Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 19 โลกที่เปลี่ยนไป

    บทที่ 19

    เอเลนหยิบเอามีดสั้นออกมาจากกระเป๋าหนึ่งเล่ม หน้าตาที่ดูธรรมดาสามัญของมันไม่ได้ดูแตกต่าจากมีดสั้นเล่มอื่นๆที่สร้างของโดยช่างตีเหล็กทั่วไปแต่อย่างใดเว้นเสียแต่ลวดลายเล็กๆแดงเพลิงที่ต้องตั้งใจเพ่งมองดูดีๆที่บริเวณกลางใบมีดเท่านั้นที่ทำให้มันแตกต่างจากมีดเล่มอื่น

    มีดสั้นเหนือมาตรฐาน

    แรงค์ D

    ประเภท อาวุธ

    พลังโจมตี 320

    ความทนทาน 170 / 170

    ผู้สร้าง เอเลน

    เงื่อนไขการสวมใส่ ไม่จำกัด

    มีดสั้นที่ถือกำเนิดมาจากช่างฝีมือฝึกหัดที่ไม่ถูกเทพริษยาอีกต่อไป เหล็กถูกนวดอย่างประณีตเป็นเวลานานความสม่ำเสมอของแรงนวดทำให้ใบมีดมีความหนาแน่นเท่ากันทุกสัดส่วน

    - มีโอกาส 1 ใน 50 ที่จะโจมตีโดยไม่สนการป้องกัน

    - มีโอกาส 1 ใน 10 ที่จะเพิ่มพลังชีวิตของผู้ใช้ 200 หน่วย เมื่อโจมตี

    - พลังโจมตีธาตุไฟเพิ่มขึ้น 5 %

    คุณสมบัติของมันยังคงเหมือนเดิมไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งที่มันถูกใช้งาน ไวเท่าความคิดพลังเวทมนต์สีเงินหลั่งไหลจากปลายนิ้วมือเข้าสู่ยุทธภัณฑ์ คมมีดเรืองแสงเล็กน้อยตอบสนองต่อพลังเวทมนต์ของผู้เป็นนายผ่านทักษะผนึกเวทย์

    [มีดสั้นเหนือมาตรฐาน(D) ถูกยกระดับ]

    [ท่านได้รับ มีดสั้นเหนือมาตรฐาน(B) จำนวน 1 เล่ม เป็นการชั่วคราว]

    “ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยแฮะ”

    เอเลนพูดพลางพลิกมีดสั้นที่ดูไม่ต่างจากเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะเบิกตาออกกว้างเมื่อรายละเอียดภายในนั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดกู่

    มีดสั้นเหนือมาตรฐาน

    แรงค์ B (ชั่วคราว)

    ประเภท อาวุธ

    พลังโจมตี 690

    ความทนทาน 380 / 380

    ผู้สร้าง เอเลน

    เงื่อนไขการสวมใส่ ไม่จำกัด

    มีดสั้นที่ถือกำเนิดมาจากช่างฝีมือฝึกหัดที่ไม่ถูกเทพริษยาอีกต่อไป เหล็กถูกนวดอย่างประณีตเป็นเวลานานความสม่ำเสมอของแรงนวดทำให้ใบมีดมีความหนาแน่นเท่ากันทุกสัดส่วน ถูกยกระดับเป็นแรงค์ B ชั่วคราวด้วยพลังประสิทธิ์ศาสตรา

    - มีโอกาส 1 ใน 10 ที่จะโจมตีโดยไม่สนการป้องกัน

    - มีโอกาส 1 ใน 2 ที่จะเพิ่มพลังชีวิตของผู้ใช้ 350 หน่วย เมื่อโจมตี

    - พลังโจมตีธาตุไฟเพิ่มขึ้น 30 %

    พลังที่ไม่สนใจกฏเกณฑ์ของแรงค์ยกระดัยุทธภัณฑ์ชิ้นใดก็ได้ตามใจนั้นอยู่เหนือจินตนาการของเด็กหนุ่มไปมาก แม้จะเป็นระดับต่ำสุดและมีความสามารถไม่หวือหวาแต่แรงค์ B ก็คือแรงค์ B อัตราการเพิ่มพลังชีวิตที่สามารถเกิดขึ้นได้สูงจนน่าใจหาย หากไม่มีข้อจำกัดที่ต้องอยู่ในมือของเขาผู้ที่มีค่าความว่องไวสูงกับดวงไม่กุดจนเกินไปจะสามารถใช้มีดเล่มนี้ได้ไม่ต่างอะไรกับยาฟื้นพลังชั้นสูง

    “เป็นพลังที่น่าสนใจดี”

    ไกอัสกล่าวเสียงนุ่ม

    “พลังที่ใช้เพื่อยกระดับเครื่องมืออย่างนั้นหรือ ดูท่าทางเจ้าคงจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงมากสินะหรือจะเรียกว่าความหยิ่งยโสดี?”

