หัวใจของซุนเฟยพลันเย็นยะเยือกขึ้นมา เมื่อนึกได้ว่าน่าจะเป็นฝีมือของปรมาจารย์เวทมนตร์ในเมืองหลวงที่สร้างวงเวทนี้ขึ้นมา พลังของมันจึงทรงอำนาจขนาดนี้ ดูท่าว่าจะต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้แล้ว
หลังซุนเฟยเปลี่ยนเป็น 'โหมดจอมเวท' แล้ว เขาก็เดินเข้าไปใกล้ๆ ที่ตั้งของวงเวทอย่างช้าๆและรู้สึกได้ถึงความผันผวนของพลังเวทและเส้นทางการโคจรของพลังเวทในอากาศ
ตัวละครจอมเวทในปัจจุบันมีเลเวล39 บวกกับสวม 'ทักษะของอาร์แคนน่า' ไอเทมระดับ 7 ของโลก Diablo ทำให้มีพลังโจมตีที่ใกล้เคียงกับคนเถื่อนมาก เมื่ออยู่ใน 'โหมดจอมเวท' ความสามารถในการรับรู้ธาตุน้ำ ธาตุสายฟ้า และธาตุไฟในอากาศก็เหนือล้ำยิ่งกว่าอัจฉริยะเวทมนตร์ในแผ่นดินอาเซรอทเสียอีก นี่เป็นความสามารถและพรสวรรค์ของตัวละครในโลก Diabloโดยเฉพาะผู้เฒ่าเคนที่สามารถจำแนกความแตกต่างของหลักการเวทมนตร์ระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลก Diabloได้ ยิ่งไปกว่านั้น ซุนเฟยได้รับการสั่งสอนจากป้าอาคาร่าและตาเฒ่าเคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านวงเวท ทำให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวงเวทของซุนเฟยเทียบเท่ากึ่งผู้เชี่ยวชาญ
ความสามารถในการรับรู้ธาตุบวกกับความเข้าใจในวงเวทระดับกึ่งผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ซุนเฟยสามารถรู้สึกถึงเส้นทางการโคจรของเวทมนตร์ในอากาศได้อย่างชัดเจนขึ้นมาในหัวของเขา
“นี่เป็นวงเวทธาตุไฟรูปดาวหกแฉก…มี…มีวงจรซ้อนทับกันถึงสี่ห้าวง...อืม? ไม่ใช่สิ สิบเจ็ดวงต่างหาก เป็นกลยุทธ์ที่ดี คาดไม่ถึงว่าจะมีวงจรซ่อนอยู่อีกสองวง เกือบจะหลงกลเข้าแล้ว”
ยิ่งซุนเฟยสังเกตและรับรู้มากขึ้นเท่าไร ในใจก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าผู้ที่สร้างวงเวทนี้จะต้องเป็นนักเวทระดับสูงแน่ๆ
ถึงแม้ว่าซุนเฟยจะมีความเข้าใจในวงเวทนี้ แต่ด้วยความสามารถของเขาในปัจจุบันกลับไม่สามารถสร้างวงเวทแบบนี้ขึ้นมาได้ ความเข้าใจและการสร้างทั้งสองอย่างล้วนแตกต่างกัน
“อืม…ไม่ได้มีวงเวทเเค่หนึ่งวง หนึ่ง…สอง…ห้า…สิบ...ที่นี่มีวงเวทที่แตกต่างกันถึงสิบสองวงวางอยู่รอบๆ หลุมยักษ์? ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกป้องหลุมยักษ์นี่ หากจะสร้างวงเวทพวกนี้ขึ้นมาได้ จะต้องใช้ปรมาจารย์นักเวทระดับหกดาวขึ้นไปถึงหกคน และก้อนหินเวทมนตร์จำนวนมหาศาล...จริงสิ? ทำไมพวกเขาถึงต้องปกป้องสนามการต่อสู้พวกนี้ด้วย หรือว่าจะกลัวคนอื่นพบอะไรเข้า?”
ทันใดนั้น ซุนเฟยก็มีความคิดหลายสิ่งหลายอย่างผุดขึ้นมา หรือว่าในสนามรบนี้จะซุกซ่อนความลับอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้?
