจของซูฉางเซิงสั่นสะเทือน
เมื่อมองด้วยดวงตาเทพทะลุผ่านห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด ซูฉางเซิงก็ได้พบว่าบนดินแดนแห่งนี้ซากปรักหักพังที่มีกลิ่นอายแห่งความป่าเถื่อนในยุคบรรพกาลปรากฏให้เห็นอยู่รางๆ ราวกับขุมทรัพย์ที่ถูกฝังอยู่เป็นพันล้านปีกำลังรอคอยผู้มีวาสนามาเปิดออก
“ดินแดนสวรรค์บรรพกาลนี้เป็นอย่างที่ร่ำลือกันจริงๆ มันทำให้รู้สึกราวกับว่าได้เข้าไปอยู่ในแดนเซียนไม่เสียชื่อที่เป็นสถานที่สำหรับบรรลุเซียน!” ฉางเยวี่ยกล่าวขึ้นด้วยเสียงเบาดวงตาปรากฏร่องรอยแห่งความปรารถนา
แม้ว่านางจะเป็นถึงพระสนมของจักรพรรดินีสวรรค์แห่งยุคโบราณแต่ก็ไม่เคยเห็นภาพอันยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน
สถานที่แห่งนี้ราวกับดินแดนเซียนที่ถูกเฉือนขาดออกมาส่วนหนึ่งเต็มไปด้วยพลังปราณอันเข้มข้น และปะปนด้วยกลิ่นอายแห่งเซียนเล็กน้อย
แม้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ธรรมดาหากสามารถบำเพ็ญเพียรที่นี่เป็นเวลานานก็จะไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะแห่งสามพันแดนสวรรค์อย่างแน่นอน
“สมกับที่เป็นดินแดนสวรรค์บรรพกาล”
ฉางเยวี่ยมองไปยังแดนเซียนอันงดงามราวภาพวาดเบื้องหน้าก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
จากนั้นนางก็ถอนหายใจเบาๆภายในจิตใจก็เผยความหดหู่เล็กน้อยออกมา “เฮ้อน่าเสียดายนัก! ปลายยุคโบราณ กฎเกณฑ์ทั้งหมดเสื่อมถอยแม้แต่ดินแดนสวรรค์บรรพกาลก็ยังซ่อนตัวไป หากไม่เป็นเช่นนั้นถึงแม้ว่าข้าจะโง่เขลาเพียงใด ก็คงสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเซียนที่แท้จริงได้ในที่แห่งนี้”
“หากเป็นเช่นนั้นบางทีข้าอาจจะช่วยเหลือนางได้บ้างแล้ว…”
ซูฉางเซิงรู้ดีว่า‘นาง’ ที่ฉางเยวี่ยพูดถึงก็คือจักรพรรดินีสวรรค์แห่งยุคโบราณผู้นั้น
จีหวงที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับโลกเสวียนหวง แม้แต่แดนลับแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ติดอันดับต้นๆ ของสามพันแดนสวรรค์ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับดินแดนสวรรค์บรรพกาล
ท้ายที่สุดแล้วตำแหน่งที่พวกนางยืนอยู่ในขณะนี้ก็เป็นเพียงขอบนอกของดินแดนสวรรค์บรรพกาลเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าคำพูดของพญาปักษากรงเล็บเพลิงจะไม่ผิดเพี้ยนไปหรือว่าดินแดนสวรรค์บรรพกาลนี้จะเกี่ยวข้องกับผู้สูงสุดจริงๆ” จีหวงขมวดคิ้วภายในใจรู้สึกหนักใจขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากที่พบว่าซูฉางเซิงสามารถปราบราชันเซียนอมตะแห่งโลกความมืดได้นางก็คิดว่าในโลกเสวียนหวง นี้ไม่มีกระไรที่สามารถคุกคามซูฉางเซิงได้อีกแล้ว
แม้ว่าจะได้รับรู้ถึงความไม่ธรรมดาของดินแดนสวรรค์บรรพกาลจากพญาปักษากรงเล็บเพลิง แต่ในทุกครั้งที่ดินแดนสวรรค์บรรพกาลเปิดออกผู้ที่เข้าไปข้างในก็เป็นเพียงจักรพรรดิเท่านั้น
แม้ว่าจะมีจักรพรรดิที่ต้องสังเวยชีวิตในที่แห่งนี้แต่ก็มีจักรพรรดิเช่นมหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลที่สามารถคว้าโอกาสในการบรรลุเซียนที่แท้จริงได้
แม้แต่จักรพรรดิก็ยังเป็นเช่นนี้แล้วผู้ที่มีความสามารถเทียบเท่าราชันเซียนเช่นซูฉางเซิงเล่า
เมื่อได้เข้ามาในดินแดนสวรรค์บรรพกาลอย่างแท้จริงจีหวงก็พบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ไม่เป็นไรท่านทั้งสองเพียงตามข้ามาก็พอ”
ซูฉางเซิงยิ้มเล็กน้อยพร้อมกล่าวปลอบประโลม
ดินแดนสวรรค์บรรพกาลแม้ว่าจะอันตรายกว่าแดนลับอื่นๆ ในโลกแห่งเสวียนหวง มีอันตรายอันน่าสะพรึงกลัวมากมาย
แม้แต่เซียนที่แท้จริงก็อาจต้องจบชีวิตลง
ทว่าสิ่งเหล่านี้สำหรับซูฉางเซิงแล้วก็เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เขาต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้วอย่างที่พญาปักษากรงเล็บเพลิงกล่าวไว้แม้ว่าดินแดนสวรรค์บรรพกาลจะเกี่ยวข้องกับผู้สูงสุดจริงๆ แต่ผู้สูงสุดในแดนเซียนก็คือสิ่งที่เตรียมไว้เพื่อรับมือกับภัยพิบัติใหญ่ในอนาคตสำหรับสิ่งมีชีวิตในโลกแห่งเสวียนหวง แล้ว อันตรายจะไม่มากเกินไปนัก
หากต้องเผชิญกับอันตรายที่สามารถคุกคามสิ่งมีชีวิตในระดับราชันเซียนอมตะได้เขาก็มั่นใจที่จะปกป้องจีหวงและฉางเยวี่ยได้อย่างแน่นอน
“อืม”จีหวงพยักหน้าเล็กน้อย
“ไปกันเถิด ไปดูกันว่าดินแดนสวรรค์บรรพกาลนี้มีสิ่งใดที่ลึกลับซ่อนอยู่!” ซูฉางเซิงกล่าวพร้อมกับปูเส้นทางแห่งแสงสีทองลงบนพื้นเดินทางลึกลงไปในดินแดนสวรรค์บรรพกาล
ดินแดนสวรรค์บรรพกาลกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก เพียงขอบนอกก็ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดแล้วแถมยังมีสัตว์อสูรดุร้ายที่เทียบเท่าจักรพรรดิและเซียนที่แท้จริงปรากฏตัวออกมามากมาย
พญาปักษาสีทองกางปีกโบยบินร่างกายใหญ่โต แสดงให้เห็นถึงความสง่างามที่หาใดเปรียบมิได้
อินทรีสวรรค์ขนสีเงินโบยบินอยู่บนท้องฟ้าขนของมันเปล่งประกายสีเงินราวกับดวงดาวที่ส่องประกายตกลงสู่โลกมนุษย์
ราชสีห์มรกตแห่งห้วงเวหาสง่างามน่าเกรงขามทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสีเขียวดุจไพลิน ทุกย่างก้าวล้วนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
อสรพิษสายฟ้าลายม่วงพุ่งผ่านไปราวกับสายฟ้าแลบปล่อยแสงสีม่วงอันน่าขนลุก ราวกับปิศาจที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด
กิเลนทมิฬเกราะกาฬยืนหยัดอย่างองอาจด้วยท่าทางที่ดุร้าย
สัตว์อสูรโบราณเหล่านี้ล้วนมีพลังปราณที่พลุ่งพล่านและเป็นสิ่งมีชีวิตที่หลงเหลือมาจากยุคบรรพกาล
ดวงตาสีแดงเลือดของพวกมันเย็นชาไร้ความปรานีราวกับน้ำแข็งพันปี
พวกมันสัมผัสได้ถึงเส้นทางแห่งแสงสีทองบนท้องฟ้าที่กดทับอยู่บนศีรษะทำให้พวกมันโกรธจัด ราวกับว่าถูกท้าทายศักดิ์ศรีของตน
ในฐานะเจ้าแห่งดินแดนสวรรค์บรรพกาลในอดีตแม้แดนเซียนจะเปิดออกเหล่ามดปลวกเหล่านั้นก็หวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนของพวกมันยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่คนเหล่านี้เดินเหยียบย่างอยู่เหนือหัวพวกมันอย่างไม่เกรงกลัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้านั้น เมื่อวัดจากกลิ่นอายแล้วก็ไม่ต่างจากพวกมันมากนัก
“โฮก!”
“โฮก!”
“ฟ่อฟ่อ!”
สัตว์อสูรเหล่านี้คำรามอย่างโกรธเกรี้ยวพยายามที่จะฉีกร่างมนุษย์ทั้งสามบนเส้นทางแสงสีทองให้เป็นชิ้นๆ
ทว่ายังไม่ทันที่พวกมันจะได้ลงมือชายผู้แข็งแกร่งบนเส้นทางแห่งแสงสีทอง ราวกับรับรู้ถึงเสียงอันน่ารำคาญของพวกมันก็ปล่อยกลิ่นอายออกมาเล็กน้อย
กลิ่นอายนี้กดลงมาราวกับว่าห้วงอวกาศก็ไม่อาจทนทานต่อแรงกดดันนี้ได้ จนสั่นสะเทือนไปทั่ว
ส่วนเหล่าเจ้าแห่งสัตว์อสูรในดินแดนสวรรค์บรรพกาลยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันราวกับภูเขาเทพแห่งยุคบรรพกาลที่กดทับลงบนร่างของพวกมัน
“ฮู้ว!”
“อู้อู้!”
“โฮ่ง!”
ในพริบตา สัตว์อสูรที่เคยดุร้ายไร้ที่สิ้นสุดก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นสุนัขและแมวพวกมันหางตก และส่งเสียงร้องแสดงความสวามิภักดิ์ออกมา
ซูฉางเซิงไม่ได้ใส่ใจยังคงพาจีหวงและฉางเยวี่ยเดินไปยังส่วนลึกของดินแดนสวรรค์บรรพกาลต่อไป
ขณะนั้นเองจีหวงก็กล่าวขึ้นอย่างกะทันหันว่า
“ข้ารู้สึกเหมือนว่าในส่วนลึกด้านหน้ามีกลิ่นอายลึกลับบางอย่างกำลังสะท้อนกับสังขารเก้าหงส์ศักดิ์สิทธิ์ของข้า!”
ดวงตาของนางปรากฏแสงศักดิ์สิทธิ์ร่างกายสั่นสะท้าน และปล่อยรัศมีเทพอันเจิดจ้าออกมา รัศมีของนางก็เปลี่ยนแปลงไปในทันที
วูบ!
ด้านหลังของนางร่างเงาหงส์สวรรค์ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นขนนกหงส์สวรรค์ทั้งเก้าเส้นสั่นไหวพร้อมเพรียงกันส่งเสียงก้องกังวานราวกับกระบี่เทพที่กำลังสั่นสะเทือนปล่อยแสงศักดิ์สิทธิอันเจิดจ้าออกมา
“โอ้จริงรึ” สีหน้าของซูฉางเซิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เช่นนั้นข้าจะไปกับเจ้าเพื่อตามหาสักหน่อย!”
ซูฉางเซิงยิ้มเล็กน้อยโอบเอวจีหวงและฉางเยวี่ย พร้อมกับก้าวเท้าหายตัวไปจากที่เดิมในทันที