    ไกอัสกล่าวตามที่ตัวเองคิด ตลอดชีวิตอันยาวนานของเขามีน้อยคนนักที่ยกระดับพลังเวทมนต์พื้นฐานโยไม่สนใจการเสริมศํกยภาพให้ตนเอง คิดแล้วเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ก็ยักไหล่เพราะยังไงเสียนี่ก็ไม่ใช่เรื่องของตน ความสามารถฟื้นพลังชีวิตเมื่อใช้งานไม่ช่ความสามารถที่น่าตื่นตะลึงกับตัวเขาเลยสักนิดเพราะนอกจากจะเอาเอานอนไม่ได้แล้ว พลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นก็ยังถือว่าน้อยเกินไป

    แต่กับเอเลนที่มีต้นทุนชีวิตน้อยแค่นี้ก็ถือว่าดีแล้ว

    “ขอบพระคุณมากครับ”

    “ไม่ต้องมาทำซึ้ง ข้าแค่ทำงานของข้า...”

    เทพเจ้าแห่งเวทมนต์ดูจะอึดอัดกับความเคารพของมนุษย์ พูดจบไกอัสก็ยกนาฬิกาทรายขึ้นมาดู

    “...งานของข้าตรงนี้จบแล้ว ต่อไปจะเป็นนางที่เข้ามารับช่วงต่อ”

    เอ่ยเผยสีหน้าสับสนกับการกระทำประหลาดที่ดูลุกลี้ลุกลนแปลกๆของไกอัส เทพเจ้าหน้าเด็กดูจะรู้สึกเกรงๆขึ้นมาก่อนที่จะเดินมาบีบไหล่เอเลนพร้อมกับสีหน้าที่เห็นอกเห็นใจ

    “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าเพิ่งยอมแพ้ซะละ”

    “ครับ?”

    เอเลนรับคำอย่างไม่เข้าใจ ไกอัสไม่กล่าวอะไรเพิ่มเพียงแค่เลือนหายไปเท่านั้นทิ้งเอเลนเอาไว้กับคำถามมากมายก่อนจะจากไป แทบจะในทันทีที่ไกอัสจากไปร่างของสุภาพสตรีคนหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในห้องแทน

    ร่างสูงระหงสวมใส่เกราะอ่อนสีเงินวาวผมสีเงินยาวถึงกลางหลังตัดกับมงกุฎสีทองอร่ามที่ลอยอยู่เหนือศรีษะใบหน้าที่ควรงจะงดงามกลับถูกสวมทับด้วยหน้ากากใบหน้ามนุษย์สีขาวมีเพียงดวงตาสีทองเท่านั้นที่สามารถมองผ่านรูบนหน้ากาก แม้จะแตกต่างกับรูปสลักนิดหน่อยบวกกับใส่หน้ากากแต่เอเลนกลับสามารถจดจำคนคนี้ได้แทบจะในทันที

    “ท่านเซเลสเทียร์?”

    เอเลนไม่เข้าใจว่าแกฝ่ายกำลังทำอะไร แต่เขามั่นใจร้อยส่วนว่านี่คือคนๆเดียวกับเทพธิดาองค์เดียวที่เขาบูชาแน่ๆก็นางเล่นแผ่แรงกดดันที่น่าเกรงขามออกมาเสียขนาดนั้น เมื่อโดนจับได้ใบหน้างามภายใต้หน้ากาขาวก็หน้าเสียไปเล็กน้อยก่อนจะกระแอมไอแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดให้แปร่งกว่าปกติ

    “ไม่ใช่...จริงๆแล้วเราคือปรมาจารย์หน้ากากผู้ลึกลับต่างหาก”

    …

    อะไรกัน เด็กคนนี้สามารถมองทะลุภาพมายาของหน้ากากหมื่นมายาได้ยังไง?

    แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่ในใจของเทพธิดานั้นกำลังแตกตื่นด้วยกฎเหล็กของแดนเทพเจ้า นอกจากไกอัสแล้วไม่มีใครสามารถลงมายังภพกลางได้ด้วยร่างจริงของตนเอง เซเลสเทียร์มั่นใจในพลังของหน้ากากหมื่นมายาที่สร้างจากซากสังขารของมอนสเตอร์ที่มีความสามารถด้านนี้บวกกับรูนที่เข้ากันทำให้หน้ากากหมื่นมายาเป็นสุดยอดยุทธภัณ์ที่สามารถใช้ปลอมแปลงได้ทั้งชื่อ เพศ รวมถึงเผ่าพันธุ์ ทั้งยังสามารถหลอกทักษะตรวจสอบได้โดยไม่มีทางถูกจับได้ จริงแล้วเอเลนควรจะเห็นเซเลสเทียร์ในรูปลักษณ์ของนักรบสาวหน้าโหดต่างหาก

    ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพลังส่วนหนึ่งของกาลอนันต์ที่อยู่บนคอของเอเลน พรแห่งการ่อกำเนิดที่ทำให้เอเลนไม่มีวันได้รับสถานะผิดปกติใดๆแถมยังสามารถสะท้อนผลลัพธ์กลับไปยังผู้ใช้ได้ด้วย แต่ท่านผู้ไม่ประสงค์ออกนามทั้งสองบนตัวกาลอนันต์เข้าใจดว่าเซเลสเทียร์ไม่ได้มีเจตนาร้ายจึงจงจระงับพลังสะท้อนสถานะผิดปรกติประเภทภาพลวงตาเอาไว้นั่นเอง

    แม้ไม่เข้าใจว่าเซเลสเทียร์กำลังเล่นอะไร แต่เอเลนก็ไม่อยากปล่อยให้บรรยากาศชวนอึดอัดดำเนินไปได้นานนักจึงแทร้งทำเป็นขยี้ตาราวกับตนกำลังมองคนผิด

    “ขออภัยด้วย บังเอิญคุณมีลักษณะคล้ายกับคนๆหนึ่งที่ผมเคารพมากๆเลยเข้าใจผิดไป”

    เมื่อได้ยินดังนั้นเซเลสเทียร์ก็โล่งอกก่อนจะเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้หลายส่วนก่อนจะเริ่มแนะนำตัวอีกครั้ง

    “เราคือปรมาจารย์หน้ากากผู้ลึกลับ ได้รับการไหว้วานจากเทพธิดาของเธอ”

    “ไหว้วาน? เรื่องอะไรงั้นเหรอครับ”

    ในเมื่อลงมือแล้วเอเลนก็ต้องตามน้ำไปให้ถึงที่สุด แทนคำตอบเซเลสเทียร์ขยับปากภายใต้หน้ากากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

    [ท่านได้รับวิวรณ์จากเทพีแห่งศาสตราวุธและการต่อสู้!]

    [เนื่องจากท่านอ่อนแอเกินไปในสายตาของเทพี เพื่อรับมือกับคำบัญชาของพระนางในอนาคตจำเป็นจะต้องแข็งแกร่งขึ้น]

    [เงื่อนไข ยกระดับความชำนาญอาวุธทุกชนิดจนถึงระดับกลาง]

    “รางวัลที่ได้รับมาจากไกอัส ใช้มันซะ”

    “ขืนให้ผมแบกน้ำหนักขนาดนั้น ผมจะไม่ตายก่อนเหรอ”

    เอเลนกล่าวด้วยสีน้าลำบากใจแต่เซเลสเทียร์กลับเนร่างเป็นครูฝึกสุดโหดโดยไม่ถามความสมัครใจ จะหนีก็ไม่ได้จะถอยก็ใช่ทีกลายเป็นว่าเขาถูกบังคับให้ต้องเก่งขึ้นโดยไร้แรงจูงใจ

    [ท่านได้รับพลังหวนคืน ทุกๆครั้งที่ท่านตายท่านจะฟื้นคืนชีพในทันที]

    “เท่านี้ก็อีดออดไม่ได้แล้ว”

    เซเลสเทียร์ยิ้ม

    “แน่นอนว่าเรา...หมายถึงเทพธิดาไม่ยอมให้เจ้าเจ็บตัวเปล่าๆโดยไม่มีเหตุผลรองรับแน่”

    [ท่านได้รับวิวรณ์จากเทพีแห่งศาสตราวุธและการต่อสู้!]

    [เซเลสเทียร์กำลังเป็นกังวลกับนักเดินทางจากต่างโลกทั้ง 4 จงดับความหยิ่งยโสของพวกเขาซะ]

    [เงื่อนไข เอาชนะนักเดินทางจากต่างโลกทั้ง4 แสดงความต่างชั้นของพลังให้พวกเขาได้ประจักษ์]

    “ถ้าต้องการแสดงพลัง ทำไมต้องมาฝึกฝนผมให้ยุ่งยาก ไม่สู้ใช้งานคนที่มีความชำนาญทางด้านนี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ”

    เอเลนถามด้วยความสับสนเซเลสเทียร์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ

    “ทำแบบนั้นไม่ได้ พวกเขาจะชนะก็จริงแต่ก็จะพ่ายแพ้เช่นเดียวกัน”

    เซเลสเทียร์อธิบาย

    “นักเดินทางจากต่างโลกนั้นพวกเขาข้ามมายังดินแดนนี้ร้อมความสามารถพิเศษที่ได้รับมาจากเทพเจ้าของทางฝั่งพวกเขา อย่างเช่นนักเดินทางที่มีความสามารถทางด้านดาบ จะได้รับทักษะดาบทุกชนิดเพียงแค่เคยเห็น”

    “แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนละครับ”

    แม้จะฟังมาถึงขนาดนี้เอเลนก็ยังม่เห็นเห็นถึงปัญหา เป็นธรรมดาอยู่แล้วทู้ใช้ดาบย่อมต้องได้รับทักษะที่เกี่ยวข้องกับดาบอยู่แล้ว

    “....ในโลกนี้ทักษารต่อสู้สามารถจำแนกหลักได้สองรูปแบบ แบบแรกคืออยู่ในรูปของทักษะที่จะได้รับทุกครั้งของเพยงมีเลเวลและเงื่อนไขการได้รับครบ”

    เทพีดาเอ่ยก่อนจะเริ่มใช้ทักษะคลื่นดาบออกมา

    “กับอีกรูปแบบนึง ทักษะที่ไม่ว่ายังไงก็จะไม่มีทางได้รับหากไม่ได้รับการฝึกฝนไม่สามารถเก็บระดับเพื่อเพิ่มความสามารถ แต่วิธีกี่ใช้นั้นหลากหลายไม่ตายตัวต้องลำบากตรากตรำเพื่อให้ได้มาสิ่งนั้นมนุษย์อย่างเจ้าเรียกมันว่าวิชายุทธ์”

    พูดจบเซเลสเทียร์ก็เริ่มร่ายรำกระบวนท่าออกมาหนึ่งชุด เด็กหนุ่มเบิกตากว้างแม้จะสามารถใช้ได้แต่เขารู้จักกับนที่สามารถใช้ท่ารำดาบแบบนี้ได้

    วิชาดาบบุปผาสีชาด วิชาของครอบครัวเซลีน

    “ความอันตรายของนักเดินทางจากต่างโลกก็คือ พวกเขามารถเปลี่ยนทักษะและวิชายุทธ์ที่คยพบทั้งหมดให้กลายเป็นพลังของตัวเองในรูปแบบของทักษะเรียกใช้”

    !!

    “นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมตอนนี้แดนสวรรค์กำลังปั่นป่วน สมดุลกำลังถูกทำลายและพวกเราไม่สามารถลงมือได้อย่างเปิดเผย”

    “เลยต้องการให้ผมผู้ที่ไม่ใช่แม้แต่คลาสสายต่อสู้เป็นคนลงมือ”

    “ถูกต้อง”

    เซเลียสเทียร์พนักหน้าส่วนเอเลนก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนดูท่าในอนาคตคงมีเรื่องวถ่นๆรายล้อมตัวเขาไม่น้อยทีเดียว

    “ตอนนี้นักเดินทางทั้งสี่เดินทางมายังโลกผ่านการอัญเชิญของอาณาจักรริชมอนด์ พวกเขาเรียกเหล่านักเดินทางว่าสี่ผู้กล้าแห่งริชมอนด์ โดยหวังที่จะหุบกลืนอาณาจักรมนุษย์ทั้งหมดโดยใช้สี่ผู้กล้าเป็นเครื่องมือ โชคยังดีที่กองทัพของพวกเขาไม่สามารถเคื่อนพลได้เพราะอาณาจักรอื่นเริ่มระแระคายแล้ว”

    อาณาจักรริชมอนด์ไม่ใช่อาณาจักรที่โดดเด่นด้านไหนเลยแถมยังีอายุได้ไม่กี่ร้อยปีเท่านั้นแต่ขึ้นชื่อเรื่องการขยายพรหมดนผ่านการรุนรานอาณาจักรของเผ่าพันธ์อื่นๆ เอลเนเคยได้ยินกว่าชายป่าของต้นมหาพฤกษาอันเนบ้านของเอลฟ์และลูน่ามาเรียก็มีเหตุกระทบกระทั่งกันบ่อยๆกับทหารริชมอนด์

    “หน้าที่ของผมก็คือตบพวกผู้กล้าพวกนั้นก่อนที่พวกมันจะเริ่มได้แข็งแกร่งสินะครับ”

    “หัวไวดี...ใช่แล้วหน้าที่ของเจ้าคือตบกะโหลกคนพวกนั้นทีหนึ่ง ไม่ต้องฆ่าก็ได้แค่ทำให้พวกเขาได้ตระหนักถึงความจริงที่ริชมอนด์กำลังโป้ปดอยู่”

    เอเลนพยักหน้ารับ

    “เรื่องของริชมอนด์เจ้าไม่จำเป็นจะต้องรีบร้อน เพราะพวกมันจะส่งผู้กล้าทั้งสี่กับผู้ติดตามจำนวนไม่มากออกเดินทางก่อนท่ารผิดพรหมแดนแล้ว หน้าที่ของเจ้าคือรอให้พวกมันเดินทางมาหาและสั่งสอนมันซะหน่อย”

    ถึงจะได้รับพลังพิเศษยังไงเมื่อมาถึงโลกนี้แล้วนักเดินทางจากต่างโลกกันยังติดปัญหาเรื่องระบบเลเวลอยู่ดี ไม่แปลกที่ริชมอนด์จะให้อาวุธลับของพวกเขาออกเดินทางเพื่อสะมประสบการณ์แม้เป้าหมายหลักของพวกเขาจะเป็นการคัดลอกวิชาฝีมือทั้แผ่นดินก็ตาม

    เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างอ่อนใจแล้วหยิบม้วนคัมภีร์ทักษะรพันเดียวดายออกมาถือก่อนจะถามอีกครั้งด้วยความข้องใจ

    “จำเป็นต้องใช้จริงๆเหรอครับ”

    “นักเดินทางจากต่างโลกนอกจากความสามารถพิเศษที่เราบอกไปแต่แรกแล้ว ทุกๆครั้งที่พวกเขามีเลเวลเพิ่มขึ้นจะได้รับแต้มค่าสถาะพิเศษที่สามารถเอาไปเพิ่มให้กับค่าสถานะได้ทกอย่างยกเว้นโชค”

    “ขี้โกงชะมัด”

    เอเลนบ่นอุบอิบก่อนจะทำใจแล้วว่ายังไงเขาก็ต้องรับเรื่องวุ่นวายนี้เอาไว้แล้วกลั้นใจใช้งานคัมภีร์ทักษะ

    [ท่าได้ใช้งานคัมภีร์ทักษะ]

    [ท่านไดรับทักษะ รำพันเดียวดาย ระดับ 1]

    สิ้นเสียงของโลกเอเลนคล้ายได้ยินเสียงวิ้งก่อนที่แรงกดมหาศาลจะถาโถมเข้ามาร่างสูงพลันล้มกระแทก แต่ไม่จบแค่นั้นเพราะแทนที่จะกระแทกเปล่ากล้ามเนื้อและกระดูกพลันเริ่มเกิดการปริแตกพร้อมๆกับที่เลือดจำนวนมหาศาลจะไหลทะลักออกมาจากทวารทั้ง 7

    อ้ากกกกกกกกกกก

    เด็กหนุ่มกรีดร้องหวยโหนดังลั่นไปทั่วหอสมุดแห่งปัญญาจนผู้ที่เข้ามาใช้งานได้แต่สะดุ้งไปตามๆกัน นับจากวันนั้นตำนานเสียงกรีดร้องแห่งผู้วายชนม์ก็เป็นเรื่องเล่ายอดนิยมในหมู่นักกวีไปอีกนานหลายเดือน

    ย้อนเวลากลับไปหนึ่งสัปดาห์ก่อน

    “เหล่าผู้กล้าของเราพร้อมออกเดินทางหรือไม่”

    ร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ของกษัตริย์วัยกลางคนในชุดอาภรณ์หรูหราเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างกระจกหลายดี สายตาตกลงที่กลุ่มายหญิงสี่คนที่กำลังรุมฆ่ามอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่ถูกจับมา เบื้องหน้าของกษัตริย์คืออัศวินที่ทำงานรับใช้เขามาหลายปี

    “เลเวลของพวกเขาคือ 20 หม่อมฉันเห็นว่าพวกเขาผ่านเงื่อนไขขั้นพื้นฐานในการออกไปเผชิญโลกภายนอก”

    กษัตริย์พยักหน้ารับก่อนจะดผยสีหน้าครุ่นคิด

    “แล้วเรื่องฝีมือเล่า”

    “พวกเขาสามารถคัดลอกปรมารจารย์ในอาณาจักรทุกคนที่เราเชิญตัวมาได้ครบหมดแล้ว แต่ต้องใช้เวลาอีกหน่อยกว่าจะชินกับทักษะเหล่านั้น”

    “ยอดเยี่ยม”

    กษัตริย์เผยสีหน้าพึงพอใจ เป็นเวลากว่าสองเดือนนับตั้งแต่วันที่พวกเขาเหล่าราชวงศ์ริชมอนด์ได้ประกอบพิธีอัญเชิญผู้ที่มาจากต่างโลกเป็นผลสำเร็จ แม้จะแลกมาด้วยชีวิตของเครื่องสังเวยซึ่งเป็นทาสและศัตรูทางการเมืองกว่าสี่ร้อยคนแต่ก็นับว่าเป็นการสูญเสียที่เล็กน้อยมากเพื่อแลกกับอาวุธทำลายล้างระดับอาณาจักรสี่คน

    “รีบจัดเตรียมคณะเดินทางเสีย สถานการณ์ที่พรหมแดนม่ค่อยสู้ดีนักต้องรีบให้พวกเขาออกให้เร็วที่สุด”

    กษัตริย์ร่างอ้วนเอ่ยก่อนจะชี้นิ้วอันอวบอ้วนและเต็มไปด้วยเพชรนิลจินดาไปยังทิศทางหนึ่ง

    “ให้พวกเขาไปยังมหาจักรวรรดิโนว่า เรียกรู้ทักษะละฝึกฝนให้มากที่สุดและจงจำไว้ว่าอย่าให้สะดุดตา ตอนนี้ยังไม่มีใครระแคะระคายเรื่องพิธีกรรมอัญเชิญเราจะใช้นี่เป็นข้อได้เปรียบ”

    พูดจบเขาก็หันกลับไปมองที่ที่เคยเป็นวงแหวนพิธีที่ใช้เวลาและทรัพยากรกว่าครึ่งพระคลังในการสร้างปัจจุบันเสียหายเกินกว่าจะบูรณะไปแล้ว ต้องขอบคุณตำราโบราณที่ราชวงศ์ศึกษากันมากว่าสี่ชั่วอายุคนจนสามารถบรรลศาสตร์แห่การอัญเชิญระดับสูงสุด

    “อย่าลืมระหว่างทางให้พวกเขาเห็นภาพความลำบากของอาณาจัรเราให้เยอะเข้าไปด้วยล่ะ”

    ราวกับเตรียมการแสดงขนาดใหญ่โดยมีอาณาจักรริชมอนด์เป็นเวที กษัตริย์ต้องการให้ริชมอนด์ไม่ใช่อาณาจักรกระหายอำนาจในสายตาของเหล่าผู้กล้าทั้งสี่ เพื่อให้พวกเขาสามารถเป็นกำลังให้พวกเขาได้โยสมัครใจ

    การกระทำด้วยการบังคับกับการกระทำที่ทำด้วยความเต็มใจนั้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากกษัตริย์แห่งริชมอนด์ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี ลงทุนถึงขนาดจัดฉากให้พวกกบฏใส่ชุดของอาณาจักรข้างเคียงเข่นฆ่าชาวบ้านเพื่อซื้อใจเหล่าผู้กล้า

    แผนการทุกอย่างสมบูรณ์แบบ

    “คงจะเป็นการเดินทางที่ยาวนาน”

    กษัตริย์รำพึงเสียงเบาหวิว

    “คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณห้าปีกว่าเหล่าผู้กล้าจะมีฝีมือทัดเทียมกับสุดยอดฝีมือของมหาจักรวรรดิ”

    ด้วยค่าสถานะพิเศษที่ได้รับทุกครั้งที่มีเลเวลเพิ่มขึ้น หากได้รับคำแนะนำจากนักวางกลยุทธ์อัศวินหนุ่มเชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้สี่ผู้กล้าให้มีพลังระดับเดียวกับหายนะได้

    “ดีมาก เท่านี้ความฝันของเราก็ใกล้ความจริงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง สั่งให้กองทัพชายแดนเอลฟ์ระงับการรุกรานเราจะสงวนกำลังเอาไว้”

    “ตามพระประสงค์....”

    ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างกายทไม่ได้แม้แต่กระดิกนิ้ว แรงกดดันเหมือนกับถูกทับโดยภูเขาทั้งลูกนั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มกำลังรู้สึก สามชั่วโมงยาวนานเหมือนสามวันร่างกายถูกบดไปพลางถูกประกอบกลับคืนไปพลางแต่ความเจ็บปวดยังคงอยู่ครั้งนี้ไร้วี่แววความช่วยเหลือจากกาลอนันต์โดยสิ้นเชิงสังเกตุได้จากใบหน้าขอเทพธิดาที่กำลังปิดตาจนสนิทและมีสีหน้าเจ็บปวด

    ในบริเวณนี้ไกอัสได้วางเขตอาคมฟื้นูระดับสูงสุดเอาไว้เพราะบางทีการสร้างวงแหวนโมบิอุสไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในภายหลัเอเลนนึกอยากจะบีบคอเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ที่ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดวนเวียนราวกับอยู่ในขุมนรที่ไร้จุดจบแทนที่จะตายแล้วฟื้นตามพรที่เซเลสเทียร์เป็นผู้มอบให้

    [ค่าสถานะ ความอดทน เพิ่มขึ้น 1 หน่วย]

    [ค่าสถานะ ความอดทน เพิ่มขึ้น 1 หน่วย]

    [ค่าสถานะ ความอดทน เพิ่มขึ้น 1 หน่วย]

    .

    .

    .

    พอย่างเข้าชั่วโมงที่ห้าร่างกายก็เริ่มชินชากับความเจ็บปวดหรือจะเรียกให้ถูกก็คือค่าสถานะความอดทนเพิ่มขึ้นเกือบ 1000 หน่วยเข้าไปแล้ว ข่าวดีคือร่างกายเริ่มทนรับแรงกดดันได้มากขึ้นแม้จะยังกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยก็ตาม น่าแปลกเพราะเวลาผ่านมาเกือบครึ่งวันแล้วเขายังไม่รู้สึกหิวเลยซักนิด

    “ต้องอยู่สภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย”

    เอเลนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายขณะมองดูเลือดของตัวเขาเองไหลกลับเข้าไปในบาดแผผลด้วยแววตาเฉยเมยเซเลสเทียร์หายตัวไปได้ซักพักแล้ว ค่าความอดทนตอนนี้มีอยู่เกือบๆสองพันแต้มเข้าไปแล้ว

    [ท่านบรรลุเงื่อนไข มีชีวิตอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วง 10 เท่าได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง]

    [ท่านได้รับทักษะ พิชิตมหาคีรี]

    [ค่าสถานะ พละกำลังเพิ่มขึ้น 200 แต้ม]

    [ค่าแรงโน้มถ่วงลดลง 1 %]

    สิบสองชั่วโมงผ่านไปในที่สุดสิ่งที่เขารอคอยก็มาถึง ในที่สุดความทุกข์ทรมาณจากบาดแผลที่เปิดๆปิตลอดเวลาก็หายไปพร้อมกับร่างกายที่เรียกได้ว่าพอจะขยับได้นิดหน่อยแรกเริ่มเขาทดลองขยับมือไปมาพบว่าสามารถทำได้ เด็กหนุ่มต้องรีบชินกับแรงโน้ถ่วงนี้โดยเร็ว

    เริ่มจากการประคองร่างกายขึ้นมาให้ได้เสียก่อนเสียเวลากว่าครึ่งชั่วโมงก่อนจะดันตัวขึ้นมาได้แต่สุดท้ายก็ถูกแรงโน้มถ่วงกดลงจนต้องกลับไปอยู่สภาพเดิม หน้าผากกระแทกพื้นไปทีหนึ่ง

    “โอ้ย”

    เด็กหนุ่มโอดครวญเบาๆถ้าขยับได้เขาก็จะเอามือมาถูหน้าผากไปแล้ว ว่าแล้วก็เริ่มรู้สึกคันยิบๆที่หน้าผาก

    “ยกมือขึ้นมาเกาม่ได้ทรมาณเป็นบ้า”

    เด็กหนุ่มบ่นอุบก่อนจะพยายามดันตัวขึ้นมาอีกครั้ง

    ราวกับเด็กแรกเกิดหลังจากที่เขาพอจะประคองตัวขึ้นมาได้แล้วสิ่งที่เขาทำต่อนั่นก็คือการพยายามคลานไปรอบๆห้องอย่างเอาเป็นเอาตายพละกำลังค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆแต่ยิ่งพละกำลังมากขึ้นเขาก็สามารถคลานได้ไวขึ้น

    ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆเอเลนสามารถคลานได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในที่สุดเขาก็สามารถพลิกตัวขึ้นมานั่งได้แม้จะต้องใช้ตู้หนังสือช่วยก็ตาม

    “ยากกว่าที่คิด แค่นั่งนะเนี่ย”

    เอเลนเป่าปากแล้วเริ่มออกกำลังกายเบาๆเท่าที่ร่างนี้จะอำนวย

    แล้วเวลาก็ผ่านไป

    [ค่าแรงโน้มถวงลดลง 10%]

    หลังจากผ่านมาสามวันในที่สุดเขาก็กลับมาขยับร่างกายได้เหมือนก่อนที่จะถูกเพิ่มแรงโน้มถ่วง ผลพลอยได้ระหว่างนั้นคือค่าพละกำลังและค่าความว่องไวที่เพิ่มขึ้นมาเกือบๆสองพันแต้ม เรียกได้ว่าค้าสถานะของเขาตอนนี้รวมๆแล้วมีมากพอๆกับผู้ที่มีเลเวลประมาณ 100

    “ทำได้ดีมาก”

    “เหวอ”

    โครม

    ดีใจได้ไม่นานเซเลสเทียร์ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง ทำเอาเอเลนสะดุ้งจนถลาไปชนกับตู้หนังสือจนหักโค่น กองหนังสือมหาศาลหล่นลงมาฝังร่างของเขาไว้ด้านใต้ทำให้เซเลสเทียร์หรี่ตาลง

    “ดูเหมือนจะต้องแก้ไขอะไรกันอีกเยอะเลยนะ”

    พรวด

    เอเลนโผล่หัวออกมาจากกองหนังสือก่อนจะพยายามงัดตัวเองออกมาจากตรงนั้นด้วยความยากลำบากซึ่งเซเลสเทียร์รู้สึกขัดใจป็นอย่างยิ่ง หลังจากเรื่องวุ่นวายๆเล็กจบลงเอเลนก็มานั่งคุกเข่าตรงหน้าเธอแทน

    “ก่อนจะเริ่มการฝึกสอน ขอบอกเลยว่ามันไม่ง่ายแน่นอนบางครั้งอาจจะมีถึงตายเลยทีเดียว...”

    เอเลนกลืนน้ำลายฝืดลงคอ แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่สัมผัสนั้นชัดเจนว่าออร่ารอบๆตัวของเซเลสเทียร์เปลี่ยนไปหาดจะเทียบให้เห็นภาพจะเหมือนกับน้ำนทะเลสาบที่สงบนิ่งจู่ๆเปลี่ยนกลายเป็นดาบที่แหลมคม เอเลนร้สึกเหมือนกับว่ากำลังยืนอยู่ในปากฉลามแรงกดดันของเซเลสเทียร์แหลมเหมือนกับดาบกำลังพาดบนคอก็ไม่ปาน

    “บทที่เรียนแรก การต่อส้ด้วยมือเปล่า”

    เซเลสเทียร์พูดเสียงเรียบ

    “เข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นมาเริ่ม....”

    กร็อบ

    ยังพูดมาทันจบประโยคเอเลนเห็นมือเรียวของเซเลสเทียร์ขยับเพียงแค่วูบหนึ่งก่อนที่โลกทั้งใบจะหมุนคว้างรู้ตัวอีกทีเขาก็เห็นเซเลสเทียร์กำลังยืนอยู่ตรงหน้าร่างกายของเขา ใช่แล้วแค่ร่างกายไม่รวมหัว

    [ท่านเสียชีวิต]

    สิ้นเสียงของโลกภาพตรงหน้าของเอเลนก็หายไป เสียงนฮูกแว่วเข้ามาในหูก่อนที่ภาพตรงหน้าจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง

    เป็นภาพของประตูห้องสมุดแห่งปัญญา

    “ถึงตายจริงๆด้วยแฮะ”

    เอเลนเอ่ยด้วยนำเสียงหวาดพลางลูบลำคอที่ตอนนี้เรียบสนิทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดวงตาสีทับทิบเหลือไปเห็นไกอัสที่นั่งแกว่งขาอยู่ตรงม้านั่งใกล้ๆ

    “หนึ่งวินาทีเป๊ะ”

    ไกอัสกล่าวพลางทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจ

    “ไม่ต้องห่วง ข้าจะอยู่ตรงนี้เสมอ พยายามเข้าล่ะ”

    สิ้นคำไกอัสก็ปรบมือเอเลนพลันกลับมาอย่ในห้องๆเดิมอีกครั้ง เซเลสเทียร์ยังงอยู่ที่เดิมเพิ่มเติมคือรอยเลือดกองหนึ่งตรงที่ที่เคยตายเมื่อกี้ เด็กหนุ่มได้แต่เกาหัวเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิขึ้นเมื่อครู่เลย

    “ได้เรียนรู้อะไรบ้าง”

    เอเลนส่ายหน้า

    “ไม่เลยครับ ถ้ายังไงคราวนี้ช่วย...”

    กร็อบ

    [ท่านเสียชีวิต]

    พูดไม่ทันจบภาพรอบตัวก็ตัดไปอีกครั้งก่อนที่เขาจะมาโผล่หน้าหอสมุดตามเดิม เอเลนได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินตรงไปหาไกอัสเพื่อกลับเข้าไปในหอสมุดอีกครั้ง