บทที่ 74
ฉันจะต้องหาเธอให้เจอ
ไม่มีเสียงใดๆดังมาจากปลายสายอีกแล้ว ซึ่งมันทำให้ภายในหัวใจของหลี่จุนนั้น หนาวเย็นไปหมด เขาสามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าลูกน้องทั้งสองคนของเขานั้นได้ตายลงไปแล้ว
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเสาหลักของคฤหาสน์มังกรมรกตแห่งตระกูลเย่ก็จริง แต่เพราะเขายังหนุ่มมากๆ ดังนั้นจึงมีไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเชื่อถือเป็นคนสนิทได้ เพราะงั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดไม่กี่วันมานี้ มันทำให้เขาสูญเสียคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนสนิทถึง 4 คนแล้ว และสาเหตุก็คือเพื่อไปสังเกตการณ์หญิงสาวคนนั้น
อู๋ตี้เงียบไปพักใหญ่ๆด้วยสีหน้าที่ดูผ่อนคลายขึ้นจากแต่ก่อน
“ดีล่ะ เอ้อซีซียังไม่ตาย เธอแค่ถูกพาตัวไป ไม่ต้องกลัว...ฉันจะตามหาเธอเอง ฉันจะตามหาเธอ”
เขายังพูดกับตัวเองต่อไปราวกับเป็นพวกสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและเมินเฉยกับทุกสิ่งทุกอย่างขณะเดินไปยังประตู
“น้องชาย อ๋า! รอก่อน น้องชาย!”
จูเฉิงและหลานเสวี่ยรีบตามเขาออกมาทันที ซึ่งนั่นทำให้ภายในฐานทัพลับนั้นเหลือเพียงซูหลี่เหยาและหลี่จุนที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่กำลังคุกเข่าอยู่ กับพวกชายชุดดำที่นอนโอดครวญกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้นเท่านั้น
ในตอนนั้น ซูหลี่เหยายังคงหวาดกลัวและคิดอะไรไม่ออก ถึงแม้ว่าเธอนั้นจะไม่ได้โดนอู๋ตี้ทำร้ายแต่อย่างใดมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เธอนั้นกลับเป็นฝ่ายทุกข์เสียยิ่งกว่าใครเสียอีก
นั่นก็เพราะว่า เธอสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับอู๋ตี้ในวันนี้...เขามองเธอเป็นเพียงอากาศไปแล้ว ไม่มีแม้แต่นิดเดียวเลยที่เขาจะคิดถึงเธอ
มันเป็นช่องว่างขนาดใหญ่สำหรับเธอที่เคยเป็นดาวเด่นมาก่อนเลย
อู๋ตี้ได้ออกไปด้านนอกเรียบร้อยแล้ว และมันเผยให้เห็นว่าห้องที่ออกมานั้นคือห้องลับในฐานทัพสักแห่งหนึ่ง สิ่งที่อยู่ด้านบนนี้ก็คือพื้นที่อยู่อาศัยที่ตกแต่งแบบตะวันตกที่ดูสูงส่งมากๆ
“รอก่อน นายจะไปไหนน่ะ?” หลานเสวี่ยจับเขาไว้จากด้านหลัง
“ปล่อยฉัน!”
แววตาของอู๋ตี้นั้นเยือกเย็นและแดงประดุจเลือดราวกับว่ามันกำลังปลดปล่อยพลังแห่งความชั่วร้ายออกมาอยู่ตลอด
ทั้งๆที่เป็นวันที่แดดแรงวันหนึ่งกลางเดือนกรกฎาคมแท้ๆ แต่หลานเสวี่ยที่ยืนอยู่หน้าอู๋ตี้กลับรู้สึกหนาวจนร่างกายที่บอบบางของเธอนั้นสั่นไหวเบาๆเลย
“ใจเย็นก่อน น้องชาย” จูเฉิงที่เข้ามาจับตัวอู๋ตี้ไว้เองก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่มาจากเขาด้วย ชายสูงวัยเข้ามายืนกั้นระหว่างหลานเสวี่ยและอู๋ตี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใดๆก็ตาม
จากนั้นเขาก็แนะนำ “ถึงแม้ว่าฉันจะไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ แต่มันไม่ถูกต้องหรอกนะถ้านายจะด่วนกระทำการใหญ่ใดๆ มันจะดีกว่าถ้านายบอกพวกเรา บางทีพวกเราอาจจะช่วยนายได้”
อารมณ์ของอู๋ตี้ค่อยๆเย็นลงมาทีละนิดๆ แต่ทั่วทั้งใบหน้ายังคงเยือกเย็นอยู่ตามเดิม
“คุณจู ผมจะจดจำเรื่องราวที่พวกคุณได้เข้ามาช่วยวันนี้ไว้ และสัญญาว่าจะชดใช้ให้ในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ ผมจำเป็นต้องไปหาแฟนของผม เธอกำลังตกอยู่ในอันตราย!”
“งั้นเหรอ ดีมาก” จูเฉิงพยักหน้าด้วยความเข้าใจก่อนจะพูดต่อ “ดูเหมือนว่าผู้หญิงที่อยู่ในหยุนหนานคนนั้นจะเป็นแฟนของนายสินะ พักหลังมานี้ตระกูลหลานของพวกเราเองก็ได้ยินข่าวมาจากใครสักคนในตระกูลเย่เหมือนกันว่าจะแอบไปหยุนหนานเพื่อแอบสังเกตการณ์หญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่ง ตอนนั้นพวกเรายังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ว่าพวกนี้จะเข้าไปทำอะไร...”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของอู๋ตี้ก็ดูจะมีประกายขึ้นมา เขาถามต่อด้วยความตื่นเต้น “ถ้างั้น คุณจูพอจะมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับเอ้อซีซีหรือเปล่าครับ?”
จูเฉิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย “ฉันเสียใจด้วย พวกเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะมันค่อนข้างจะอยู่ไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าไปยุ่มย่าม เธอคนนั้นอยู่ในหมู่บ้านลึกลงไปในเขา ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ที่เรารู้เรื่องนี้เพราะตระกูลเย่มีการเคลื่อนไหวและให้ความสนใจกับเธอเป็นพิเศษ แต่เราไม่รู้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่องนี้”
หลังจากฟังจบ ความเบาใจที่เพิ่งเกิดมาในใจอู๋ตี้นั้นได้หายและกลายเป็นความมืดอีกรอบแล้ว
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงจะไม่รบกวนคุณจูหรอกครับ ลาก่อน”
พูดจบอู๋ตี้ก็เตรียมที่จะเดินออกไป แต่ทว่าร่างกายเขากับหยุดชะงักลงเสียก่อน ความเจ็บปวดและความอ่อนแอมันครอบงำไปทั่วทั้งร่างซึ่งทำให้เขาชะงักและทุรนทุรายจากใต้เท้าขึ้นมา เพียงไม่นานทั่วทั้งร่างก็ไม่ยอมฟังคำสั่งเขาและล้มลงไปตรงหน้าทันที
บ้าเอ๊ย! หมดเวลาของยาเสริมสมรรถนะแล้ว!
ใช่แล้ว นี่ก็ผ่านมา 15 นาทีแล้วหลังจากที่อู๋ตี้กินยาเสริมสมรรถภาพเข้าไป และเมื่อถึง 15 นาที ร่างกายของเขาก็จะรู้สึกอ่อนแอแบบสุดๆพร้อมกับความเจ็บปวดที่สะท้อนออกมาจากการใช้ขุมพลังของร่างกายไปแบบเกินตัว
“อ๊ะ!”
ด้วยเสียงร้องหวานนั้น ร่างของอู๋ตี้ล้มลงไปด้านหน้า หัวของเขารู้สึกได้ว่าสัมผัสกับสิ่งที่นุ่มนิ่ม 2 ชิ้นรวมถึงได้กลิ่นหอมจากน้ำหอมที่มาจากร่างบางซึ่งมารับร่างเขาไว้เพื่อไม่ให้ล้มไปกับพื้น
ก่อนที่เขาจะได้ตระหนักได้ว่าเขากำลังชนเข้ากับอะไร ความเหนื่อยล้าก็กระจายไปทั่วทั้งร่างจนหนังตานั้นหนักไปหมด และเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น อู๋ตี้ก็ผล็อยหลับลงไป
ไม่รู้ว่านานขนาดไหนกว่าสติของอู๋ตี้จะค่อยๆฟื้นกลับมาทีละนิดๆ
แต่ถึงจะได้สติแล้วบรรยากาศรอบๆตัวก็ยังคงเลือนรางอยู่ ราวกับกำลังอยู่ในอวกาศที่วุ่นวาย ทั่วทั้งร่างกายเบาเหมือนไม่มีน้ำหนักใดๆทั้งสิ้น เหมือนกับเขา...กำลังลอยอยู่บนปุยเมฆ
ในม่านหมอกตรงหน้านั้น เขามองเห็นร่างร่างหนึ่ง ร่างที่เลือนรางไม่ต่างกับสติของเขาเอง
อู๋ตี้ยื่นมือออกไปและพยายามปัดพวกหมอกทั้งหลายตรงหน้าให้จางลงไป แต่ไม่ว่าจะทำยังไงภาพตรงหน้าก็ไม่ชัดเจนเสียที
“อู๋ตี้”
เสียงที่เบาบางเข้ากระทบกับโสตประสาทของอู๋ตี้ ซึ่งนั่นทำให้เขาช็อก
เพราะว่าหากเขาได้ยินไม่ผิดพลาด เสียงนั้นคือเสียงที่เขาโหยหายมาตลอดหลายวันหลายคืน เสียงของเอ้อซีซีผู้เป็นคนรักของเขานั่นเอง
“เอ้อซีซี! เอ้อซีซี! นั่นเธอเหรอ!?”
อู๋ตี้ตะโกนออกมาเสียงดังและเริ่มออกวิ่งอย่างไม่ลังเล
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ร่างที่ไม่ชัดเจนตรงหน้านั้นก็ค่อยๆไกลห่างเขาไปเรื่อยๆด้วย ไม่ว่าจะพยายามวิ่งขนาดไหน ระยะห่างระหว่างร่างนั้นและเขาก็ไม่ได้ลดลงเลย
“เอ้อซีซี รอฉันก่อน เอ้อซีซี!”
อู๋ตี้ลุกลี้ลุกลนจนจะร้องไห้ออกมา แต่เขาก็กัดฟันและวิ่งต่อไป
ทันใดนั้นเอง ร่างตรงหน้าก็หายวับไปในทันที อู๋ตี้ไปไหนไม่ถูก แต่หมอกสีขาวยังคงล่องลอยอยู่รอบๆเขา ซึ่งทำให้เขารู้สึกสูญเสียเธอมากขึ้นไปอีก
พริบตาเดียว เอ้อซีซีก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งตรงหน้าเขาโดยอยู่ห่างเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“เหวอออ! เอ้อซีซี!”
เขาตกใจสุดๆในครั้งแรกที่เห็นจากนั้นมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความสับสนและหวาดกลัว
นั่นก็เพราะว่าเอ้อซีซีตรงหน้าเขานั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดและเธอกำลังจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจที่ซึ่งนำพาความน่ากลัวมาให้เขาแบบสุดๆ
“ทำไม ทำไมล่ะ”
เสียงบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจนั้น ชัดเจนว่าออกมาจากปากเธอแน่ๆ เธอนั้นเหมือนดวงวิญญาณที่โดนพรากชีวิตไปแบบไม่ยุติธรรม และมันทำให้คนที่ได้เห็นสั่นกลัวกันหมด
“ทำไมนายไม่รับโทรศัพท์ฉัน? ทำไมนายไม่ตอบกลับข้อความฉัน? ทำไมนายเลือกที่จะเฉยเมยต่อฉันในตอนที่ฉันต้องการนายที่สุด?”
“ไม่! ไม่นะเอ้อซีซี! มันไม่ใช่แบบที่เธอคิด!”
อู๋ตี้อยากจะอธิบายแทบใจจะขาด แต่เอ้อซีซีนั้นก็ไม่ได้ให้โอกาสเขาอธิบายอะไรทั้งสิ้น เธอยังคงพูดต่อด้วยเสียงเบาๆ
“นายมันขยะ ขยะที่ไร้หัวใจ นายทิ้งฉัน นายไม่ได้รักฉัน ฉันจะฆ่านาย!”
สิ้นเสียงประโยคสุดท้าย เอ้อซีซีก็ยกมือที่เต็มไปด้วยเลือดของเธอนั้นขึ้นบีบคออู๋ตี้ในทันที
แรงของเธอนั้นเยอะมากๆ เยอะเสียใจอู๋ตี้รู้สึกหายใจไม่ออกเลย เขาไม่มีแรงที่จะดิ้นรนใดๆทั้งสิ้น
เขาทำได้เพียงมองใบหน้าที่ดุร้ายของเอ้อซีซีพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากเบ้าตาของเขาเอง และในตอนนั้นเอง ความกลัวและความสิ้นหวังที่จะมีชีวิตอยู่ก็หายไป เหลือเพียงความสำนึกผิดจากก้นบึ้งของหัวใจและเจ็บปวดใจที่นึกถึงเอ้อซีซี
มันเหมือนมีมีดนับพันปักเข้ากลางใจยามที่ได้เห็นเธอต้องกลายมาเป็นสภาพนี้
แทนที่จะขัดขืน เขากลับค่อยๆหลับตาลงไปแทน
ถ้าต้องตายด้วยน้ำมือของเธอ อย่างน้อยๆก็ยินดี จะไม่มีการเสียใจอะไรทั้งนั้น
เพียงแค่อยากจะขอโทษ ที่ไม่ได้รับโทรศัพท์เธอ...ขอโทษที่ไม่ได้ตอบกลับข้อความของเธอ...ฉันขอโทษ...ขอโทษที่ไม่สามารถไปอยู่ข้างๆเธอได้ ยามที่เธอต้องการฉันมากที่สุด…
ถ้านี่เป็นโอกาสที่เธอมอบให้ล่ะก็ ฉันจะต้องตามหาเธอให้เจอ แล้วไปอยู่ข้างๆเธออีกครั้งให้ได้
“เอ้อซีซี!”
ด้วยน้ำตาที่ไหลออกมา อู๋ตี้ลุกพรวดขึ้นมานั่งบนเตียง หายใจหอบพร้อมเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้า
น้ำตานั้นยังคงไหลออกมาจากตาก่อนที่เขาจะปาดมันด้วยกระดาษสีขาว
ตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดขึ้นมาพร้อมๆกับเผยให้เห็นร่างสวยที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นด้วย
เธอมองอู๋ตี้ที่เพิ่งจะตื่นนอนขึ้นมาด้วยความรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ร่างนั้นปิดประตูเบาๆแล้วเดินไปหาอู๋ตี้ช้าๆ
“ตื่นแล้วเหรอ”
แม้น้ำเสียงนั้นจะฟังดูเยือกเย็นแต่มันก็ยังคงมีความหวานนุ่มอยู่ภายใน
อู๋ตี้ที่อยู่บนเตียงค่อยๆเงยหน้าขึ้น ในขณะที่เธอผู้มีผมสีน้ำตาลแดงก็เข้ามายืนข้างๆเขาแล้ว เธอคือนายหญิงคนโตแห่งตระกูลหลาน 1 ใน 4 ตระกูลยักษ์ใหญ่แห่งตงหลิง ดอกไม้แห่งมหาวิทยาลัยตงหลิง และเธอคือคนที่ช่วยเขาไว้จากห้องลับก่อนหน้านี้...หลานเสวี่ย