บทที่ 49
คิดจะออกเดินทาง
“พวกนั้นกลัวว่าท่านจะกบฏ” เจียงเฟิงพูดออกมาอย่างไม่ต้องคิด
ตระกูลเจียงของแม่ทัพใหญ่เจียงเฉิน มีกองทัพใหญ่ที่เก่งกาจ ผนวกเข้ากับความสามารถของเจียงเฉินที่เป็นผู้นำที่มีความสามารถ
ทางด้านของเจียงเฟิงก็รู้ดีว่าราชวงศ์นั้นเกรงกลัวบิดาของตนเองเป็นอย่างมาก
พวกเขาไม่ได้อยากจะสูญเสียบัลลังก์ของตนเองไป มันเลยทำให้พวกเขานั้นค่อนข้างจะระแวง
แต่ว่าพวกเขาเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เพราะแบบนั้นในตอนแรกที่เจียงเฟิงฟื้นตื่นขึ้นมา ได้ยินว่าบิดาของตนเองพลาดท่าแล้วก็โดนเนรเทศมาที่สถานที่แห่งนี้เขาจึงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
บิดาของตนเองนั้นฉลาดเฉลียวขนาดไหน ต่อให้รวมความคิดของทั้งราชสำนักก็ไม่มีทางเล่นงานบิดาของเขาได้
ด้วยความฉลาดเฉลียวเช่นนี้แถมยังมีกองทัพอยู่ในมือ
มีฮ่องเต้คนไหนบ้างที่จะไม่เกรงกลัวขุนนางที่มีคุณูปการมากมายเช่นนี้
เจียงเฟิงเลยสามารถพูดเกี่ยวกับเรื่องการกบฏ ออกมาได้ในทันทีหลังจากที่ได้ยินคำพูดของบิดา
เจียงเฉินเองก็ไม่ได้แสดงท่าทางเกรงกลัวอันใด
อันที่จริงแล้วเรื่องเกี่ยวกับการกบฏเช่นนี้ ถ้าเกิดว่าไปพูดให้ใครได้ยินคงจะมีโทษถึงการตัดหัวอย่างแน่นอน
แต่ว่าพวกเขาสองพ่อลูกกลับไม่ได้เกรงกลัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ สถานที่แห่งนี้เป็นสวนเล็กๆที่อยู่ด้านในจวนของแม่ทัพ
คนที่อยู่บริเวณรอบๆสถานที่แห่งนี้ก็มีเพียงแค่สี่ คนทุกคนเป็นคนที่ไว้ใจได้ มีอันใดที่จำเป็นจะต้องเกรงกลัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
และอีกอย่างนึงเจียงเฉินเองก็ไม่ได้คิดจะก่อกบฏอยู่แล้ว ในตอนนี้การที่อาณาเขตทางเหนือที่เป็นดินแดนรกร้างเป็นพื้นที่ศักดินาในการควบคุมของเขา เพียงแค่นี้มันเองก็ทำให้เขานั้นพึงพอใจแล้ว
เขาไม่ได้อยากจะเป็นฮ่องเต้หรือจักรพรรดิที่ควบคุมราชวงศ์
วันๆเอาแต่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร แล้วก็มานั่งฟังพวกขุนนางถกเถียงกันในทุกๆวันในท้องพระโรง
เรื่องแบบนั้นมันจะมีความสุขได้อย่างไรกัน สู้ในตอนนี้เขานั่งอยู่บนหลังม้าแล้วก็ควบคุมกองทัพดูแลกองทัพทั้งหมดดีกว่า
เป็นเช่นนี้สบายใจกว่าเยอะไม่จำเป็นจะต้องรับภาระมากมายอันใดทั้งสิ้น
มีแต่พวกราชวงศ์แล้วก็พวกขุนนางเท่านั้นแหละที่แตกตื่นไปเองเกรงกลัวว่าเจียงเฉินนั้นจะกบฏ
เจียงเฉินเปลี่ยนเรื่องพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ “เจ้าคิดจะออกเดินทางอย่างนั้นหรือ”
อันที่จริงแล้วเมื่อเห็นบุตรชายของตนเองตั้งแต่กลับมา มีท่าทีเปลี่ยนไปแถมยังกลายเป็นคนที่มีความคิดที่ลึกล้ำจนตัวเขาเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ
แต่ว่าในฐานะบิดาตัวของเขาพอจะคาดเดาความคิดคร่าวๆได้
ท่าทางของบุตรชายของเขาในตอนนี้เหมือนว่ากำลังจะตั้งใจที่จะออกเดินทาง
ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวหลายอย่างในการทะลุขอบเขต หรือแม้กระทั่งการหลอมรวมอาวุธรากฐานแห่งชีวิต
และยังมีการศึกษาข้อมูลและก็ถามเกี่ยวกับเรื่องต่างๆจากตัวของสาวใช้ทั้งสองอีก
มันเหมือนกับว่าบุตรชายของเขากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเดินทาง
เพราะแบบนั้นเจียงเฉินจึงรู้ได้ในทันทีว่าบุตรชายของเขากำลังจะออกเดินทาง
เจียงเฟิงไม่ได้ปิดบังเกี่ยวกับเรื่องนี้ตัวของเขาพยักหน้าพร้อมกับแสดงรอยยิ้ม
“ข้าจำเป็นจะต้องออกเดินทาง”
“แน่นอนว่ามันเป็นเพราะว่า มีสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำอยู่ในการเดินทางครั้งนี้”
เจียงเฟิงวางแผนของตนเองเอาไว้แล้ว ตัวของเขามีสิ่งที่เขานั้นจำเป็นจะต้องทำจริงๆ ไม่ใช่ว่าตัวของเขาอยากจะออกไปเที่ยวเล่นเพื่อหาประสบการณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ตั้งแต่ตัวของเขาเดินทางกลับมาที่โลกใบนี้ แล้วก็กลับมาที่ร่างของตนเอง
เมื่อเขารู้ว่าร่างของตนเองโดนแย่งชิงปราณชะตา และก็โดนสูบเอาปราณวิญญาณภายในร่างกายออกไปจนเขาเกือบตาย
ตั้งแต่ในตอนนั้นเขาเองก็มีความคิดที่จะแก้แค้นเจ้าคนพวกนั้นอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าขอบเขตของเขาในตอนนี้ยังคงต่ำเกินไป ถ้าเกิดว่าเขามีขอบเขตสูงส่งคงจะบุกไปหาพวกมันแล้วก็ไล่ทุบหน้าพวกมันทีละตัวไปแล้ว
เพราะแบบนั้นเขาเลยจำเป็นจะต้องใช้วิธีอื่น
แน่นอนว่าการเดินทางในครั้งนี้ก็เป็นแผนการที่เขาเตรียมการเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะว่าต้องการที่จะใช้โอกาสนี้ในการทำความเข้าใจกับโลกใบนี้ให้ได้มากขึ้น แล้วก็ยังถือโอกาสนี้ในการเตรียมแผนการเล่นงานพวกคนเหล่านั้น
เจียงเฟิงแม้ว่าเมื่อก่อนจะได้ชื่อว่าเป็นคุณชายเจ้าสำราญแห่งเมืองหลวง
แต่ว่าตัวของเขาเองก็แทบจะไม่เคยออกเดินทางไปที่ใดเลย
ตั้งแต่บิดาออกรบอยู่ที่ชายแดน เขาที่อยู่ภายในเมืองหลวงก็เป็นเหมือนกับเป็นตัวประกันคนนึงเท่านั้น เลยได้แต่เที่ยวเล่นอยู่ภายในเมืองหลวงเพียงอย่างเดียว
ในครั้งนี้ถือโอกาสออกเดินทางหาประสบการณ์แล้วก็ยังมีเรื่องที่ตนเองจำเป็นจะต้องทำอีก
“พ่อจะส่งผู้ติดตามติดตามเจ้าไปด้วย” เจียงเฉินพูดออกมา
เจียงเฟิงที่ได้ยินแบบนั้นก็ส่ายหน้า “ไม่จำเป็น”
“ในครั้งนี้ตัวของข้าตั้งใจจะเดินทางไปด้วยตัวคนเดียว”
เจียงเฉินก็ขมวดคิ้ว
แน่นอนว่าเขาเองไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องคำตอบนี้ของบุตรชายของตน
การเดินทางอยู่ที่โลกภายนอกด้วยตัวคนเดียวมันเป็นเรื่องที่อันตรายขนาดไหน
แม้แต่ตัวของเขาที่เป็นแม่ทัพใหญ่ยังต้องมียอดฝีมือขอบเขตสูงกว่าตนเองคอยคุ้มกันอยู่ด้านนอก
เพราะว่ามันอาจจะเกิดเหตุการณ์ลอบสังหาร ของผู้ที่มีขอบเขตสูงส่งกว่าตนได้ทุกเมื่อ
ในโลกภายนอกนั้นอันตรายเป็นอย่างมากไม่เหมือนดินแดนรกร้างทางเหนือที่ไม่มีผู้คนที่เก่งกาจ
ในดินแดนด้านนอกมีสำนักเทพเซียนผู้ฝึกตนมากมาย แถมยังมีพวกยอดฝีมือที่เหมือนกับมังกรเร้นกาย แฝงตัวอยู่ตามสถานทีต่างๆมากมาย
แม้แต่ในดินแดนของต้าเฉิน มันเองก็ยังมีพวกหงส์และมังกรปะปนกันไม่น้อย
การเดินทางมันเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินว่าบุตรชายของตนเองจะเดินทางไปด้วยตัวคนเดียวเขาเองย่อมรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้
เจียงเฟิงยังคงยิ้ม “ท่านพ่อไม่ต้องกังวล”
“เห็นเช่นนี้แต่ว่าสิ่งที่อาจารย์ของข้าสอนมา”
“วิชาที่มากที่สุดที่ข้าได้รับการถ่ายทอดเป็นวิชาหลบหนี”
“ข้ามีวิธีการมากมายในการหลบหนีเพราะแบบนั้นการรักษาชีวิตของตนเองเป็นเรื่องง่ายๆ”
เมื่อได้ยินคำว่าอาจารย์แน่นอนว่าเจียงเฉินย่อมสงบสติอารมณ์ของตนเอง
ด้วยฐานะของท่านผู้นั้นคงไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์ของตนเองต้องตายอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นเรื่องนี้จึงสามารถวางใจได้
เจียงเฉินหันไปมองที่ซินอวี้และเฉินอวี้ “แล้วพวกนางล่ะ”
เจียงเฟิงหันไปมองที่สาวใช้ทั้งสองของตนเอง พวกนางเองก็แสดงท่าทางกังวลที่คุณชายจะออกเดินทางคนเดียว
โดยทั่วไปแล้วพวกนางนั้นมักจะติดตามคุณชายของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
แม้กระทั่งในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่คุณชายนอนนิ่งอยู่บนเตียงพวกนางก็เฝ้าอยู่บริเวณรอบห้องโดยที่ไม่ห่าง
อยู่ๆคุณชายบอกว่าตนเองจะออกเดินทางไปด้วยตัวคนเดียวพวกนางย่อมรู้สึกแปลกประหลาด
เจียงเฟิงพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าสองคนถึงคอขวดของขอบเขตห้าแล้ว”
“เพราะแบบนั้นใช้เวลาช่วงนี้ในการทะลุขอบเขตไปซะ”
“หลังจากนั้นค่อยติดตามค่าไปก็ได้”
“เมื่อพวกเจ้าถึงขอบเขตหกการไล่ตามข้า ไปก็คงจะไม่เป็นเรื่องที่ยากเย็นนัก”
“เอาเป็นว่าในช่วงนี้ข้าจะออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”
เจียงเฉินมองด้วยสายตาก็รู้ได้ในทันทีว่าขอบเขตของพวกนางในตอนนี้คลายตัวออกแล้ว
เรียกว่าพวกนางกำลังจะสามารถสร้างเมล็ดบ่มเพาะขอบเขตที่ห้าได้สำเร็จแล้ว
เพราะแบบนั้นช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง พวกนางสองคนจำเป็นจะต้องปิดด่านเพื่อฝ่าทะลุขอบเขต
การฝ่าทะลุขอบเขตที่ห้า ไปสู่ขอบเขตที่หกเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก