แม้อาจารย์จะมีนิสัยขวานผ่าซากแต่เขาก็ยึดมั่นในหลักการของตัวเองเสมอ
ไม่ใช่ว่าเห็นแก่เงินแล้วจะไร้จริยธรรม
แม้เขาจะคิดค่าจ้างตามฐานะของลูกค้าแต่ผมก็ไม่เห็นว่านั่นจะเป็นปัญหาอะไร
พวกเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แม้จะฝึกตน แต่ก็ต้องกินข้าวต้องนอนหลับเหมือนกัน
ภายในขอบเขตความสามารถการเรียกค่าจ้างสูงจากคนรวยและลดราคาให้คนจนเป็นเรื่องที่ยุติธรรม
พวกเราไม่ใช่เทพเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นนักบุญบริสุทธิ์ที่เสียสละทุกอย่าง
ทำงานแลกเงิน อย่างน้อยก็ดีกว่าการปล่อยให้คนตายไปเฉยๆ
ผมพยักหน้าเข้าใจ “ครับ”
เพราะรถยังมาไม่ถึง ผมจึงถามอาจารย์เกี่ยวกับถุงมิติต่อ
“อาจารย์ในถุงนี้นอกจากวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นกับเพื่อนร่วมชั้นของผมที่เสียชีวิตแล้วยังมีวิญญาณแปลกหน้าหลายตนท่านคิดว่าพวกเขาจะมีชะตาเหมือนหลี่เสี่ยวหมิ่นหรือเปล่า หมายถึง ร่างกายยังไม่ตายเพียงแต่จิตวิญญาณถูกแยกออกมา ถ้าเป็นแบบนั้นเราควรช่วยส่งพวกเขากลับร่างไหม”
อาจารย์ส่ายหน้า “เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลไป มีเพียงเพื่อนผู้หญิงของนายที่มีชะตามหาโชคเท่านั้นวิญญาณของเธอออกจากร่างหลายวันแล้ว แต่ร่างกายยังไม่ตาย ส่วนวิญญาณอื่นๆ ล้วนเป็นคนที่ตายไปแล้ว ไม่มีร่างให้กลับอีกต่อไป เรามีหน้าที่เพียงส่งหลี่เสี่ยวหมิ่นกลับร่างแล้วหาทางปลดปล่อยวิญญาณที่เหลือ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ผมพยักหน้าเล็กน้อย แสดงออกว่าเข้าใจ
แต่สิ่งที่อาจารย์พูด ทำให้ผมสนใจคำว่า ‘ชะตามหาโชค’
ผมจึงถามขึ้น “อาจารย์ ชะตามหาโชคที่พูดถึงหมายถึงอะไรเหรอ ชะตาแบบนี้มีกันเยอะหรือเปล่า”
อาจารย์สูดควันบุหรี่เข้าลึก ก่อนจะตอบว่า “คนอย่างเพื่อนของนายมีแค่หนึ่งในล้านเท่านั้น พูดง่ายๆก็คือ เธอเกิดมาพร้อมกับโชควาสนา เป็นคนที่มีดวงชะตาดีเป็นพิเศษต่อให้เจอเรื่องร้ายแรงแค่ไหนก็จะพลิกกลับมาเป็นดีได้เสมอ ตลอดชีวิตของเธอจะมีแต่ความมั่งคั่งและโชคดีอย่างไม่สิ้นสุด”
“หนึ่งในล้านงั้นเหรอ…”
ผมอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความประหลาดใจ
อาจารย์หัวเราะเบาๆ ก่อนพูดขึ้น “เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว!เธอได้เกิดในตระกูลหลี่ แถมยังเป็นลูกสาวคนเดียวนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าโชคชะตาของเธอไม่ธรรมดา คนแบบนี้ที่เกิดมาพร้อมโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ คงเพราะชาติก่อนเธอสั่งสมบุญกุศลไว้ไม่น้อย
“ไม่อย่างนั้น นายคิดว่าทำไมอวี๋หลงถึงไม่สนใจหาเงินแต่กลับไปขายหมึกย่างแทนล่ะ แถมยังส่งอาหารไปให้วิญญาณร้ายทุกเดือนอีก เขาก็ทำเพื่อสั่งสมบุญกุศลนั่นแหละ
“บุญกุศลเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่มันสามารถส่งผลต่อโชคชะตาของคนคนหนึ่งได้อย่างลึกซึ้ง หากไม่ทำความดีในชาตินี้ ชาติหน้าก็ต้องชดใช้ โดยเฉพาะพวกเราที่มีพลังพิเศษยิ่งต้องระวังให้มาก หากทำผิดสิ่งที่เราต้องชดใช้ก็จะหนักขึ้นเป็นสองเท่า...”
อาจารย์พูดถึงเรื่องบุญกุศลและหลักการของสายอาชีพนี้มากมาย
ผมนั่งฟังเงียบๆ ค่อยๆ ซึมซับเนื้อหาที่เขาพูด
ทุกอาชีพย่อมมีข้อห้ามและหน้าที่ของมัน และอาชีพที่ผมกำลังทำอยู่ก็ไม่ต่างกัน
การปราบภูตผีปีศาจเพื่อรักษาความสงบสุขของผู้คนเป็นสิ่งที่ผมต้องทำ
แม้ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ความจริงก็คือแบบนั้น
เมื่อยามค่ำคืนมาถึง วิญญาณอาฆาตจะออกมาเพ่นพ่าน พวกเราที่มีพลังพิเศษก็ต้องรับหน้าที่ดูแลความสงบ
อาจารย์พูดมากมาย แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาเน้นย้ำเป็นพิเศษ
เขาบอกว่า ในเมื่อผมได้เรียนรู้พลังพิเศษแล้วห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยเด็ดขาด
ผมเลือกไม่ช่วยคนได้ แต่ต้องไม่เป็นฝ่ายทำร้ายใครเด็ดขาด
เขาย้ำคำว่า ‘เด็ดขาด’ ถึงสองครั้ง...
ขณะที่ผมกำลังคิดตามคำพูดของอาจารย์ ไฟหน้ารถคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนถนนไกลๆ
เสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น ขณะที่รถออฟโร้ดสามคันแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมารับเรา
ผมกับอาจารย์ลุกขึ้นยืน รถหยุดลงตรงหน้าเราอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ชายชุดดำหลายคนก้าวลงจากรถพร้อมกับชายวัยกลางคนที่มีผมบาง
ทันทีที่ลงจากรถ เขาก็รีบเดินตรงมาหาเรา “ทั้งสองท่านคือปรมาจารย์ซ่งเต๋อไฉและเจียงหนิงใช่ไหมครับ”
“ใช่ เราเอง!” อาจารย์ตอบกลับ
ใบหน้าของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความยินดี ก่อนที่เขาจะรีบพูดขึ้น “ผมคือเหอฮุ่ย ผู้จัดการฝ่ายตะวันตกของหมิงไท่ ไบโอเทคได้รับคำสั่งจากท่านประธานให้มารับพวกท่าน”
ผมกับอาจารย์ไม่ได้สนใจว่าเขามาจากไหน ในเมื่อเขามารับพวกเราเราก็ขึ้นรถทันที
ชายวัยกลางคนชายวัยกลางคนผมบางปฏิบัติกับเราดีมาก
หลังจากขึ้นรถ เขาก็สั่งให้คนขับมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลโดยเร็ว
ผมเหนื่อยเกินไป แถมยังบาดเจ็บอีก ถูกวิญญาณอาฆาตดูดปราณต้นกำเนิดไปหลายครั้ง ไม่นานหลังจากขึ้นรถผมจึงผล็อยหลับไป
พอลืมตา ก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว
ขณะนั้นหลี่เชาไห่บิดาของหลี่เสี่ยวหมิ่นกำลังรอเราอยู่ที่หน้าโรงพยาบาล
เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น
เวลาเท่านี้เพียงพออย่างแน่นอน
ทันทีที่เราลงจากรถ หลี่เชาไห่ก็รีบเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้น “ปรมาจารย์ซ่ง! ลูก ลูกสาวของผม...กลับมาแล้วหรือยัง!”
อาจารย์พยักหน้า “กลับมาแล้ว!”
พูดจบ เขาชูถุงมิติขึ้นเล็กน้อย
“ดี! ดีมาก! รีบขึ้นไปข้างบนเร็วเข้า!”หลี่เชาไห่พูดด้วยความดีใจ
อาจารย์หันมามองผมก่อนกล่าวขึ้น “เสี่ยวเจียงนายไปทำแผลซะ ตรวจร่างกายดูว่ามีอาการบาดเจ็บภายในไหม”
ผมส่ายหัวเล็กน้อย
“อาจารย์ ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมอยากไปดูด้วยเรื่องของผมไว้จัดการทีหลังได้”
ผมเรียนแพทย์มา จึงพอรู้สภาพร่างกายตัวเองอยู่
แม้จะเจ็บ แต่ส่วนใหญ่เป็นแผลภายนอก อาจมีอาการเลือดออกภายในเล็กน้อยแต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้
อาจารย์เห็นว่าผมยืนกราน จึงพยักหน้ารับ
จากนั้นเขาพาผมและหลี่เชาไห่พร้อมกับคนอื่นๆ ตรงไปยังห้องไอซียูทันที
เมื่อไปถึง ด้านนอกห้องยังคงมีพยาบาลและแพทย์จำนวนมากเฝ้าอยู่
หนึ่งในนั้นคือหมอเจ้าของไข้
เมื่อพวกเขาเห็นเรากลับมา สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่เราอย่างแปลกใจ
โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาเห็นสภาพของผมที่เต็มไปด้วยเลือดและดูอ่อนล้าอย่างมากสีหน้าก็ยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัย
แต่ผมไม่สนใจสายตาเหล่านั้น
อาจารย์เองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเขาเดินเข้าไปในห้องพักของหลี่เสี่ยวหมิ่นทันที
ผมอยากเห็นว่าการเรียกวิญญาณกลับร่างเป็นอย่างไรจึงเบิกเนตรขึ้นมาอีกครั้ง
มันไม่ค่อยสบายตัวเท่าไร แต่หลังจากเบิกเนตรแล้ว ผมก็สังเกตเห็นว่าที่หน้าต่างกระจกมีเงาร่างของคนชราสวมชุดผู้ป่วยหลายคนยืนอยู่
ทุกคนมีใบหน้าซีดเซียว ไร้สีเลือด
แต่พวกเขาไม่ได้มีอันตรายใดๆคงเป็นเพียงดวงวิญญาณของผู้ป่วยสูงวัยที่เพิ่งเสียชีวิตในโรงพยาบาลนี้
อาจารย์ยืนอยู่ข้างเตียงของหลี่เสี่ยวหมิ่น ท่องคาถาเบาๆ สองสามประโยค ก่อนเปิดถุงมิติออก
มือข้างหนึ่งของเขาสอดเข้าไปในถุง แล้วคว้าอะไรบางอย่างขึ้นมา
ทันใดนั้นหมอกสีขาวกลุ่มหนึ่งถูกดึงออกมา
กลุ่มหมอกนั้นลอยลงบนพื้น แล้วค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นร่างมนุษย์
มันคือวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่น
แต่เธอกลับยืนนิ่ง สีหน้าเลื่อนลอย ดวงตาไร้แวว
แม้คนอื่นมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทุกคนต่างเงียบกริบ จ้องมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง
ผมหันไปถามอาจารย์ “อาจารย์หลังจากที่หลี่เสี่ยวหมิ่นกลับเข้าร่าง เธอจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่า”
อาจารย์ผสานมุทราก่อนตอบ “นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันยังไม่ปลุกเธอแต่เมื่อเธอฟื้นขึ้นก็น่าจะจำอะไรได้บ้าง”
พูดจบอาจารย์ใช้นิ้วชี้แตะไปที่หน้าผากของวิญญาณหลี่เสี่ยวหมิ่นแล้วเปล่งเสียงสั่งก้องกังวาน “หลี่เสี่ยวหมิ่น กลับเข้าร่าง!”
จากนั้นปลายนิ้วของเขาที่แตะวิญญาณของเธอก็ค่อยๆเคลื่อนลงไปสัมผัสร่างของเธอที่นอนอยู่บนเตียง...