หัวใจของธามิณีกำลังเต้นช้าลงศนิรู้สึกได้จากเสียงที่เขาได้ยินมากกว่ามนุษย์ปกติวาระสุดท้ายในชีวิตของเธอคงมาถึงในไม่ช้าดวงหน้าของคนใกล้ตายที่เขาพบเจอมีอยู่เพียงสองแบบ แบบแรก ทุรนทุรายยังไม่พร้อมหมดลมหายใจใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แบบที่สองมีความยินดีหากจะตายจากโลกนี้ไปราวกับว่ามันเป็ทางเดียวที่จะสมหวังได้ ธามิณีเป็แบบที่สอง เธอมีความยินดีที่จะหมดลมหายใจเพราะรู้ว่าโลกใบนี้ไม่มีพ่อแม่อีกแล้ว ความคิดของมนุษย์บางทีก็ทำให้เทพกึ่งมนุษย์ที่มีชีวิตมานานกลับไม่เข้าใจหากต้องมีชีวิตจนไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้อย่างเขาคงพอใจหากจะปิดตาลงแล้วไม่ต้องลืมตาขึ้นมาอีก
ทว่าในวินาทีที่ธามิณีใกล้ถึงสุดดินแดนของมนุษย์หัวใจดวงนั้นของเธอกลับมาเต้นได้อีกครั้งคำตอบของการกลับมามีเพียงดวงตาของเทพที่ถูกลงทัณฑ์เช่นเขาเท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็เพราะอะไรผลึกกาลส่องแสงจนสว่างวาบไปทั่วทุกทิศทาง หากมนุษย์มองเห็นอาจตาบอดไปแล้วก็ได้
...หากยังไม่ถึงวินาทีสุดท้ายตามบัญชีในยมโลกผลึกกาลจะช่วยเ้าของร่างนั้นสินะ
“น้องธามดูเหมือนจะฟื้นแล้วค่ะ”พยาบาลที่ดูแลธามิณีมาตลอดทั้งเดือนเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ
รัดเกล้าที่ยืนชะเง้อพลางสวดมนต์รีบเข้ามายืนมองใกล้ๆไม่กล้าเข้าไปวุ่นวายในระหว่างที่หมอกับพยาบาลกำลังช่วยชีวิตธามิณีอยู่
ธามิณีหายใจแรงราวกับอยากจะกอบโกยอากาศให้เข้าไปเต็มปอดเธอรู้สึกถึงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นอยู่ใต้อกความรู้สึกของการจะเกือบไร้ลมหายใจกับการฟื้นขึ้นมาเพื่อรู้ว่าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วอย่างไหนทรมานกว่ากันนะ
“เดี๋ยว...อย่าเพิ่งไป”ธามิณีะโแต่กลับไม่มีเสียงออกมา เธอยกมือราวกับจะคว้าร่างของชายที่สุดเอื้อมเอาไว้
ชายคนนั้นที่เธอเห็นเพียงคนเดียวยิ้มที่มุมปากคล้ายกับเย้ยหยันเขาทำแบบนั้นทำไม แต่ไม่สำคัญเท่าเขาเป็ใคร คืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างมีเพียงเขาที่ตอบเธอได้
“หากเวลาจบสิ้นอายุขัยยังมาไม่ถึงเธอจะยังได้มีชีวิตต่อไป” ศนิเอ่ย
ธามิณีพยักหน้ารู้ได้ว่าน้ำเสียงของเขาไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งใดแต่ว่าเื่นี้ไม่สำคัญกับเธอเลยทว่าร่างของชายหนุ่มคนนั้นกำลังเลือนหายไปจากสายตาของเธอราวกับว่าเขาเป็ภูติผี!
“ธามมองหาใครหรือลูก มองหาป้าใช่ไหมป้าไม่ไปไหนหรอก” รัดเกล้าเข้ามาจับมือธามิณีไว้
ธามิณีหันมามองรัดเกล้าแล้วน้ำตาก็เอ่อออกมาราวกับย้ำเตือนว่าตอนนี้เธอไม่เหลือใครอีกแล้วมีเพียงป้ารัดเกล้าคนเดียวเท่านั้นเธอมองไม่เห็นตัวเองในอนาคตเลยว่าจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร
“ธามอยากไปหาพ่อกับแม่”
“เอาไว้ป้าจะพาไปวันนี้ธามพักก่อนนะ”
ธามิณีไม่อยากยอมนอนอยู่ที่นี่แต่ร่างกายของเธออ่อนแอแม้จะลุกขึ้นนั่งยังเป็เื่ยากในเวลานี้ความเย็นของน้ำตายามที่ไหลจากหางตาลงมาที่ผมหยดแล้วหยดเล่ามันคือความทุกข์ใจที่ไม่อาจย้อนคืนได้หากวันนั้นพ่อกับแม่ไม่มารับเธอกลับ หากเธอไม่เสียเวลาไปกับเื่ไม่เป็เื่จนกลับรถบัสของโรงเรียนไม่ทันหากวันนั้นเธอป่วยไม่ได้ไปโรงเรียน หากวันนั้นฝนไม่ตกจนไฟที่ถนนดับไปทั้งเส้นสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จะยังเหมือนเดิมอยู่ไหม
...เธอทำได้แต่เพียงตั้งคำถามแต่ความจริงที่เกิดขึ้นมีเพียงอย่างเดียว
เธอย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้เพราะหากทำได้เธอจะเลือกทุกทางที่พ่อกับแม่จะไม่ตาย ทั้งที่มีทางเลือกมากมายแต่ทำไมสุดท้ายพ่อกับแม่ถึงต้องจากไป ทำไมเธอต้องทรมานเหมือนตายการไม่เหลือพ่อแม่แล้วก็เหมือนโลกทั้งใบดับสิ้นลง หนทางข้างหน้าช่างมืดมน ธามิณีมองไม่เห็นเลยว่ารอยยิ้มและความสุขจะเกิดขึ้นกับเธอได้อีกหรือเปล่าเธอไม่เหลืออะไรนอกจากชีวิตตัวเองและความทรงจำที่เ็ป
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีคล้ำๆ แต่เพียงไม่นานสายลมก็กรรโชกแรงความชื้นในอากาศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหยดน้ำได้ตกลงจากฟากฟ้าเป็สายฝนราวกับเกิดพายุใหญ่ทั้งที่มีพยากรณ์อากาศว่าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส จะไม่เกิดฝนที่บริเวณนี้แต่อย่างใดทุกคนที่เดินตามท้องถนนพากันวิ่งไปหลบฝน บ้างก็บ่นพึมถึงฝนที่อยู่ๆ ก็ตกลงมา
แม้ลมจะสงบลงแล้ว แต่ฟ้ายังคงแลบจนทำให้ท้องฟ้าในเวลาค่ำหลังจากเลิกงานมาชั่วโมงกว่าสว่างวาบราวกับเป็เวลากลางวันฝนยังคงตกหนักจนทำให้น้ำที่ระบายไม่ทันเริ่มนองเต็มถนนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่า ณ ชั้นดาดฟ้าของSaturn Corporation ในเวลานี้กลับไร้ฝนแต่เป็จุดกำเนิดของสายฟ้าที่มาจากชายสองคนในอาภรณ์ที่มนุษย์ใช้สวมใส่ ชายผู้มีั์ตาสีดำสนิทประหนึ่งทะเลในยามรัตติกาลใส่สูทสากลสีดำสนิทในขณะที่ชายอีกคนใส่สูทสีขาวดูสง่างาม ทว่าดวงตาคู่นั้นราวกับเปลวเพลิง
“สิ่งใดที่เป็ของเราเ้าหรือใครก็ตามย่อมไม่มีสิทธิ์” แม้ว่าสีหน้าของพระเสาร์จะเรียบเฉยแต่แววตาสีดำสนิทเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อศัตรูอันเป็เหตุให้เขาได้ผลของการกระทำนั้นจนต้องมาชดใช้ที่โลกมนุษย์ “เ้าใช่ไหมที่เปลี่ยนชะตากรรมของธามิณีด้วยการใช้ผลึกกาลเป็เครื่องมือ”
การฆ่ามนุษย์คงเป็หลุมพรางที่พระยมจงใจทำเพื่อให้เขาต้องได้รับโทษไม่จบไม่สิ้นพระยมย่อมรู้ดีว่าเขาปรารถนาจะได้ผลึกกาลอีกครึ่งกลับคืนมาเพราะอะไร
“จะรีบร้อนไปใยเมื่อถึงเวลาเ้าก็จะได้ผลึกกาลอีกครึ่งกลับคืนไป” ชายผู้ใส่สูทสีขาวยิ้มหยันผู้ถูกละทิ้งย่อมต้องถูกซ้ำเติม เขาคือหนึ่งในเทพที่พร้อมจะทำแบบนั้น หากว่าพระเสาร์ยังจองหองแบบนี้
749 ปีที่เป็เทพกึ่งมนุษย์ซึ่งต้องทำงานเพื่อไถ่โทษ ทำให้พระเสาร์ยั้งความโกรธได้มากขึ้นแต่สำหรับเทพผู้นี้ เขาไม่จำเป็ต้องยั้งสิ่งใด
“บอกมา!”
“ทุกอย่างเป็ไปตามสั่งของพ่อเ้าเมื่อถึงเวลาผลึกกาลอีกครึ่งจะไปอยู่กับมนุษย์ที่ถูกเลือก ตอนนี้เ้าคงได้รู้แล้วว่าเป็มนุษย์ผู้ใดแต่เ้าจะแย่งผลึกกาลอีกครึ่งกลับคืนไปคงไม่ง่าย พ่อของเ้าช่างรักเ้าเสียจริง”พระยมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ สีหน้าของพระเสาร์ดูเหมือนจะประหลาดใจเรียวปากหนาคลี่ออกแล้วยิ้มมุมปาก อย่างน้อยเขาก็ไม่เสียเที่ยวที่ฝืนกฎลงมาที่นี่“เทพเกือบทุกองค์เกลียดชังเ้า สิ่งนี้เ้าคงรู้อยู่แล้วกระมัง”
“รู้แล้วอย่างไรไม่รู้แล้วอย่างไร ใครจะเกลียดเราย่อมทำได้ แต่มีผู้เดียวที่เราเกลียดชังในเมื่อมาแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยวเลย”
พระยมจงใจมาในวันนี้ทำไมศนิจะไม่รู้ทัน เขาถูกลงโทษให้ลงมาเป็เทพกึ่งมนุษย์เพื่อล่าปีศาจและิญญาร้ายไถ่โทษต้องทำงานที่รับมาจากคู่แค้น ตอนนี้แม้เขาจะมีพลังจากผลึกกาลเพียงครึ่งเดียวแต่ในการต่อสู้นี้เขาจะไม่แพ้พระยม วันนี้เมื่อ 749 ปีก่อนเขาก็ไม่เคยแพ้มีเพียงผู้เดียวที่เขายอมหยุดและยอมรับโทษ นั่นคือบิดาที่ไม่รักบุตร
“เ้าทำไม่ได้หรอก”พระยมเลิกคิ้วมองพระเสาร์ “ตอนนี้พลังของเ้ามีเพียงครึ่งหนึ่งของเราเท่านั้น หากได้ผลึกกาลกลับคืนมาทั้งหมดเมื่อถึงเวลานั้น เราจะกลับมาเป็คู่ต่อสู้ของเ้า...พระเสาร์”
รอยยิ้มร้ายๆคือคำตอบจากผู้ที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชำระแค้น แม้จะแค่บางเบาก็ยังดีพลันท้องฟ้าที่เพิ่งสดใสก็กลับไปสู่ความหม่นหมัวที่ตามมาด้วยฝนกระหน่ำผสานเสียงฟ้าผ่าราวกับเกิดากลางนภาแห่งนั้นพระยมผิดคาดไม่คิดว่าพลังที่เหลือเพียงครึ่งจะทำให้เขาถึงกับซวนเซทว่าในวินาทีที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ แสงหนึ่งก็วาบเข้ามาระหว่างเทพและเทพกึ่งมนุษย์พระเสาร์มองอย่างโกรธเกี้ยว ในขณะที่พระยมยิ้มโล่งอกก่อนที่แสงนั้นจะพาเขากลับยมโลกในพริบตา
“แม้ความยุติธรรมน้อยนิดท่านก็ยังไม่เคยมอบให้” พระเสาร์เอ่ยกับเ้าของแสงนั้นที่คงได้ยินทุกคำ
แสงสว่างนั้นที่ใครเห็นคงคิดว่าฟ้าได้ผ่าลงที่ตึกSaturn ซึ่งมีสายล่อฟ้าอยู่ก่อนจะวาบหายไป แต่แล้วเพียงแค่นาทีต่อมาท้องฟ้าที่วิปริตแปรปรวนได้กลับสู่ยามค่ำที่ไร้ฝนและฟ้าคำรามอากาศกลับมาสดใสดังเดิม
หลายวันต่อมาหมออนุญาตให้ธามิณีกลับบ้านได้อาการทางร่างกายของเธอไม่มีอะไรน่ากังวลแล้วแต่อาการทางจิตใจหลังจากรู้ว่าพ่อแม่เสียชีวิตในคืนที่เกิดอุบัติเหตุทำให้เด็กสาวนิ่งเงียบไม่พูดและไม่ทานอาหารอยู่หลายวันเมื่อได้กลับบ้าน เธอขอให้รัดเกล้าพาไปที่วัดแล้วนั่งร้องไห้อยู่ที่นั่นจนผู้เป็ป้ากลัวหลานจะป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไปแม้ธามิณีจะรู้ว่าการสูญเสียในครั้งนี้กำลังทำให้ชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รัดเกล้าขอให้ธามิณีมาอยู่ด้วยกัน แทนที่จะกลับไปอยู่บ้านของตัวเองเพียงลำพังการที่ธีรากับมาสุตายอย่างกะทันหันทำให้บ้านราคาหลายล้านขาดส่งและสุดท้ายคงถูกธนาคารยึดรัดเกล้าคงต้องปรึกษาทนายที่ดูแลพินัยกรรมให้น้องเขยว่าต้องจัดการอย่างไรส่วนรถอีกคันยังดีที่ผ่อนหมดแล้ว ทำให้เตชิตขับมาจอดที่บ้านเอาไว้ก่อนได้ส่วนกุญแจรถรัดเกล้าให้ธามิณีเก็บไว้ เพียงแต่ขอว่ารอให้มีใบขับขี่ถูกต้องตามกฎหมายก่อนถึงจะอนุญาตให้ขับรถไปไหนได้
บ้านสองชั้นกลางเก่ากลางใหม่ซึ่งซื้อมาได้ 10 ปีแล้ว โดยที่มาสุเป็คนช่วยออกเงินดาวน์ให้พี่ของภรรยาแม้จะไม่คับแคบสำหรับครอบครัวเล็กๆแต่เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้นก็ทำให้ต้องย้ายของออกจากห้องของกาญเกล้าไปบางส่วนเพื่อเพิ่มเตียงเดี่ยวของธามิณีเข้าไปเ้าของห้องสีหน้าบอกชัดว่าไม่พอใจ แต่เพราะไม่อยากถูกแม่ดุ ทำให้กาญเกล้าได้แต่มองแล้วถอนใจในความเอาใจใส่ของแม่ที่มีต่อหลานในไส้
“ธามนอนห้องเดียวกับกาญแล้วกันนะ ไม่อึดอัดใช่ไหม”
ธามิณียิ้มให้กาญเกล้าเธอไม่ได้ไร้เดียงสาจนดูไม่ออกว่ากาญเกล้ามองมาด้วยสายตาอย่างไรที่ผ่านมาแม้จะเป็ญาติกัน แต่เธอกับกาญเกล้าไม่ค่อยสนิทกันนัก ยิ่งเตวินที่ชอบแกล้งเธอแล้วล่ะก็หาความสนิทได้ยากกว่า
“ธามอยู่ได้ค่ะ”
“มาอาศัยบ้านคนอื่นก็ต้องทนให้ได้สิ” กาญเกล้าพูดแขวะเสียงเบาๆแต่คงไม่เบาพอเพราะถูกแม่มองมาด้วยสายตาดุๆ
“ยัยกาญ...” รัดเกล้าไม่อยากดุให้เป็เื่ราว “อย่าไปถือสาเลยนะธามวันนี้ก็นอนพักก่อน วันจันทร์นี้ค่อยไปเรียนหนังสือแต่ธามคงต้องย้ายมาเรียนโรงเรียนใกล้ๆ บ้านของป้าแทนนะ”
“ธาม...”
“คืนนี้กาญไปค้างกับเพื่อนนะแม่” กาญเกล้าจงใจพูดแทรกขึ้นมาแล้วไม่รอให้แม่อนุญาต เธอก็เดินปึงปังออกไปจากห้องทันที
“ลูกคนนี้จะไปค้างบ้านคนอื่นทำไม”
รัดเกล้ารีบเดินตามลูกสาวไปพร้อมเสียงบ่นก่อนจะตามมาด้วยเสียงของเตชิตที่บอกให้ตามใจกาญเกล้ากลายเป็สองสามีภรรยาทะเลาะกันในเวลาต่อมาส่วนกาญเกล้าก็นั่งมอเตอร์ไซค์ที่เพื่อนมารับออกไปปากซอยแล้ว
เพียงคืนแรกของการมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ธามิณีก็รู้สึกแล้วว่าเธอนำปัญหามาให้ เธออยากโทรไประบายความไม่สบายใจกับกัลยาซึ่งเป็เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวแต่ก่อนที่จะทำแบบนั้น เธอต้องลองแก้ปัญหาต่างๆ นี้ด้วยตัวเองก่อน
นางเอกของโบว์ต้องอึดถึก ทน ทุกคน ธามิณีก็จะเป็รายต่อไปค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ
อัมราน_บรรพตี