นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 322 หนึ่งวันในทะเลทราย

        ตอนที่ 322 หนึ่งวันในทะเลทราย

         

         

        คีตานอนหอบหายใจลิ้นห้อยอยู่หลังเนินทรายลูกหนึ่ง ทางด้านนิทานนั้นรีบอัดโอสถฟื้นฟูเข้าปากทั้งเขาและคีตาอย่างเร่งด่วน ตัวเขาเองก็เหนื่อยหอบไม่แพ้กันจากการแบ่งพลังจิตวิญญาณและกางพลังจางหายระดับสูงสุด

         

        ฝูงจิ้งจอกทะเลทรายหลายร้อยตัวอยู่ห่างจากพวกเขาไปไกลมากแล้ว แต่เพราะจำนวนของพวกมันนิทานจึงยังสามารถเห็นคลื่นขนที่ขยับไหวไปมาพร้อมทรายคลุ้งอยู่ที่สุดสายตา

         

        ภาพของฝูงจิ้งจอกระดับผู้เรียนรู้หลายร้อยตัวยังทำให้พวกเขาขนลุกไม่หาย นิทานเห็นว่าหลายตัวในนั้นมีขนาดตัวและสีขนที่ใหญ่กว่าตัวอื่น พวกมันสมควรเป็นถึงระดับนักสลัก แม้จะยังไม่มีระดับนักสลักไตรแต่ระดับนักสลักโทยังพอมีให้เห็นบ้าง

         

        เคยมีคนกล่าวไว้ว่าจำนวนไม่มีผลต่ออริยะ ตัวนิทานนั้นเคยคิดว่าเป็นทั้งคำพูดที่เท่และดูแข็งกร้าวจองหอง หากเป็นอริยะจากอาณาจักรไฟกัลป์คำพูดนี้มักจะเป็นเรื่องจริง คำแห่งพลังไฟเมื่อถึงระดับอริยะย่อมมีความสามารถพื้นฐานอย่างอาณาเขตแห่งไฟที่กระจายไปรอบด้าน

         

        แค่เพลิงความร้อนสูงพวกนี้ก็ทำให้ผู้เรียนรู้หรือนักสลักเอกและโทแทบจะไร้ทางต้านแล้ว จะมากันกี่คนก็ถูกแผดเผาจนมอดม้วยทุกรายไป แต่กับนิทานแล้วไม่ใช่เลย เขาไม่เก่งด้านการถูกรุมเสมอมา

         

        แรงดึงดูดศูนย์กลางอาจทำให้เขาไม่ตกที่นั่งลำบากเกินไปนัก สามารถผลักศัตรูออกไปได้เรื่อย ๆ แม้จะไม่มีพลังโจมตีมากจากการผลักธรรมดา ๆ แต่ก็เหมาะสมสำหรับการต่อสู้ที่ศัตรูมีจำนวนเยอะกว่า อย่างเช่นตอนที่เขาปลอมตัวเป็นเราส์ไปต่อสู้กับพวกไพรก่อนหน้านี้ 

         

        ปัญหาหลักยังคงเป็นการสังหาร เขาไม่สามารถสังหารศัตรูรวดเดียวได้ง่าย ๆ ยิ่งเป็นฝูงจิ้งจอกทะเลทรายที่มีหลายร้อยตัวและไม่ได้เป็นเพียงผู้เรียนรู้ล้วน ๆ เหมือนกลุ่มไพรด้วยแล้วใหญ่ ด้วยจำนวนที่มากขนาดนั้นพวกมันอันตรายเสียยิ่งกว่านางพญาตั๊กแตนแม่น้ำเสียอีก หากโดนล้อมขึ้นมาย่อมมีแต่ตายกับตาย

         

        ทั้งสองเก็บตัวเงียบไปพูดไม่จา ไม่เคลื่อนไหว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง คีตาที่เริ่มฟื้นตัวแล้วนอนเอาหูแนบกับพื้น หลับตาฟังเสียงใต้ดิน กลัวว่าจะมีบางสิ่งมุดออกมาจากใต้ดินอีก หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดทั้งสองจึงถอนหายใจโล่งอก

         

        ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายแก่แล้ว ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนที่ความมืดจะมาเยือน ยามค่ำคืนของทะเลทรายฝังอัญมณีนั้นมีอุณหภูมิใกล้เคียงติดลบ นอกจากจะเดินทางลำบากแล้วยังต้องระวังสัตว์อสูรที่หากินกลางคืน นั่นคือส่วนที่ลำบากที่สุดในสถานการณ์ที่การโจมตีจากใต้ดินนั้นพวกเขาไม่รับรู้

         

        ทั้งสองกำหนดทิศทางกันอีกครั้งแล้วจึงกลับสู่การเดินทาง การวิ่งหนีฝูงจิ้งจอกทะเลทรายทำให้องศาการเดินของพวกเขาเอนลงมายังทิศใต้ จำต้องเดินกลับขึ้นตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อไปยังพิกัดที่ต้องการ

         

        ในคราวนี้ความตึงเครียดของทั้งสองพุ่งขึ้นสูงจนพวกเขาไม่พูดคุยเล่นกันเหมือนก่อนหน้า บทเรียนจากการที่ศัตรูสามารถปรากฏตัวออกมาจากใต้พื้นดินได้ทำให้การย่างก้าวของทั้งสองเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง

         

        ในครั้งแรกที่วิ่งหนีมาทั้งสองใช้ความเร็วสูงสุด ระยะทางหลายกิโลเมตรที่ผ่านมาจึงใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที หากแต่ขากลับนี้พวกเขาเดินทางกันอย่างเชื่องช้า กว่าจะกินระยะทางเดิมจนเริ่มเข้าใกล้โอเอซิสอีกครั้งก็ผ่านไปนับชั่วโมง

         

        นิทานเกิดความกังวลไม่น้อย หลังจากที่เขาได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ 4วัตถุดิบก็ผ่านมาจะ 3วันแล้ว พวกเขายังไม่แม้แต่จะพบวัตถุดิบแรก และนี่คือหนึ่งในวัตถุดิบที่หาได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับสิ่งอื่น

         

        “ฟืด!”

        เหลือเวลาตั้งเยอะ!

         

        คีตาที่รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดของนิทานกล่าวปลอบ นิทานเพียงยิ้มบางตอบกลับไปเท่านั้น เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล คีตาจึงพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสียงท้องของคีตานั้นดังขึ้นมา

         

        “ฟืด!”

        หิวแล้ว!

         

        นิทานลูบท้องของตน เขาเองก็ค่อนข้างหิวเช่นกัน การสู้กับจระเข้กงจักรและจระเข้กงจักรหวนนั้นใช้พลังงานไปไม่น้อยเลย แถมหลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองยังต้องหุบหางเผ่นแน่บอีก ทั้งร่างกายทั้งประสาทเหนื่อยล้าไปหมด

         

        งั้นกินอะไรกันดี เนื้อจิ้งจอกมั้ย นิทานตอบติดตลก เรียกสีหน้าขยะแขยงของคีตาเมื่อมันนึกถึงปากที่แยกออกเป็น 8ซีกของพวกจิ้งจอกทะเลทราย

         

        “ฟืด! ฟืด!”

        กินไปคนเดียวเลย! คีตาจะกินเนื้อจระเข้!

         

        โขดหินใกล้เคียงบริเวณนั้นถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับมื้ออาหาร เป็นโขดหินเล็ก ๆ ที่มีดีแค่เพียงบังแดดเท่านั้น ตัวนิทานแยกออกไปกางพลังจางหายโดยรอบ ปิดกั้นไม่ให้สัตว์อสูรแถวนี้มาพบโดยบังเอิญ ส่วนคีตานั้นจัดการเรื่องการโปรยสมุนไพรกำจัดกลิ่นและไล่แมลงรอบ ๆ

         

        เมื่อเตรียมการเสร็จสิ้นเรียบร้อยจึงจุดไฟด้วยประจุไฟจากร่มปกปักหทัย ซากของจระเข้กงจักรถูกนำออกมาให้นิทานชำแหละแยกส่วน โรยเครื่องปรุงและสมุนไพรกลิ่นหอมหลายชนิด

         

        คีตาวิ่งไปคาบหินแถวนั้นมา มันคือผลึกเกลืออัญมณีที่หาได้เพียงในทะเลทรายแห่งนี้เท่านั้น ถือเป็นเครื่องปรุงชั้นสูงที่มีราคาแพง คีตารับหน้าที่ควบคุมแรงไฟและบังลมพร้อมทั้งพลิกเนื้อไปมาไม่ให้ไหม้ในขณะที่นิทานนั้นรับหน้าที่ปรุง

