ซูเจี๋ยนรู้สึกกราดเกรี้ยวเดือดดาลสุดๆแต่ก็กลัวว่าถ้าขยับตัวมากเกินไปจะทำให้อันอี่เจ๋อลงมือซ้ำอีกทีดังนั้นจึงได้แต่ฝืนทนกล้ำกลืนไว้ด้วยความยากลำบากเพียงแต่วงแขนที่โอบรอบคออันอี่เจ๋อไว้นั้นเริ่มรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าผ่านไปเพียงครู่เดียวอันอี่เจ๋อก็ต้องไอแค่กๆ ออกมาพร้อมกับตวาดเสียงดุอีกครั้ง : “รัดแขนแน่นไปแล้ว!”
ซูเจี๋ยนถลึงตาใส่เื้ัศีรษะของคนตรงหน้าอย่างแค้นเคืองทว่าเสียงที่เขาพูดออกมากลับยังคงใสซื่อบริสุทธิ์อยู่เช่นเดิม : “แต่ว่า ฉันกลัวตกนี่นา”
อันอี่เจ๋อไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงยกร่างบางบนหลังสูงขึ้นไปอีกนิด
แม้เรือนร่างของสาวงามซูเจี๋ยนจะโปร่งบางสักแค่ไหนแต่จะอย่างไรก็เป็น้ำหนักของผู้ใหญ่คนหนึ่งหลังจากแบกเขาขึ้นหลังเดินไปได้หลายชั้นลมหายใจของอันอี่เจ๋อก็เริ่มทวีความหนักหน่วงขึ้นอย่างช้าๆ
ซูเจี๋ยนได้ยินเสียงนี้ดังอยู่ข้างหูพอดีพลันฮึกเหิมขึ้นมาทันใด รีบเอ่ยปากขึ้นอย่างกระตือรือร้น : “สัมมี~เงียบๆ แบบนี้น่าเบื่อนะว่ามั้ย? เรามาลองเล่นเกมลับสมองกันหน่อยดีกว่า!”
หลังพูดจบแล้วก็ไม่รอให้อันอี่เจ๋อได้ส่งเสียงตอบเขารีบพูดต่อเสียงเจื้อยแจ้วทันที
“สเต็กแบบสุกหนึ่งในสามส่วนเดินมาเจอกับสเต็กแบบสุกครึ่งส่วนเข้าอย่างจังแต่พวกมันกลับไม่ยอมทักทายกันเลย คุณคิดว่าเป็เพราะอะไร”
อันอี่เจ๋อไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองซูเจี๋ยนก็ไม่ได้ขุ่นเคืองแต่อย่างใด จัดการถามเองตอบเองให้เสร็จสรรพ : “เพราะพวกมันยังมีความสุข (สุก) ไม่มากพอไงล่ะ! ฮ่าๆๆ!คำถามแบบนี้คลาสสิกสุดๆ เลยนะคุณว่ามั้ย”[1]
อันอี่เจ๋อ : “……”
“เอาล่ะลองดูอีกซักคำถามนะ! มีคนอยู่สองคนพวกเขาร่วงลงไปในหลุมเดียวกัน คนหนึ่งตาย อีกคนหนึ่งรอด คนที่ตายไปนั้นเรียก ‘หัวเหริน’ (คนเป็) อยากถามว่าแล้วอีกคนที่รอดนั้นจะเรียกอะไร”
อันอี่เจ๋อ : “……”
ซูเจี๋ยนยื่นมือไปตบๆ ศีรษะของอันอี่เจ๋อเบาๆ :“เล่นหน่อยสิ! ตอบคำถามเร็วเข้าเด็กโง่!”
อันอี่เจ๋อใช้น้ำเสียงเข้มลึกเอ่ยออกมาคล้ายจะแฝงด้วยอาการกัดฟันทนอยู่บ้าง : “ถามอีกรอบฉันจะโยนเธอลงไป”
ซูเจี๋ยนถอนฝ่ามือกลับไปอย่างเคอะเขิน : “คุณนึกคำตอบไม่ออกก็ไม่เป็ไรหรอก! ฉันเฉลยให้ก็ได้คนที่รอดคนนั้นน่ะ ก็ต้องเรียกให้ ‘ช่วยฉันด้วย!’ น่ะสิ!”
สายลมหวิวๆพัดผ่านขั้นบันไดอันเปลี่ยวร้างวังเวง......
อันอี่เจ๋อก้าวขาเดินขึ้นบันไดต่อไปอย่างเงียบงันซูเจี๋ยนเอนกายอยู่บนแผ่นหลังชายหนุ่มอย่างเกียจคร้าน เขาเบื่อมากจริงๆหลังจากเงียบกริบกันต่อไปอีกครู่หนึ่ง เขาก็เปิดปากเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“งั้นเรามาฟังเื่ตลกกันเถอะ! กาลครั้งหนึ่ง เ้าถั่วเขียวต้องเลิกกับแฟนสาวของเขา เขาก็เลยร้องไห้ร้องไห้แล้วก็ร้องไห้ ร้องไห้เพราะอกหักหนักมาก ร้องจนน้ำตาไหลเป็ลิตรๆแล้วเขาก็...... งอกออกมา”
“........”
“ไม่ขำเหรอ?งั้นลองฟังอีกเื่ กาลครั้งหนึ่ง มีแมว....”
“หุบปาก!”
ได้ยินน้ำเสียงเย็นะเืของอันอี่เจ๋อในที่สุดซูเจี๋ยนก็ยอมหุบปากไปอย่างเชื่อฟัง ใน่เวลาอันเงียบงันนี้ จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงหอบหายใจหนักๆ ของอันอี่เจ๋อดังขึ้นอย่างเด่นชัด
เอเอ๊~ นี่เดินขึ้นมาถึงชั้นไหนแล้วน้าา~ดูเหมือนจะผ่านชั้นที่สิบมาแล้วรึเปล่าน้อ~ ดูเหมือนว่าจะเป็แบบนั้นนะ ‘สัมมี’ คนนี้นี่แรงดีจริงเชียว~ซูเจี๋ยนลอบมองอันอี่เจ๋อจากทางเื้ัแสยะปากยิ้มชั่วร้ายยามที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็นทว่าเบื้องหน้าก็ยังแสร้งทำเป็เอาใจใส่ : “สัมมี~เหนื่อยแล้วเหรอ ให้ฉันร้องเพลงให้ฟังเป็ไง? คุณจะได้มีแรง!”
อันอี่เจ๋อหยุดเขาไม่ทันซูเจี๋ยนเริ่มร้องเพลงทันที น้ำเสียงนั้นร่าเริงก้องกังวานอย่างมากแสดงให้เห็นว่าตอนนี้เขาอารมณ์ดีขนาดไหน
“ยอดชายผู้ถือห่วงคล้องม้าเ้าช่างแกร่งกร้าวห้าวหาญนัก
ควบอาชาโหมทะยาน ปานลมพายุหอบหนึ่ง
ถิ่นแดนไกลจนสุดสายตา ขอเร่ร่อนติดตามเ้าไป
จิตใจอันผ่าเผยเสรีของเ้ากว้างขวางดุจผืนแผ่นดิน
ยอดชายผู้ถือห่วงคล้องม้า เ้าอยู่ในใจข้า
ข้าเพียงหวังจะได้หลอมละลายไปในแผงอกกว้างกำยำของเ้าาา....โอ๊ะ?มีอะไรเหรอ?”
อันอี่เจ๋อวางร่างของซูเจี๋ยนลงบนพื้นอย่างเบามือเมื่อชายหนุ่มหันหน้ากลับมา ซูเจี๋ยนจึงได้เห็นหยาดเหงื่อเม็ดโตๆไหลลงมาตามใบหน้าบูดบึ้งดำคล้ำของอันอี่เจ๋อ
ซูเจี๋ยนลอบแสยะยิ้ม อันอี่เจ๋ออ้าอันอี่เจ๋อจุ๊ๆ หลังจากปีนบันไดมาสิบสองชั้น นายก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้วสินะ?
ขณะที่กำลังปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งจิตทั้งใจอยู่นั้นเองจู่ๆ อันอี่เจ๋อก็ชำเลืองมองเขาด้วยแววตาเย็นเยียบ กล่าวออกมาเสียงเข้ม : “จากนี้ไป ไม่ต้องส่งเสียงอะไรออกมาอีก!”
ซูเจี๋ยน : “......”
หลังจากพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ปีนขึ้นไปบนหลังของอันอี่เจ๋ออีกครั้งคราวนี้ซูเจี๋ยนไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาอีกแม้แต่แอะเดียว
ดังนั้น ท่ามกลางบันไดทางเดินอันว่างเปล่าจึงมีเพียงเสียงฝีเท้าของอันอี่เจ๋อที่ดังก้องไปทั่ว
ซูเจี๋ยนครุ่นคิด เสียงฝีเท้าที่อันอี่เจ๋อก้าวเดินนี่ช่างเป็จังหวะดีจริงๆ......
ดังนั้นซูเจี๋ยนจึงรับฟังเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคงนี้จนสะลึมสะลือแล้วก็ค่อยๆผล็อยหลับไป
----------------------
เชิงอรรถ
[1] ระดับความสุกของสเต็ก ใช้บ่งบอกด้วยตัว ‘熟’โดยมีคำแสดงระดับความสุกอยู่ข้างหน้า (เช่น สุกหนึ่งในสามส่วน (一块三分熟) คือ medium rare) ซึ่งตัวอักษร ‘熟’ ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่แปลว่าความสนิทสนมคุ้นเคยก็ได้ ดังนั้น คำว่า ‘ยังมีความสุกไม่มากพอ’ ก็คือแปลได้อีกอย่างว่า ‘ยังไม่สนิทสนมคุ้นเคยกันมากพอ’
----------------------
แฟนเพจ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T
ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย