สำนักคุ้มภัยหนานเหรินมีเหล่าลูกศิษย์ลูกหานับร้อยชีวิตไม่แบ่งแยกว่าชายหรือหญิง เพียงมีใจรักและฝึกวรยุทธ์เพื่อปกป้องคนอ่อนแอจะเด็กหรือผู้ใหญ่ รวยหรือจน เมื่อก้าวเท้าเข้ามาแล้ว ทุกคนคือศิษย์สำนักคุ้มภัยหนานเหรินทั้งสิ้นทว่าส่วนใหญ่แล้วมีแต่พวกศิษย์ไม่เอาไหน
อย่างเช่น... นี่อย่างไรล่ะ
"ศิษย์พี่ใหญ่ ช่วยข้าด้วยพวกมันจะฆ่าข้า!"
ฉิบหายไหมนั่น หลินหลานหรูอึ้งมองเด็กสาวในเครื่องแต่งกายสีน้ำตาลสลับขาวของศิษย์สำนักคุ้มภัยหนานเหรินซึ่งเวลานี้กำลังนั่งเข่าพับตัวสั่นร้องไห้
"เอ่อ...ข้า ข้าไปล่ะ"หลินหลานหรูยิ้มแห้งๆ พลางตบหลังมือเกาฟังเบาๆ บนมือข้างที่เขาใช้จับกระบี่ดำบอกเป็นนัยว่า 'ให้เจ้าจัดการ'
เพราะทันทีหลินหลานหรูได้ยินเสียงเรียกอย่างตื่นตระหนกตอบกลับมาว่า'ศิษย์น้องเล็ก!' นางก็วิ่งไปไกลแล้ว
เกาฟังกระตุกยิ้มมุมปากมองตามหลังหลินหลานหรูอย่างนับถือ คุณหนูสกุลหลินช่างวิ่งได้เร็วยิ่ง
สำหรับหลินหลานหรูแล้ว เหอะๆ เจ้าจะรู้อะไร วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือการวิ่งหนีนี่ละ
เส้นทางภายในสำนักคุ้มภัยไม่ได้ซับซ้อนจนทำให้คนหลงที่ตั้งของอาคารหลักต่างๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยอาคารหลักหลังใหญ่ด้านหน้าสุดมีไว้สำหรับผู้ที่ต้องการว่าจ้างคนคอยคุ้มกันระหว่างการเดินทาง
เมื่อนับรวมคนธรรมดาทั่วไปที่มาติดต่อว่าจ้างคนคุ้มกันเข้าด้วยกันแล้วสภาพด้านในโถงของอาคารหลักด้านหน้าจึงค่อนข้างวุ่นวายและเสียงดังอึงอล
หลินหลานหรูกวาดตามองไปรอบโถงก่อนหยุดสายตาลงที่มุมหนึ่งทางด้านในสุด เมื่อเจอเป้าหมาย จึงสาวเท้าเดินตรงเข้าหา
"ข้าอยากทราบว่ามีคนจากสกุลหลินมาติดต่อว่าจ้างคุ้มกันขบวนเดินทางหรือยัง" หลินหลานหรูมาถึงนางเปิดฉากถามเหล่าเหรินผู้ดูแลสำนักคุ้มภัยหนานเหรินแห่งนี้ทันที
ปกติหน้าที่รับงานว่าจ้างจากบุคคลภายนอกไม่ต้องถึงมือเจ้าสำนักกระมัง
เหล่าเหรินละสายตาจากสมุดบัญชีบนโต๊ะมือที่กำลังเลื่อนลูกคิดคำนวณหยุดลง เขาเงยหน้ามองหลินหลานหรูจากนั้นมองเลยต่อไปที่ด้านหลังนางพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย
"เฉิงอิ้นเล่าเจ้าเปลี่ยนผู้ติดตามตั้งแต่เมื่อไร" เหล่าเหรินจ้องเกาฟังตาไม่กะพริบ
หลินหลานหรูจึงหันกลับทันใดแปลกใจไม่น้อยที่เกาฟังตามนางมาเร็วถึงเพียงนี้ แต่พอนึกไปถึงการกระทำอุกอาจที่โจรหนุ่มผู้นี้ชอบใช้ไม่แน่ว่าด้านหน้าประตูสำนักเมื่อครู่คงมีใครถูกบั่นศีรษะเพื่อจบปัญหาไปแล้วกระมัง
ประเดี๋ยวบั่นศีรษะผู้อื่นเพื่อจบปัญหานี่นะ? จะยิ่งไม่เอาปัญหามาให้นางมากกว่ารึ
หลินหลานหรูตอบเหล่าเหริน"ข้าจำเป็นต้องให้เขาอยู่ข้างกาย"
...แม้จะเสี่ยงต่อการถูกโจรหักหลังก็เถอะ
เหล่าเหรินเคร่งเครียดขึ้นมาทันใดเขาเลื่อนสายตามาที่หลินหลานหรูอย่างโกรธขึ้ง "หากอยากได้คนคอยทำงานให้เหตุใดไม่ติดต่อลูกศิษย์ในสำนักข้า เจ้าต้องการกี่คน ไว้ใจผู้อื่นง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไร"
ผู้อื่นที่ว่านี้ดูจากนิ้วมือเหล่าเหรินชี้ไปที่เกาฟังอย่างโจ่งแจ้งหลินหลานหรูได้แต่หลับตาพยักหน้า หากเกาฟังชักกระบี่ขึ้นมา เกรงว่านิ้วเหี่ยวๆนี้จะขาดก่อนเป็นอันดับแรก
ยามนี้คงไม่มีสิ่งใดหยุดความไม่ชอบใจของเหล่าเหรินได้แล้วหลินหลานหรูจึงขยับเดินขึ้นหน้าอีกเล็กน้อย วางแขนลงบนโต๊ะพร้อมโน้มตัวไปข้างหน้า
"ข้าย่อมมีเหตุผล"น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความจริงจังและเด็ดขาดและสาเหตุที่ทำให้นางต้องมาถึงที่นี่"ข้าอยากรู้ว่าช่วงเดือนสองเดือนมานี้มีขบวนเดินทางจากส่านซี เสฉวนหรือเหอหนาน ผ่านทางเหนือของหูเป่ยมาถึงเจียงซูหรือไม่"
เหล่าเหรินย่นหัวคิ้ว เมื่อเห็นหลินหลานหรูไม่มีทีท่าล้อเล่นจึงถอนหายใจเอ่ย"จากเฉิงตูในเสฉวนระยะนี้ไม่มี ส่วนทางส่านซีมีอยู่หลายกลุ่มแต่ว่าในบรรดากลุ่มพ่อค้าที่ผ่านทางมาไม่มีใครใช้เส้นทางหูเป่ยทางเหนือแถบนั้นภูเขาสลับซับซ้อน อันตรายรอบด้าน เจ้าคิดว่าจะมีใครเสี่ยงเดินทางกันหรือไร"
"ท่านมั่นใจหรือ"หลินหลานหรูรู้สึกเครียดเล็กน้อย
"เมื่อวานลูกศิษย์ข้านำขบวนเดินทางจากเหอหนานเพิ่งกลับมาถึงได้ยินมาว่าพวกเขาใช้เส้นทางทางเหนือของหูเป่ยเอ๊ะ...เจ้าคิดจะใช้เส้นทางนั้นกลับเมืองหลวงรึ"
เหล่าเหรินเคาะด้ามพู่กันลงบนศีรษะหลินหลานหรูราวกับต้องการเช็กสมองนาง "บุตรข้า เจ้าเลี่ยงใช้เส้นทางอื่นเถิดแถบนั้นเมื่อไม่นานมานี้ได้ยินว่าเป็นที่ตั้งพรรคมารเหล่าสำนักคุณธรรมเพิ่งส่งคนเข้ากวาดล้างศิษย์พรรคมารนับร้อยกระจัดกระจายกันหนีตาย บ้างหลบเร้นกายในป่าลึกบ้างเคียดแค้นปล้นฆ่าชาวบ้าน เจ้าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด"
หลินหลานหรูย่นหว่างคิ้วเล็กน้อยนางหลุบตาครุ่นคิดอย่างกังวลเพียงแต่ในใจนางไม่ได้ห่วงว่าเส้นทางนั้นไม่ควรเดินทางที่นางหวั่นใจเวลานี้คือเรื่องที่เสวี่ยเฟิ่งอาจถูกล้อมสังหาร
"เหล่าเหริน เช่นนั้นสักประมาณห้าเดือนก่อน ท่านเคยได้ยินว่ามีขบวนเดินทางใดถูกโจมตีระหว่างผ่านทางเหนือของหูเป่ยหรือไม่"นางยังไม่ยอมแพ้
"เรื่องนี้..."เหล่าเหรินชะงักอยู่บ้างเมื่อเห็นหลินหลานหรูแสดงความรู้สึกออกทางสีหน้าอย่างเปิดเผยจนผิดวิสัยเดิม"เรื่องนี้ข้าเหมือนจะเคยได้ยินอยู่บ้างว่ามีขบวนเดินทางถูกลอบโจมตีระหว่างเขตหูเป่ยทางเหนือกับส่านซีแต่ข้าไม่แน่ใจว่าจะใช่เมื่อห้าเดือนก่อนหรือไม่"
พูดไปพูดมาเจ้าสำนักคุ้มภัยเริ่มรู้สึกว่าถูกหลินหลานหรูไล่ถามจนคนตอบดูโง่งมจึงเอ่ยเสียงสูงราวต้องการกลบเกลื่อน"เจ้าก็รู้ว่าเจียงซูห่างจากหูเป่ยไม่น้อยข่าวที่ได้ยินมาล้วนบิดเบือนไปหนึ่งส่วนทั้งสิ้น"
กระนั้นก็ยังกลัวหลินหลานหรูจะไม่เชื่อเอ่ยซ้ำไปอีกหนึ่งรอบ "บิดเบือนทั้งสิ้น!"
หลินหลานหรูพยักหน้าเออออตามไม่กล่าวแย้งสิ่งใดให้เหล่าเหรินขาดความภูมิใจในข่าวสารของตนเอง
ชั่วอึดใจต่อมาเหล่าเหรินเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้จึงเปลี่ยนสีหน้าเร็วไว "นี่บุตรข้า ในสำนักเรามีบันทึกรายงานการเดินทางอยู่ซึ่งบันทึกวัน เวลา และสถานที่ที่คนในสำนักเดินทางคุ้มกันรวมทั้งเขียนอธิบายเรื่องราวต่างๆ ไว้ เจ้าเอาไปอ่านดู"
หลินหลานหรูขยับขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้อย่างสนใจรับสมุดบันทึกมาเปิดอ่านทีละหน้า
"เล่มในมือเจ้าเป็นของปีนี้ทั้งหมดค่อยๆ อ่านไปเล่า"
นางเลื่อนสายตาดูวันและสถานที่บนหน้ากระดาษขณะเดียวกันก็มีลูกศิษย์ในสำนักเข้ามารายงานถึงเรื่องยุ่งยากจำเป็นต้องให้เหล่าเหรินไปจัดการทันที
เรื่องยุ่งยากนี้คงมีแต่เกาฟังเท่านั้นที่เดาถูกเพิ่งก่อเรื่องมามิใช่หรือ
หลินหลานหรูยังคงอ่านบันทึกไปเรื่อยๆบนหน้าบันทึกช่วงต้นเดือนเจ็ดเขียนไว้ว่า ขบวนเดินทางของกลุ่มพ่อค้าจากเจียงซูไปหูเป่ยทว่าไม่มีเรื่องราวใดสำคัญให้กล่าวถึงเป็นพิเศษ
ข้อมูลล่าสุดที่ถูกบันทึกก็มีถึงแค่วันที่สิบเดือนสิบเอ็ดเท่านั้น
จู่ๆ เกาฟังก็เอ่ยขึ้น"ไม่ว่าขบวนเดินทางใดที่ผ่านแถบนั้นล้วนแต่ถูกโจมตี เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีส่วนมากพวกขบวนเล็กๆ มักถูกระรานเป็นประจำ พวกมันชิงทรัพย์แล้วจากไปไม่ถึงขั้นลงมือฆ่า ยิ่งเป็นขบวนใหญ่ด้วยแล้วโอกาสที่จะถูกโจมตียิ่งมีน้อย"
ที่เกาฟังต้องการสื่อคือคนกลุ่มใหญ่ยากต่อการปล้นชิงด้วยกำลังเพียงหยิบมือและเสี่ยงต่อการถูกทางการวางแผนซ้อนแผนล่อให้ติดกับ
ต่อมาเกาฟังเหลือบเห็นแผนที่บนโต๊ะจึงหยิบออกมากางให้หลินหลานหรูดู พลางชี้นิ้วอธิบาย
"ภูเขาแถบนี้เป็นรอยต่อระหว่างส่านซีหูเป่ย เสฉวน แต่เดิมในอดีตเคยเป็นที่ซ่อนของกลุ่มกบฏราชสำนักด้วยทำเลทางพื้นที่สลับซับซ้อนจนเข้าไม่ถึง ทำให้เหมาะแก่การใช้เป็นที่กบดานนับตั้งแต่สมัยฮ่องเต้รัชกาลก่อนเคยนำเหล่าทหารเข้าปราบปรามแต่ไม่เคยกวาดล้างได้หมด ปัจจุบันก็ยังคงเป็นปัญหา"
"เจ้ารู้เยอะกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก"หลินหลานหรูทึ่งเล็กน้อย
เกาฟังขมวดคิ้วมองใบหน้าหลินหลานหรูจากด้านข้างแววตาเจือโทสะไปแล้วสามส่วน "ก็ข้าไม่ได้โง่ หากไม่รู้ลึกตื้นหนาบางของคนในราชสำนักจะรอดมาถึงวันนี้รึเป็นเพราะเจ้าทำให้กองโจรของข้าตกต่ำจนถูกมู่หวังจงหลอกใช้ไม่เช่นนั้นแล้วข้าไม่มีทางเสียท่าเยี่ยงนี้"
เหอะๆ เจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริงหลินหลานหรูอยากหัวเราะดังๆ สุดท้ายไม่ว่าเรื่องใดก็เป็นความผิดของนางต่อให้ไม่ใช่ก็จะยัดเยียดให้นางจงได้
เหล่าเหรินเดินกลับเข้ามาพอดีจึงทันได้เห็นนิ้วเล็กๆ ของหลินหลานหรูชี้ไปบนแผนที่พลางเอ่ยอย่างเป็นจริงเป็นจัง"ข้าจะใช้เส้นทางนี้กลับเมืองหลวง"
"เจ้าบ้ารึ!"เหล่าเหรินตบโต๊ะดังปัง! หลินหลานหรูตกใจจนเกือบกระโดดหนี
"ทั้งที่รู้ว่ามันอันตรายเหตุใดถึงยังเสี่ยงไป เมื่อครู่ข้าไปถามหัวหน้าขบวนเดินทางจากเหอหนานให้เจ้าแล้วช่วงปลายเดือนเจ็ดพวกเขาผ่านรอยต่อบริเวณเขตหูเป่ยทางเหนือเส้นทางแถบนั้นมีแต่หินผาปิดล้อม ระหว่างทางพบกองกระดูกและซากศพนับไม่ถ้วนน่ากลัวเช่นนั้นเจ้ายังจะไปอีกหรือ"
"ซากศพใดกัน ท่านกล่าวให้ชัดเจน"หลินหลานหรูสะดุดหูกับคำว่า 'ซากศพ' อย่างมากนางยืดหลังตรงขณะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
เหล่าเหรินถอนหายใจเอ่ยอย่างรู้สึกเวทนาคนตาย"หากข้าเดาไม่ผิด คาดว่าคงเป็นขบวนเดินทางก่อนหน้ากระมังได้ยินว่าศพที่พบยังใหม่ บางส่วนเพิ่งถูกสัตว์ร้ายลากเข้าป่า... เอ๋ เจ้าๆ"
ลูกศิษย์สำนักผู้หนึ่งเดินผ่านห้องโถงเข้ามาพอดี"เจ้าสำนักต้องการเรียกใช้สิ่งใดหรือขอรับ"
"เจ้าไปตามศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเข้ามา"
ลูกศิษย์รับคำเจ้าสำนักแล้วจากไปเหล่าเหรินจึงหันมาเอ่ยกับหลินหลานหรูต่อไม่นานก็ปรากฏเงาร่างสูงโปร่งของบุรุษหนุ่ม หน้าตาโดดเด่นคมคายไม่น้อยหรือนี่คือศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักคุ้มภัยหนานเหริน
"เจ้าสำนัก" ซูเจี๋ยคารวะพลางเหลือบมองเกาฟังอย่างแปลกใจ เหตุใดคนผู้นี้พกกระบี่เข้ามาในสำนักได้มองจากลักษณะการแต่กาย คล้ายคนที่ศิษย์น้อยเล็กบรรยายไว้ไม่ผิดทว่าเวลานี้ไม่มีหลักฐานใดให้กล่าวโทษ
เหล่าเหรินกวักมือหย็อยๆให้ซูเจี๋ยรีบนั่งลง"ข้าอยากให้เจ้าช่วยนางวางแผนหาเส้นทางกลับเมืองหลวง"
ตอนนี้เองที่ซูเจี๋ยสังเกตเห็นหลินหลานหรูเขามองแวบแรกถึงกับตะลึงงัน
ช่างเป็นเด็กน้อยที่หน้าตางดงามหมดจดยิ่งเสื้อคลุมสีขาวที่นางสวมใส่ช่วยให้เปล่งประกายและแฝงไปด้วยกลิ่นอายสูงส่งขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า มีบางอย่างในดวงตากลมโตคู่นั้นที่ทำคนมองรู้สึกขนลุก
กระนั้นยามนางเผยยิ้มอ่อนหวานซูเจี๋ยถึงกับใจเต้น รีบลากเก้าอี้มานั่งด้านข้างนางอย่างเร็วไว
"ดะ...ได้ขอรับ"เขาตอบเหล่าเหรินก็จริง เพียงแต่ตาไม่ได้ละไปจากหลินหลานหรูสักอึกใจ
ซูเจี๋ยเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างตั้งใจทว่าสุดท้ายปัญหามันอยู่ที่ หลินหลานหรูอยากใช้เส้นทางนี้พูดไปพูดมาซูเจี๋ยถึงกับมึน
"พี่ซูเจี๋ย"หลินหลานหรูเอ่ยเสียงหวาน ก่อนสรุปเรื่องทั้งหมดที่ได้ฟังจากเขา"แถบนั้นเป็นที่รู้กันว่ามีผู้ร้ายชุกชุม ในรอบปีน้อยนักจะมีขบวนเดินทางผ่านศพที่ท่านพบมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจถูกฆ่าตายก่อนพวกท่านเดินทางผ่านเพียงไม่กี่วันประเด็นสำคัญอยู่ที่ใครคือผู้ลงมือ ท่านบอกว่าไม่พบร่องรอยของทรัพย์สินสูญหายเช่นนั้นก็ตัดประเด็นกลุ่มโจรภูเขาทิ้งไปได้เลย"
"คุณหนูเจ้าหมายถึง...ขบวนเดินทางคณะนั้นถูกคนลอบสังหารหรือ"นับว่าซูเจี๋ยไม่ใช่คนโง่
หลินหลานหรูผงกศีรษะตอบส่วนเหล่าเหรินฟังแล้วพยักหน้าครุ่นคิดตาม
"ไม่อยากจะเชื่อตอนที่พวกข้าไปถึงยังคิดว่าสภาพรถม้าพังยับ ทั้งมีแต่รอยถูกฟันเช่นนั้นคงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาเห็นทีคงมีการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงน่าสงสารก็แต่ผู้เคราะห์ร้ายที่ติดตามขบวนเดินทางไปด้วย"
หลินหลานหรูเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้"พี่ซูเจี๋ย เช่นนั้นท่านเห็นสัญลักษณ์ที่อยู่บนรถม้าหรือไม่"
ไม่รอให้ซูเจี๋ยตอบนางหยิบกระดาษกับพู่กันบนโต๊ะ ลงมือวาดสัญลักษณ์ที่จดจำได้อย่างขึ้นใจออกมาไม่มีขาดหายไปแม้แต่เส้นเดียว จากนั้นยื่นส่งให้ซูเจี๋ยดู
ศิษย์พี่ใหญ่สำนักคุ้มภัยหนานเหรินเพ่งมองกระดาษครู่ใหญ่ต่อมาจึงส่ายศีรษะตอบ "ไม่เห็น ข้ารู้จักสัญลักษณ์นี้ ใช่ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเย่าหรือไม่เช่นนั้นหากบนรถม้ามีสัญลักษณ์นี้อยู่จริง ข้าต้องจำได้"
นับเป็นครั้งแรกในรอบห้าเดือนที่หลินหลานหรูรู้สึกโล่งอกได้มากขนาดนี้ไหล่เล็กในเสื้อคลุมสีขาวที่เกร็งมาตลอดการสนทนาในที่สุดก็ผ่อนลง
ทว่าต่อให้เรื่องนี้จะคลายความกังวลของนางได้แล้วกระนั้นก็ยังมีอีกเรื่องที่นางไม่เข้าใจมีเหตุผลใดกันที่ทำให้เสวี่ยเฟิ่งไม่ส่งพิราบสื่อสารกลับมาหากบอกว่านกตัวนั้นตายไปแล้ว ไยพิราบสื่อสารอีกตัวที่อยู่กับนางยามส่งไปถึงไม่มีใครอ่านม้วนกระดาษในนั้น
หลินหลานหรูกัดปลายนิ้วจมอยู่กับความคิดขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงเหล่าเหริน ซึ่งเท้าแขนวางบนโต๊ะเอ่ยถามนางอย่างมั่นใจ"บุตรข้า รู้เช่นนี้แล้ว เจ้ายังดึงดันจะใช้เส้นทางนั้นอยู่อีกหรือไม่"
"ข้าไม่เปลี่ยนใจ" นางตอบ
ฮึก! เกาฟังเกือบหลุดขำ
สีหน้าเหล่าเหรินพลันเหลอหลาแขนที่เท้าบนโต๊ะถึงกับพับตก "เหตุใดเจ้ายังดื้อจะใช้เส้นทางนั้น!ไยเจ้าถึงรั้นจะไปให้ได้นัก"
"เหล่าเหริน"หลินหลานหรูเอ่ยอย่างเนิบช้า "สกุลหลินมีภัยรอบด้านจำต้องใช้เส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อกลับเมืองหลวงอีกอย่างท่านแม่ข้าเพิ่งเสียไม่ทันข้ามปี แน่นอนแล้วว่ามีคนคิดร้ายต่อครอบครัวข้าถึงไม่ผ่านหูเป่ยทางเหนือก็มีคนดักซุ่มรอสังหารอยู่ดี"
เหล่าเหรินพูดไม่ออก
ซูเจี๋ยจึงเอ่ยชี้แจง"เจ้าสำนัก ที่คุณหนูพูดมาก็มีเหตุผลจากเส้นทางทั้งหมดมีแค่ทางเส้นนี้ที่ใกล้ที่สุดใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีก็ถึงส่านซี"
เหล่าเหรินมองลูกศิษย์สลับกับหลินหลานหรูอย่างจนใจซูเจี๋ยจึงเอ่ยเสริมอีกต่อ"ถ้าเช่นนั้นให้ข้านำขบวนเดินทางสกุลหลินกลับเมืองหลวงดีหรือไม่ขอรับข้าเคยนำทางผ่านซอกเขาแถบหูเป่ยมาแล้ว ชำนาญทางเป็นอย่างดี"
เงียบไปนานทีเดียวกว่าเจ้าสำนักคุ้มภัยจะยอมเห็นด้วย"เช่นนั้นก็ได้ เจ้าพาศิษย์น้องของเจ้าไปหลายคนหน่อย ขนไปเยอะเท่าไรได้ยิ่งดี"
"ไม่ดีแน่เจ้าค่ะ"หลินหลานหรูแย้ง "ด้านนอกข้าเห็นป้ายประกาศจับนักโทษของทางการแต่ไรมาสำนักคุ้มภัยมีเรื่องขัดแย้งกับเหล่ามือปราบเป็นประจำไม่ควรปล่อยให้สำนักว่างเว้นคนคอยป้องกัน หากพลาดเพียงนิดเดียวแม้แต่มือปราบเล็กๆก็สามารถนำเรื่องปวดหัวมาให้ได้เช่นกัน"
หากจะกล่าวให้ชัดกว่านี้คือสำนักคุ้มภัยกับบรรดามือปราบไม่ลงรอยกันยามนี้ทางการกำลังตามจับตัวนักโทษจึงไม่ควรเคลื่อนไหวกำลังคนให้มากหากอีกฝ่ายคิดไปว่าสำนักคุ้มภัยกำลังตามจับนักโทษเพื่อหวังเงินรางวัลนั่นจะยิ่งไปกันใหญ่ เดิมทีก็แย่งงานกันเป็นประจำอยู่แล้ว อย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า
อีกเหตุผลหนึ่งที่หลินหลานหรูไม่เอ่ยถึงเพียงแต่คิดในใจ ลูกศิษย์สำนักเจ้าฝีมือไม่เอาไหนทั้งนั้น
"เช่นนั้นจะทำอย่างไร"เหล่าเหรินเอ่ยกดดัน
หลินหลานหรูยิ้มเล็กน้อยก่อนหันไปถามซูเจี๋ย"พี่ซูเจี๋ย ข้าได้ยินมาว่าสำนักลั่วซานรับหน้าที่คุ้มกันคนเดินทางมีเรื่องเช่นนั้นจริงหรือไม่เจ้าคะหากเป็นศิษย์สำนักยุทธ์แล้วใช้เพียงไม่กี่คนคงรับมือกลุ่มโจรได้อย่างสบาย"
"มีเรื่องเช่นนั้นจริงเพียงแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สำนักลั่วซานจะรับทำถ้าไม่ใช่คนสูงศักดิ์และเงินหนักเป็นหีบสำนักหวังแต่ชื่อเสียงเงินทองอย่างนั้นไม่รับงานทั่วไปแน่นอน"
"ข้ามีวิธีให้พวกเขารับงานเจ้าค่ะเพียงแต่อยากให้ท่านเตรียมคนให้พร้อมก่อนอื่นติดป้ายประกาศในสำนักว่าคนสกุลหลินเปิดรับผู้ร่วมติดตามขบวนเดินทางกลับเมืองหลวงโดยไม่คิดเงินและเปิดรับคนงานสำหรับลากรถ ช่วยจัดการให้ข้าตามนี้ได้หรือไม่"
"ไม่มีปัญหา"ซูเจี๋ยเอ่ยรับด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย เหม่อมองหลินหลานหรูอย่างหลงใหล
หลินหลานหรูเห็นแล้วรู้สึกขนลุกนางลอบขยับตัวออกห่างจนเกือบตกเก้าอี้
"เจ้าจะเดินทางเมื่อไร"สีหน้าเหล่าเหรินยังคงไม่สบอารมณ์เช่นเดิม
"ทันทีที่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน"