จันทร์กระจ่างฟ้า หมอเทวดาหรือนางพญาพิษ

    85 ตอนพิเศษ ทะเลาะวิวาทเล็กๆของเด็กๆ

    “คุณชายน้อยเฉิน คุณชายขอรับ อยู่ไหนขอรับ”

    “คุณชายเจีย คุณชายเจีย ได้ยินแล้วตอบด้วยขอรับ”

    เสียงบ่าวรับใช้และสาวใช้เดินตามหาทายาทของตระกูลที่หลังเลิกเรียนจะต้องพากันหลบหนีไปเที่ยวเล่นเสมอ วันนี้พวกเขาพลาดสายตาเพียงนิดเดียว คุณชายและคุณหนูทั้งสี่หายไปอย่างไม่เห็นเงาทำให้ต้องรีบเดินตามหาไปทั่วทั้งตลาดและซอกซอยที่คาดว่าเด็กทั้งสี่จะไปเที่ยวเล่น

    เฉินจือเสียงและเฉินจือเหยา วัยสิบเอ็ดปีลูกแฝดชายหญิงของแม่ทัพเฉินอวี้อัน มีใบหน้าขาวรูปร่างสูงสง่าถ่ายทอดลักษณะความตรงไปตรงมาจากท่านแม่ทัพ จ้าวหมิงซีวัยสิบปีสูงไล่เลี่ยกับเฉินจือเสียงผู้เป็นน้าชายมีรูปร่างสูงเพรียวและจ้าวซินหลิงวัยเก้าปีแม้อายุน้อยที่สุดรูปร่างสมบูรณ์เนื้อตัวนุ่มนิ่มกลับมีใบหน้าที่งดงามจนบอกได้ว่าในอีกไม่กี่ปีต้องมีชื่อเสียงด้านความงดงาม กลุ่มเด็กวันนี้มีมาเพิ่มอีกสองคนคือบุตรชายของเจียจือสิง และบุตรชายของอวี่หลง หกคนนับว่าไม่น้อยแต่เพราะฝึกฝนร่างกายตั้งแต่อายุได้สี่ขวบทำให้ทั้งหมดมีความว่องไวเป็นอย่างยิ่งสามารถหลบสายตาคนติดตามได้อย่างสบาย

    “ท่่านน้าจือเสียง วันนี้พวกเราจะไปไหนกัน”

    “ข้าจะพาพวกเจ้าไปเก็บของดี พรุ่งนี้เราจะใช้มันจัดการกับเจ้าอันธพาลสวีเฉิน”

    “เจียลี่เฟิ่ง เจ้าไหวไหม”

    “ไหวท่านพี่ใหญ่เสียง ข้าไหว”

    เจียลี่เฟิ่งตอบเช่นผู้ใหญ่ตอบแต่ด้วยรูปร่างของเด็กชายที่อายุเพียงเก้าขวบ ทั้งยังอวบอวนที่สุดในกลุ่มการเดินตามทางที่เล็กและขรุขระมีกิ่งไม้บางทีก็ทำให้สะดุดเกือบล้ม ยังดีที่อวี่เทียนซู่คอยช่วยประคองไว้จึงพากันเดินตามมาเป็นแถว

    “เจอแล้ว พวกเจ้ารอข้าตรงนี้ อย่าซี้ซั้วจับต้นไม้แถวนี้เข้าใจไหม”

    เด็กห้าคนที่เหลือต่างพยักหน้าแล้วหยุดมองดู เฉินจือเสียงที่ใช้ผ้าขาวที่พับทบกันก้มไปเก็บฝักสีน้ำตาลของต้นไม้เล็กๆ ที่ขึ้นเป็นพุ่มอยู่ก่อนจะห่อเรียบร้อยบรรจงเก็บในถุงผ้าที่เตรียมมาก่อนจะพยักหน้าให้กับคนอื่นๆ

    “แค่นี้พอแล้ว พวกเรากลับกันเถอะเดี๋ยวพวกเขาจะเป็นห่วง”

    เด็กทั้งกลุ่มเดินออกมาห่างจากทางเดินปกติที่ใช้กลับจวนใช้เวลาเกือบสองก้านธูป ดังนั้นเมื่อเดินย้อนกลับมาก็ใช้เวลาราวครึ่งชั่วยาม กลุ่มคนด้านหน้ายามนี้มีแต่เหงื่อเปียกชุ่มไปทั่วทั้งกายบ่งบอกได้ว่าใช้แรงกายแรงใจไปไม่น้อยในช่วงที่พวกเขาหายไป

    “เสี่ยวหลี่ ข้าอยู่นี่”

    “คุณชาย พวกท่านหายไปไหนมา พวกข้าตามหากันทั่วนี่ก็ส่งคนไปรายงานที่จวนแล้วนะขอรับ”

    "ซวยแล้ว.

    “ใช่ พี่จือเสียงวันนี้พวกเราทั้งหมดโดนทำโทษแน่”

    เฉินจือเหยาที่ยืนข้างจ้าวซินหลิงอุทานออกมา เพราะครั้งก่อนที่หลบหนีผู้ติดตามออกไปดูชาวบ้านจับปลาก็ถูกเฉินหมิงเยว่คาดโทษทั้งหมดเอาไว้แล้ว 

    “พวกเราทำอย่างไรดี ท่านแม่บอกว่าจะทำโทษหากยังหนีไปเที่ยวเล่นโดยไม่ให้ผู้ติดตามไปด้วย”

    “ไม่เป็นไร หลิงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวท่านพ่อไม่มีทางปล่อยให้เจ้าถูกตีแน่นอน” จ้าวหมิงซี เอ่ยปลอบน้องสาวของตนแต่ที่แน่ๆเขาผู้เป็นพี่ต้องโดนลงโทษแน่นอน 

    เมื่อกลับถึงจวน เด็กชายหญิงทั้งหกถูกเรียกไปที่ห้องโถงทันที พวกเขารีบทำความเคารพแล้วยืนรวมกลุ่มกันทำสีหน้าสลดก้มหน้าไม่กล้าสู้สายตา ในห้องโถงยามนี้มีเฉินอวี้อันที่นั่งหน้าบึ้ง ฮูหยินและด้านข้างเป็นเฉินหมิงเยว่นั่งข้างจ้าวหลินฟู่เยี่ย ส่วนอีกด้านเป็นเจียจือสิง และอวี่หลง ทั้งหมดมองเด็กทั้งกลุ่มที่เสื้อผ้ามีเศษใบไม้ใบหญ้าติดตามชายเสื้อชายกระโปรงและร้องเท้า 

    “พวกเจ้ามีอะไรจะพูดไหม”

    “พวกเราขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงขอรับ/เจ้าค่ะ”

    "ข้าเคยบอกพวกเจ้าทั้งหมดแล้วใช่ไหมว่าหากจะเที่ยวเล่นต้องพาผู้ติดตามไปด้วย เหตุใดไม่ทำตาม

    “ท่านพี่ ข้าพาพวกเขาไปไม่ไกล ไม่อันตรายนะขอรับ”

    “จือเสียง เจ้าโตที่สุดข้าจะไม่ถามว่าทำไปเพราะอะไร แต่วันนี้พวกเจ้าทำผิดทำให้คนรับใช้วุ่นวายต้องตามหาพวกเจ้า ทำให้พวกเราเป็นห่วงวันนี้สมควรลงโทษอย่างไร”

    “ท่านพ่อ เป็นความผิดของข้าที่พาพวกเขาไป ท่านลงโทษข้าคนเดียวเถอะ”

    “ได้อย่างไร เป็นพวกเราที่ขอติดตามไปเอง พวกเรายินดีรับโทษพร้อมพี่จือเสียงขอรับ”

    ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในห้องพยายามกลั้นยิ้มไว้ ให้ใบหน้านิ่งมากที่สุด พวกเขารู้สึกยินดีที่เด็กกลุ่มนี้รักใคร่สามัคคีและรับผิดร่วมกัน แต่ผิดก็ต้องทำโทษครั้งนี้โชคดีไม่เกิดเรื่องใดๆ หากครั้งถัดไปไม่โชคดีเช่นนี้พวกเขาจะทำอย่างไร (ไม้อ่อนดัดง่าย เช่นเดียวกับรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี) ดังนั้นเพื่อเตือนให้จดจำจึงต้องมีการลงโทษ

    “ดีพวกเจ้าพูดเป็นเสียงเดียวกันเช่นนี้ ในเมื่อผิดด้วยกันก็ทำโทษพวกเจ้าทั้งหมด ผู้ชายให้ลงโทษทำท่าม้านั่งหนึ่งชั่วยาม (มีเสียงแอบซู๊ดปากจากกลุ่มเด็กๆ) ผู้หญิงให้คัดกฏตระกูลห้าสิบจบ และเมื่อทำท่าม้านั่งครบแล้วพวกเจ้าสี่คนคัดกฏตระกูลห้าสิบจบเช่นกัน”

    “ขอรับ/เจ้าค่ะ”

    “เจ้าเด็กพวกนี้ซนกันจริงๆ”

    สำนักศึกษาสองวันที่ผ่านมามีความเรียบร้อยเป็นที่ดีใจของอาจารย์ที่ดูแลอย่างยิ่ง ระหว่างนั่งจิบชาร้อนอย่างสบายใจจู่ๆก็มีเด็กวิ่งตะโกนโหวกเหวกมาหาเขา

    “อาจารย์ๆ ท่านอยู่หรือไม่เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”

    “อาจาย์ พวกสวีเฉินทะเลาะกับคนอื่นอีกแล้ว”

    “เจ้าว่าไงนะ ไหนๆ อยู่ที่ไหนกัน”

    แค่ได้ยินว่าเกิดเรื่องในชั้นเรียนของตน เด็กน้อยที่มาแจ้งอาจารย์ได้เห็นเงาร่างสีเทาผ่านไปดุจสายลม เจ้าพวกอันธพาลน้อยเหล่านี้จะอยู่นิ่งๆให้เขาสบายใจหน่อยมิได้หรือไร ส่วนเด็กชายที่มาแจ้งเรื่องเขาได้แต่ถอนหายใจและหันหลังออกจากประตูวิ่งกลับไปที่ห้องเรียน ในใจหวังว่าอาจารย์จะไปทันก่อนที่จะเกิดเรื่องและไม่ร้ายแรงเกินไป

    เด็กๆจอมแสบทายาทตระกูลสวี นามสวีเฉิน นับได้ว่าเป็นหัวหน้าเด็กที่ไม่รักเรียนชอบหาเรื่องรังแกเด็กคนอื่นๆเป็นประจำ ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์สูงใหญ่กว่าเด็กในชั้นเรียนทั้งยังมีเหล่าไท่ไท่ของตระกูลที่ทั้งรักทั้งเอ็นดูหลานชายเพียงคนเดียวไม่ว่าต้องการสิ่งใดจะต้องนำมาให้หลานของนางให้จงได้ จนสวีเฉินเวลาเดินหน้าจะเชิดมองฟ้าไม่สนใจผู้คนก็ว่าได้ทีเดียว ยามนี้ยืนเท้าเอวอยู่หน้าลูกสมุนตัวน้อยๆ ยืนเบียดกันอยู่ด้านหลัง 

    “พวกเจ้าใครจะโดนก่อนว่ามา”

    ฝ่ายตรงข้ามที่ยืนอยู่อีกฝาก เป็นเด็กชายหญิงทั้งห้าคนแค่มองผ่านก็รู้ได้ว่านี่คือทายาทตระกูลเฉิน จ้าวซินหลิงกอดสุนัขตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนมันเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกกลุ่มเข้ามาหาเรื่อง ช่วงพักกลางวันก่อนหน้านี้ราวสองเค่อพวกเด็กๆ หลายคนได้ยินเสียงลูกสุนัขร้องเสียงดังและมีเสียงหัวเราะเฮฮาจึงพากันออกมาจากห้องเรียน ภาพที่เห็นคือสวีเฉินกำลังใช้ไม้ตีลูกสุนัขให้วิ่งวนหนีไปมาด้วยความสนุกสนานมีเด็กๆหลายคนยืนล้อมวงไว้ไม่ให้มันหนี 

    จ้าวซินหลิงเป็นเด็กหญิงที่รักสุนัขมาก ที่จวนนางมีลูกสุนัข(ลูกของเสี่ยวไป๋)อยู่หลายตัว นางสงสารจึงวิ่งแทรกเข้าไปแล้วอุ้มลูกสุนัขไว้ไม่ให้อีกฝ่ายตีมัน พวกเฉินจือเสียง เฉินจือเหยา และจ้าวหมิงซีที่เรียนอยู่อีกห้องตามมาทีหลังแต่ก็แทรกตัวไปกันเด็กหญิงไว้ไม่ให้อีกฝ่ายรังแก จึงเป็นภาพอย่างที่เห็น

    “เอาลูกสุนัขนั่นคืนมาให้ข้า”

    “ไม่ พวกเจ้ารังแกมัน มันเจ็บ”

    “แค่สุนัขตัวหนึ่ง ข้าจะตีใครจะทำไม”

    “พวกเจ้าไปซะ สุนัขก็มีหัวใจมันเจ็บเป็นเหมือนกับเจ้า”

    “เอามานี่”

    สวีเฉินยังคงต้องการแย่งลูกสุนัขตัวนั้นกลับคืนมา ใจที่คิดจะเล่นสนุกหมดไปแล้วยามนี้มีความโกรธและเสียหน้าที่อีกกลุ่มแย่งสุนัขไปและยังว่ากล่าวตนอีกจึงเข้าไปคว้าจับยื้อแย่งกันไปมา ด้วยร่างกายที่ใหญ่กว่าแค่ออกแรงผลักต่างของจ้าวซินหลิงก็ล้มลงไปกองกับพื้น แน่นอนพี่ชายและเด็กๆที่เหลือย่อมไม่ยินยอมกลายเป็นเข้าไปต่อยตีกัน ยามที่อาจารย์วิ่งมาถึงเด็กๆ ลงไม้ลงมือกันแล้วมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร เด็กหญิงนั่งร้องไห้อยู่ ส่วนเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องก็ยืนมองอยู่รอบๆ

    “หยุด พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้”

    เสียงดังของอาจารย์ราวกับฟ้าผ่ากลางวัน เด็กทั้งหมดที่คลุกกับพื้นต่างลุกขึ้นยีนก่อนจะแยกไปรวมกับกลุ่มของตน มองดูอาจารย์ที่ยืนอยู่ด้วยใบหน้าที่แดงกล่ำ ในอากาศที่ร้อนมากเช่นนี้แค่การกลับไปทานอาหารที่ห้องพักแล้วต้องรีบวิ่งกลับมาทำให้สภาพที่เคยเรียบร้อยดูต่างไปเล็กน้อยใบหน้าอาจารย์เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ก่อนจะหอบหายใจเมื่อดีขึ้น ก็ไล่เด็กๆที่ไม่เกี่ยวข้องให้เข้าห้องเรียนไปก่อน

    “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

    “สวีเฉินผลักน้องสาวข้าล้มลงจนนางร้องไห้ออกมา”

    “นางแย่งลูกสุนัขไปจากข้า”

    “แล้วคนที่เหลือ?”

    “….”

    “ดี พวกเจ้าทั้งหมดต้องถูกลงโทษ ไปรอข้าที่ห้องรับรอง”

    แต่ละจวนต่างได้รับหนังสือเรียกผู้ปกครองของเด็กมาพบ ด้านนอกห้องรับรองเด็กๆถูกไล่ออกมายืนรอ ส่วนผู้ปกครองทั้งหมดกว่าสิบครัวเรือนถูกเรียกเข้าไปฟังอาจารย์บอกเล่าและสั่งสอนผู้ปกครองของเด็ก ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามทั้งหมดนับได้เกือบสามสิบคนถูกอาจารย์ปล่อยตัวออกมา ต่างมีอาการที่แตกต่างกันบางก็ระอาใจ บ้างก็โกรธขึ้น บ้างก็เรียบเฉยเดินกลับออกไปจากสำนักศึกษาโดยไม่ได้พูดคุยกับเด็กๆที่ยืนรออยู่สักคน

    “พวกเจ้าเข้ามา ต่อไปเป็นการลงโทษพวกเจ้า ข้าอธิบายเรื่องราวและกฏการลงโทษให้พวกเขาทุกคนฟังแล้ว พวกเจ้าทุกคนที่ต่อยตีกันจะต้องถูกลงโทษด้วยไม้เรียวคนละสิบที และต้องคัดบทเรียนเกี่ยวกับการวางตัวมาให้ข้าคนละยี่สิบจบ ห้ามให้คนที่บ้านช่วยคัด หากใครไม่ทำตามจะลงโทษให้หนักกว่านี้ ส่วนเจ้าจ้าวซินหลิงข้างดเว้นไม่ลงโทษเจ้าเป็นเด็กที่จิตใจดี"

    “สวีเฉินและพวกเจ้าทีเหลือหลังจากรับโทษทั้งหมดแล้ว หลังจากวันนี้ไปข้าตกลงกับแต่ละจวนแล้วพวกเจ้าทั้งหมดต้องอยู่เรียนเพิ่มครึ่งชั่วยามทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน”

    เมื่อสิ้นเสียงอาจารย์เสียงโอดครวญของกลุ่มเด็กสวีเฉินก็ดังขึ้นทันที การถูกตีนับว่าเป็นเรื่องคุ้นชินสำหรับพวกเขาแต่การต้องอยู่เรียนเพิ่มนับว่าเป็นสิ่งโหดร้ายและน่าหวาดกลัวเสียกว่า 

    “ออกไปรับโทษได้”

    ยามเย็นบนรถม้าตระกูลเฉิน คนแรกเป็นของเด็กชายทั้งสี่ และคันที่สองเป็นเด็กหญิงสองคนและลูกสุนัขอีกหนึ่งตัว รถม้าคนแรกส่งเสียงหัวเราะกันสนุกสนานต่างกับอีกคัน เมื่อรถม้าจอดหน้าจวนเฉินทั้งหมดก้าวลงจากรถมาเรียบร้อย

    “พี่จือเสียง พวกท่านคุยสิ่งใดกันดูสนุกสนานนัก”

    “พวกเจ้ารู้หรือไม่เจ้าพวกนั้น กลับไปต้องสนุกสนานแน่นอน”

    “พวกท่านทำอันใด”

    “ก็แค่จัดการคนนิสัยไม่ดี เล็กๆน้อยๆ”

    “พวกท่านทำอย่างไร”

    “เจ้าจำฝักสีน้ำตาลที่สองวันก่อนพวกเราไปเก็บกันมาได้หรือไม่”

    “ได้”

    “นั่นแหล่ะๆ”

    “อย่าบอกนะว่าพวกท่านใช้มันกับพวกสวีเฉินแล้ว”

            ไม่ต้องเห็นก็รู้ได้ว่าแต่ละครอบครัวกำลังวุ่นวายกันขนาดไหนที่จู่ๆเด็กๆกลับจากสำนักศึกษาก็คันและเป็นผื่นแดงขึ้นตามตัว หมอในเมืองมีอยู่ไม่มากนักย่อมไม่เพียงพอเมื่อหลายบ้านมาตามตัวไปดูคุณชายของตนพร้อมๆ กัน รังแกคนอ่อนแอย่อมต้องจัดการให้เจ็บหนัก คำกล่าวของลูกพี่ใหญ่เฉิน (น้องๆกล่าวไว้) 

    คล้ายกับเรื่องจันทร์กระจ่างฟ้า หมอเทวดาหรือนางพญาพิษ ที่คุณอ่าน