         

        กลิ่นเนื้อจระเข้ที่ถูกย่างจนเป็นสีทองพร้อมสมุนไพรหลากหลายลอยหอมกรุ่น เสียงท้องร้องของคีตาดังขึ้นอีกครั้งแต่ในครั้งนี้ตามมาด้วยน้ำลายที่ไหลหยดเป็นทาง

         

        มื้ออาหารเช่นนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทั้งสองทำกันเป็นประจำ สมัยเป็นผู้เรียนรู้ใหม่ ๆ พวกเขาได้แต่พกอาหารแห้งของหน่วยลาดตระเวนที่ไม่อร่อยเลยไปกิน แต่เมื่อเริ่มใช้พลังคล่องแล้วจึงเปลี่ยนเป็นรูปแบบนี้แทน 

         

        พวกเขามักพกพาเครื่องปรุงสำเร็จสำหรับใช้กับอาหารที่ล่ามาได้ในวันนั้น ๆ มาตรการการจัดการเรื่องกลิ่นกับไล่สัตว์อสูรก็ทำเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย ในป่าเขตชายแดนนั้นไม่มีสัตว์อสูรตัวใดรับรู้ถึงมื้ออาหารของพวกเขาในป่าแม้แต่ตัวเดียว

         

        ปริมาณการกินของคีตานั้นมากกว่านิทานหลายเท่า เนื้อจระเข้จึงถูกย่างไปเกือบครึ่งตัว เวลามื้ออาหารในสถานที่ไม่ปลอดภัยทั้งสองมักไม่ค่อยพูดอะไรกันมากนัก เป็นเหมือนกฎการอยู่ร่วมกันที่ว่าสถานที่เช่นนี้ต้องรีบกินรีบไป

         

        ไม่กี่วินาทีหลังจากที่ทั้งสองกัดเนื้อคำโต พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง ทั้งสองผุดตัวเด้งออกมาจากพื้นในวินาทีเดียวกันกับที่พื้นสั่นสะเทือน สองหูของคีตาไหวไปมา จับเสียงและดมกลิ่นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

         

        นิทานหันไปผลักกองไฟที่มีเนื้อของจระเข้กงจักรกองใหญ่ให้กระเด็นไกลออกไปนับร้อยเมตร คีตามองตามก้อนเนื้อสีทองอร่ามส่งกลิ่นหอมอร่อยนั้นอย่างเสียดาย มันยังกินไม่อิ่มเลย

         

        พลังจางหายถูกกางทับอีกระลอกพร้อมกับเทียนไขเล่มหนึ่งที่ถูกจุดขึ้น กลิ่นควันของเทียนไขกลายสภาพไปเป็นกลิ่นทะเลทราย พัดพากลิ่นของทั้งสองและทุกสิ่งในระยะให้ไกลออกไป

         

        วินาทีที่กองเนื้อจระเข้นั้นตกลงจากพื้น เนินทรายสูงใหญ่ที่อยู่ห่างจากเนื้อไม่กี่สิบเมตรก็เกิดระเบิดอย่างรุนแรง ร่างของอสรพิษขนาดยักษ์โผล่ทะลุออกมาจากผืนทราย

         

        ขนาดตัวของมันเพียงเส้นผ่านศูนย์กลางก็ใหญ่โตกว่า 5เมตร เป็นความกว้างที่สามารถเรียงรถม้าได้ทั้งคันไว้ในลำตัว เกล็ดสีน้ำตาลดั่งผิวทรายไม่สะท้อนแสงอาทิตย์ดังเช่นเกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป เกล็ดเหล่านั้นสั่นน้อย ๆ สะบัดไล่ทรายและดินที่ติดตามร่าง ทำหน้าที่ดุจหัวเจาะช่วยดันร่างของมันให้เคลื่อนไหวใต้ผืนทราย

         

        หัวอสรพิษยักษ์ที่มีขนาดใหญ่เท่าลำตัวโบกสะบัดส่ายหัวมองซ้ายมองขวา บริเวณเหนือริมฝีปากมีรูสองรูตั้งขึ้น มันกำลังมองหาบางสิ่ง นัยน์ตาสีแดงสดนั้นกวาดมาสบตากับทั้งสองหลายครั้งแล้วหากมันกลับไม่อาจมองทะลุพลังจางหายในระดับอริยะได้

         

        อักษรสีน้ำตาลอ่อนสลักเด่นชัดกลางหน้าผากของอสรพิษยักษ์ตัวนั้น มหาคลื่น

         

        นิทานค้นพบเพียงคำเดียวเท่านั้น แม้กระนั้นพลังจิตวิญญาณในร่างของมันก็หนาแน่นจนไม่มีทางเป็นนักสลักเอกอย่างแน่นอน สารานุกรมถูกเปิดขึ้นอย่างเงียบเชียบภายใต้พลังจางหาย

         

        อสรพิษคลื่นทราย ตัวเต็มวัยจะมีขนาดลำตัวได้ถึง 6เมตร ยาวได้ถึงหลายร้อยเมตร แถมไอ้ตัวนี้น่าจะเป็นระดับนักสลักไตรอีก นิทานส่งข้อมูลที่พบให้แก่คีตาอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่จำเป็นต้องต่อสู้อย่างน้อยพวกเขาจะได้มีข้อมูลของอีกฝ่ายบ้าง

         

        ทั้งสองตัดสินใจร่วมกันในพริบตา พลังจางหายได้รับพลังจิตวิญญาณส่งเสริมจากคีตา ความเสถียรของมันสูงมากขึ้นจนร่างของทั้งสองหายวับไป

         

        พวกเขาจะไม่สู้กับอสรพิษคลื่นทราย นอกจากจะเสียเวลาแล้วยังยากแก่การสังหาร

         

        อสรพิษคลื่นทรายในที่สุดก็พบกับต้นตอของกลิ่นอาหารที่มันตามหา เนื้อของจระเข้กงจักรสีทองหอมฉุยวางทิ้งไว้กลางผืนทรายอย่างน่าสงสัย มันสะบัดคอของตนกลืนเหยื่อเข้าไปในคำเดียว เนื้อก้อนใหญ่ชิ้นนั้นสำหรับมนุษย์แล้วใหญ่จนสามารถกินได้หลายคน แต่กับอสรพิษคลื่นทรายที่ตัวใหญ่ราวกับบ้านแล้วเป็นเหมือนเพียงขนมชิ้นหนึ่งเท่านั้น

         

        โชคดีไปที่พวกเลื้อยคลานไม่ค่อยฉลาดนัก นิทานเป่าปากอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ามันกินเนื้อก้อนนั้นไปโดยไม่สงสัยถึงเรื่องสภาพของเนื้อแม้แต่น้อย กับจระเข้กงจักรก็ไม่ฉลาดเช่นกัน

         

        หากเป็นพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพวกมันย่อมต้องเกิดความสงสัยแล้วว่าเหตุใดจึงมีเนื้อที่ถูกแล่แถมยังสุกอยู่ในที่แห่งนี้ อสรพิษคลื่นทรายกลับดูไม่ติดใจอะไรแม้แต่น้อย มันเพียงหันหน้าไปมาซ้ายขวา ใช้สองตาแดงก่ำของมันตรวจสอบพื้นที่รอบตัว จับจ้องหาสิ่งที่อาจเป็นเหยื่อมันได้อีก 

         

        ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อไม่พบสิ่งใดเกล็ดขนาดเท่าแขนแต่ละเกล็ดจึงสั่นพ้อง ปัดและขุดทรายรอบตัวอสรพิษคลื่นทราย พาร่างของมันจมหายไปในทะเลทรายรกร้าง

         

        หลังจากอสรพิษคลื่นทรายจากไปพลังจางหายยังคงถูกกางไว้ต่ออีกหลายนาที ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเหนื่อยอ่อน คีตายังคงเสียดายเนื้อจระเข้ก้อนนั้น ถึงจะยังมีอีกมากแต่มันย่อมไม่โง่พอจะกินเนื้อจระเข้ในทะเลทรายแห่งนี้อีก

         

        มันหันไปหยิบอาหารแห้งไร้กลิ่นแถมรสชาติน่าเบื่อจากกระเป๋ามากินกองใหญ่ นอนลงกับพื้นเคี้ยวเอื้องอย่างถอนใจ

         

        อยากกลับไปกินขนมแล้ว

         

        อยากกลับไปกินขนมแล้ว สองเสียงประสานกันในความคิด

         

        ———————————————————————————————————————————————-

         

        อีกไม่นานก็จะเป็นเวลากลางคืนแล้ว ในตอนเช้าที่เห็นทุกสิ่งได้ชัดพวกเขายังขนหัวลุกกันถึงเพียงนี้ ทั้งสองจึงคิดตรงกันในทันทีว่าจะไม่เดินทางกลางคืน บริเวณโดยรอบนี้มีเนินทรายและกองหินจำนวนมากกระจายอยู่ทั่ว ทั้งสองจึงเลือกใช้หินก้อนหนึ่งที่โค้งพอจะบังแดดบังลมได้เป็นที่พัก

         

        ระหว่างที่คีตาตรวจตรานิทานก็ใช้ร่มปกปักหทัยในรูปเกลียวดั่งสว่าน ขุดพื้นทรายให้เป็นหลุมลงไปเล็กน้อยใต้กองหิน เขาโปรยสมุนไพรไล่แมลงไปทั่ว ๆ จุดเผาหญ้าสำหรับไล่สัตว์มีพิษ ใช้น้ำผสมละอองเห็ดที่เตรียมมาเช็ดตามเนื้อตัวคีตาและเขาเพื่อกลบกลิ่น แล้วจึงจบด้วยการกางพลังจางหายปกคลุมพื้นที่หลายเมตรรอบ ๆ ก่อนจะจุดไฟนั่งลงพักผ่อน

         

        การเตรียมการนอนในทะเลทรายแห่งนี้ละเอียดกว่าในป่าเขตชายแดนมาก ในป่าทั้งสองเพียงกางพลังจางหายก็มากพอจะปิดบังทุกสิ่ง แต่กับสถานที่ที่มีระดับอริยะมากมายเช่นนี้ย่อมไม่อาจทำตัวประมาทเช่นนั้น

         

        นี่เป็นคืนแรกในทะเลทรายของทั้งสอง ในทีแรกนิทานนั้นเตรียมเต็นท์ค้างแรมมาด้วยแต่คีตานั้นบอกว่าหากเกิดอะไรขึ้นมาจะเสียเวลาออกมาจากเต็นท์นานเกินไป พวกเขาจึงใช้เพียงถุงนอนที่สร้างความอบอุ่นได้เป็นที่นอน

         

        โอ๊ะ ดาวสวยแฮะ นิทานที่นอนเอนกายอยู่แหงนหน้ามองดวงดาวตามความเคยชิน พื้นที่ทะเลทรายไม่มีแสงไฟหรือสิ่งใดบดบังทิวทัศน์ของดวงดารา แสงดาวจึงส่องประกายระยิบระยับบนฟากฟ้ายามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน อวดโอ่ความงามของตนแข่งกับคู่แข่งอีกนับล้านที่รายล้อม

         

        หลังจากผ่านประสบการณ์เมื่อกลางวันมา นิทานในตอนแรกไม่มีใจจะชมดาวมากนัก หวังรีบนอนเอาแรงจะได้มาสลับเวรกับคีตา พร้อมเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น แต่ภาพทิวทัศน์ที่สวยงามเช่นนี้จะไม่ชื่นชมก็คงน่าเสียดายยิ่งแล้ว

         

        จากจุดนี้ห่างจากเมืองศิลาลัยค่อนข้างมาก แถมช่วงเวลาก็ผ่านมานานแล้ว นิทานจึงไม่พบกลุ่มดาวหมาป่าล่าแกะที่เขาชื่นชอบ แต่เขาพบกลุ่มดาวอื่น ๆ อีกหลายกลุ่มที่เขาเคยเห็นเพียงในตำรา

         

        กลุ่มดาวคนถือตะเกียง

         

        กลุ่มดาวปีกร่วงหล่น

         

        กลุ่มดาวคลื่นสมุทร

         

        นิทานไล่ชื่อของกลุ่มดาวต่าง ๆ ที่เขาจดจำได้พลางนึกถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวเหล่านั้น เป็นดั่งนิทานกล่อมนอนให้แก่ตัวเขาเอง เพียงไม่นานก็ผล็อยหลับไป