ทั้งสามคนพยุงกันเข้าไปในห้องไอซียู ร่างบางนอนหลับใหลอยู่บนเตียง แต่เหมือนว่าเธอจะรับรู้การมาร่ำลาของพวกเขา หยดน้ำตาลินไหลออกจากดวงตาของหญิงสาวอีกครั้ง และนั่นเป็นปฏิกิริยาเดียวที่คนบนเตียงสามารถทำได้
“สิ ฮือๆ”
นดา หญิงวัยกลางคนที่มีสิรินดาเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของเธอร้องไห้โฮออกมาด้วยใจที่สลาย เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะประคับประคองตัวเองจนต้องให้ ศิวัฒน์ สามีของเธอหรือพ่อของสิรินดาคอยพยุงไว้ ผู้เป็นพ่อเองก็เสียใจไม่น้อยที่ต้องทำใจกับการจากไปของลูกสาวคนเดียว แต่ก็ต้องเข้มแข็งไว้เพื่อค้ำความรู้สึกของนดาเอาไว้
นดาและศิวัฒน์กอดลูกสาวเป็นครั้งสุดท้าย เสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั่วทั้งห้อง พวกเขาจับมือที่ยังคงมีไออุ่นของสิรินดาไว้ แล้วก็ไม่อาจสามารถห้ามน้ำตาแห่งความเสียใจไม่ให้ไหลออกมาได้
“หลับให้สบายนะลูก ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้สิเกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่อีกนะ” ศิวัฒน์กล่าวทั้งน้ำตา
“แม่รักรักลูกที่สุดเลยนะสิ” นดาสะอื้น
“สิจะไม่กลับมาแม่จริงๆ เหรอลูก ฮือ”
นดาไม่สามารถสะกดกลั้นความรู้สึกทั้งหมดในใจไว้ได้ ทั้งที่ตั้งใจว่าต่อหน้าลูกเธอจะเข็มแข็ง แต่น้ำตาของเธอก็รินไหลออกมาเป็นสายไม่ยอมหยุด เธอปล่อยโฮออกมาแล้วหันไปซบที่หน้าอกของสามี ก่อนที่ในเวลาต่อมาเธอจะเป็นลมหมดสติไป พยาบาลรีบปรี่เข้ามาและพาเธอไปปฐมพยาบาลที่ห้องฉุกเฉิน
แพทย์และพยาบาลทุกคนออกไปจากห้องทั้งหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงหัสวีย์ และร่างของสิริดาที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจอยู่แค่สองคนภายในห้อง
ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง มือหนาวางกุมลงบนมือบางที่ไร้การตอบสนอง เพ่งมองใบหน้าของหญิงสาวผู้เป็นที่รัก บาดแผลและรอยช้ำจากอุบัติเหตุและจากการรักษาบ่งบอกว่าตลอด 10 วันที่ผ่านมา เธอต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง
“ผมไม่เคยคิดภาพของเราในแบบนี้เลย” หัสวีร์ยังไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง
“ผมยังรู้สึกว่าเมื่อวานเราเพิ่งจะหัวเราะด้วยกันอยู่เลย...” เขาสะอื้น
“จำได้ไหมที่คุณเคยถามผมว่า ถ้าวันนึงคุณไม่อยู่แล้วผมจะอยู่ได้ไหม”...................................................................................................................................................................................
หัสวีร์นอนหนุนตักของสิริดาแฟนสาว เธอกำลังนวดขมับผ่อนคลายให้เขาอยู่บนโซฟา
‘วี สิขอถามอะไรคุณอย่างนึงได่้ไหม’
‘ได้สิ’
‘ถ้าวันนึงสิไม่อยู่ คุณจะอยู่ได้ไหม’
หัสวีร์ลืมตาขึ้นมามองหน้าหวานๆ ของแฟนสาว เมื่อได้ฟังคำถามของเธอที่ถามเขา
‘คุณจะทิ้งผมไปไหน เบื่อผมแล้วหรอ’ เขาทำสายตาออดอ้อน
‘ไม่ใช่อย่างงั้นค่ะ’
‘’หรือว่า คุณแอบไปมีใจให้ผู้ชายคนอื่น โดยที่ไม่ยอมบอกผม’
‘วี!’ สิรินดาง้างมือตีไหล่ของชายหนุ่มอย่างเบามือ
‘สิจริงจังนะคะ’ เธอทำหน้าดุแต่มันก็ยังเป็นใบหน้าที่หน้ารักที่สุดสำหรับหัสวีร์อยู่ดี
หัสวีร์ดึงตัวเองลุกขึ้นนั่ง หันหน้ามองแฟนสาว สองมือประคองใบหน้าของเธอไว้
‘ผมขอไม่ตอบได้ไหม เพราะทุกวันที่ผ่านมาเราก็มีกันทุกวัน และไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง เราก็จะยังมีกันนะสิ’
คำตอบของหัสวีร์ทำให้สิริดาอมยิ้ม ในเมื่อเขาไม่ต้องการตอบคำถามของเธอ เธอก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ
...................................................................................................................................................................................
คำพูดที่ดูไม่จริงจังในวันนั้นหวนให้เขานึกถึงขึ้นมา
“ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าหลังจากนี้ไปผมจะอยู่ต่อไปยังไงเมื่อไม่มีคุณ” น้ำตาของเขาไหลออกมา
“ผมรักคุณนะสิ” หัสวีร์เม้มปากแน่น เขาพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เขาก้มหน้าลงจูบที่หน้าผากของเธอเพื่อบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย
พอถึงเวลาใครสักคนที่เรารักมากจากเราไปแบบไม่ทันตั้งตัว บางทีวินาทีนั้นก็ไม่รู้จะรับมือกับมันยังไงเหมือนกัน
นั่งคนเดียวมองฟ้า..มองดาว ในค่ำคืนเหน็บหนาว..น้ำตาไหล ไม่มีอีกแล้ว...คนดีที่เคยใกล้ ไม่มีใครคอยห่วงใย ปลอบใจ ดูแล ไม่มีอีกแล้ว...น้ำเสียงที่แสนอบอุ่น ไม่มีไหล่ที่เคยซุกหนุน ยามใจมีแผล ไม่มีอีกแล้ว...อ้อมแขนที่คลายเศร้า ยามใครเขารังแก ไม่มีแม้แต่...เสียงกระซิบของลมหายใจ หลับให้สบายนะคนดี ไม่ว่าวันเวลานี้เธออยู่ไหน "รักเธอเสมอ" ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจ และโปรดรับรู้เอาไว้...ไม่ว่านานแค่ไหน ..ฉันมีลมหายใจเอาไว้ เพื่อรักเธอ..โดย เอ-มิ-กา
นี่จะเป็นการร่ำลากันครั้งสุดท้ายของพวกเขา หลังจากนนี้ร่างของสิรินดาจะยังคงอยู่ต่อไปด้วยเครื่องช่วยหายใจเพื่อให้ร่างกายของเธอยังมีออกซิเจนไหลเวียนในเลือด เลือดจะคงยังไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้ตามปกติ เพื่อรอไปปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่
สองหนุ่มนั่งอยู่หน้าห้องไอซียู แม้จะมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา แต่ความเงียบยังคงกลืนกินทุกสิ่ง หัสวีร์หยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงขึ้นมาแล้วเปิดมันออกอย่างช้าๆ ภายในเป็นแหวนเพชรที่เขาตั้งใจซื้อเพื่อจะขอสิรินดาแต่งงาน เมื่อ 10 วันก่อน ใช่ มันเป็นวันเดียวกันกับที่สิรินดาเกิดอุบัติเหตุ และมันก็สายเกินไปที่จะทำมันแล้ว
“ฉันน่าจะขอเธอแต่งงานเร็วกว่านี้”
เขารู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่สิริดารอเขามาตลอด 12 ปี ที่คบกัน แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะไม่เคยเอ่ยปากบอกเขาเลย แต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ ทั้งคู่คบกันตั้งแต่หัสวีร์ยังไม่ได้มีฐานะ ในวันนั้น เขาก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งใช้ชีวิตเรียบง่าย แม้ในวันที่ลำบากที่สุดสิรินดาก็ยังอยู่ข้างๆ ไม่ทิ้งกันไปไหน
เขาอาจเป็นคนรักที่ไม่ได้ดีมากนัก หลายครั้งที่เขาหลงลืมวันสำคัญ หลายครั้งที่เขาไม่ได้ดูแลเธอให้ดีเท่าที่ควรจะเป็น แต่เขาก็ยังมีเธออยู่เคียงข้างเสมอมา เขายังคงจำได้ว่าวันคบรอบคบกันปีแรก เขาซื้อดอกไม้ให้เป็นของขวัญ แต่สิรินดาบอกเธอไม่ได้ต้องการอะไรเลย เธอขอเพียงจากความรักและความซื่อสัตย์จากเขาเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
หัสวีร์เสียงสั่น สีหน้าดูเหมือนจะร้องไห้ออกมา น้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง เขากำกล่องแหวนแล้วแนบไว้กับอก ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันแย่เกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
“ฉันเชื่อว่าสิรับรู้มันได้”
นพชับปลอบพร้อมกับตบไหล่ของหัสวีร์เบาๆ ชายหนุ่มร้องไห้ออกมาทันที ในขณะที่เขาเองก็รู้สึกแย่ไม่ต่างกัน
“ที่ผ่านมานายทำหน้าที่ของคนรักที่ดีมาตลอด สิจะต้องภูมิใจ”
ในบรรดาการสูญเสียที่หนักหนาที่สุดในชีวิตคน คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ความตาย’ สำหรับบางคน ความคิดถึงยังมีจุดสิ้นสุดให้ได้หายคิดถึงได้ ถ้าคนที่เรารอยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าจะได้พบกัน แต่สำหรับคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ต่อให้เราคิดถึงเขามากแค่ไหน ต่อให้อยากติดต่อเขาใจจะขาด มันก็เกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว โดย สีตลา ชาญวิเศษ