“ไม่ต้องปิด ข้าชอบมองดูสายฝน”จือเหลียงที่กำลังจะปิดหน้าตาชะงักถอยออกมาหยิบผ้าคลุมผืนใหญ่ให้นายหญิงได้ห่มกายไว้เพราะยามค่ำคืนที่ฝนตกเช่นนี้อาการหนาวเย็นนัก
“ขอบใจ” ซูเจินรับผ้ามาคลุมกระชับ“ได้ความว่าอย่างไร?”
“เรียนนายหญิง ไห่จินจูเล่าเรื่องทุกอย่างให้ครอบครัวฟังยกเว้นเรื่องถ้ำของอสรพิษม่วงและเสือโลกันตร์นอกจากนี้เรื่องพลังของพวกเรานางก็ไม่ได้เล่าทั้งยังบิดเบือนเรื่องของพวกเราไปเล็กน้อยด้วยขอรับ”จือเหลียงรายงานเรื่องที่เขาแอบฟังครอบครัวสกุลไห่ก่อนหน้า
ซูเจินพยักหน้ารับรู้ นางมองสายฝนอยู่พักใหญ่ก่อนจะให้จือเหลียงกลับไปพักผ่อน
“เจ้าไปพักเถอะอีกเดี๋ยวข้าก็จะนอนแล้วไม่ต้องเป็นห่วง”
ซูเจินมองสายฝนที่ยังกระหน่ำอยู่ด้านนอกครู่หนึ่งหยอกล้อกับเจ้าปลาทองน้อยต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะขึ้นเตียงแล้วกอดเจ้าปลาทองน้อยที่ตัวไม่น้อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นซูเจินตั้งใจจะออกไปพร้อมกับเหลียงจือนางกับพวกจึงรวมตัวกันตั้งแต่เช้าที่หน้าประตูมีเพียงไห่ฮูหยินที่มายืนส่งเท่านั้นเนื่องจากนายท่านไห่กับบุตรชายทั้งสองคนมีธุระกะทันหันทำให้ออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง
ไห่จินเฟิ่งผู้เป็นพี่สาวเตรียมตัวไปพร้อมกับน้องสาวนางแต่งกายได้สุภาพและรัดกุมเหมาะสม สมเป็นคุณหนูสกุลไห่
ที่ด้านหน้ามีกลุ่มของเหล่าคุณหนูยืนรออยู่พวกนางไม่ได้จะไปด้วยกันเพียงแต่จะออกจากจวนไปพร้อมกันเท่านั้นเหล่ามารดาของคุณหนูนั้นมารอส่งบุตรสาวของตนเองเช่นกัน
พวกนางยืนเงียบๆดูสงบเสงี่ยมกว่าเมื่อวานมากไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับไห่ฮูหยินแม้แต่น้อยพอพ้นประตูจวนพวกนางก็เดินลิ่วจากมาทันที
พวกนางมาถึงก่อนเวลาพอสมควรเหลียงจือแยกตัวไปรายงานตัวและเตรียมตัวในการสอบ ซูเจินเดินมายังด้านหน้าเวที
เพราะเมื่อวานฝนตกจนกระทั่งเกือบรุ่งเช้าแม้พื้นที่จะเปียกแฉะทว่าอากาศกลับเย็นสบาย เวทีเดิมถูกขยายออกให้กว้างกว่าเดิมโดยรอบเวทีมีเก้าอี้วางเรียงรายอยู่ แม้ยังเช้าก็ยังมีคนมารอดูอยู่ประปราย
ที่เก้าอี้บางตัวถูกจับจองเอาไว้แล้วดูท่าจะเป็นคนใหญ่คนโตไม่เบา
“นั่นเป็นผู้นำตระกูลน่าหลันขอรับ”จือเหลียงกระซิบบอก ซูเจินร้องอ๋อในใจ
ซูเจินเห็นว่าเก้าอี้ยังว่างอยู่หลายตัวนางไม่รอช้าเดินไปนั่งยังตำแหน่งที่ดีที่สุด ก็คือเก้าอี้ตัวที่อยู่กลางเวทีท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองตาปริบๆ
ซูเจินทิ้งตัวลงนั่งขณะที่คนอื่นยืนอยู่ด้านหลังไห่จินเฟิ่งเดินตามมาอย่างตกตะลึง
“นะ...นี่” ไห่จินเฟิ่งพยายามเอ่ยบางอย่างอยู่นานก่อนจะหันมาคุยกับน้องสาวของตนเอง “จินจูสหายของเจ้าเป็นใครกันแน่น่ะรีบบอกให้นางลุกขึ้นเร็วเข้า!”
ไห่จินจูเองก็ได้แต่ส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรในสถานการณ์อย่างนี้ทั้งยังรู้สึกประหม่ากับสายตาคนรอบข้างเป็นอย่างมาก
ที่นั่งที่ถูกจัดไว้เป็นของบุคคลสำคัญที่นั่งอยู่ล้วนแล้วแต่เป็นคนใหญ่คนโต ที่นั่งอยู่ด้านนั้นคือเจ้าตระกูลน่าหลันอีกฝั่งคือคุณชายตระกูลมู่ ถัดไปยังมีคนของตระกูลหลี่และตระกูลจิงขุนนางคนอื่นก็มี แต่สหายของนางกลับเดินลิ่วมานั่งลงตรงตำแหน่งที่ไม่มีใครกล้านั่งเสียนี่
“ซูซู ข้าว่าเราลุกขึ้นไม่ดีกว่าหรือ?”ไห่จินจูลองพูดเตือนสหายเบาๆ
“จะยืนทำไมให้เมื่อยเล่าที่นั่งก็ยังเหลืออยู่พวกเจ้าก็นั่งลงซะสิ” ซูเจินพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อนทั้งยังเอ่ยชวนให้พวกนางนั่งลงด้วยเสียอีก
ไห่จินจูปฏิเสธทันทีแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดแค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็มากพอแล้ว นางไม่กล้านั่งลงหรอกในเมื่อทำอะไรไม่ได้นางก็ได้แต่ยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังกับพี่สาวสองคน
ซูเจินกลายเป็นเป้าสายตาทันทีที่นางนั่งลงเหล่าผู้อาวุโสต่างหันมองนาง ทว่าก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรขึ้นเพราะยังไม่รู้ว่านางเป็นใครถึงกล้านั่งลงตรงตำแหน่งนั้น
ทว่าคุณชายมู่ฉวนพี่ชายของมู่เหลียนฮวาไม่ใช่เขาพอรู้เรื่องของสตรีนางนี้จากน้องสาวอยู่บ้างจากลักษณะที่น้องสาวเขาเล่ามาตรงกับสตรีนางนี้ทุกอย่างไม่คิดว่าสตรีที่ทำให้น้องสาวขุ่นเคืองใจจะเป็นสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้แม้แต่น้องสาวที่ว่างามแล้วยังไม่สู้นางเลย
มู่ฉวนไม่ใช่คนลุ่มหลงในสตรีเขาเป็นบุรุษที่มีนิสัยเย็นชาแม้แต่มู่เหลียนฮวาอันเป็นที่รักของบิดายังไม่กล้าหือกับพี่ชายผู้นี้เลยมู่ฉวนไม่ใช่บุตรจากภรรยาเอกเป็นเพียงบุตรชายที่เกิดจากอนุเท่านั้นแต่ความสามารถกลับโดดเด่นเฉิดฉายเหนือกว่าบุตรชายคนอื่นๆของจวนเสนาบดีกลายเป็นบุตรชายคนสำคัญที่เป็นผู้สืบทอดต่อจากผู้เป็นบิดา
เขาจ้องมองสตรีชุดแดงเข้มไม่วางตาราวกำลังจ้องมองเหยื่อ
ซูเจินรับรู้ได้ถึงสายตาที่เพ่งมองมานางตวัดตามองกลับไป ชายผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะละสายตาไปซูเจินมองเขาอย่างไม่เข้าใจ เขาจ้องมองนางอย่างเปิดเผยจิตมุ่งร้ายก็ไม่มีปิดบังแม้แต่น้อย
ยิ่งใกล้ถึงเวลาในการสอบคนก็เริ่มเยอะขึ้นพวกเขามองนางเหมือนเจอตัวประหลาดทว่าก็ไม่กล้าพูดอะไรมีเสียงจอแจจากด้านหลังทำให้ซูเจินหันกลับไปมอง
นางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อเขาเดินตรงมาทางนาง ร่างกายใหญ่โตเด่นเป็นสง่าเห็นมาแต่ไกล
ฮุ่ยชินอ๋อง
ซูเจินหันกลับมาทันที พยายามนั่งนิ่งๆหวังว่าเขาจะเข้าใจสายตาที่นางส่งไป ขออย่าตรงมาที่นางเลย
“คารวะท่านอ๋อง”ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ต่างลุกขึ้นทำความเคารพอ๋องหนึ่งเดียวของแคว้นอย่างนอบน้อมเป็นที่สุดไม่ว่าจะเป็นด้านยศศักดิ์หรือพรสวรรค์ชินอ๋องล้วนแล้วแต่เลิศล้ำพวกเขาต่างยำเกรงการแย่งชิงบัลลังก์อันดุเดือดที่เพิ่งสิ้นสุดลงไม่นานมันยังไม่หายไปจากความทรงจำของพวกเขา
“คารวะท่านอ๋อง” มู่ฉวนคารวะต่อชินอ๋อง
ฮุ่ยชินอ๋องเพียงพยักหน้ารับเบาๆสายตายังคงจับจ้องยังสตรีที่นั่งหันหลังให้กับพระองค์รอยยิ้มบางผุดขึ้นพระองค์เดินตรงไปยังที่นั่งตรงกลางที่ถูกจับจอง
ซูเจินเห็นชายเสื้อหรูได้แต่สบถในใจลุกขึ้นย่อกายให้แก่เขา “คารวะชินอ๋อง”
“ที่แท้เจ้ารู้จักข้า”
“ชื่อเสียงชินอ๋องขจรไกลใครบ้างไม่รู้จัก”
“หยาบคาย! เจ้าเป็นใครถึงกล้าพูดสามัญกับชินอ๋องเช่นนี้”หนึ่งในขุนนางที่มารอดูเอ่ยขึ้น ตำหนินางอย่างรุนแรงสององครักษ์ประจำกายก้าวเข้ามาขวางเอาไว้ทันที
ซูเจินใบหน้าบูดบึ้งทันทีหมุนกายนั่งลงโดยไม่สนใจ ทำเอาสองพี่น้องสกุลไห่หวาดกลัวจับใจกลัวเหลือเกินว่าท่านอ๋องจะพิโรธลงโทษพวกนาง
ทว่าฮุ่ยชินอ๋องไม่ใส่ใจพระองค์นั่งลงยังเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆแทน ท่ามกลางความตะลึงของผู้คนไม่ใช่ว่าท่านอ๋องมักจะเย็นชาและโหดเหี้ยมหรอกหรือไฉนพระองค์จึงไม่ลงโทษที่นางทำกิริยาเช่นนั้น?
ขุนนางที่เอ่ยเมื่อครู่สีหน้าซีดลงเมื่อสององครักษ์ถอยไปยืนด้านหลังชินอ๋องภาพที่องครักษ์ร่างใหญ่สองคนยืนปนกับกลุ่มของสตรีนางนั้นช่างแปลกตา
มู่ฉวนเสียหน้าเล็กน้อยที่ชินอ๋องเดินผ่านเขาไปเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วก็ขมวดคิ้ว ดูท่ามู่เหลียนฮวาจะมีเรื่องผิดคนเข้าเสียแล้ว
“เจ้าเปลี่ยนใจแล้วหรือ?”
“เปลี่ยนใจ? เปลี่ยนใจเรื่องอะไร?”ซูเจินไม่เข้าใจที่เขาพูด
“เรื่องที่บ่อน้ำ”
ซูเจินนึกได้ หน้ามุ่ยลงอีกครั้ง“อยากให้ข้าเปลี่ยนใจล่ะสิ ใช่ซี่ ข้ามันเป็นได้แค่นางจิ้งจอกตัวเมียสินะ”
ฮุ่ยชินอ๋องยิ้มอย่างเอ็นดู “ใครบอก เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว”
ซูเจินตะลึงงันเมื่อเห็นรอยยิ้มของเขาใบหน้าของเขาเดิมทีก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ยิ่งยิ้มก็ทำเอานางตาพร่ามัวรู้สึกใจเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย
“แฮ่ม ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะเปลี่ยนใจเสียหน่อย”ซูเจินหลบสายตาเล็กน้อย ดูเหมือนเขาไม่เหมือนกับที่เด็กๆรายงานมาเลยแม้แต่น้อยไหนอ๋องยิ้มยาก? ไหนอ๋องเย็นชา?
ไม่เห็นเหมือนที่บอกเลยนี่!
องครักษ์อ้าปากค้างจ้องมองจนตาแทบถลนไม่เคยเห็นท่านอ๋องยิ้มอ่อนโยนเท่านี้มาก่อน