ซุนเฟยคิดว่าตัวเองควรจะเข้าไปดูหลุมยักษ์นั่นสักครั้ง
โชคดีที่นอกจากวงเวทระดับหกเจ็ดพวกนี้แล้ว รอบๆ หลุมยักษ์นี้ก็ไม่มีพวกยามรักษาการณ์คอยอยู่เฝ้าเลยสักคนเดียว อาจจะเป็นเพราะพวกเขาคิดว่า แค่มีวงเวทพวกนี้ก็น่าจะพอแล้ว เนื่องในภูเขามอร์โรมีสัตว์อสูรจำนวนมาก ทำให้บางครั้งมีพวกสัตว์อสูรที่โชคร้ายมาสัมผัสกับวงเวทพวกนี้เข้า และกระตุ้นการทำงานของวงเวทพวกนี้ขึ้นมาบ่อยๆดังนั้น ต่อให้ซุนเฟยทำเสียงดังๆ ออกมาก็ไม่มียอดฝีมือคนไหนขึ้นมาดู
หลังจากที่ซุนเฟยสังเกตวงเวทที่อยู่รอบๆหลุมยักษ์นี้อย่างละเอียดเขาก็พบว่าเมื่อเทียบกับวงเวทวงอื่นๆ แล้ววงเวทวงที่ 15 อ่อนแอกว่าวงเวทวงอื่นๆ
ซุนเฟยเสียเวลาไปยี่สิบนาทีเต็มๆ เพื่อซึมซับความรู้จากวงเวทพวกนี้ จากนั้นก็วาดวงจรเวทมนตร์ทุกวงทุกเส้นภายในหัวของตัวเองอย่างเงียบๆ…สุดท้ายดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา ในที่สุดก็พบวิธีหลีกเลี่ยงการกระตุ้นวงเวทพวกนี้
หลักการนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก
สำหรับซุนเฟยแล้ว วงเวทนี้คล้ายกับวงจรไฟฟ้าที่แสนซับซ้อนในโลกเก่าเล็กน้อย แต่ละสายไฟของแผนวงจรไฟฟ้าจะรวมตัวกันจนกลายเป็นตาข่ายที่แน่นหนา ถ้าระหว่างที่เดินผ่านบังเอิญไปสัมผัสมันเข้า มันจะส่งกระแสไฟฟ้าเข้ามาโจมตีทันทีแต่ถ้าหลีกเลี่ยงตาข่ายได้ก็จะไม่มีอะไรไปกระตุ้นให้วงเวททำงาน สำหรับคนทั่วไปหรือแม้แต่นักเวทเอง‘การค้นพบ’ และ ‘การหลบเลี่ยง’ สายฟ้าเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่สำหรับ 'โหมดจอมเวท' ที่มีความสามารถในการรับรู้เวทมนตร์ที่แข็งแกร่งแล้ว ถ้า ‘ตาข่าย’ ไม่ได้วางหนาแน่นจนเกินไปเขาก็มีลู่ทางผ่านไปได้
ด้านหน้ามีวงเวทระดับหกดาวที่ชื่อว่า 'ความเกรี้ยวโกรธของน้ำแข็ง' อยู่ ซุนเฟยคิดว่าเป็นวงเวทเดียวที่เขาสามารถผ่านมันไปได้
ซุนเฟยพยายามปรับจิตใจและร่างกายให้อยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด จากนี้ไปเขาคงจะเป็นเหมือนพวกทหารที่ต้องคอยหลบทุ่นระเบิด ค่อยๆย่องค่อยๆ ย่ำ เดินหนึ่งก้าวถอยสามก้าว เดินสามก้าววิ่งสี่ก้าว เดินสี่ก้าวกระโดดสองครั้ง สภาพตอนนี้เหมือนคนเมาก็ไม่ปาน…
ถ้าปรมาจารย์นักเวทที่ลงวงเวทนี้มาเห็นเข้า คงจะอ้าปากตาค้างเลยทีเดียว
เพราะทุกการเคลื่อนไหวของซุนเฟย ทุกเส้นทางที่เลือก ทุกจังหวะที่ก้าวเดิน ต่างสามารถหลบเลี่ยงวงจรเวทมนตร์ที่กำลังโคจรอยู่ได้โดยที่การเคลื่อนไหวของซุนเฟยไม่มีผิดพลาด บางครั้งการเคลื่อนไหวก็รวดเร็วดุจพายุ แต่บางครั้งก็เชื่องช้าเหมือนสายลมลอยเอื่อยๆหากเขาพลาดท่าแม้แต่ครั้งเดียว วงเวทจะระเบิดและร่างของเขาก็จะถูกแช่แข็ง
มันคือการเดินฝ่าดงระเบิด ราวกับได้เห็นเทพแห่งความตายกำลังกวักมือเรียกอย่างรื่นเริงอยู่ด้านหน้า
ในที่สุด หลังจากที่เสียเวลาไปประมานหนึ่งชั่วโมง ซุนเฟยก็สามารถเดินผ่าน 'ความเกรี้ยวโกรธของน้ำแข็ง' วงเวทระดับหกดาวมาได้
วงจรเวทที่อันตรายและซับซ้อนกลับไม่ถูกซุนเฟยสัมผัสแม้แต่นิด…ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแผ่นดินอาเซรอท เพราะไม่เคยมีใครทำได้แบบซุนเฟยมาก่อน
“เฮ้อ...โคตรเหนื่อยเลย!”
ซุนเฟยนั่งลงกับพื้นพลางถอนหายใจออกมา หน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขารู้สึกปวดหัวมาก ราวกับว่ามันถูกเจาะด้วยเข็มจำนวนมาก ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่เขาใช้สมองในการครุ่นคิด
การเดินฝ่าวงเวทเมื่อครู่นี้ยังเหนื่อยกว่าตอนที่สู้กับพวกอัศวินผู้ตัดสินตั้งหลายเท่า
ภายในหกสิบนาที ความคิดและจิตวิญญาณของเขาต้องตื่นตัวอยู่เสมอ กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างต้องเกร็งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ…การที่ต้องคงสภาพที่ตื่นตัวอยู่ตลอดหนึ่งชั่วโมงมันเหนื่อยยิ่งกว่าการไล่สังหารทหารนับพันเสียอีก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าพลังของซุนเฟยมาจากโลก Diablo และตัวเขาก็แตกต่างจากนักเวททั่วไป เกรงว่าคงไม่สามารถทำได้ขนาดนี้แน่
ซุนเฟยใช้เรี่ยวแรงอย่างมากกว่าจะลุกขึ้นยืนได้
การที่ต้องใช้พลังจิตมากๆ มันทำให้ซุนเฟยเหนื่อยล้ากว่าปกติ เขารู้สึกว่าพลังจิตของตนในตอนนี้น่าสงสารมากๆมันเหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำและใกล้จะแห้งตายเต็มที
“ต้องฟื้นฟูพลังก่อน!” ซุนเฟยดื่ม 'น้ำยารักษาชีวิต' และ 'น้ำยาฟื้นฟูมานา' อย่างละขวด ซุนเฟยยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม เขารู้สึกว่าพลังจิตของเขายังไม่ฟื้นฟูขึ้นมาเท่าไร ดังนั้นซุนเฟยจึงลองทำตามวิธีในหนังสือสีม่วงที่แม่ชีอาคาร่ามอบให้เขาเมื่อตอนกลางวันดู เมื่อลองทำตามแล้ว ซุนเฟยก็รู้สึกได้ว่าพลังจิตของตัวเองเริ่มฟื้นฟูขึ้นมา
พลังจิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์จริงๆ
ในความทรงจำของโลกเก่า พลังของตัวละครจอมเวทเกี่ยวข้องกับค่ามานา การเพิ่ม‘พลังจิต’ เท่ากับเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับมานา การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับมานารูปแบบนี้แตกต่างจากการฝึกฝนของเหล่านักเวทในแผ่นดินอาเซรอทอย่างเห็นได้ชัด พลังจิตของซุนเฟยไม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถอยู่ในโลก Diablo ได้เกินสี่ชั่วโมงเลยสักครั้ง ในตอนนี้เขามีหนังสือทักษะสีม่วงที่เหล่าบรรพบุรุษของค่ายโร้กทิ้งไว้ให้แล้ว แม้พลังจิตจะเพิ่มขึ้นช้ามากแต่อย่างน้อยก็มีความคืบหน้าอยู่บ้าง ค่อยๆเก็บผสมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เยอะขึ้นเอง สักวันหนึ่ง หากพลังจิตของซุนเฟยมีมากพอ บางทีเขาอาจจะสามารถอยู่ในโลก Diablo ได้หนึ่งวันก็ได้
ยี่สิบนาทีต่อมา
ซูด!
ซุนเฟยลืมตาขึ้นแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆเขารู้สึกว่าความเหนื่อยล้าที่มีได้หายไปหมดแล้ว
“ในที่สุดก็สบายตัวสักที...เอ๊ะ? นี่อะไรน่ะ?” ซุนเฟยชะงักไปวูบหนึ่ง ในดวงตาของเขาปรากฏร่องรอยความแปลกใจชั่วครู่ เมื่อเขาพบว่าพลังจิตของตนเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อย อย่างน้อยๆก็น่าจะ 200 แต้มและจากการฝึกเมื่อครู่นี้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกนิดเป็น210 แต้ม...ความคืบหน้าที่เขาทำในยี่สิบนาทีเหนือกว่าตอนที่เขาฝึกในค่ายโร้กหลายเท่า
เกิดอะไรขึ้น?
ซุนเฟยครุ่นคิดอย่างสงสัย
คิดไปคิดมามีเพียงคำตอบเดียว ในตอนที่ข้ามวงเวท เขาต้องใช้พลังจิตจำนวนมหาศาลจนทำให้มันทะลุขีดจำกัดของตัวเอง หลังจากที่ใช้พลังจิตไปเป็นจำนวนมากก็มาฝึกฝนตามวิธีการในหนังสือ ทำให้พลังจิตของเขารุดหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อคิดแบบนี้ ดวงตาของซุนเฟยก็เป็นประกายขึ้นมา
ดูท่าว่าเขาจะหาวิธีเพิ่มพลังจิตของตัวเองได้แล้ว ด้วยวิธีนี้ ความหวังที่จะเพิ่มพลังจิตในเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ หากพลังจิตของเขาเพิ่มมากขึ้น เวลาที่จะอยู่ในโลก Diablo ก็จะเพิ่มมากขึ้น เขาก็จะมีเวลาสังหารมอนสเตอร์ได้มากขึ้น และถ้าเป็นแบบนั้น ความแข็งแกร่งของเขาก็คงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ว่า เพียงไม่นานเขาอาจจะมีพลังเทียบเท่ากับนักรบระดับจันทราก็ได้!
นี่สินะที่เขาเรียกว่า...ยามตั้งใจหาก็จะหาไม่เจอ แต่ยามไม่หากลับเจอโดยบังเอิญ!
การค้นพบครั้งนี้ทำให้ซุนเฟยรู้สึกดีใจมาก แต่ไม่ช้าก็ระงับอาการดีใจลงได้
ซุนเฟยเปลี่ยนกลับเป็น 'โหมดคนเถื่อน' ก่อนจะเริ่มสังเกตสถานที่การต่อสู้นี้อย่างละเอียด
ในอากาศเต็มไปด้วยความผันผวนของพลังที่น่าเกรงขาม นี่คงเป็นผลพ่วงจากการต่อสู้ของชายทั้งสองคน คลื่นพลังราวกับกระแสน้ำที่บ้าคลั่งที่กะพริบอยู่ในอากาศ ไม่ช้าซุนเฟยก็ค้นพบเรื่องที่น่าตกใจ...ท่ามกลางความผันผวนของคลื่นพลังทั้งสองสายนี้ หนึ่งในนั้นเป็นกลิ่นอายของนักฆ่าที่ตามไล่สังหารเขาเมื่อตอนกลางวัน!
------------------