เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 39 เมตตา หรือ สังหาร ( rewrite )

    “พิษ...เจ้าอสูรตนนี้มิใช้ธาตุไฟ..แต่มันคือธาตุพิษ!!” เมื่อพบความจริงข้อนี่ ซีว่าง..พลันรู้สึกเจ็บที่บาดแผลที่ต่อสู้กับ ซูจินยี่เมื่อหลายวันก่อนทันที
    ก่อนที่ชายหนุ่มจะเร่งร่างของตอนเอง ไปที่ข้างกายของซูจินยี่ แล้วใช้ไอปราณธาตุน้ำช่วยชำระพิษออกไปได้
    แต่ซูจินยี่นั้นมิได้เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย เพียงโดนความแรงและเร็วของพิษนี้เท่านั้น ทำให้ถูกผลักออกมาก็เท่านั้น ซึ่งซีว่างก็มิได้แปลกใจอะไร เพราะเดิมทีซูจินยี่ก็เป็นผู้ใช้พิษอยู่แล้ว
    “เจ้าสัตว์ร้ายตนนี้..สามารถปล่อยพิษออกมาได้ , ต้องคอยระวังไว้” ซีว่างกล่าวออกมา
    “หากมันเป็นพิษ..เหตุใดข้าถึงไม่โดนกัดกร่อน , เช่นเดียวกับพัดของข้า?” ชายชรากล่าวถามต่อชายหนุ่ม
    “ไว้หลังจากนี้ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง , เรื่องใหญ่ตอนนี้..คือต้องปราบเจ้าอสูรร้ายตนนี้ให้ได้เสียก่อน..ตามข้ามา!!” เมื่อกล่าวจบ ซีว่างก็ทะยานออกไป ง้างกระบี่โจมตีใส่เจ้าอสูรร้ายตนนั้นทันที
    “แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา!!” คลื่นพลังพุ่งตรงไปตรงส่วนขาขวาของเจ้าอสูร แต่ครานี้มิเป็นเหมือนทีแรก เจ้าอสูรใช้หางของมันปัดคลื่นพลังพุ่งเข้าหา ซูจินยี่ในทันที
    ‘แย่แล้ว!!’ ซีว่างรีบพุ่งกายเข้าไป แต่ก็มิอาจตามคลื่นพลังนี้ได้ทัน
    คลื่นพลังพุ่งเร็วมาก มันพุ่งเข้าหาโดยมิได้ทันตัว แล้วตัวของชายชราก็มิได้เตรียมพร้อมกับคลื่นพลังนี้ หากโดนวิชานี้โจมตี อาจไม่ตาย แต่ก็ปางตายในทันที
    “ตูม!!” คลื่นพลังชนเข้ากับซูจินยี่เต็ม ๆ แต่ที่ต้องทำให้แปลกใจคือ ตอนนี้ซูจินยี่กลับมิได้บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย เพราะมีไอพลังสีฟ้าขึ้นมากำบังร่างกายของชราเฒ่าได้ทัน
    “พวกเจ้าต่อสู้กับมันไป..ข้าจะคอยส่งพลังออกไปปกป้องเจ้าเอง” เสียงของหญิงสาวที่คุ้นเคยดังออกมาจากกองหินกองหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ ๆ จุดที่พวกของซีว่างอยู่
    “หยางน่า..ข้าบอกให้เจ้าอยู่ในที่ปลอดภัย..เหตุใดเจ้าถึงไม่เชื่อฟังข้า” ซีว่างตะโกนออกไปด้วยอารมณ์โกรธ

    “เงียบไปเลย!! , ไม่มีข้าซูจินยี่คงตายไปแล้ว!!” หยางน่าตะโกนออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
    “ขอบใจเจ้ามาก..ที่ช่วยข้าไว้” ชายชรากล่าวออกมาด้วยความรู้สึก ขอบคุณอย่างมาก “อย่าว่าน้องว่างเลย , เป็นเพราะข้าเองที่ไม่ทันระวัง , ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้ว..คอยคุ้มกันหลังให้พวกข้าด้วย” เมื่อกล่าวจบชายชราก็พุ่งกายเข้าหาเจ้าอสูรร้าย
    ชายชราให้เพียงมือเปล่าในการโจมตี เพราะตอนนี้อาวุธของมัน ได้ถูกอสูรตนนี้ทำลายไปเรียบร้อยแล้ว
    แต่ถึงแม้ชายชราจะลืมวิชาที่เคยร่ำเรียนมา แต่มันก็ยังเป็นจอมยุทธ์ระดับเหยียบนภาขั้นที่ 1 อยู่ดี พลังต่อสู้จึงไม่ธรรมดาสามัญ
    เจ้าอสูรร้ายตนนี้นั้น ต่อให้มีพลังทำลายล้างมากมายปรานใด แต่ถ้าโจมตีไม่โดน มันก็ยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี ไม่นานซีว่างก็สังเกตเห็นตรงส่วนข้อเท้าของเจ้าอสูรร้าย มีรอยแตกออกมาเล็กน้อย
    ชายหนุ่มไม่รอช้า หน่วงพลังไว้ที่มือขวาของตนเอง พุ่งเข้าไป “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น”
    ซีว่างฟาดพลังที่อัดแน่นเข้าไปเต็มแรง ใส่จุดที่ปริแตกออกมา
    เมื่อโดนพลังที่หนักแน่นไปด้วยพลังปราณเข้าไปเต็ม ๆ ถึงกับทำให้เจ้าอสูรร้ายถูกผลักไปด้านหลัง ล้มลงไปนอนกับพื้นอีกครั้งหนึ่ง
    มันพยายามจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากข้อเท้าของมันนั้น ตอนนี้บาดเจ็บเกินไป แล้วด้วยน้ำหนักของมัน จะยืนด้วยขาข้างเดียวคงเป็นได้แค่ในความคิด
    มันจึงพยายามจะพลิกตัว แล้วขยับปีกที่อยู่ด้านหลังมัน แต่โชคร้าย เหมือนซีว่างและซูจินยี่จะรู้ทัน พวกมันจึงเข้าไปเล่นงานส่วนปีกของเจ้าอสูรร้ายทันที
    ขณะปีกที่ขยับเพื่อจะบินอยู่นั้น ทั้งสองคนก็โจมตีตรงส่วนหนังอ่อนของมัน ที่เอาไว้ต้านลมจนเป็นรู
    ตอนนี้เจ้าอสูรยิ่งขยับปีกก็ยิ่งเป็นแผลแหว่งออกมา มันจึงล้มเลิก แล้วนอนรอความตายอย่างไม่อาจขัดขืน
    “ข้า...ไม่เคย..ทำร้ายใคร..มาก่อน..” เจ้าอสูรร้ายยังไม่ยอมแพ้ พยายามจะดันตัวของมันขึ้น “เจ้าพวกมนุษย์ชั่วร้าย...มีแต่ความโลภ...คิดแต่ทำร้ายผู้อื่น...”
    “จริงอยู่ที่เราไม่มีความแค้นต่อกัน...แต่ข้าได้รับภารกิจมา , มีแต่ต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น” ซูจินยี่กล่าวก่อนจะมองไปที่ซีว่า “น้องว่าง..ข้าไม่มีอาวุธ ,ไม่สามารถสังหารมันได้..ต้องลำบากเจ้าแล้ว”
    ซีว่างพยักหน้าหนึ่งที ก่อนจะพุ่งเข้าตรงส่วนศีรษะของเจ้าอสูรร้าย
    “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น!!”
    ซีว่างฟาดกระบี่เข้าไปที่กะโหลกของเจ้าอสูรร้ายอย่างเต็มแรง
    “กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก” เสียงคร่ำครวญของเจ้าอสูรร้ายที่เปล่งออกมา ดังก้องไปทั่วน่านฟ้าแถวนั้น
    “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น!!” ซีว่างฟาดกระบี่ไปที่จุดเดิมอีกครั้งหนึ่ง “ตูม!!”
    “กร๊ากกกกกกกก” เจ้าอสูรร้ายตอนนี้ หมดแรงจะขยับร่างกาย ชะตากรรมของมันอยู่ที่ซีว่างลิขิตแล้ว
    ซีว่างฟาดซ้ำ ๆ แบบนั้นต่ออีก 3 ครั้ง ตอนนี้เจ้าอสูรไม่มีแรงแม้แต่จะเปล่งเสียงออกมา หากใช้วิชาเดิมฟาดซ้ำอีกครั้ง ครานี้มันคงตายอย่างมิมีวันหวนคืนเป็นแน่
    “แรมที่ 3 .....” ชายหนุ่มง้างกระบี่เตรียมปลิดชีพของเจ้าอสูรร้าย แต่ก็มีเสียงร้องออกมาขัดจังหวะชายหนุ่ม
    “กร๊ากกกกกกกกกกก” ซีว่างจึงชะงักเล็กน้อย แล้วมองไปที่ต้นเสียงนั้น
    มันก็เห็นอสูรชนิดเดียวกันอยู่ทางด้านขวา มันเป็นอสูรทารก ซีว่างจึงเข้าใจได้ว่านี้ต้องเป็นลูกของเจ้าอสูรร้ายตนนี้
    แต่ถึงจะบอกว่ามันคืออสูรทารก แต่มันก็สูงราว 3 เมตร ซึ่งสูงกว่าชายหนุ่มเมตรกว่า ๆ
    ซีว่างลดดาบลงแล้วมองไปที่เจ้าอสูรน้อย ตัวที่วิ่งเข้ามาบังบุพการีของมันไว้ พร้อมกับส่งเสียงร้องขู่มาทางซีว่าง “กร๊ากกกกกก กร๊ากกกก”

    “ลูกข้า...อย่าได้เศร้าเสียใจไปเลย...มันเป็นชะตากรรมของข้า..” ก่อนที่เจ้าอสูรร้ายจะกรอกตามาทางซีว่าง “ข้าขอร้องเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...หลังจากเจ้าสังหารข้า..ได้โปรด..ปล่อยลูกข้าไป”
    ซีว่างพยักหน้าเล็กน้อย ทำสีหน้าเด็ดเดี่ยว แต่ว่ามือของมันสั่นเป็นอย่างมาก
    เมื่อหญิงสาวเห็นกริยาของชายหนุ่ม ที่จ้องมองเจ้าอสูรน้อยและเจ้าอสูรร้ายอยู่นั้น นางจึงรีบตะโกนเพื่อเตือนสติของซีว่างไว้ “หากเจ้าไม่สังหารมัน..เจ้าอาจมิได้เจอหนทางกลับแผ่นดินของพวกเรา , ซึ่งข้าไม่ยอมแน่!!”
    เมื่อได้ยินหญิงสาวกล่าวเช่นนั้น ซีว่างจึงยกกระบี่ขึ้นไปที่ส่วนหัวของอสูรร้ายช้า ๆ
    “ข้าขอโทษ...ข้าจำเป็นต้องทำ , แรมที่ 3 ..” กระบี่ในมือของชายหนุ่มสั่นเล็กน้อย “จันทราร่วงหล่น”
    “กร๊ากกกก” เจ้าอสูรน้อยพยายามร้องห้ามชายหนุ่มมิให้ลงมือ
    “โถ่เว้ยยยยยยยยยยยยย” ซีว่างฟาดกระบี่ลงพื้นดิน มิได้ฟาดใส่เจ้าอสูรร้าย ก่อนที่ชายหนุ่มจะเก็บกระบี่แล้วเดินจากมา
    ชายหนุ่มเดินไปหาหญิงสาว มิได้หันหลังไปดูสภาพของเจ้าอสูรร้ายเลยแม้แต่น้อย
    “ข้าขอโทษ..ข้าทำไม่ได้” ซีว่างก้มหน้า ขณะกล่าววาจาต่อหญิงสาว
    “เจ้านี่มันอ่อนแอยิ่งนัก...หากข้าสามารถทำได้ , ข้าจะออกหน้าแทนเจ้าแล้วสังหารมันเสียตรงนี้..แต่ข้าไม่สามารถ” หญิงสาวพูดออกมาด้วยอารมณ์โกรธ ยกมือยกไม้ชี้มาที่ชายหนุ่ม “หากเจ้าไม่รีบกลับไปสังหารมัน..ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้า!!”
    หญิงสาวตอนนี้โมโหจนขาดสติเล็กน้อย ก่อนที่นางจะรู้ตัวแล้วพยายามหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรักษาท่าทีของตนเอง
    “ข้าทำไม่ได้จริง ๆ ..ข้าจะไม่มีทางทำผิดพลาดอีกครั้งหนึ่ง , เช่นเดียวกับตอนของเสี่ยวฮุ๋ย” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา มองไปในตาของหญิงสาว “แล้วเรายังไม่แน่ชัด..ว่านางรู้หนทางกลับทวีปรุ่งนภาหรือไม่”
    “หากเราสังหารมันไปทำให้เจ้าอสูรน้อยตนนี้ เป็นกำพร้าเพราะข้าอีกครั้ง , แล้วหญิงชราผู้นั้น..ไม่รู้วิธีกลับบ้านจริง ๆ , เจ้าจะให้ข้ารู้สึกเสียใจโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่”
    ชายหนุ่มกล่าวโดยใช่อารมณ์เข้าแลกกับหญิงสาว ตอนนี้ทั้งมันและหญิงสาวต่างมีโทสะ จ้องหน้ากันด้วยความโกรธ
    เมื่อเห็นเช่นนั้น ซูจินยี่จึงรีบเดินเข้ามากล่าวห้ามต่อชายหญิงคู่นี้
    “ข้าว่าพวกเจ้าใจเย็น ๆ แล้วมานั่งคุยกันดีหรือไม่?” ชายชราอาศัยความเป็นอาวุโสเข้ามาคุยกับชายหญิง “ต่างคนต่างมีโทสะและไม่เข้าใจกัน..พูดกันไปตอนนี้ก็มิได้ความหรอก”
    ตอนนี้หยางน่าไม่ได้มองหน้าซีว่างแม้แต่น้อย เพราะนางโกรธชายหนุ่มเป็นอย่างมาก ที่มาผลักโอกาสที่จะได้กลับทวีปของหญิงสาวไป
    เมื่อได้ยินสิ่งที่ซูจินยี่กล่าว ซีว่างจึงทำใจเย็น หายใจเข้าหายใจออกลึก ๆ หลายครั้ง เพื่อปรับอารมณ์ของตอนเอง ก่อนจะกล่าวกับหญิงสาว
    “หยางน่า.. , ข้าขอโทษเจ้าจริง ๆ , ตัวข้ามันไม่ดีเองที่ใจอ่อน..” ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ หญิงสาวมากขึ้น “จำเรื่องศิลานั้นได้หรือไม่..ไว้ข้าจะหารังของมันแล้วตรวจค้นดู , ว่าสิ่งที่ได้ยินมามันจริงมากน้อยเท่าใด”
    ซีว่างตอนนี้พยายามใจเย็นแล้วกล่าวด้วยเหตุผล และยื่นความหวังที่จะกลับบ้านครั้งใหม่ให้กับหญิงสาว
    “หากเจอศิลานั้น..มันอาจจะพาพวกเรากลับไปที่เดิมของพวกเรา , ก็เป็นไปได้” ก่อนที่ซีว่างจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ หญิงสาว “ข้าสัญญา..จะพาเจ้ากลับไปให้ได้ , เพราะข้ายังมีสัญญาของเจ้าอีกข้อ..ที่จะพาเจ้ากลับมามีร่างเนื้อจริง ๆ ของเจ้า..ข้าไม่มีวันผิดคำสัญญา”
    “ไม่ต้องไปไหนแล้ว...ข้ามาหาพวกเจ้าแล้ว”
    จู่ ๆ ก็มีเสียงที่ซีว่างคุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ซีว่างรีบหันกลับไปทันที
    ตรงหน้าก็คือคนผู้หนึ่ง แต่งกายสีดำทั้งตัวมีฮู้ดคุมหัว นางค่อย ๆ เดินเข้ามาหากลุ่มของชายหนุ่ม
    ด้านซูจินยี่ตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะจู่โจม แต่ด้านซีว่างใช้มือบังไว้ แล้วส่ายหัวห้ามชายชราเล็กน้อย
    ซีว่างยกมือขึ้นมือกุมมือตัวเอง แล้วก้มโค้งเล็กน้อย “ข้าขออภัยผู้อาวุโสที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ..ข้าตัดใจทำไม่ลงจริง ๆ ”
    หญิงชราเดินเข้ามาอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงชายหนุ่ม นางพลันหยุดเคลื่อนไหวแล้วดึงฮู้ดลงมา
    หน้าตาของนางนั้นตอนนี้เหี่ยวย่นอย่างมาก แต่ก็ยังมีความงามงดงามหลงเหลืออยู่ ถ้าตอนยังสาว หญิงชรานางนี้คงเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองอย่างแน่นอน ถึงผมของนางจะขาวตามอายุอานามของนาง แต่ว่าสีตาและรูปทรงหน้า เป็นคนของทวีปรุ่งนภาไม่ผิดแน่
    “ข้าก็คอยสังเกตว่าพวกเจ้าจะสังหารมันหรือไม่..” ก่อนที่นางจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “หากเจ้าสังหารมันโดยไม่สนใจลูกของมันที่ยืนร้องห้ามอยู่ตรงนั้น ...”
    สายตาของหญิงสาวเปลี่ยนไป เต็มไปด้วยจิตสังหาร ทำให้ซีว่างหายใจกระตุกเล็กน้อย “หรือว่าท่าน...”
    “ถูกต้อง..ข้าหลอกให้เจ้าทำภารกิจนี้ , เพื่อดูว่าเจ้ามีความเมตตามากน้อยเท่าใด” ก่อนที่นางจะกลับมายิ้มอีกครั้งหนึ่ง พร้อมสายตาที่อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย “หากเจ้าสังหารเจ้าอสูรตนนี้ , โดยไม่สนใจต่อบุตรของมัน..ข้าจะสังหารพวกเจ้าตามมันไปทันที”
    ถึงแม้ว่านางจะแสดงหน้าตาอ่อนโยนออกมา แต่น้ำเสียงนางนั้นก็ยังแอบแฝงจิตสังหารเล็กน้อย ๆ
    ‘ถึงจะทำหน้าตาอ่อนโยนใจดีเพียงใด..แต่นางก็สามารถสังหารผู้อื่นโดยไม่กะพริบตาเป็นแน่ ’ ซีว่างกลืนน้ำลายเล็กน้อย
    “เช่นนั้นข้าก็ผ่านการทดสอบของท่าน , ใช่หรือไม่?” ซีว่างกล่าวถามไปยังหญิงชรา
    “แน่นอน..เจ้าผ่านแล้ว” ก่อนที่นางจะหยิบศิลาก้อนหนึ่งออกมา
    นางบีบมันแตก ก่อนจะโยนเศษที่แตกของศิลานั้นไปทางเจ้าอสูรร้าย
    เมื่อเศษที่แตกนั้นสัมผัสร่างของเจ้าอสูร มันก็เปล่งแสงออกมาเล็กน้อย
    ผ่านไปไม่นานเจ้าอสูรร้ายก็ฟื้นคืนสภาพขึ้นมา ก่อนที่หญิงชราจะกล่าวออกมา “เจ้ากลับไปแผนดินของเจ้าเสีย..แผ่นดินแห่งนี้ไม่ใช่ที่ของเจ้า , อยู่ต่อไปมันก็รั้นแต่จะทำให้เจ้าและลูกเป็นอันตราย”
    เจ้าอสูรร้ายหันหน้ามองมาที่ซีว่าง ก่อนจะพ้นลมหายใจที่มีไฟออกมาทางจมูกเล็กน้อย “หึ” ก่อนที่มันจะจับลูกของมันขึ้นไว้บนหลัง แล้วบินออกไปบนฟ้าไกล
    หลังจากอสูรร้ายบินลับตาไปนั้น หญิงชราจึงกล่าวออกมา “ตามข้ามา” ก่อนที่จะเดินนำออกไป
    ทางที่นางพามานั้น คือรังของเจ้าอสูรร้ายตนนั้น ที่อยู่ใกล้ ๆ กับป่าทางตอนเหนือของเมืองสมอลแลนด์ เนื่องจากตัวที่ใหญ่โตมันจึงได้สร้างรังอยู่ตรงนั้น
    แล้วรังของเจ้าอสูรนั้น สร้างขึ้นจากโครงกระดูกหลาย ๆ ชิ้นมากอง ๆ กันจนกลายเป็นรังของมัน มีทั้งกระดูกของมนุษย์ หรือกระดูกของสัตว์อสูรตนอื่น
    หญิงชราเดินนำเข้าไป ก่อนที่จะก้มหยิบบ้างสิ่งขึ้นมา มันคือศิลาที่มีสีเหลืองสว่าง ศิลาที่หญิงชราหยิบขึ้นมานั้น มันหน้าตาคุ้นเคยอย่างมา
    “นี่คือศิลาเคลื่อนมิติที่พวกเจ้าได้ยินมา” หญิงชรายิ้มเล็กน้อยกับอาการของซีว่าง
    “ศิลาธาตุทอง?” ชายหนุ่มรู้สึกมึนงงอย่างมาก “หรือว่าท่านคือเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องศิลามิติ..ให้แก่เจ้าขยะกิลด์วิญญาณ” มันกล่าวพร้อมกับมองไปที่หญิงชรา
    “เจ้าเป็นเด็กที่ฉลาดมาก..” หญิงชรายิ้มเล็กน้อย
    “กิลด์วิญาณ...ชื่อนี้คุ้นหูนัก” ซูจินยี่กล่าวออกมาด้วยเสียที่บางเบา โดยไม่มีใครได้ยินคำพูดของมัน
    “นอกเรื่องมามากแล้ว..มาคุยธุระกินดีกว่า” ก่อนที่นางจะเดินไปนั่งบนซากกระดูกของเหล่าทหาร
    “ข้ามีนามว่าเอสเธอร์ หรือเพลิงทมิฬล่าสมบัติ” ก่อนที่นางจะเงยหน้าอย่างเหม่อลอยเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อว่า “หรือที่ทวีปรุ่งนภาจะเรียกข้าว่า อิน หลิง”