ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 หนึ่งดาบผ่ามิติ

            เซวี่ยเทียนไม่ได้โดนประเด็นของหลินหยางปั่นหัวได้ง่ายๆเขาถามกลับไปอย่างใจเย็นว่า “ไอ้หนู ทองคำพันล้านช่างที่เจ้าว่ามาน่ะ พวกเราไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกนะ...”

            “ไม่เป็นไรเจ้าใช้ธงโจรสลัดของเจ้ามาพนันแทนก็ได้” หลินหยางดูเหมือนจะวางแผนทั้งหมดเอาไว้เรียบร้อยแล้วคำพูดแค่ประโยคเดียวก็สามารถทำให้อีกฝ่ายเงียบลงไปทันที

            จะพนันกับธงของพวกเราอย่างนั้นรึ?

            ใครมันจะไปยอมวะ?

            ต้องรู้ก่อนว่าธงโจรสลัดนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้หากินของกลุ่มโจสลัดทั้งหลาย เป็นดั่งชีวิตของกลุ่มโจรสลัดเลยก็ว่าได้

            การพนันครั้งนี้ ไอ้หลินหยางนี่มันคิดจะพนันกับท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬเลยทีเดียว

            “ฮะฮะ... เจ้าหนูน้อยแบบนี้มันไม่โลภไปหน่อยหรือ” เซวี่ยเทียนไม่มีทางเอาชะตากรรมของกลุ่มโจรสลัดทั้งกลุ่มมาพนันมั่วซั่วแบบนี้อยู่แล้วเขาพูดต่อด้วยรอยยิ้มเย็นชาว่า “แล้วก็ต่อให้ข้าไม่คิดจะพนันกับเจ้าแต่เงื่อนไขที่ข้าวางเอาไว้แต่แรกก็ยังต้องจัดการต่อให้เสร็จ”

            หลินหยางตอกกลับด้วยรอยยิ้มเย็นชาเช่นกันว่า“ทองคำพันล้านช่างวางกองอยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้วคนที่มันไม่กล้าพอจะมาคว้าไปแบบเจ้า ยังมีหน้ามาบอกว่าจะเตะข้าออกจากทีมอีกหรือ?”

            “เจ้า!!”

            เซวี่ยเทียนไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

            เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองถูกผลักเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ตัดสินใจลำบากแล้ว

            การที่อีกฝ่ายควักเงินจำนวนมหาศาลออกมาตั้งไว้แบบนี้มันกลับทำให้ตัวเขาไม่สามารถลงมือเล่นงานได้โดยง่าย

            สถานการณ์ในตอนนี้ถูกหลินหยางพลิกกลับกลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบแทนแทบจะทันที

            แบบนี้มันน่าหงุดหงิดจริงๆ

            “กลัวอะไรอยู่น่ะลูกพี่! หรือท่านกลัวว่าจะแพ้มันอย่างนั้นหรือ?”

            ระหว่างที่เซวี่ยเทียนกำลังประเมินสถานการณ์อยู่นั้นเหล่าลูกสมุนที่อยู่ข้างๆ กลับอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

            “นั่นสิ ลูกพี่ มันก็แค่ใช้เงินมาขู่ท่านก็เท่านั้นเอง! มันแค่อยากให้ท่านไม่กล้าสู้กับมันมันจะได้สะบัดตูดหนีออกไปได้อย่างสบายใจอย่างไรเล่า ท่านอย่าไปกลัวมันไปกระทืบมันเลย พี่น้องทุกคนเห็นด้วยกับท่านแนอน!”

            “ตื้บมันเลย ลูกพี่ พวกเราเห็นด้วย!!”

            เห็นเงินแล้วหน้ามืดตามัวกันทุกคนคนที่มีสมองแบบเซวี่ยเทียนในกลุ่มโจรสลัดนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย ส่วนคนที่เหลือก็ถูกหลินหยางเอาเงินจำนวนมหาศาลมาล่อจนหน้ามืดติดกับไปแล้วเรียบร้อย

            ทองคำพันล้านช่างเลยนะ!

            ไม่เอาก็บ้าแล้ว!

            แค่กระทืบไอ้เด็กนี่ได้จะไม่ไปร่วมสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีวันพรุ่งนี้ด้วยก็ยังได้เลย!

            เอาเลย ลูกพี่ พนันกับมันเลย!!

            “อย่างไร? เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังต้องคิดนานขนาดนี้... กลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬนี่แอบน่าผิดหวังอยู่นิดๆนะ” หลินหยางยังคงราดน้ำมันลงกองไฟให้ลุกโหมมากกว่าเดิม

            มุมปากของเขายังคงอยู่ในมุมเดิมไม่มีใครดูออกเลยว่าในหัวเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

            ส่วนเซวี่ยเทียนนั้นด้วยความที่ตัวเองถูกเร้าจากพวกพ้องอย่างหนัก บวกกับความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองว่าจะต้องชนะอีกฝ่ายได้แน่ๆเขาเลยกัดฟันยอมรับการพนันที่หลินหยางเสนอมา

            “มารดามันเถอะคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าหรืออย่างไร มาสิ พนันก็พนัน! เข้ามาเลย!”

            หลังจากที่เขาตะโกนเสียงดังลั่นออกมาแล้วการต่อสู้เล็กๆ ที่แต่เดิมเป็นแค่การหาเรื่องเตะหลินหยางออกจากทีมนั้นตอนนี้มันได้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว

            โดยบัดนี้มันได้กลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่ฝ่ายโจรสลัดวายุทมิฬเดินพันด้วยความอยู่รอดของกลุ่มกับอีกฝ่ายที่เดิมพันด้วยทองคำมูลค่ามหาศาลหลักพันล้านซึ่งมันกำลังจะเริ่มเปิดม่านขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว

            พื้นที่บริเวณนั้นถูกจัดการให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว

            ส่วนเถ้าแก่ใหญ่แห่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าทั้งสามคนก็กระจายตัวไปยืนคนละมุมรูปสามเหลี่ยมอยู่ตรงบริเวณรอบนอกของลานกว้างโดยมีพลังฟ้าดินของทั้งสามที่ทำหน้าที่เป็นดั่งม่านพลังคอยกักเก็บจิตสังหารอันรุนแรงเอาไว้กลางลานกว้างนี้

            พื้นที่รอบลานกว้างนี้เองก็มีคนจำนวนหลายร้อยคนที่รีบมายืนมุงล้อมเอาไว้อย่างรวดเร็วคาดว่านอกจากคนของพวก “ลัทธิศักดิ์สิทธิ์”ที่ไม่ได้มาร่วมชมความบันเทิงในครั้งนี้แล้วดูเหมือนว่าคนที่อยู่ในส่วนของที่พักอาศัยแห่งนี้ล้วนมาร่วมชมความสนุกสนานที่กำลังจะเกิดขึ้นกันทุกคน

            คุณชายหลินหยางที่เพิ่งมาใหม่ปะทะกับวายุทมิฬเซวี่ยเทียน การต่อสู้ที่น่าสนุกขนาดนี้ ผู้คนย่อมต้องไม่อยากพลาดชมเป็นธรรมดา

            ผู้ชมที่กำลังยืนดูอยู่ส่วนมากจะเป็นสมาชิกของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬเป็นหลักดังนั้นเสียงตะโกนที่กำลังดังอื้ออึงอยู่นั้นย่อมต้องเป็นเสียงเชียร์ให้กับเซวี่ยเทียนอยู่แล้ว

            “ลูกพี่ สู้ๆ!”

            “เล่นมันให้ตายเลยลูกพี่!”

            แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายเหล่านี้กลับทำให้ส่วนที่พักอาศัยของเหล่ายอดฝีมือที่มารวมตัวกันเพื่อออกสำรวจทะเลสาบจากทั่วทั้งทวีปชี่อู่แห่งนี้มีบรรยากาศที่คึกคักอักโขและเร่าร้อนดุจเพลิงโชน

            สายตาทั้งหมดล้วนกำลังจับจ้องไปที่ด้านในของลานกว้าง

            เงาร่างสองสาย หนึ่งขาวหนึ่งดำกำลังยืนนิ่งอยู่กลางสนามราวกับรูปปั้นแกะสลักก็ไม่ปาน

            เมื่อต้องเผชิญกับการต่อสู้ครั้งสำคัญแบบนี้เซวี่ยเทียนย่อมไม่มีทางปล่อยให้ลูกน้องเป็นคนจัดการเองอยู่แล้ว

            ถึงแม้ว่าตัวเขาเองก็ไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเขาที่วางแผนทั้งหมดไว้อย่างรอบคอบดีแล้วกลับถูกอีกฝ่ายต้อนจนต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ซะได้

            ไอ้หลินหยางนี่ อยู่ดีๆ ก็มีพลังที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ง่ายๆแบบนั้น ถึงแม้ว่าพลังนั่นจะมาจากความช่วยเหลือด้านการเงินของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าก็ตามแต่ท่าทีอันเยือกเย็นและไร้ซึ่งความลังเลนั่นก็ทำให้เซวี่ยเทียนแอบรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย

            แต่พอเขากลับมาลองคิดดูดีๆ อีกทีแล้ว

            เดี๋ยวก่อนนะ

            ตัวข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปหวาดกลัวไอ้เด็กน้อยระดับเซียนเทียนนั่นเลยนี่นา!

            อย่างนั้นก็คิดได้แค่ว่าหลินหยางมันแค่วางแผนจะขู่ให้เขากลัวเฉยๆ...แต่มันจะมีใครที่ไหนเอาทองคำกว่าพันล้านชั่งมาเพื่อใช้แค่ข่มขู่คนอื่นกันเล่า?

            เซวี่ยเทียนรู้สึกว่ายิ่งคิดยิ่งสับสนตรรกะทั่วๆ ไปมันเอามาใช้กับหลินหยางนี่ไม่ได้เลย

            มารดามันเถอะ ไม่คิดมันแล้ว

            อย่างไรตัวข้าก็ไม่มีทางแพ้ไอ้หนูน้อยแบบนี้อยู่แล้ว!

            ขอแค่หนึ่งกระบวนท่า

            กระบวนท่าเดียวก็มากพอให้ข้าคว้าเอาทองคำพันล้านช่างนั่นมาได้แล้ว!!

            แต่ในตอนที่เซวี่ยเทียนกำลังฝืนสงบใจตัวเองอยู่นั้นหลินหยางที่ยืนฝั่งอยู่ตรงข้ามกลับพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยความหงุดหงิดว่า

            “พร้อมรึยัง?”

            ไอ้เวร!

            ทำไมไอ้หนูนี่มันยังดูใจเย็นขนาดนั้นเล่า!

            คำพูดสั้นๆ แค่ประโยคเดียวของหลินหยางก็สามารถทำให้เซวี่ยเทียนที่อุตส่าห์สงบใจอย่างยากลำบากต้องหวั่นไหวอีกครั้ง

            ช่วยไม่ได้

            ไม่ว่าใครเมื่อต้องแบกรับชะตากรรมของพี่น้องจำนวนมากเอาไว้แบบเขาแล้วมันย่อมต้องรู้สึกกดดันเป็นธรรมดา ต่อให้หลินหยางจะดูอ่อนแอ กระจอกงอกง่อย แต่เซวี่ยเทียนก็ไม่อาจสงบหัวใจที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่งของตัวเองได้เลย

            “แม่มันเถอะ เจ้าไม่ต้องมายุ่ง!”

            เซวี่ยเทียนแสร้งทำเป็นเกรี้ยวกราดเพื่อปลุกใจตัวเอง

            แค่หลินหยางกลับกำลังยื่นแคะหู

            ใช่แล้ว

            แคะหูด้วยท่าทางเบื่อหน่ายสุดขีดแบบนั้นท่าทางเหมือนอยากจะรีบตีกันให้จบๆ ไป จะได้กลับบ้านไปนอนเสียที

            “ถ้าพร้อมแล้วก็เข้ามาเถอะ”

            หลินหยางเป่าลมใส่นิ้วอย่างสบายใจเฉิบ

            “ไอ้หนูนี่รนหาที่ตายซะแล้ว!”

            เซวี่ยเทียนถูกท่าทีของหลินหยางยั่วจนโมโหขึ้นมาแล้วเขาทิ้งความคิดความกังวลในใจทั้งหมดไปทันทีจากนั้นก็ระเบิดพลังฟ้าดินอันมหาศาลสมกับที่เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางออกมา

            กระบองยาวสีดำขนาดใหญ่แท่งหนึ่งถูกเขาเรียกออกมาถือไว้ในมือ

            ชื่อของมันคือ “เจียวซา” ส่วนปลายทั้งสองด้านมีหมุดอันแหลมคมจำนวนมากยื่นออกมา ดูๆ ไปก็คล้ายกับคมเขี้ยวอันแหลมคมของปลาฉลามก็ไม่ปาน

            ยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นกลางที่มีพลังฟ้าดินธาตุน้ำอันลึกล้ำดุจท้องทะเลแฝงอยู่เมื่อใช้คู่กับเคล็ดวิชาศักด์สิทธิเฉพาะตัวของเซวี่ยเทียน “เคล็ดวิชากระบองฉลามคลั่ง”แล้วยิ่งทำให้เหมือนมีฉลามคลั่งที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันเกรี้ยวกราดอันเต็มไปด้วยคลื่นยักษ์ที่สาดซัดอยู่ตลอดเวลาเป็นวิชาที่สร้างชื่อเรื่องความอำมหิตจนโด่งดังไปทั่วมหาทะเลสาบแดนใต้นี้

            ตึง

            เซวี่ยเทียนกระแทกกระบองยาวเจียวซาลงบนพื้นอย่างแรงจนรู้สึกราวกับว่าผืนปฐพียังเกิดการสะเทือน

            แต่หลินหยางที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นกลับทำท่าเหมือนไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แถมยังทำท่าหาวนอนให้เห็นอีกด้วย

            หนอยแน่!!

            เซวี่ยเทียนฝืนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

            เขาดีดตัวพุ่งออกไปทันทีกำลังขาทั้งสองข้างอันมหาศาลนั่นทำให้เกิดเศษฝุ่นพุ่งกระจายจนสูงเกือบเมตรตรงบริเวณที่เขาดีดเท้าพุ่งออกมา

            พลังอันแข็งแกร่งและอำมหิตจนสามารถพิชิตมหาทะเลสาบได้ของวายุทมิฬคนนั้นกำลังจะเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนแล้วกระบองยาวเจียวซาอันน่าหวาดกลัวนั่นดูคล้ายกับปลาฉลามที่กำลังอ้าปากอันใหญ่โตและเปื้อนเลือดอยู่ก็ไม่ปานมันพุ่งเข้าใส่หลินหยางพร้อมกับคลื่นน้ำมหึมาที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่

            จิตสังหารของเซวี่ยเทียนถูกระเบิดออกมาอย่างชัดเจนเขาหวังจะยุติการต่อสู้อันแสนกดดันนี่ลงในหนึ่งกระบวนท่า

            แต่ในเสี้ยวพริบตาที่เขากำลังพุ่งออกไปนั่นเองตรงหน้าเขา ก็พลันมีแสงสีเงินสว่างจ้าจนตาของเขาแทบบอดเปล่งออกมา

            อะไรกัน?

            หลินหยางสวมใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวแล้ว

            ชุดเกราะสีเงินขาวเปล่งประกายเรืองรองอย่างสวยงามห่อหุ้มร่างกายของหลินหยางเอาไว้ทุกส่วนดวงตาที่เหมือนกับผลึกคริสตัลคู่นั้นดูเย็นชาราวกับแววตาอันไร้ความรู้สึกของเทพสงครามบนสวรรค์ที่ใช้มองมายังภพมนุษย์ก็ไม่ปาน

            ฟึบ

            ผลึกแก้วที่คาดปิดบริเวณดวงตาของหลินหยางพลันมีเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นพลังฟ้าดินที่เก็บซ่อนอยู่ในชุดเกราะเหล็กขาวพลันพุ่งทะลักออกมาอย่างรุนแรงพลังอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานนั่นเมื่อนำมารวมกับพลังฟ้าดินธาตุไฟอันไร้ขีดจำกัดของหลินหยางแล้วในเสี้ยวพริบตานั้นเอง ตรงกลางลานกว้างก็เกิดเสาเพลิงสีแดงและสีเงินผสมกันลุกโชนจนพวยพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรุนแรง

            โอ้แม่เจ้า

            เหล่าสมาชิกกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬล้วนตาเหลือกจนลูกตาแทบหลุดออกจากเบ้า

            นั่นมันชุดเกราะบ้าอะไรกัน!!

            บนทวีปชี่อู่แห่งนี้ย่อมต้องมีชุดเกราะหลากหลายประเภทอยู่แล้วแต่โดยส่วนใหญ่แล้วมันก็ทำแค่เพิ่มพลังป้องกันให้ผู้สวมใส่เท่านั้น สำหรับเหล่าจอมยุทธ์ที่เน้นความรวดเร็วคล่องตัวและผู้ที่หยิ่งผยองในความสามารถของตนแล้วมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับชุดเกราะเท่าไร

            แต่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวของหลินหยางชุดนี้กลับสามารถเพิ่มพลังต่อสู้พื้นฐานของจอมยุทธ์ระดับสูงสุดของเซียนเทียนให้สูงขึ้นจนมีพลังเทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางได้ในทันทีแบบนี้มันบ้าบอสิ้นดี!

            เหล่าสมาชิกของกลุ่มโจรสลัดต่างก็ตกใจจนตาค้างไปแล้ว

            วิถีชีวิตบนท้องทะเลในฐานะโจรสลัดของพวกเขาไม่คิดเลยว่าวันนี้มันกำลังจะตกอยู่ในกำมือของจิ้งจอกตัวน้อยจอมเจ้าเล่ห์ตัวนี้

            แต่ว่ายังโชคดีที่ระดับพลังที่หลินหยางปล่อยออกมานั้นอย่างมากก็แค่สูสีกับลูกพี่เซวี่ยเทียนเท่านั้นยังพอมีทางสู้

            ซึ่งเซวี่ยเทียนเองก็คิดแบบนี้เช่นกัน

            ถึงชุดเกราะของหลินหยางจะดูน่ากลัวจนฉี่แทบเล็ดไปบ้างแต่ทั้งสองฝ่ายก็มีพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางเท่ากัน ใครจะเป็นฝ่ายชนะนั้นไม่ลองสู้ดูก็ไม่รู้หรอก!!

            มา!

            ลองกินกระบองของข้าดูสักทีเถอะ

             วิชากระบองฉลามคลั่งของเซวี่ยเทียนเข้ามาประชิดตัวหลินหยางกระบองเจียวซาถูกง้างขึ้นเหนือหัว ราวกับแท่นทะลายพิภพสีดำทะมึนหวดฟาดเข้าใส่เงาร่างสีเงินขาวที่กำลังเปล่งประกายแวววับอย่างเย็นชา

            ตูม

            เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวฝุ่นควันลอยขโมงเต็มฟ้า

            พื้นดินถูกเซวี่ยเทียนฟาดใส่จนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดมหึมาแต่กลับไม่เห็นหลินหยางแม้แต่เงา

            เร็วมาก

            หลินหยางหลบการโจมตีครั้งนี้ได้แบบฉิวเฉียดขณะเดียวกันก็ดีดตัวเองลอยขึ้นสูงพร้อมกับเรียกเอาดาบยาวที่ดูราวกับถูกสร้างขึ้นจากเปลวเพลิงอันร้อนแรงมาถือไว้ในมือ

            แกว๊ก

            เสียงพญาวิหคคำรามสะท้านภพ

            ประกายดาบเฟิ่งอู่ส่องประกายไปทั่วท้องนภา

            หลินหยางยกดาบเฟิ่งอู่ขึ้นสูงเหนือหัวใบดาบอันเรียวบางนั่นกลับสามารถระเบิดแรงกดดันอันหนาแน่นออกมาอย่างกว้างขวางดุจขุนเขาอันสูงใหญ่

            ครั้งนี้ดาบของหลินหยางไม่ได้ดูลี้ลับจับทางได้ยากแบบเพลงดาบเฟิ่งอู่หวังหลีแล้ว แต่มันถูกแทนที่ด้วยสำนึกดาบอันหนักแน่นและหยิ่งผยองถึงขีดสุดในใต้หล้านี้

            หลินหยางได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับดาบเฟิ่งอู่กลายเป็นคมดาบขนาดมหึมาที่สูงหลายสิบเมตร ราวกับภูเขาขนาดใหญ่โตที่อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากอากาศยิ่งใหญ่อลังการเหลือคณานับ

            นี่คือวรยุทธ์ที่ได้รับสืบทอดมาจากต้วนเทียนหยาวิชาดาบที่เคยพิชิตฟ้าดินมาแล้วนั่น ตอนนี้มันได้กลายเป็นท่าไม้ตายของหลินหยางแล้ว

            หนึ่งดาบ...ผ่ามิติ!

            ฟัน!

            ตูมมม!

            ผู้คนบริเวณนั้นราวกับได้เห็นโลกทั้งใบกำลังพังพินาศลงต่อหน้าต่อตาตัวเอง

            ดาบของหลินหยางคล้ายกับเป็นดรรชนีของเทพพระเจ้าที่สามารถแหวกสวรรค์ชั้นฟ้าจนแตกเป็นเสี่ยงๆบดขยี้ผืนพิภพจนแหลกเป็นเถ้าธุลี

            ขนาดระยะห่างระหว่างคมดาบและผืนดินยังเหลือตั้งหนึ่งร้อยเมตรบริเวณผืนดินที่อยู่ใต้คมดาบนั่นก็ถูกแหวกจนเป็นร่องขนาดใหญ่แล้วทุกสิ่งที่อยู่ใต้คมดาบนั้นล้วนถูกบดขยี้จนแหลกสลายเป็นฝุ่นผง

            ช่างเป็นเพลงดาบที่ดุดันแข็งแกร่งอะไรขนาดนี้

            ยอดเยี่ยมสมเป็นวิชาหนึ่งดาบผ่ามิติ

            ถ้าต้วนเทียนหยาที่ตอนนี้อยู่ห่างออกไปไกลนับหมื่นลี้มีโอกาสได้เห็นหลินหยางใช้เพลงดาบนี้ละก็เกรงว่าเขาก็คงหัวเราะชอบใจออกมาเหมือนกัน

            แต่เซวี่ยเทียนตอนนี้แทบจะร้องไห้แล้ว

            เพียงกระบวนท่าแรกของหลินหยางก็ทำให้เขารู้สึกยากที่จะต้านทานได้แล้ว

            ถึงแม้ระดับวรยุทธ์ของเขาจะเท่ากับหลินหยางในมือก็ถือยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันเอาไว้ด้วย แต่กระนั้นแล้ววิชากระบองฉลามคลั่งของเขาเมื่อเอาไปเทียบกับหนึ่งดาบผ่ามิติของหลินหยางแล้วความต่างชั้นมันพอๆ กับเอามวยวัดไปเทียบกับวิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรเลยทีเดียว

            วิชากระบองของเขานั้นเป็นแค่เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับทั่วๆไป แต่เพลงดาบที่หลินหยางใช้ออกมานั้น ดูจากอิทธิฤทธิ์ของมันแล้วจะต้องเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดอย่างแน่นอนที่เซวี่ยเทียนบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเอาชนะหลินหยางในกระบวนท่าเดียวนั้น ดูท่าทางแล้วอาจจะเป็นตัวเขาเองมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายถูกหลินหยางซัดหมอบในหนึ่งกระบวนท่า!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน