บทที่ 12 รวมพล
สองวันต่อมา ออดระดมคนทั้งหมด ชาวบ้านหนองนกเอี้ยง และคนงานที่เป็ผู้ชาย รวมกันได้สามสิบกว่าคน ทุกคนมีอาวุธครบมือ มีั้แ่ลูกซอง ลูกกรด ปืนสั้น ลูกซองสั้น จนไปถึงปืนแก๊ป
“ต้องล้างบางไอ้พวกตัวสั่น เอาสวนของไอ้หนูไนซ์คืนมาให้ได้ ชีวิตและปากท้องของพวกเราอยู่ที่นั่น” ออดยืนบนโต๊ะประกาศก้องใต้ต้นมะขามไร้ใบต้นนั้น
จากการที่ออดไม่เคยปิดบัง ว่าวิธีจับปลวกั์มาเป็อาหาร การทำน้ำมันไบโอดีเซล มาจากผลงานและความรู้ของไนซ์
ทั้งข่าวใหม่ ที่ในสวนของไนซ์ มีต้นเหลียง มีผักกูดั์ เผือก ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ รางจืดและสมุนไพรสารพัดชนิดอยู่ข้างใน ไนซ์ได้อนุญาตให้นำมาขยายพันธุ์ในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้สวนนั้นถูกพวกตัวสั่นยึดครองอยู่ ไนซ์จึงไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียงในสายตาเขาเ่าั้อีกต่อไป หลายคนเข้าทำความรู้จักกับเขาด้วยแววตาชื่นชม
เพียงแค่ชาวบ้านเ่าั้ รู้ประโยชน์ รสชาติและความปลูกง่ายทนทานของผักเหลียงจากคำบอกเล่าชวนเชื่อของ เด่น ไข่ และกานต์ โดยมีออดยืนยัน ไม่มีใครเลย ที่ไม่เต็มใจในศึกครั้งนี้
กำลังรบทั้งหมดของหนองนกเอี้ยง เดินเรียงเป็หน้ากระดานเข้าไปตามร่องยางพารา เสียงอึกทึกครึกโครม ไม่มีการซุ่มซ่อนเก็บงำใดๆ สายตากวาดส่องชนิดไม่ให้มดรอดไปได้สักตัว
“นี่ไง!”
“อะไร!”
“ต้นเหลียง!เป็แถวเลย”
“เจอแล้ว!”
“เจออะไร!”
“ผักกูดั์! หน่อไม้ด้วย!”
“เฮ้ย!”
“เจอไอ้ตัวสั่นเหรอ!”
“สบู่ดำ! มีเป็แถวเลย มันสกัดน้ำมันได้นี่ เอาไปปลูกแทนปาล์มได้เลย”
“ตรงนี้มีรางจืด!”
“ที่นี่ทำไมมีต้นบุกเยอะนัก ระวังนะยางมันคัน!”
“ดีปลีอยู่ตรงนี้ มีของเผ็ดๆกินแทนพริกแล้วโว้ย!”
“ริมบ่อน้ำตรงนี้มีดงเผือก!”
“หน่อไม้ หน่อไม้ทั้งนั้นเลย!”
“มันปุยฝ้ายเป็แถวเลย! ทำต้นพันธุ์ได้หลายไร่”
“นี่กองกระดูกช้าง แดกไม่ได้ ช่างมัน ไปต่อ!”
“เฮ้ยมีปลวกั์ ตามต้นยางที่ตาย เสร็จงานค่อยมาจับ!”
เสียงะโลั่นโห่ ประกอบกับเสียงบุกลุยโครมครามไปทั้งสวน แต่ไม่มีเสียงปืน หรือเสียงต่อสู้เกิดขึ้นเลย จนกระทั่งสุดเขตสวนของหนึ่ง ซึ่งสวนถัดไป มีแต่ยางพารายืนต้นตาย ด้านล่างโล่งเตียนสุดสายตา ไม่มีพืชมีชีวิตอื่นใดทั้งสิ้น
“ไม่มี ไม่มีแม้แต่ร่องรอยอะไรเลย หรือมันกินช้างอิ่มแล้วมันก็ไปที่อื่น” ออดเกาหัวยิกๆ สงสัยเต็มที
หลังจากนั้นออดก็สั่งการ ให้คนมาเก็บใบเหลียงไปทำอาหาร ตอนกิ่งต้นเหลียงซึ่งไนซ์บอกว่าตามข้อมูลประมาณสองเดือนรากเต็มถึงจะตัดไปปลูกได้ แยกกอผักกูดั์ไปปลูกไว้ริมหนองน้ำในหมู่บ้าน มันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้ายถูกขุดขึ้นมาส่วนหนึ่ง โดยยกหัวมันและท่อนพันธุ์ส่วนหนึ่งให้เ้าของสวน ที่เหลือส่วนใหญ่ถูกแจกจ่ายกันไปทั้งหมู่บ้าน เผือกถูกขุดเอาไปส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด เพราะออดบอกว่าต้องเหลือไว้ให้เ้าของสวนกิน พืชสมุนไพรต่างๆซึ่งทนทานต่อสภาพโลกอันสิ้นหวัง ถูกแบ่งไปขยายพันธุ์ ชาวบ้านส่งเสียงไชโยโห่ร้องยินดีไม่ขาดสาย
ที่สำคัญ ออดไม่พลาดหน่อไม้จากกอไผ่เลี้ยงหวานที่มีทั่วทั้งสวน ต้นเหตุที่ทำให้เขาปะทะกับเ้าช้างงาบิดตัวนั้น
“หลังจากวันนี้ไป ไม่ใช่ว่าใครจะเข้ามาที่นี่ได้ตามใจชอบ ้าอะไรต้องขออนุญาตเ้าของบ้าน เ้าของสวน ใครทำโดยพลการ มีเื่..!!!” ออดประกาศก้อง โดยที่ทุกคนรับรู้และเข้าใจ
เผือกและหัวมันปุยฝ้าย ถูกแบ่งมาบ้านปุ๊ก จากการปันส่วนของคนในบ้าน ที่เข้าร่วมศึกอย่าง เด่น กานต์ และส่วนของเ้าของสวนอย่างพวกไนซ์ จึงช่วยแก้ปัญหาด้านอาหารไปอีกนาน ปุ๊กและนุช ที่ต้องดูแลเ้าเหนือ ไม่ได้ไปร่วมความครึกครื้นนี้ ก็ยังยิ้มหน้าบาน
“ทิดหนึ่งมันไปทางไหนของมันวะ ตายไปแล้ว หรือเข้าเป็พวกเดียวกับพวกตัวสั่นที่มารุมกินช้างตัวนั้น” ออดนั่งรำพึงกับตัวเอง
“เถ้าแก่ เจอพวกตัวสั่นนอนตายอยู่ชายขอบของหมู่บ้านอีกแล้ว คราวนี้ร่วมสิบตัว แต่นับจำนวนแน่นอนไม่ได้ แขนขามันกระจุยกระจาย นับไม่ถูกจริงๆ” โส คนงานของออดเข้ามารายงาน
“มีร่องรอยการกินพวกเดียวกันมั้ย”ออดถาม
“ไม่มีเลยครับ พวกเราได้ยินเสียงมันคำราม เสียงมันต่อสู้กัน เมื่อเราไปถึง มันก็ตายกันหมดแล้ว ผิวของพวกมันมีสีซีดออกเทาเข้ม แสดงว่ามันตัวสั่นมานานแล้ว”
ออดพยักหน้ารับรู้ นี่ก็เป็อีกปริศนาที่เขาต้องขบคิด ระยะหลังมานี่ ไม่มีพวกตัวสั่นหลุดเข้ามาในหมู่บ้านหนองนกเอี้ยงได้เลย มักจะตายอย่างปริศนาอยู่รอบๆหมู่บ้าน ส่วนในหมู่บ้าน คนที่จะมีอาการคลั่งก็ถูกตรวจได้ก่อนเสมอ
ในที่สุดชาวบ้านก็รู้ว่าการมองแผ่นสีของออด คือการตรวจสอบ แต่ไม่แน่ใจในเื่คำตอบของตน ว่ามันจะมีผลอย่างไร บางคนดีใจ เมื่อรู้ก่อนว่าใครจะเริ่มคลุ้มคลั่ง คนที่เหลือก็ปลอดภัยมากขึ้น แต่ทุกคนก็หวาดกลัว ว่าสักวันหนึ่ง จะถึงคิวตนเอง
คนที่ถูกออดตรวจพบว่าจะมีอาการคลั่ง จะถูกส่งไป บ้านพักนักเลง ที่ถูกย้ายไปอยู่หลังบ้านในสวนของหนึ่ง ซึ่งไนซ์ นัท และฝน ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว
ส่วนครอบครัวของเด่น เมื่อหมดปัญหาช้างป่าที่าเ็ในสวนหนึ่งที่อยู่ติดกัน พวกเขาก็ตั้งใจจะย้ายกลับมาบ้านของตัวเองที่ห่างจากบ้านที่ไนซ์อยู่ เพียง80เมตร แต่เป็ห่วงที่ปุ๊กต้องอยู่คนเดียว
สุดท้ายปุ๊กเป็ฝ่ายที่ตัดสินใจย้ายบ้านมาอยู่กับเด่นและนุช เพราะที่บ้านปุ๊กและสองที่เคยเป็ร้านขายของชำ ตอนนี้ไม่เหลือเสบียงอาหารมากนัก การย้ายมาอยู่กับเหล่าพี่น้องของสามีก็ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปนัก
ไนซ์ยังคงมองปุ๊กเป็ขุมทรัพย์ สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ไฟแช็ก ของใช้จำเป็หลายอย่างที่ถูกขนย้ายตามเ้าตัวมาอยู่ข้างๆบ้านของเขา ทำให้เขาแอบยินดีอยู่ไม่น้อย
ออดไม่วางใจ เขามองว่าบ้านที่มีเพียงมีเพียง ผู้หญิงและเด็ก ไม่เหมาะสมที่จะมีคนคลุ้มคลั่งมาแผดเสียงร้องโหยหวนแม้จะอยู่ในกรงก็ตาม เขาเสนอที่จะส่งคนมาดูแล แต่ไนซ์เอ่ยค้านว่าทุกคนในหมู่บ้านมีหน้าที่เป็ของตัวเอง และเขา้าศึกษา”คนป่วย”เ่าั้เป็การส่วนตัว ทั้งต้องใช้เวลายาวนาน ออดจึงต้องจำยอม อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“เมียผมตายแล้วนะน้าออด มันล้มป่วยได้สองวันก็สิ้นใจ”
สิทธิ์ ชายร่างท้วมวัยห้าสิบเศษ พูดกับออดด้วยใบหน้าเศร้าหมอง
“เสียใจด้วยนะสิทธิ์ คนของเราเหลือน้อยลงทุกที เมื่อวานเ้าหลอดก็ป่วยตายเหมือนกัน” ออดมองสิทธิ์อย่างเห็นใจ
ที่จริงแล้ว ผู้คนที่ล้มตายเพราะสภาพเลวร้ายของโลกตอนนี้ มีจำนวนมากกว่าพวกที่เกิดอาการคลุ้มคลั่ง หรือพวกตัวสั่นมากนัก หมู่บ้าน รอบๆ หนองนกเอี้ยง ล้วนเป็หมู่บ้านร้าง
ตลอดเวลาที่ออดออกไปตระเวนหาเสบียง และอุปกรณ์ ออดหวังพบผู้คน หรือหมู่บ้านที่ยังยืนหยัดอยู่เหมือนกับหมู่บ้านของเขา เขายังจำความรู้สึกที่เจอครอบครัวของหนึ่ง บนถนนเปลี่ยวร้างในค่ำคืนเหน็บหนาว การได้เจุ์สักคน มันน่ายินดีเพียงใด
ออดเหม่อมองฟ้าสีเทาหม่น ในใจตระหนักดีว่าอีกไม่ช้า มนุษย์คงถึงกาลสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปจากโลกนี้
บางคราวเขาก็นึกอิจฉาพวกตัวสั่น แม้เนื้อตัวพวกมันจะพุพองเน่าเปื่อยจากฝนกรด แต่มันกลับดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีบ้าน ไม่สนใจเสื้อผ้าหนาเตอะที่เขาสวมใส่ บางตัววิ่งโทงเทงอย่างอิสระในโลกที่หนาวเหน็บ พวกมันดื่มกินน้ำตามบ่อสระปนเปื้อนได้หน้าตาเฉยโดยไม่ล้มป่วย ยารักษาโรคกลายเป็สิ่งไร้ค่าสำหรับพวกมันไปเลย... สิ่งที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียวของเ้าพวกนี้ ก็คือความตะกละที่ไร้ขีดจำกัดเท่านั้นเอง
ต้นเหลียงที่ตอนไว้ ออกรากเต็มตุ้ม ถูกตัดไปขยายพันธุ์แล้ว และยังมีกิ่งตอนชุดใหม่ ที่ทยอยทำต่อมาอีกหลายรุ่น
อาหารในสวนของไนซ์ สมบูรณ์ที่สุดในหมู่บ้าน เด่นและกานต์มักออกล่าปลวกั์และแมลงกลายพันธุ์ตัวโตๆมาฝาก และมักได้พืชผักและหน่อไม้ตอบแทนกลับไปเสมอ บางครั้งสองบ้านก็จะมารวมตัวรับประทานมื้อค่ำด้วยกัน ส่วนการตรวจเช็คอาการตาบอดสีแดง ถูกปฏิบัติอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกันกับทางฝั่งของออด
บางครั้งชาวบ้านบางคนก็แวะเวียนมาขอแบ่งปันอาหาร แลกกับการใช้แรงงานตอบแทน ซึ่งไนซ์เองก็้าไม่น้อย เขาต้องสร้างเครื่องกรองน้ำขึ้นมาอีกชุดเพื่อใช้ร่วมกันระหว่างบ้านของเด่นและเขา โดยใช้น้ำจากบ่อบาดาลที่อยู่ริมสวน
ออดแวะเวียนมาปรึกษากับไนซ์ทุกวัน จนทุกๆคนเข้าใจโดยปริยาย ว่าไนซ์คือสมองและแหล่งความรู้ของหมู่บ้าน กระทั่งคนที่ติดขัดด้านปัญหาต่างๆ เริ่มมาปรึกษากับไนซ์โดยตรง
“อย่ามายุ่งกะกู สงสัยอะไรไปถามไอ้หนูไนซ์มัน” ออดยังโยนทุกปัญหามาใส่ไนซ์ แล้วหัวเราะปากกว้างอย่างชอบใจ