ทางด้านกองกำลังแดนจันทราโลหิต หลังจากที่ออกมาจากป่าที่กำลังลุกไหม้ได้สำเร็จ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยเสวี้ยเจ๋อก็หยุดฝีเท้าลง
“มีอะไรงั้นหรือ” กงซุนเมิ่งถามเมื่อเห็นว่าอยู่ๆ เสวี้ยเจ๋อก็หยุดเคลื่อนไหวลง
“ข้าอยากจะพิสูจน์อะไรนิดหน่อย กงซุนลี่นำร่างของมารสวรรค์ออกมา"เสวี้ยเจ๋อกล่าว แม้กงซุนลี่ไม่รู้ว่าเสวี้ยเจ๋อต้องการทำอะไรแต่ก็ได้นำร่างไร้วิญญาณของมารสวรรค์ออกมาจากเงา
“ต้องการทำอะไรงั้นหรือ” คนที่ถามออกมากลับเป็นเทพศพโลหิตที่สงสัย
“ในสุสานของ มารสวรรค์มีเคล็ดวิชาของเขาอยู่ภายในนั้น เป็นวิชาที่ฝึกฝนได้ยากเพราะว่าวิชาครองสวรรค์จะทำลายร่างกายของผู้ฝึกโดยตรง แต่ว่าหากสามารถบรรลุได้จนถึงชั้นสุดท้าย แม้ว่าจะโดนสังหารวิญญาณไปแล้ว แต่ว่าหากได้รับพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายก็จะสามารถกลืนกินวิญญาณแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแล้วฟื้นคืนชีพได้ นี้จึงเป็นเหตุผลที่มารสวรรค์ฝึกวิชาครองสวรรค์นี้” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
“หากวิชานี้ดีขนาดนั้นเหตุใดถึงไม่มีคนฝึกฝนกัน” อวี้จางกล่าว การฝึกวิชานี้เรียกได้ว่าขอเพียงร่างกายยังอยู่ หากได้รับพลังวิญญาณก็ย่อมสามารถคืนชีพได้ตลอดเวลา
“เพราะวิชานี้ใช้จิตด้านลบของสตรีก่อนตาย ทำให้ความอาฆาตและความสิ้นหลังทำลายร่างกายของผู้ฝึก ผู้ที่ฝึกวิชานี้จะตายก่อนที่จะฝึกสำเร็จทุกคน จึงมีเพียงแต่มารสวรรค์ที่ครอบครองร่างของเทพอสูรอมตะที่รอดมาได้” เสวี้ยเจ๋อกล่าว เพราะแบบนี้ทำให้เมื่อวิญญาณของอสุรกายโลหิตเข้าสู่ร่างของมารสวรรค์ตอนที่ปลดผนึกโลกศพ วิญญาณของมารสวรรค์จึงสามารถคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง
และด้วยเหตุนี้เองทำให้กระบี่เหนือสวรรค์แนะนำให้เก็บร่างของมารสวรรค์มาด้วย แต่น่าเสียดายที่สะเก็ดพลังของสัตว์อสูรตกลงมาก่อนทำให้อูหลินเฟิงไม่ทันได้เก็บร่างของมารสวรรค์มาด้วย
“เพราะแบบนี้..มารสวรรค์จึงเลือกที่จะฝึกวิชานี้สินะ อาศัยร่างของเทพอสูรอมตะขอเพียงมีพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างของจะคืนชีพได้ตลอดเวลา” อวี้จางกล่าว
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าวิชานี้สามารถคืนชีพได้เรื่อยๆ เพราะว่าเมื่อคืนชีพกลับมา ระดับพลังภายในร่างกายจะลดลงอย่างมหาศาล คิดว่าครั้งนี้หากคืนชีพขึ้นมาก็อาจเลือดระดับลมปราณเพียงระดับหกไม่ก็ห้า กงซุนเมิ่งลองนำพลังวิญญาณใส่ของไปภายในร่างของเขา” เสวี้ยเจ๋อกล่าว ภายในกองกำลังแดนจันทราโลหิต คนที่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ก็คือกงซุนเมิ่ง แม้ว่าเสวี้ยเจ๋อ กงซุนลี่จะสามารถให้ปราณมรณะได้แต่ปราณมรณะก็ประกอบไปด้วยลมปราณธาตุมืด จึงทำเป็นต้องให้กงซุนเมิ่งที่สามารถใช้พลังวิญญาณโดยไม่ต้องอาศัยปราณมรณะนำพลังวิญญาณเข้าไปภายในร่างของมารสวรรค์
“ได้” กงซุนเมิ่งตอบรับ จากนั้นนำมือของตนเองไปวางไว้บนร่างของมารสวรรค์
“ท่านเทพศพโลหิต เตรียมวิชาบงการโลหิตไว้ด้วย” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
“ได้”
หลังจากที่ร่างกายไร้วิญญาณของมารสวรรค์ ได้รับพลังวิญญาณของกงซุนเมิ่งพลังวิญญาณก็ถูกรวบรวมเข้าไปยังแหล่งกำเนิดปราณและไฟครองสวรรค์ก็ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง
เฮือก!! มารสวรรค์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้หลังจากตื่นขึ้นมาพลังของมารสวรรค์เหลือเพียงแค่ระดับหกขึ้นต้นเท่านั้น ทันทีที่ลืมตาขึ้นมามารสวรรค์จ้องมองไปยังคนรอบๆ
“พวกเจ้า..คือคนที่มายุ่งกับร่างกายของข้าสินะ!!!” มารสวรรค์ตะโกนออกอย่างโมโหทันทีที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง มารสวรรค์แสดงความมุ่งร้ายออกมาทันที ที่มารสวรรค์ต้องตายรอบที่สองก็เพราะว่าร่างกายที่โดนดัดแปลงจนไม่อาจต้านพิษได้ ไม่อาจขยับได้จนทำให้โดนสังหารวิญญาณอีกครั้ง
เคล็ดวิชาครองสวรรค์ เพลิงครองสวรรค์
เมื่อขยับได้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือไฟครองสวรรค์ที่โหมกระหน่ำขึ้นมาทันที หมัดอันใหญ่โตของมารสวรรค์พุ่งตรงไปหาเสวี้ยเจ๋อที่ยืนอยู่หน้าสุด เสวี้ยเจ๋อจ้องมองหมัด ที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่เกรงกลัวต่อเปลวเพลิงสีดำ
ปราณโลหิต บงการโลหิต
"หยุดมือซะ!"เสียงอันแก่ชราของเทพศพโลหิตดังขึ้น เพียงการยกมือครั้งเดียวเท่านั้น หมัดของมารสวรรค์ก็หยุดลงไม่อาจขยับตัวได้อีก เปลวเพลิงสีดำของเพลิงครองสวรรค์ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“อะไรกัน!! ขยับตัวไม่ได้” มารสวรรค์กล่าวอย่างตื่นตระหนก ทั้งร่างกายที่ไม่อาจขยับได้และยังไม่โคจรลมปราณได้อีก ต่อให้พยายามขยับตัวมากแค่ไหนก็ไม่อาจขยับตัวได้อย่างใจนึก
"ภายใต้การบงการโลหิตของข้า เจ้าไม่อาจขยับตัวได้อีกแล้ว"เทพศพโลหิตกล่าว
“เรามาค่อยๆ คุยกันดีหรือไม่...มารสวรรค์แม้ท่านจะโกรธที่เราดัดแปลงร่างกายของท่าน แต่ว่าก็เพราะพวกเราท่านจึงสามารถคืนฟื้นได้อีกครั้ง” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
“เจ้าต้องการอะไรจากข้า” มารสวรรค์ถามอย่างยอมจำนนทันที เรียกได้ว่ามารสวรรค์รับรู้ได้ทันทีว่าตนเองไม่อาจต่อสู้กับกลุ่มคนตรงหน้าได้ ไม่อาจโคจรลมปราณได้และยังไม่อาจขยับร่างกายตนเองได้ หากไม่อาจขยับร่างกายได้ต่อให้มีร่างกายที่แข็งแกร่งมากขนาดไหนก็ไม่อาจจะแสดงพลังของมันออกมาได้อย่างเต็มที่
“ความร่วมมือและการเป็นพันธมิตร” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
“ร่วมมือยังไง” มารสวรรค์ถาม
“ท่านอาจจะยังไม่รู้...เพราะว่า ตอนที่ท่านตายนั้นราชวงศ์ราชันโลหิตยังคงมีอยู่ แต่ว่าตอนนี้ราชวงศ์ราชันโลหิตล่มสลายไปแล้วด้วยน้ำมือของราชวงศ์โชติช่วง หมายความว่าท่านกับข้ามีศัตรูคนเดียวกัน” เสวี้ยเจ๋อกล่าว
“ส่วนที่ท่านเห็น พวกเราก็คือแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ที่ เกิดการรวมตัวจากราชวงศ์จันทราทมิฬและราชวงศ์ราชันโลหิต กลายเป็นแดนจันทราโลหิต เป้าหมายของพวกเราไม่ได้มีเพียงแค่ราชวงศ์โชติช่วงเท่านั้น แต่แดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็คือเป้าหมายที่พวกเราคิดจะทำลาย หากท่านร่วมมือกับเรา ท่านจะอยู่ภายใต้แค่แดนจันทราโลหิต แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น” เสวี้ยเจ๋อกล่าวข้อเสนอทั้งหมดให้กับมารสวรรค์
เมื่อมารสวรรค์ได้ยินข้อเสนอ ก็คิดอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นจึงตอบไปว่า “ตกลง” การตกลงนี้เพราะความแค้นส่วนหนึ่ง แต่พอส่วนหนึ่งก็รับรู้ว่าตนเองไม่อาจต่อสู้กับกลุ่มคนตรงหน้าได้ การร่วมมือในตอนนี้ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
"สมกับเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ อย่างมารสวรรค์เข้าใจอะไรได้ง่ายดี"หลังจากนั้นเสวี้ยเจ๋อก็หันไปส่งสัญญาณให้กลับเทพศพโลหิต
เทพศพโลหิตจึงปลดพลังบงการโลหิต ร่างของมารสวรรคจึงได้รับอิสระอีกครั้ง เมื่อได้รับอิสระมารสวรรค์จึงสำรวจร่างกายตนเองอีกครั้ง
"ระดับพลังของท่านจะสามารถฟืนกลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่"เสวี้ยเจ๋อถาม
"ทำได้แต่จะยากกว่าเดิม ยิ่งคืนชีพบ่อยครั้งนอกจากพลังจะลดลงแล้ว แต่ก็ยังทำให้ระดับพลังเลื่อนระดับยากกว่าเดิม"มารสวรรค์กล่าว จากนั้นมองร่างกายของตนเองอย่างกังวล การฟื้นคืนชีพครั้งที่สามารถการทะลวงระดับยิ่งยาก ทรัพยากรที่ใช้ยิ่งเยอะ เกรงว่าการเลื่อนระดับจะยากกว่าเดิมมากนัก
"เรื่องท่านไม่ต้องกังวล เพราะว่าตอนนี้ร่างของท่านถูกดัดแปลงให้กลายเป็นอสุรกายโลหิตที่มีความสามารถในการเพิ่มพลังจากเลือดของยิ่งมีชีวิต ไม่อยากไปลองความสามารถใหม่งั้นหรือ"เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย
"จริงหรือ!!" มารสวรรค์กล่าวด้วยความดีใจ เตรียมที่จะพุ่งตัวออกไปเพื่อพิสูจน์คำดังกล่าวแต่ว่า
"เดี๋ยวก่อน!"เสวี้ยเจ๋อตะโกนห้าม เทพศพโลหิตที่ได้ยินแบบนั้นก็ร่างกายของมารสวรรค์ก็หยุดขยับตัวด้วยบงการโลหิต
"อะไรอีก!!"มารสวรรค์ถามขึ้นมาอย่างขัดใจ
"ตอนนี้ เราจะเดินทางไปยังโบราณสถานของแดนจ้าวสมุทรให้เร็วที่สุด ด้วยระยะทางที่ไกล พวกเราจำเป็นต้องเดินทางกันตอนนี้ แต่หากระหว่างทางพวกเราเจอสัตว์อสูร ท่านและเทพศพโลหิตสามารถฆ่ามันได้ตามสบาย"เสวี้ยเจ๋อกล่าว ภายในกองกำลังของพวกเขาคนที่จะต้องฟื้นระดับพลังไม่ได้มีเพียงแค่มารสวรรค์เท่านั้นแต่ยังมีเทพศพโลหิตอีกด้วย
"ก็ได้ แล้วก็หยุดควบคุมร่างกายข้าสักที!!"มารสวรรค์กล่าวอย่างหัวเสียเมื่อโดนควบคุมร่างกายอีกครั้ง
" ถ้าต้องสังหารสัตว์อสูรแบบนี้แสดงว่า อสุรกายพวกนั้นหมดแล้วงั้นหรือ"เทพศพโลหิตถาม
" อสุรกายไร้ผิวพวกนั้น ไม่เหลืออีกแม้แต่ตัวเดียว ตอนนี้อสุรกายที่ใช้ได้ เหลือเพียงแค่การ์กอยล์ทมิฬไม่กี่ตัวเท่านั้น และเจ้าพวกนั้นก็ไม่เหมาะให้พวกท่านดูดกลืน"เสวี้ยเจ๋อตอบ
"อย่างนี้เองหรือ"เทพศพโลหิตพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถึงแม้จะเสียดายก็ตาม การกินอสุรกายไร้ผิวเพียงหนึ่งตัวเทียบเท่าได้กับการกินสัตว์อสูรเกือบร้อยตัว การไปไล่กลืนกินสัตว์อสูรคงจะใช่เวลานานมากกว่าจะฟื้นพลังได้
"ถ้าเป็นแบบนี้พวกเราก็รีบไปเถอะ"มารสวรรค์กล่าวราวกับว่าไม่อาจรอได้อีกต่อไป
"ได้...พวกเราไปเถอะ"เสวี้ยเจ๋อกล่าว ทางนั้นคนทั้งหมดก็เดินทางต่อทันที
……….
ทางด้านอูหลินเฟิง
กระแสพลังจำนวนมากพวยพุ่งออกมารอบๆ เหล่าคนที่กำลัง ทะลวงระดับชั้น เรียกได้ว่าการทะลวงชั้นนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมาก นั่นก็เพราะว่าทุกคนที่กำลังทะลวงขั้นอยู่ ณ ตอนนี้ แต่ละคนมีพลังมากพอที่จะทะลวงเข้าสู่ชนชั้นราชันได้นานแล้ว แต่ว่าเพื่อให้เข้ามายังแดนเทพรกร้างได้จึงจำเป็นต้องหยุดระดับพลังไว้ที่ชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้น
จงหมิ่น ลี่เจียง เซี่ยชิงเอ๋อร์ เนี่ยซิน หลางจวิน เฟิ่งหวงหยางชุน กระแสพลังของชนชั้นราชันระเบิดออกมาเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าทุกๆ คนสามารถเลื่อนระดับชั้นได้พร้อมกัน แต่ด้วยระดับลมปราณที่รวบรวมไว้ภายในร่างกายนั้นแตกต่างกัน ทุกคนจึงไม่ได้มีระดับเท่ากัน
จงหมิ่น หลางจวิน และ เนี่ยหลุน สามารถทะลวงได้ถึงชนชั้นราชันขั้นสูงภายในครั้งเดียว
เฟิ่งหวงหยางชุน สามารถทะลวงได้ถึงราชันขั้นกลาง
กู่ซือเอิน เซี่ยชิงเอ๋อร์และลี่เจียง สามารถทะลวงได้ถึงชนชั้นราชันชั้นต้น
“คนพวกนี้มันสัตว์ประหลาดจริงๆ” เยว่ฟงกล่าว พร้อมกับมองไปยังคนทั้งหมด โดยเฉพาะจงหมิ่น อูหลินเฟิง ลี่เจียง และ เซี่ยชิงเอ๋อร์ ที่เคยแข่งขันกันในงานประลองล่าสัตว์อสูร ในตอนนั้นเขายังมีระดับสูงสุดของการแข่งขันจะเคยเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดภายในการแข่งขันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับมีผู้เยาว์หลายคนที่แซงหน้าเขาไปแล้ว
“แต่นั่นก็เท่ากับว่า พวกเขาคือความหวังของพวกเรา” ไป๋หลันฮวากล่าว พร้อมกับที่กำพิณของตัวเองเอาไว้แน่น หลังจากที่โดนแรงกดดันและติดคุกคามที่แข็งแกร่งของมารสวรรค์ทำให้จิตใจที่ต่อสู้ของไป๋หลันฮวาเสียหายอย่างหนักหน่วง เกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับมารสวรรค์ เมื่อเห็นว่าพรรคพวกของตนเองแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นความหนักอึ้งภายในใจของไป๋หลันฮวาก็ลดลงอย่างมาก
“ชิ ไม่อยากเชื่อเลยว่าข้าจะแพ้พวกเจ้า” เฟิ่งหวงหยางชุนเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่า จงหมิ่น หลางจวิน และ เนี่ยหลุน ทะลวงขั้นจนถึงชนชั้นราชันขั้นสูงได้ เรียกได้ว่าชนะเขาที่เป็นเพียงชนชั้นราชันขั้นกลาง
“พวกเจ้านี่มันสุดยอดจริงๆ” เนี่ยหลุนเองก็กล่าวชม หลางจวินและจงหมิ่นที่สามารถทะลวงได้ถึงชนชั้นราชันขั้นสูงเช่นเดียวกับพวกเขา
“หือ?? จะดูเหมือนว่ากุนซือของเราจะยังไม่ทะลวงขั้นไม่เสร็จ” หลางจวินแปลกใจเมื่อเห็นว่ารอบๆ ตัวของอูหลินเฟิงยังมีกระแสของการเลื่อนขั้นทั้งๆ ที่ตอนนี้พวกเขาสามารถสัมผัสได้ว่าอูหลินเฟิง ก็สามารถทะลวงได้ถึงชนชั้นราชันขั้นสูงแล้ว
ในตอนที่ทุกคนกำลังสนใจอูหลินเฟิง ทั้งๆ ที่ตอนนี้พวกเขาอยู่กลางแจ้ง อยู่ๆ ทั่วบริเวณโดยรอบที่พวกเขากำลังทะลวงขั้นก็เกิดเงาขนาดใหญ่บดบังแสงอาทิตย์ พร้อมกับปรากฏร่างขนาดใหญ่ขึ้นมาเหนือฟากฟ้า
…
ภายในจิตใจของอูหลินเฟิง
สตินึกคิดของอูหลินเฟิงกำลังอยู่ภายในแหล่งกำเนิดพลังวิญญาณของตนเอง จากนั้นก็ได้มีเสียงของกระบี่เหนือสวรรค์กล่าวว่า
‘จริงๆ แล้วด้วยพลังที่เจ้าดูดกลืนมาจากดวงจิตอสูรระดับ จักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ ย่อมสามารถทำให้ดวงวิญญาณของเจ้าทะลวงจนถึงขั้นจักรพรรดิได้ และ ด้วยลูกแก้วอาคมที่เจ้าดูดกลืนมามันจะทำให้ลมปราณของเจ้าสามารถทะลวงเข้าสู่ชนชั้นจักรพรรดิได้เช่นเดียวกัน แต่หากทำแบบนั้นถึงแม้ดวงวิญญาณของเจ้าจะไม่มีปัญหา แต่รากฐานของลมปราณจะเสียหายอย่างหนัก เพราะฉะนั้นข้าจะปิดผลึกพลังส่วนนี้เอาไว้ก่อนรอให้พลังลมปราณของเจ้าเสถียรมากพอ ข้าค่อยปลดผนึกให้อีกครั้ง’
‘ต้องขอบคุณท่านมาก...ท่านกระบี่เหนือสวรรค์’ อูหลินเฟิงกล่าว หากว่าไม่มีกระบี่เหนือสวรรค์ ตั้งแต่ตอนที่เขาดูดซับพลังของดวงจิตวิหคอัสนีและหงส์เพลิงที่เป็นดวงจิตของจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ถึงสองดวงพร้อมกัน ดวงวิญญาณที่บริสุทธิ์ของอูหลินเฟิงย่อมต้องสามารถทะลวงถึงชนชั้นจักรพรรดิได้ทันทีแต่การที่ทะลวงในครั้งเดียวจนถึงชนชั้นจักรพรรดิย่อมต้องทำให้รากฐานพลังของอูหลินเฟิงไม่แข็งแกร่ง และย่อมต้องมีผลต่อระดับพลังในอนาคต การที่กระบี่เหนือสวรรค์ผนึกพลังของเขาไว้ตั้งแต่ตอนนั้นถือเป็นเรื่องดีสำหรับอูหลินเฟิง
‘ท่านกระบี่เหนือสวรรค์ จะว่าไปแล้วลูกแก้วอาคมคือสิ่งใดงั้นหรือ?? ของที่สามารถทำให้ระดับพลังทั้งสามสายอยู่ในระดับเดียวกัน ข้าคิดว่ามันต้องไม่ใช่สมบัติธรรมดาอย่างแน่นอน’ อูหลินเฟิงถาม หากนับสายพลังทั้งสาย ระดับร่างกาย ระดับจิต และ ระดับวิญญาณ พลังกายและลมปราณถือเป็นสิ่งที่อูหลินเฟิงอ่อนที่สุด แต่ว่าลูกแก้วอาคมที่ฝั่งอยู่ภายในร่างกายกลับสามารถที่จะทำให้ระดับชั้นกาย เลื่อนระดับตามระดับชั้นจิตและระดับชั้นวิญญาณทัน ของที่ทำแบบนั้นได้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
‘มันคือของที่ตัวตนแห่งอดีตสร้างขึ้นมาเพื่อเจ้า หรือ ตัวตนแห่งอนาคต’
..
..
จบตอน