เช้าวันรุ่งขึ้น หลังมื้ออาหารเช้า ฉินหยวนเฟิงหยิบสมุดบันทึกที่หวังหย่าจิ้งฝากไว้ แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของทิงเสวี่ย
เมื่อไปถึง เขาพบว่าทิงเสวี่ยกำลังง่วนอยู่กับการจับเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนอาบน้ำ
“หมาก็ต้องอาบน้ำด้วยเหรอ?” ฉินหยวนเฟิงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นคนลงทุนลงแรงอาบน้ำให้สุนัข
ทิงเสวี่ยตอบพลางออกแรงขัดถูเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนจนฟองฟอด “ใช้แล้ว ต้องอาบอยู่แล้ว หมาน่ะแหล่งสะสมเชื้อโรคเลยนะ อาบน้ำบ่อยๆ จะได้ไม่มีเห็บหมัด กอดแล้วก็สะอาดสะอ้านดีด้วย”
ฉินหยวนเฟิงส่งเสียงรับในลำคอเบาๆ แต่สายตากลับฉายแววไม่เห็นด้วยนัก ‘ทั้งที่จนขนาดนั้น แต่ก็ยังรักสะอาดอีก’ เขาค่อนขอดในใจ
ไม่นานทิงเสวี่ยก็จัดการอาบน้ำให้เจ้าตูบเสร็จเรียบร้อย เธอผูกมันไว้ที่เสา ก่อนจะชี้มือไปทางประตูห้องโถงที่เปิดอ้าอยู่ เพื่อถามว่าเขาจะเข้าไปนั่งข้างในหรือจะรอข้างนอก
“ข้างนอกนี่แหละ” ฉินหยวนเฟิงตอบสั้นๆ พร้อมกับยื่นสมุดบันทึกในมือให้ “นี่หย่าจิ้งฝากมาให้ เธอบอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรในใจหรือมีความลับที่ไม่อยากบอกใคร ก็ให้เขียนลงในนี้”
“ฝากขอบคุณหย่าจิ้งด้วยนะ ฉันไม่ได้ของขวัญมานานมากแล้ว” ทิงเสวี่ยรับสมุดบันทึกมาด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม
มันเป็นสมุดบันทึกเล่มใหม่เอี่ยม ปกสีชมพูหวานแหวว ตรงกลางมีรูปกระต่ายน้อยน่ารักพิมพ์ติดอยู่ ดูน่ารักสมวัยเด็กหญิง
เมื่อเห็นท่าทางดีอกดีใจของทิงเสวี่ย รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินหยวนเฟิง
ทิงเสวี่ยสังเกตเห็นว่า เดี๋ยวนี้ฉินหยวนเฟิงยิ้มบ่อยขึ้นกว่าตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ มาก แม้แววตาเศร้าสร้อยจะยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ แต่ก็ไม่หม่นหมองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และถึงแม้เธอจะไม่กล้าเหมาเอาเองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพราะเธอเพียงคนเดียว แต่ลึกๆ เธอก็อดไม่ได้ที่จะดีใจและแอบภูมิใจอยู่เงียบๆ
ทันใดนั้นฉินหยวนเฟิงก็ล้วงหยิบกระปุกออมสินรูปหมูตัวเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะเทของข้างในทั้งหมดลงบนพื้น ธนบัตรหลากสีสันร่วงกราวลงมากระจายเกลื่อน แม้มูลค่าแต่ละใบจะไม่มากนัก มีทั้งใบละไม่กี่เหมา ไม่กี่เฟิน ใบที่ใหญ่ที่สุดคือใบละห้าหยวน แต่เมื่อรวมกันแล้วก็ถือเป็นเงินก้อนโตสำหรับเด็ก
“นี่นายกะจะมาอวดรวยกับฉันหรือไง ฉินหยวนเฟิง?” ทิงเสวี่ยเห็นกองเงินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตาโตด้วยความอิจฉา
“เปล่า... ฉันไม่ได้จะอวด” ฉินหยวนเฟิงปฏิเสธเสียงซื่อ “ฉันแค่อยากจะบอกว่า ปิดเทอมหน้าร้อนนี้ฉันหาเงินได้เท่านี้แหละ ทั้งหมดสามสิบห้าหยวน”
“แล้วนายจะเอาเงินพวกนี้ไปทำอะไร?” ทิงเสวี่ยถามเสียงเบาลง
ฉินหยวนเฟิงค่อยๆ กวาดเงินใส่กลับเข้าไปในกระปุกออมสินตามเดิม “ก็ต้องเก็บไว้สิ... ทิงเสวี่ย เธอช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?”
ทิงเสวี่ยชะงัก “ช่วยอะไรเหรอ?”
“ช่วยเก็บเงินนี่ให้ฉันหน่อย” ฉินหยวนเฟิงยื่นหมูออมสินให้ “เงินค่าขายสมุดแบบฝึกหัดคราวก่อน ฉันฝากหย่าจิ้งเก็บไว้แล้ว ส่วนก้อนนี้... รบกวนเธอช่วยเก็บให้ทีนะ”
“ทำไมไม่เก็บไว้เองล่ะ? กลัวตัวเองใจแตกใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือไง?” ทิงเสวี่ยถามอย่างสงสัย
“ฉันไม่ใช่คนใช้เงินมือเติบหรอก” ฉินหยวนเฟิงส่ายหน้า “แต่ถ้าขืนเอาเงินไว้ที่บ้านคุณยาย ไม่ช้าก็เร็ว มันต้องหายไปแน่ๆ เธอคงเดาออกใช่ไหมว่ามันจะหายไปไหน... ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ทุกคนไม่สบายใจ โดยเฉพาะคุณตากับคุณยาย พวกท่านลำบากเพราะฉันมามากพอแล้ว ไม่อยากให้ท่านต้องมาคอยระแวงเรื่องพวกนี้อีก”
ทิงเสวี่ยเข้าใจความนัยที่ฉินหยวนเฟิงสื่อทันที
สองพี่น้องหวังเถียนเถียนกับหวังเหว่ยไฉนั้นขึ้นชื่อเรื่องมือไวเป็นที่สุด ลำพังกับคนนอกพวกเขาไม่กล้าทำอะไร แต่กับข้าวของในบ้านปู่ย่า พวกเขากลับหยิบฉวยไปอย่างหน้าด้านๆ จะเรียกว่าหยิบก็ดูสุภาพเกินไป ความจริงมันก็คือ ‘ขโมย’ นั่นแหละ
ขนาดหวังหย่าจิ้งนานๆ มาที เผลอแป๊บเดียวสองพี่น้องนั่นยังแอบไปรื้อกระเป๋าขโมยของ นับประสาอะไรกับฉินหยวนเฟิงที่อาศัยอยู่ด้วยกัน... หากพวกเขาเห็นของมีค่า มีหรือจะปล่อยให้รอดมือ
แม้ในแง่วัตถุ ฉินหยวนเฟิงจะไม่ขาดแคลน พ่อที่แม้จะไม่ใส่ใจแต่ก็ยังส่งเงินมาให้ ป้าๆ น้าๆ ก็แวะเวียนเอาของดีๆ มาฝากเสมอ แต่สิ่งเดียวที่เขาขาดแคลนและโหยหาที่สุดคือ ‘ความรักและความปลอดภัย’ ในบ้าน
ของดีๆ ของฉินหยวนเฟิงมักจะตกเป็นเป้าของสองพี่น้องตระกูลหวังเสมอ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง หากเขาเก็บเงินก้อนนี้ไว้ที่บ้าน ต่อให้ซ่อนดีแค่ไหนก็คงไม่พ้นเงื้อมมือมาร เว้นแต่จะมีตู้เซฟนิรภัย ซึ่งเงินแค่ไม่กี่สิบหยวนก็คงไม่คุ้มที่จะลงทุนขนาดนั้น
ทิงเสวี่ยคาดไม่ถึงว่าฉินหยวนเฟิงจะไว้ใจเธอถึงขนาดนี้ “ฉันกับนายไม่ใช่ญาติกันสักหน่อยนะ นายเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากมาฝากไว้ที่ฉัน ไม่กลัวฉันจะฮุบเอาไปใช้เองเหรอ?”
“ฉันเชื่อใจเธอ!” ฉินหยวนเฟิงตอบเสียงหนักแน่น สายตาคมกริบจับจ้องไปที่ดวงตาของทิงเสวี่ย
ดวงตาของเขายังคงดูลึกล้ำและสว่างไสว ราวกับดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
ความไว้วางใจอันบริสุทธิ์ที่ฉินหยวนเฟิงมอบให้ ทำให้หัวใจของทิงเสวี่ยรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด... การที่มีใครสักคนกล้าฝากทรัพย์สินไว้กับเรา นั่นคือเครื่องพิสูจน์ความไว้ใจขั้นสูงสุด
ทิงเสวี่ยชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจรับกระปุกออมสินมา “ก็ได้... ฉันจะช่วยเก็บไว้ให้ ย่าฉันมีหีบไม้ใบหนึ่งที่ล็อกกุญแจได้ ฉันเก็บของมีค่าทั้งหมดไว้ในนั้นแหละ วางใจได้เลย เพราะยังไงซะ... หลินหงเหมยกับหลินหงจวินก็ไม่ได้นิสัยดีไปกว่าหวังเถียนเถียนกับหวังเหว่ยไฉเท่าไหร่หรอก ต้องระวังเหมือนกัน”
ฉินหยวนเฟิงเดินตามทิงเสวี่ยเข้าไปในห้องนอน เธอมุดไปดึงหีบไม้การบูรที่อยู่ใต้เตียงออกมา ไขกุญแจเปิด แล้วบรรจงวางกระปุกออมสินลงไปข้างใน
หีบไม้การบูรใบนี้ดูเก่าแก่ทว่าทรงคุณค่า ตัวหีบแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง เข้าเดือยไม้ด้วยเทคนิคช่างโบราณที่หาดูยาก
หลังจากล็อกหีบเรียบร้อย ทิงเสวี่ยก็เลื่อนมันกลับไปซ่อนไว้ใต้เตียงตามเดิม ส่วนกุญแจดอกเล็กนั้น เธอเก็บใส่กระเป๋าเสื้อไว้อย่างมิดชิด
ฉินหยวนเฟิงถือโอกาสกวาดตามองสำรวจห้องนอนของทิงเสวี่ยอย่างพินิจพิเคราะห์
ห้องนอนของเด็กหญิงกว้างขวางพอสมควร ของตกแต่งมีไม่มาก นอกจากเตียงนอน โต๊ะเครื่องแป้งแบบเก่า โต๊ะเขียนหนังสือตัวใหม่ หีบไม้สองสามใบ และตู้เสื้อผ้า ก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นอีก ที่ขอบหน้าต่างมีกระถางต้นเบญจมาศวางอยู่ เห็นเพียงใบเขียวชอุ่มแต่ไร้เงาดอก
ห้องทั้งห้องสะอาดหมดจด ไร้ฝุ่นจับ มองแล้วให้ความรู้สึกสบายตา
บนโต๊ะเขียนหนังสือมีหนังสือกองโตวางอยู่ ฉินหยวนเฟิงเดินเข้าไปหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาดู “เธออ่าน ‘ซ้องกั๋ง’ รู้เรื่องด้วยเหรอ?”
“ตัวอักษรบางตัวก็ยังจำไม่ได้หรอก แต่เนื้อเรื่องน่ะฉันแม่น ย่าเคยเล่าให้ฟัง แล้วก็ฟังจากละครวิทยุด้วย” ทิงเสวี่ยตอบอย่างภูมิใจ
ในกองหนังสือนั้น มีทั้งสี่สุดยอดวรรณกรรมคลาสสิกของจีน นิยายกำลังภายใน และวรรณกรรมชื่อดังอื่นๆ
ฉินหยวนเฟิงพยักหน้า “บ้านคุณตาฉันก็มีสี่สุดยอดวรรณกรรมเหมือนกัน แต่เป็นฉบับตัวอักษรย่อแล้วก็เขียนแนวนอน ทำไมของบ้านเธอถึงเป็นตัวเต็ม แถมยังพิมพ์แนวตั้งล่ะ?”
“หนังสือพวกนี้ย่าทิ้งไว้ให้น่ะ” ทิงเสวี่ยอธิบาย “เป็นฉบับพิมพ์ก่อนยุค 60 ตัวอักษรเลยเป็นตัวเต็มหมด แล้วก็พิมพ์แนวตั้งด้วย ย่าบอกว่าถ้าเก่ากว่านี้อีก ตัวหนังสือจะไม่มีเครื่องหมายวรรคตอนเลยนะ อ่านยากกว่านี้อีก”
ฉินหยวนเฟิงร้องโหเบาๆ เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าการอ่านหนังสือตัวเต็มแนวตั้งที่ไม่มีวรรคตอนจะเป็นงานหินขนาดไหน
......
เย็นวันนั้น ทิงเสวี่ยเริ่มประเดิมใช้สมุดบันทึกเล่มใหม่
เธอนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ ค่อยๆ เปิดปกสีชมพูออก แล้วบรรจงเขียนชื่อตัวเองลงบนหน้าแรกด้วยลายมือที่สวยที่สุด... หลินทิงเสวี่ย
จากนั้นเธอเปิดไปหน้าถัดไป ตั้งใจจะเริ่มเขียนบันทึกหน้าแรกในชีวิต
จะเขียนอะไรดีนะ?
ทิงเสวี่ยยังคิดไม่ออกในทันที มือข้างหนึ่งควงปากกาลูกลื่น อีกข้างเท้าคางมน เปลือกตาพริ้มลงเล็กน้อย ขนตายาวงอนทอดเงาลงมาปรกแก้ม ราวกับปีกผีเสื้อที่กำลังพักผ่อน
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเธอก็เริ่มจรดปากกา... แม้จะเป็นเพียงการเขียนบันทึกประจำวันธรรมดาๆ แต่ทิงเสวี่ยกลับตั้งอกตั้งใจราวกับกำลังเขียนเรียงความส่งครู
เมื่อเขียนเสร็จ เธอก็เก็บสมุดบันทึกไว้ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสืออย่างทะนุถนอม
......
วันเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันเปิดเทอม
ทิงเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้นและเฝ้ารอวันนี้มานาน... เพราะเทอมนี้เธอจะได้เลื่อนชั้นขึ้น ป.2 แล้ว!
บรรยากาศวันแรกของการเปิดเทอมยังคงเหมือนเดิม คือการแจกหนังสือเรียนเล่มใหม่ และเนื่องจากเลื่อนชั้น จึงต้องย้ายห้องเรียน แต่ครูประจำชั้นและครูวิชาอื่นๆ ยังคงเป็นทีมเดิม
หลังจากย้ายเข้าห้องเรียนใหม่ ก็ถึงเวลาลุ้นระทึกของนักเรียนทุกคน นั่นก็คือ ‘การจัดที่นั่ง’
ครูหวังเริ่มจัดผังที่นั่งใหม่ ทิงเสวี่ยยังคงได้นั่งที่ทำเลทอง คือแถวแรกตรงกลาง หน้าโต๊ะครูพอดี ด้วยความที่เธอเรียนเก่งและตัวเล็ก การนั่งข้างหน้าจึงไม่บังเพื่อนด้านหลัง ซึ่งก็สมเหตุสมผลดี
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ... ‘เพื่อนร่วมโต๊ะ’
‘สวี่หัวลี่’ เพื่อนซี้ของเธอ ถูกย้ายไปนั่งแถวหน้าสุดริมหน้าต่างฝั่งตะวันออก โดยมีน้องชายตัวแสบอย่าง ‘สวี่หัวหลง’ ตามไปนั่งประกบเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ
เรื่องของเรื่องคือ แม่ของสวี่หัวลี่ไปขอร้องครูหวังไว้ อยากให้ลูกทั้งสองคนนั่งด้วยกัน เพื่อที่สวี่หัวลี่ซึ่งเรียนเก่ง จะได้ช่วยสอนหนังสือให้สวี่หัวหลงที่เรียนไม่ได้เรื่อง... ในใจของแม่สวี่ แน่นอนว่าเธอหวังอยากให้ลูกชายเรียนเก่งขึ้น ส่วนลูกสาวจะเรียนดีหรือไม่ ก็คงไม่สำคัญเท่าลูกชาย
เพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่ของทิงเสวี่ยจึงกลายเป็นเด็กชายชื่อ ‘จางหัว’ เขาเป็นเด็กเรียนปานกลาง ค่อนข้างซื่อและขี้อาย เป็นคนจืดชืดที่ไม่มีความโดดเด่นอะไร
แม้ทิงเสวี่ยจะเสียดายที่ไม่ได้นั่งกับเพื่อนสนิท แต่การได้นั่งกับจางหัวที่เงียบๆ เรียบร้อย ก็ยังดีกว่าได้นั่งกับพวกตัวป่วน
เมื่อกริ่งพักเที่ยงดังขึ้น ทิงเสวี่ยรีบเดินไปหาสวี่หัวลี่
“ลี่ลี่! ไปกินข้าวบ้านฉันกันเถอะ”
สวี่หัวลี่กำลังจะอ้าปากตอบรับ แต่ถูกสวี่หัวหลงพูดแทรกขึ้นมาเสียงเข้ม “อย่าลืมที่แม่สั่งไว้นะ!”
น้ำเสียงของสวี่หัวหลงฟังดูข่มขู่แกมบังคับ
“ทิงเสวี่ย... เธอไปเถอะ ฉัน... ฉันเอาข้าวกล่องมาแล้ว” สวี่หัวลี่ปฏิเสธเสียงอ่อย ท่าทางหวาดกลัวคำขู่ของพี่ชายอย่างเห็นได้ชัด
“ลี่ลี่... เราไม่ได้เจอกันตั้งนานนะ ไปเถอะน่า” ทิงเสวี่ยไม่ยอมแพ้ เข้าไปดึงแขนเพื่อน พลางหันไปตวาดใส่สวี่หัวหลงอย่างเหลืออด “นี่นาย! วันๆ นอกจากจะรังแกน้องสาวตัวเองแล้ว นายทำอะไรเป็นอีกบ้างฮะ?”
สวี่หัวหลงเชิดหน้า เท้าสะเอวเถียงกลับอย่างไม่ยี่หระ “น้องสาวฉัน ฉันจะรังแกแล้วจะทำไม? หรือเธอเก่งนัก? ถ้าเก่งจริงก็ให้สวี่หัวลี่ไปใช้นามสกุลหลินบ้านเธอสิ! ให้บ้านเธอเลี้ยงดูไปเลยเป็นไง!”
“...” ทิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก
ท่าทางอวดดีและวาจาเห็นแก่ตัวของสวี่หัวหลง ทำให้ทิงเสวี่ยอยากจะเดินเข้าไปตบหน้าเขาสักฉาดให้หายแค้น แต่เธอก็รู้ดีว่าขืนทำไป คนที่จะซวยและโดนลงโทษทีหลังก็คือสวี่หัวลี่อยู่ดี
ทิงเสวี่ยกัดฟันกรอด มองหน้าสวี่หัวหลงอย่างคาดโทษ ก่อนจะตัดสินใจจูงมือสวี่หัวลี่เดินออกจากห้องเรียนไป โดยไม่สนเสียงโวยวายไล่หลังของเด็กชายตัวแสบ