สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 194 เอาตัวไปทั้งหมด

        ราชามู่ฉางเยียนไม่ทรงรู้ว่าตำหนักจิงเซี่ยววุ่นวายขนาดไหนแต่ทางด้านพระองค์เองก็วุ่นวายมากเหมือนกัน เพราะอันเจิงจับตัวหม่าจื่อเวยมาให้ถึงแม้จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นโอกาสพลิกสถานการณ์ แต่ไม่แน่ว่า เรื่องเลวร้ายอาจมาเร็วมากกว่าเดิมก็ได้

 

        หากไทเฮาทรงรู้ว่าราชามู่ฉางเยียนทรงสั่งการให้จับตัวหม่าจื่อเวยมาไทเฮาต้องทรงรีบลงมือกำจัดเฉินไจ่เหยียนและลูกน้องของเขาที่ถูกขังอยู่ในคุกแน่

 

        อันเฉิงทูลอย่างนอบน้อม “ที่ฝ่าบาททรงกังวลมีเหตุผลมากทางด้านไทเฮาต้องทรงเร่งจัดการเรื่องของเฉินไจ่เหยียนอย่างแน่นอนหากเฉินไจ่เหยียนตาย ต่อให้หม่าจื่อเวยจะอยู่ในมือของเราแต่มันก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตรัสขึ้น“ความจริงแล้ว ไม่ว่าใครเป็นคนจับตัวหม่าจื่อเวย ไทเฮาก็ต้องทรงคิดว่าข้าเป็นคนสั่งการใช่หรือไม่?”

 

        “เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

 

        “ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วจะต้องกังวลอะไรอีก?”

 

        ราชามู่ฉางเยียนประทับยืนขึ้น“เจ้าออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ บอกว่าข้าสั่งให้เจ้าออกไปจัดการเรื่องบางอย่างและไม่ให้เจ้ารู้ว่าข้ากำลังจะไปทำอะไรเมื่อทำแบบนี้แล้ว ไทเฮาจะได้ไม่ทรงสงสัยในตัวเจ้า ตอนนี้ข้าจะไปกรมราชทัณฑ์แล้วนำตัวเฉินไจ่เหยียนและคนอื่นๆ มาที่นี่ทั้งหมด”

 

        “ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรไทเฮาก็ทรงคิดว่าข้าเป็นคนสั่งการอยู่แล้วอย่างนั้นก็ทำอย่างโจ่งแจ้งเลยแล้วกัน”

 

        อันเฉิงรีบทูลขึ้น “แต่หากทำแบบนี้ ฝ่าบาทก็จะทรงถอยไม่ได้แล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนส่ายพระพักตร์ “ข้า...ความจริงข้าไม่มีโอกาสให้ถอยอีกแล้วต้องเลือกระหว่างปกป้องตระกูลมู่และการดำรงอยู่ของแคว้นเยี่ยนหรือไม่ก็ปกป้องตระกูลมู่แล้วแผ่นดินล่มสลาย มีเพียงสองทางเลือกแล้ว”

 

        “เปลี่ยนชุดให้ข้า”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทอดพระเนตรออกไปด้านนอก“เมื่อก่อนข้าไม่เคยนึกเลยว่า วันหนึ่งแผ่นดินของตระกูลมู่จะตกมาอยู่ในความดูแลของข้าราชสมบัตินี้ช่างหนักหนาเหลือเกิน ข้ายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ต้องรับมาแบกไว้แล้วแต่ในเมื่อข้ารับแผ่นดินของตระกูลมู่มาแล้ว อย่างไรก็จะไม่มีทางทำให้แผ่นดินนี้ต้องล่มสลายไปในมือข้า”

 

        เมื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์เสร็จ ราชามู่ฉางเยียนก็ทรงก้าวยาวๆ จากไป

 

        ที่กรมราชทัณฑ์เฉินไจ่เหยียนกำลังทุกข์ทรมาน

 

        ต่อให้จะไม่มีรับสั่งจากไทเฮาให้รีบจัดการเฉินไจ่เหยียนแต่คนของกรมราชทัณฑ์ก็ไม่คิดให้เฉินไจ่เหยียนมีชีวิตนานอยู่แล้วพวกเขาใช้เครื่องทรมานกับเฉินไจ่เหยียน ฉะนั้นพวกเขาไม่มีทางถอยแล้วหากปล่อยให้เฉินไจ่เหยียนออกจากคุกนี้ได้ พวกเขาก็คงจบไม่สวยแน่

 

        ท่านเสนาบดีของกรมราชทัณฑ์ลงมาควบคุมเอง แววตาเขาเป็นประกาย

 

        เขารู้ดีว่าเฉินไจ่เหยียนเป็นผู้บริสุทธิ์และแน่นอน เขายังรู้อีกว่าหากเฉินไจ่เหยียนตายจะเกิดความเสียหายมากเพียงใดยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อสงครามทางชายแดน และที่แย่ที่สุดก็คืออาจทำให้แผ่นดินเยี่ยนตกที่นั่งลำบากแต่ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น ทางตำหนักจิงเซี่ยวกดดันเขามากเกินไป

 

        กัวเหวินหลี่โบกมือ “พวกเจ้าออกไปก่อน”

 

        ชายกำยำที่กำลังใช้เครื่องทรมานชะงักไปจากนั้นก็ออกไปจากห้องขัง

 

       กัวเหวินหลี่เดินไปตรงหน้าของเฉินไจ่เหยียน ยื่นมือไปเช็ดเลือดที่หน้าออกให้แล้วเขาก็เดินกลับไปหยิบชามาป้อนให้เฉินไจ่เหยียนดื่ม เฉินไจ่เหยียนไม่ได้ขัดขืนเขาดื่มชาถ้วยนั้นเข้าไปทั้งหมด

 

        กัวเหวินหลี่พูดขึ้น “ใต้เท้าเฉิน...ความจริงเจ้าเป็นคนที่ฉลาดมากถึงแม้ข้าจะไม่สนิทกับเจ้าและเราก็ไม่เคยทำความรู้จักกันเป็นการส่วนตัวแต่ข้าอยากมาเพื่อแสดงความนับถือในความเป็นคนของเจ้าขอพูดเรื่องที่จริงจังสักเรื่อง ข้านับถือคนอย่างเจ้ามาก เพราะข้าไม่ใช่คนแบบเจ้า”

 

        “และเพราะเจ้าฉลาดมากฉะนั้นก็น่าจะรู้ดีว่าตัวเองต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัย ในเมื่อเป็นแบบนี้ทำไมต้องหาเรื่องให้ตัวเองทรมานด้วย? เพียงแค่เจ้ายอมรับเรื่องพวกนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องตายอย่างทรมาน”

 

        เฉินไจ่เหยียนยิ้มเหยียด ทันทีที่เขายิ้มเลือดก็ไหลออกมาจากมุมปาก“แน่นอน ข้ารู้ว่าตัวเองต้องตาย และข้าก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วแต่ข้าก็เข้าใจดี หากข้ายอมรับเรื่องนี้ขึ้นมาจริง ๆ คนที่ต้องตายจะไม่ใช่ตัวข้าคนเดียวอีกยังมีครอบครัวของข้า โทษของการทรยศแผ่นดินคือประหารเก้าชั่วโคตร...ข้าไม่มีเรื่องที่ทำผิดต่อแผ่นดินและยิ่งไม่อยากทำผิดต่อคนในครอบครัว”

 

        กัวเหวินหลี่ถอนหายใจ“ข้าจะพยายามหาวิธีคุ้มครองคนในครอบครัวเจ้าเอง”

 

        “ใต้เท้ากัวเจ้าไม่จำเป็นต้องมาแสร้งพูดเรื่องพวกนี้หรอก คนที่อยากให้ข้าตายไม่ใช่เจ้าแต่เป็นไทเฮาต่างหาก ไทเฮาจะทรงเก็บหายนะนั้นไว้ทำไม?เพียงแค่คนในครอบครัวของข้ายังมีชีวิตอยู่ สำหรับพระนางก็เหมือนเป็นอันตรายต่อให้จะเป็นอันตรายที่ไม่น่ากลัวก็ตาม แต่ก็ไม่มีทางเก็บพวกเขาไว้แน่ถอนรากถอนโคน เรื่องแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาแล้วล่ะ”

 

        กัวเหวินหลี่วางถ้วยชาลงหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้น “ข้ารู้ว่าสิ่งที่เจ้าพูดนั้นไม่ผิดแต่ในบางครั้งก็ต้องดูคนเหมือนกัน เจ้าควรเชื่อใจข้า ถึงแม้ในใจเจ้าข้าจะไม่ใช่คนที่น่าไว้ใจก็ตาม ข้าไม่สามารถปกป้องครอบครัวเจ้าอย่างเปิดเผย แต่ก็อาจช่วยเหลือได้อย่างลับๆ”

 

        “ข้าเป็นเสนาบดีกรมราชทัณฑ์เพียงแค่ข้ายอมปล่อยให้การควบคุมหละหลวมหน่อย จากนั้นคนของเจ้าก็บุกเข้ามาช่วยครอบครัวเจ้าไปเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

 

       สีหน้าเฉินไจ่เหยียนเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

 

        “ตอนนี้ครอบครัวของเจ้าถูกขังไว้ในคุกของกรมราชทัณฑ์ถูกขังไว้ที่ไหน มีคนคุมมากเท่าไหร่ เปลี่ยนเวรกี่ครั้งต่อวัน เรื่องพวกนี้...มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่รู้อย่างละเอียดฉะนั้นเจ้าควรเชื่อคำพูดของข้า อีกอย่าง นอกจากข้า เจ้าก็ไม่มีใครที่จะเชื่อใจได้อีกแล้ว”

 

        กัวเหวินหลี่นั่งลงตรงหน้าของเฉินไจ่เหยียน“เจ้าสามารถบอกข้าว่าลูกน้องคนไหนที่เจ้าเชื่อใจได้และยังอยู่ข้างนอกข้าจะนำคำสั่งของเจ้าไปบอกกับคนคนนั้น จากนั้นก็ให้เขาพาคนในครอบครัวเจ้าหนีไป”

 

        เฉินไจ่เหยียนถามขึ้น “เพราะอะไร?เจ้ามีเหตุผลอะไรที่ต้องเสี่ยงมีปัญหากับไทเฮาเพื่อมาช่วยข้า?ทั้งหมดนี้ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด ต่อให้แผนจะดูสมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่แต่ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นภาพลวงตาเท่านั้นฉะนั้นข้าไม่มีทางเชื่อคำพูดของเจ้าแม้แต่คำเดียว หากข้าบอกชื่อคนที่ข้าไว้ใจ ยอดฝีมือในกรมราชทัณฑ์ก็จะไล่กัดพวกเขาและฉีกทึ้งร่างพวกเขาไม่ต่างจากสุนัขบ้า”

 

        เฉินไจ่เหยียนเงยหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้น“ข้าเป็นคนที่ทำทุกอย่างด้วยความสง่าผ่าเผย ลูกน้องของข้าทุกคนก็ล้วนเป็นชายชาตรีที่สง่าผ่าเผยเช่นกันคนอย่างพวกข้า ตายไปแม้แต่คนเดียวก็เป็นความเสียหายของแผ่นดินเยี่ยน คนอย่างพวกข้าจำนวนการตายจะน้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนคนอย่างพวกเจ้า จำนวนการตายจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

 

        “ข้าไม่มีทางทำเพื่อครอบครัวตัวเองแต่กลับขุดหลุมศพให้คนที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเยี่ยนหรอก”

 

        เฉินไจ่เหยียนพูดอย่างจริงจัง “หากจะให้ข้าขอเจ้าได้...ขอเจ้ามอบเหล้าให้ข้าหนึ่งจอก ให้ข้าดื่มก่อนตาย”

 

       สีหน้าของกัวเหวินหลี่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ถอนหายใจยาว ๆ “ข้าเคยบอกแล้วข้านับถือคนอย่างเจ้ามาก...แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นฉะนั้นจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้อย่างนั้นข้าจึงทำได้เพียงยอมรับแทนเจ้า”

 

        เขาโบกมือ“เตรียมคำสารภาพของใต้เท้าเฉินเสร็จรึยัง?”

 

        มีคนเดินเข้ามาจากด้านนอก “เรียนใต้เท้าเตรียมเสร็จแล้ว”

 

        กัวเหวินหลี่หยิบคำสารภาพขึ้นมาดูเรื่องที่ตำหนักจิงเซี่ยวสั่งการมาไม่มีอะไรผิดพลาด เขาพยักหน้า “พวกเจ้าสองสามคนไปจับใต้เท้าประทับนิ้วมือลงบนคำสารภาพซะหลังจากประทับนิ้วมือแล้วก็ไม่ต้องใช้เครื่องทรมานอีก...สั่งการไปไม่ว่าใต้เท้าเฉินต้องการอะไรก็หามาให้เขา ไม่ว่าจะเป็นเหล้าหรืออาหารก็ตาม”

 

        หลังจากพูดจบกัวเหวินหลี่ก็เดินจากไป

 

        ชายกำยำหลายคนพุ่งเข้าไปราวกับสุนัขป่าแล้วจับมือเฉินไจ่เหยียนประทับลงไปบนกระดาษสารภาพ

 

        ในขณะนี้เองด้านนอกก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น “ราชาเสด็จแล้ว!”

 

        กัวเหวินหลี่รีบโบกมือทันทีแล้วลูกน้องก็ออกไปทั้งหมด เขาจัดระเบียบเสื้อผ้าตัวเองก่อนจะรีบวิ่งออกไปเมื่อเดินไปถึงหน้าประตู ราชามู่ฉางเยียนก็ทรงก้าวเข้ามาแล้ว

 

        “คารวะฝ่าบาท” กัวเหวินหลี่โค้งตัว

 

        ราชามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์อย่างลวก ๆ“พวกสารเลวนั่นยอมรับสารภาพรึยัง?”

 

        กัวเหวินหลี่เป็นถึงเสนาบดีของกรมราชทัณฑ์และสิ่งที่ชำนาญที่สุดก็คือการอ่านใจคน พระสุรเสียงของราชามู่ฉางเยียนแสดงถึงความไม่พอพระทัยอย่างมากถึงแม้จะทรงใช้คำว่าสารเลว แต่ทว่ากัวเหวินหลี่กลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ปกติ

 

        “ทูลฝ่าบาท ยังไม่รับสารภาพแต่ก็เกือบแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์“ข้าจะไปถามเฉินไจ่เหยียนด้วยตัวเองว่าข้ามีอะไรที่ทำให้เขาเคืองใจ”

 

        เมื่อพูดจบก็ทรงก้าวยาว ๆ เข้าไป

 

        กัวเหวินหลี่กดเสียงต่ำแล้วพูดกับคนสนิท“รีบส่งคนไปรายงานที่ตำหนักจิงเซี่ยว บอกว่าราชาเสด็จมาพบเฉินไจ่เหยียนที่คุกของกรมราชทัณฑ์”

 

        คนสนิทของเขากำลังจะเดินออกไปแต่ทว่าถูกองครักษ์สองคนที่ราชาทรงพามาขวางไว้ก่อน “เพื่อความปลอดภัยของฝ่าบาททุกคนอย่าเพิ่งออกจากที่นี่ ตอนนี้ความปลอดภัยของที่นี่อยู่ในความดูแลขององครักษ์จากตำหนักวิหารสวรรค์พวกเจ้าถอยไปก่อน”

 

        กัวเหวินหลี่พูดอย่างนอบน้อม“ข้ามีเรื่องต้องสั่งให้เขาออกไปจัดการ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนที่ประทับอยู่ด้านหน้าทรงหันกลับมา“มีเรื่องอะไร?”

 

        กัวเหวินหลี่ชะงักไปครู่หนึ่งเขาทำได้เพียงแข็งข้อกับราชาต่อไป “ไม่ได้มีเรื่องที่สำคัญอะไรมากเพียงแค่อยากนำคำสารภาพที่สองวันมานี้เค้นถามได้ให้ฝ่าบาททอดพระเนตรเท่านั้นเอง”

 

        “อย่างนั้นก็ไม่ต้องแล้ว ข้าเชื่อใจเจ้า”

 

        กัวเหวินหลี่ไม่รู้จะพูดหรือทำเช่นไรต่อองครักษ์จากตำหนักวิหารสวรรค์จำนวนเจ็ดแปดคนปิดทางเข้าออกและไม่ให้ใครผ่าน ต่อให้เขาจะเป็นคนของไทเฮาแต่เขาก็ไม่กล้าต่อกรกับราชาอย่างเปิดเผย

 

        เมื่อเสด็จเข้าไปในห้องขัง หลังจากที่ทรงเห็นสภาพของเฉินไจ่เหยียนก็ทรงชะงักไปทันที

 

        “บังอาจ!”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงตะโกนขึ้น ทันใดนั้นกัวเหวินหลี่ก็คุกเข่าลงทันที “ฝ่าบาท...”

 

        พระเนตรของราชามู่ฉางเยียนแดงก่ำแล้วมีน้ำพระเนตรคลอทันทีทรงมองเฉินไจ่เหยียนแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองกัวเหวินหลี่ที่คุกเข่าอยู่ ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นมาขยี้พระเนตรแดงก่ำก่อนจะตรัสด้วยความโมโห “เจ้าสารเลว! ข้าเชื่อใจเจ้าขนาดนี้แต่เจ้ากลับทำเรื่องที่บังอาจเช่นนี้ ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพราะอยากมาฟัง...เจ้ามีอะไรที่อยากอธิบายอีกหรือไม่!”

 

        เฉินไจ่เหยียนที่อ่อนแอเงยหน้าขึ้นมองไปยังราชามู่ฉางเยียนในแววตาประกายความรู้สึกราวกับได้เจอญาติก่อนตาย

 

        “กระหม่อมมีความผิด...กระหม่อมไม่อาจช่วยฟื้นฟูแคว้นเยี่ยนกระหม่อมไม่อาจชนะสงครามได้ในเวลาอันสั้น อีกทั้งตอนนี้ยังทำให้บ้านเมืองตกเข้าสู่ความวุ่นวายกระหม่อมมีความผิด กระหม่อมไม่กล้าเสียเวลา ทุกวันจึงนอนหลับเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้นหากกระหม่อมรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ กระหม่อมคงไม่ทำให้เวลาเสียเปล่าเช่นนี้นี่คือความผิดของกระหม่อม...”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสด้วยพระวรกายสั่นเทา“บังอาจ ถึงตอนนี้แล้วยังจะมาเฉไฉอีกนะ คิดว่าข้าไม่รู้เรื่องพวกนั้นที่เจ้าทำจริงๆ หรือ?โทษของการกบฏก็คือประหารเก้าชั่วโคตร ข้าอยากฟังเหมือนกันถึงตอนนี้แล้วเจ้ายังมีอะไรจะพูดกับข้าอีก”

 

        เฉินไจ่เหยียนมองราชามู่ฉางเยียนแล้วพูด“หลังจากกระหม่อมตายแล้ว...ฝ่าบาทคงขาดตัวช่วยข้างพระวรกายไปอีกคน ฝ่าบาททรงดูแลพระองค์เองด้วย”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหันหลังให้กัวเหวินหลี่แล้วตรัสขึ้น“เจ้ามันสารเลว จะตายอยู่แล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก สงสัยข้าคงมองคนผิดไปจริง ๆ”

 

        ทรงหันกลับไปอย่างรวดเร็ว “กัวเหวินหลี่คนสารเลวเช่นนี้ ข้าควรให้ทุกคนในใต้หล้าได้เห็นเป็นการเตือนดีหรือไม่?”

 

        กัวเหวินหลี่ไม่กล้าปฏิเสธ “ฝ่าบาทตรัสถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะคนสารเลวเช่นนี้...ควรให้ทุกคนในใต้หล้าได้เห็นอย่างชัดเจน”

 

        “งั้นก็ดีวันพรุ่งนี้ก็เป็นเทศกาลใบไม้ร่วงแล้วข้าจะนำตัวคนทรยศบ้านเมืองคนนี้ออกไปให้ทุกคนได้เห็นว่าแคว้นเยี่ยนของข้าก้าวไกลมากแค่ไหนแล้ว วันนี้ข้าจะนำตัวพวกเขาไปให้หมดเมื่อถึงเทศกาลใบไม้ร่วงในวันพรุ่งนี้ ข้าจะให้เขาคุกเข่าต่อหน้าทุกคน ดูประชาชนและแผ่นดินของข้าและให้นักเรียนที่เข้าร่วมในเทศกาลใบไม้ร่วงได้เห็นว่าจุดจบของคนทรยศจะเป็นอย่างไร”

 

        ราชามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์“เอาตัวไปทั้งหมด ขังไว้ที่ตำหนักวิหารสวรรค์ ห้ามใครเข้าใกล้แม้แต่คนเดียว!”

 

        หลังจากตรัสจบราชามู่ฉางเยียนก็เสด็จจากไป

 

        กัวเหวินหลี่อ้าปากค้าง แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน