รุ่งเช้าของวันถัดมา...บรรยากาศเหนือเมืองชายแดนฮาร์เรนยังคงถูกปกคลุมด้วยสายหมอกสีขาวบางที่ลอยต่ำลื่นไหลไปตามตรอกซอกซอย แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆหนา ทอแสงสีส้มอมทองซีดๆ ลงกระทบยอดกำแพงหินและหลังคาบ้านเรือนอันทรุดโทรม ผู้คนในเมืองเริ่มทยอยออกมาทำมาหากินตามวิถีชีวิตปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงค้อนเหล็กกระทบทั่งจากโรงงานหลวง เสียงล้อเกวียนบดขยี้ไปบนพื้นถนนหิน และเสียงพ่อค้าแม่ค้าะโเรียกลูกค้าดังประสานกันเป็ท่วงทำนองแห่งความวุ่นวายดั่งเช่นทุกวัน
ทว่า ท่ามกลางความคึกคักอันเป็เปลือกนอกนั้น...เรย์ และ เอเลน่า กำลังเดินทอดน่องมาตามถนนสายหลักด้วยสีหน้าอิดโรยและทรุดโทรมอย่างถึงที่สุด สภาพของสองพี่น้องในยามนี้ดูราวกับผู้รอดชีวิตจากาอันโหดร้าย ผ้าพันแผลสีขาวที่โอบรอบศีรษะของเด็กชายตัวน้อยมีคราบเืแห้งกรังสีน้ำตาลเข้มซึมออกมาเป็วงกว้าง ขณะที่ใบหน้าของเอเลน่าก็เต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำและดวงตาที่บวมเป่งจากการร่ำไห้ตลอดทั้งค่ำคืนที่ผ่านมา
คืนที่ผ่านมา...ทั้งสองแทบไม่ได้นอนหลับเลยแม้แต่เพียงวินาทีเดียว
หลังจากเดินคอตกออกจากห้องพิจารณาคดีของศาลประจำเมือง พวกเขาได้สูญเสียความเชื่อมั่นสุดท้ายที่มีต่อกฎหมายและผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของเมืองแห่งนี้ไปจนหมดสิ้น โลกที่พวกเขาเคยคิดว่ามีความถูกต้อง บัดนี้กลับกลายเป็คุกมืดที่เปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจเหยียบย่ำคนจนได้อย่างเสรี ทรัพย์สินเสียหาย ร้านค้าพังยับเยิน และหนี้สินค่าวัตถุดิบที่กำลังจะตามมารุมเร้าในตอนเย็น ทำให้พวกเขามองไม่เห็นทางรอดในวันใหม่เลย
ทว่า ในอุ้งมืออันสั่นเทาและเปื้อนคราบดินของเรย์...กลับมีกระดาษใบเล็กๆ สีเข้มแผ่นหนึ่งถูกกำเอาไว้แน่นจนยับยู่ยี่ กระดาษใบที่หญิงสาวลึกลับเรือนผมสีเงินมอบให้ไว้ท่ามกลางสายฝนเมื่อวานนี้ มันกลายเป็สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสิ่งเดียว และเป็ความหวังเส้นสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในชีวิตอันมืดมนของสองพี่น้อง
"Flame Nest" (รังแห่งเปลวเพลิง)
ตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นราวกับมีไออุ่นบางอย่างแผ่ซ่านออกมาอย่างน่าประหลาด มันนำทางให้สองพี่น้องเดินลึกเข้ามาในย่านช่างตีเหล็ก ซึ่งเป็เขตอุตสาหกรรมเก่าแก่และเสื่อมโทรมที่สุดของเมืองฮาร์เรน ยิ่งเดินลึกเข้ามาเท่าไร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งทึบมัวไปด้วยควันไฟสีเทาและกลิ่นอายของกำมะถันและเหล็กกล้าที่ถูกหลอมละลาย ชาวบ้านในย่านนี้มีเพียงช่างแรงงานเนื้อตัวมอมแมมขะมักเขม้นกับการทำงานหนัก
จนกระทั่ง...เสียงหนึ่งดังขึ้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่น และทรงพลัง ดังกังวานข่มเสียงรอบข้างจนหมดสิ้น
กัง...! กัง...!! กัง...!!!
เสียงค้อนเหล็กขนาดมหึมากระแทกลงบนแผ่นเหล็กกล้าร้อนจัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตรอกแคบ เสียงนั้นหนักหน่วงจนทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของสองพี่น้องสั่นะเืเบาๆตามจังหวะการทุบ
ทั้งสองหยุดยืนอยู่หน้าร้านไม้สองชั้นสภาพเก่าแก่แต่ทว่าดูแข็งแรงและเรียบง่ายอย่างประหลาด โครงสร้างอาคารทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำทมิฬตัดกับเสาเหล็กกล้าหนาเตอะ ป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าถูกสลักด้วยตัวอักษรลายเส้นดุดันและเฉียบคมเด่นหราว่า
FLAME NEST
ที่นี่ไม่มีเครื่องประดับหรูหราหมาเห่าเหมือนร้านค้าของพวกชนชั้นสูง ไม่มีทหารยามในชุดเกราะเหล็กคอยยืนคุมเชิง และไม่มีลูกน้องบริวารคอยต้อนรับหน้าประตู...มีเพียงเตาหลอมดินเผาขนาดใหญ่ั์ที่ตั้งอยู่ใจกลางร้าน ภายในเตามีเปลวเพลิงสีส้มแดงลุกโชติ่ชัชวาล แผ่รังสีความร้อนมหาศาลออกมาจนทำให้อากาศรอบๆ บิดเบี้ยวเป็ลอนคลื่น
และที่เบื้องหน้าเตาหลอมนั้น...ชายหนุ่มเรือนผมสีแดงเพลิงยาวสลวยผู้หนึ่ง กำลังยืนแยกขาอย่างมั่นคง มือทั้งสองข้างยกค้อนเหล็กกล้าขนาดมหึมาขึ้นสูง ก่อนจะฟาดมันลงบนใบดาบที่กำลังร้อนเป็สีแดงฉานด้วยสีหน้าเรียบเฉยและนิ่งสงบดุจขุนเขา
กัง!
ประกายไฟสีส้มสว่างวาบกระเด็นสาดกระจายออกมารอบทิศทางทุกครั้งที่เนื้อค้อนตกลงกระทบใบดาบ หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลอาบไล้ไปตามแผ่นหลังกว้างและท่อนแขนอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเป็ลอนหนาแน่นจากการทำงานกรำแดดกรำไฟมาอย่างยาวนาน ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจดจ้องอยู่เพียงแค่ชิ้นงานตรงหน้าอย่างมีสมาธิขั้นสูงสุด
โซร่า...ช่างตีเหล็กหนุ่มไม่ได้แม้แต่จะหันสายตามามองลูกค้าหรือผู้มาเยือนหน้าใหม่ที่ยืนอยู่หน้าร้านเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้ว...งานตีเหล็กและการควบคุมเปลวไฟที่อยู่ตรงหน้า มีความสำคัญและคุณค่ามากกว่าคนแปลกหน้าทุกคนในโลกใบนี้
กัง! กัง! กัง!
เวลาผ่านไปเกือบห้านาทีท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงค้อนกระทบทั่ง เรย์เริ่มรู้สึกเกร็งและหวาดหวั่นต่อรังสีอำนาจอันร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่มผมแดง เด็กชายขยับตัวเข้าไปหลบหลังพี่สาวพลางดึงชายเสื้อของเธอไว้แน่น เอเลน่าสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจที่แตกสลายให้กลับคืนมา เธอกำมือแน่นก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้น
"...ข-ขออนุญาตค่ะ..."
ชิ้ง...
เสียงค้อนเหล็กหยุดลงกลางอากาศในทันที โซร่าละมือจากค้อนทั่ง เขานำใบดาบเล่มยาวที่ยังคงมีไอความร้อนลอยกรุ่นอยู่ไปจุ่มลงในถังน้ำเย็นจัดด้านข้าง เสียงน้ำเดือดพล่านดังฟู่ พร้อมกับกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาบดบังทัศนียภาพ ชายหนุ่มหยับผ้าขนหนูผืนเก่าขึ้นมาเช็ดเหงื่อตามใบหน้าและท่อนแขนอย่างลวกๆก่อนจะค่อยๆเหลือบสายตาสีแดงฉานคู่นั้นหันมามองสองพี่น้องเพียงครู่เดียว
"...ลูกค้า?"
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นทุ้มต่ำ เรียบเฉย และเ็าเสียจนแทบจะไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ มันเป็น้ำเสียงของคนที่ตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่สนใจในความทุกข์ร้อนของใครทั้งสิ้น
เอเลน่ารีบก้มศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อมเพื่อแสดงความเคารพ "พวกเรา...พวกเราได้รับคำแนะนำมาจากผู้หญิงคนหนึ่งค่ะ...นางบอกให้นำเื่ราวความเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือจากท่าน...ที่ร้านแห่งนี้..."
โซร่าได้ยินชื่อสเตลร่า แววตาสีแดงของเขากระตุกไหวเล็กน้อยทว่าก็กลับมานิ่งสนิทตามเดิม เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงรับรู้ ก่อนจะเดินไปหยิบหินลับมีดขึ้นมานั่งลงบนม้านั่งยาว แขนหนาเริ่มฝนคมดาบต่อไปโดยไม่คิดจะเชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลง
"เล่ามา" เขาเอ่ยสั้นๆ ราวกับไม่ได้ใส่ใจนัก
เอเลน่าสูดหายใจลึกและเริ่มเปิดปากเล่าเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเธอั้แ่เมื่อวาน น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือไปด้วยความอัดอั้นตันใจ เธอเล่าั้แ่เื่ที่พวกเธอเปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆทำมาหากินอย่างสุจริต จนกระทั่งการมาเยือนของพวกคุณชายอาเดล อัลดริช ขุนนางใจทรามที่เข้ามาข่มเหงรังแก ปล้นสะดมขนมปังไปจนหมดร้าน ทำลายข้าวของและชั้นวางจนพังพินาศ และเหตุการณ์ที่น้องชายตัวน้อยของเธอถูกผลักกระเด็นจนหัวกระแทกโต๊ะเือาบ
เธอเล่าต่อไปถึงความหวังอันริบหรี่ที่พวกเธอหอบหิ้วร่างกายอันสะบักสะบอมไปพึ่งพาความยุติธรรมที่ศาลประจำเมือง ทว่ากลับถูกผู้พิพากษาและกฎหมายที่ฉ้อฉลตบหน้าด้วยคำตัดสินเข้าข้างชนชั้นสูงอย่างหน้าด้านๆ รวมถึงเื่ราวของชาวบ้านและเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในเมืองฮาร์เรนที่ต้องตกเป็เหยื่อของการใช้อำนาจป่าเถื่อนของตระกูลขุนนางนี้โดยไม่มีใครกล้าปริปากพูด
เรย์ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเข้าไปในเนื้อ น้ำตาแห่งความเจ็บใจไหลรื้นขึ้นมาอีกครั้ง "พวกมัน...พวกมันทำระยำแบบนี้กับทุกคนในเมืองครับท่าน! ไม่มีทหารยามคนไหนช่วยพวกเรา...ไม่มีกฎหมายไหนปกป้องคนจนๆอย่างพวกเราเลย...ได้โปรดเถอะครับ..." เด็กชายทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นไม้ "ช่วยพวกเราด้วยเถอะครับ... ช่วยสั่งสอนคนเลวพวกนั้นที..."
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงหินลับมีดที่ถูกถูไปบนคมดาบเหล็กกล้าดังอย่างสม่ำเสมอ
แกรก...แกรก...แกรก...
โซร่ายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อไป ใบหน้าของเขาไม่มีความแปรเปลี่ยน ไม่มีแววตาแห่งความเห็นอกเห็นใจ หรือความโกรธแค้นต่อเื่ราวอันอยุติธรรมที่เพิ่งได้ยินเลยแม้แต่น้อย เขาใช้ปลายนิ้วลูบผ่านคมดาบเพื่อตรวจเช็คความเฉียบคม ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาด้วยคำพูดสั้นๆ ที่ทำให้สองพี่น้องถึงกับชะงักกึก
"...แล้วพวกเ้าจะจ้างเท่าไร"
เอเลน่าเบิกตากว้างเล็กน้อย ร่างกายของเธอนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง "...เอ๊ะ?"
โซร่าเงยใบหน้าคมคายขึ้นสบตากับสองพี่น้องตรง ๆ แววตาสีแดงคู่ตรึงนิ่งไม่มีกระเพื่อม "ข้าถามว่า...ค่าจ้าง...พวกเ้าจะจ่ายค่าจ้างให้ข้าเท่าไรสำหรับงานนี้"
ใบหน้าของเอเลน่าซีดเผือดลงทันที ความมั่นใจที่มีเพียงน้อยนิดทลายฮวบลง มือของเธอเริ่มสั่นระริก "คือ...คือว่า...พวกเรา...พวกเราไม่มีเงินเหลืออยู่แล้วค่ะท่าน...ขนมปังในร้านถูกปล้นและทำลายจนหมด...เงินเก็บทั้งหมดก็ต้องเตรียมเอาไปชดเชยค่าวัตถุดิบเย็นนี้...พวกเรา...พวกเราคิดว่าท่านอาจจะยอมช่วย...เพราะเห็นใจในความทุกข์ยากของพวกเรา..."
คำพูดของหญิงสาวแ่เบาลงเรื่อยๆจนกลายเป็เสียงกระซิบ บรรยากาศภายในโรงตีเหล็ก Flame Nest พลันเย็นเยียบลงราวกับถูกน้ำแข็งจับในพริบตา โซร่าวางดาบยาวลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง…ตึก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายอันบึกบึนของเขาบดบังแสงสว่างจากหน้าร้านจนหมดสิ้น
"พวกเ้าคิดผิดแล้ว" โซร่าเอ่ยน้ำเสียงเรียบแต่อัดแน่นไปด้วยความเด็ดขาด
"... 0 0 "
"ข้าเปิดร้านรับจ้างและโรงตีเหล็กแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อทำมาหากิน ไม่ได้เปิดขึ้นมาเพื่อทำการกุศลช่วยเหลือสังคมผู้อ่อนแอไร้ค่าอย่างเช่นพวกเ้า" เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของเอเลน่า "และข้าไม่ได้มีหน้าที่หรือความจำเป็ใดๆที่จะต้องเอาชีวิตรอดหรือแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปช่วยใครเพียงเพราะความสงสารหรือความเห็นใจ"
เขากล่าวต่ออย่างเป็งานเป็การโดยไม่ไยดีต่อหยาดน้ำตาของคนตรงหน้า
"ร้านแห่งนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบสัญญา...ลูกค้ามายื่นงาน...ลูกค้าจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ...ข้าลงมือทำลายเป้าหมายให้...จบกระบวนการ"
โซร่าหยิบดาบขึ้นมาตรวจเช็คอีกครั้งพลางหันหลังกลับ "หากไม่มีค่าจ้างที่เป็ตัวเงินหรือสิ่งของหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเท่าเทียมกัน ก็ไม่มีเหตุผลกลใดที่ข้าจะต้องเสียเวลาอันมีค่าของข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ไร้สาระของพวกเ้า...กลับไปซะ...แล้วถ้าหาเงินมาได้เมื่อไร ค่อยมาคุยกับข้าใหม่"
คำพูดอันเ็าและไร้เยื่อใยของโซร่า... เปรียบเสมือนค้อนเหล็กหนักหลายตันที่ทุบลงมากลางหัวใจที่บอบช้ำของสองพี่น้องอย่างรุนแรง มันตัดรอนความหวังสุดท้ายที่พวกเธออุตส่าห์แบกรับมาั้แ่เช้าจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
เรย์กัดฟันแน่นจนกรามสั่นเทา แกยืดตัวขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของช่างตีเหล็กหนุ่มด้วยความอัดอั้นตันใจ "แต่...แต่พวกเราไม่มีอะไรเหลือแล้วจริงๆ นี่ครับ! ร้านก็พัง! เงินจากการขายขนมปังก็ไม่มี! ถ้าท่านไม่ช่วย...พวกเราก็ต้องยอมก้มหัวให้พวกมันรังแกต่อไป หรือไม่ก็ต้องอดตายอยู่ข้างถนน! ท่านใจดำเกินไปแล้ว!"
โซร่าไม่แม้แต่จะหันกลับมามองตามเสียงประท้วงของเด็กชาย "นั่นไม่ใช่ปัญหาของข้า...และไม่ใช่เื่ที่ข้าต้องรับผิดชอบ บนโลกใบนี้...ไม่มีใครได้อะไรมาฟรีๆ โดยไม่ต้องจ่ายราคาหรอกไอ้หนู หากเ้าอยากได้ความยุติธรรม เ้าก็ต้องมีอำนาจหรือเงินทองไปแลกมันมา ถ้าไม่มี...ก็จงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอันต่ำต้อยของเ้าไปซะ"
พูดจบ โซร่าก็ยกค้อนเหล็กกล้าขึ้นสูงอีกครั้ง ก่อนจะฟาดลงบนแผ่นเหล็กหนาบนทั่งเสียงดังสนั่น
กัง! กัง! กัง!
เสียงค้อนที่ดังระรัวขึ้นอีกครั้ง...เป็สัญญาณเตือนที่ชัดเจนและเด็ดขาดว่า การสนทนาและสัญญารับจ้างในวันนี้...ได้สิ้นสุดลงอย่างถาวรแล้ว และไม่มีการต่อรองใดๆ อีกต่อไป
เอเลน่าก้มหน้าลงต่ำหยาดน้ำตาร้อนๆ หยดหนึ่งไหลร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้ของร้านจนเกิดเป็รอยด่างดวง ความเงียบขมขื่นเข้าเกาะกุมจิตใจ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอก่อนจะเอ่ยปากเสียงสั่น "ข...ขอโทษที่เข้ามาปรับทุกข์และรบกวนเวลาทำงานของท่านค่ะ..."
เธอเอื้อมมืออันสั่นเทาไปจับจูงมือของเรย์แน่น เตรียมตัวที่จะหันหลังกลับและก้าวเท้าเดินออกจากโรงตีเหล็กแห่งนี้ไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายภายนอก เด็กชายตัวน้อยก้มหน้าลงต่ำจนเส้นผมบดบังดวงตา แววตาของเขาที่เคยมีประกายไฟแห่งความหวัง...บัดนี้ได้ดับมอดลงอย่างสมบูรณ์แบบเป็ครั้งที่สองในรอบสองวัน
ทว่า ในขณะที่เท้าของสองพี่น้องกำลังจะก้าวพ้นขอบประตูร้านออกไปสู่ท้องถนนอันมืดมัว...
"เ้านี่ ยังเป็คนใจจืดใจดำและปากไม่ตรงกับใจเหมือนเดิมเลยนะ...โซร่า..."
เสียงหวานนุ่มนวลอันคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง ท่ามกลางเสียงสายฝนที่เริ่มตกลงมาปรอยๆ อีกครั้ง
ทั้งสามคนภายในร้านพลันหันสายตาไปมองทางต้นเสียงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
สเตลร่าก้าวเท้าเดินเข้ามาภายในโรงตีเหล็กอันอับทึบอย่างเชื่องช้า ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของนางสะท้อนกับแสงไฟจากเตาหลอมจนดูราวกับนางฟ้าที่หลุดออกมาจากภาพวาด รอยยิ้มอ่อนโยนทว่าแฝงไปด้วยความลึกลับประดับอยู่บนใบหน้าอันงดงาม นางทอดสายตามองดูสองพี่น้องก่อนจะหันไปสบตากับช่างตีเหล็กหนุ่มผมแดงพลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ
"เ้าอุตส่าห์ยอมนั่งฟังเื่ราวความทุกข์ยากของพวกเขาจนจบประโยค โดยไม่ไล่ตะเพิดออกไปั้แ่ห้านาทีแรก...แต่สุดท้าย สิ่งที่เ้าเลือกจะพูดออกมา กลับมีเพียงแค่เื่ของเงินทองค่าจ้างอย่างนั้นหรือ โซร่า?" สเตลร่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเลียนกึ่งตำหนิ
โซร่าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากทั่งตีเหล็ก แขนของเขายังคงฟาดค้อนลงไปอย่างต่อเนื่อง "แล้วมันมีอะไรผิดพลาดงั้นรึ สเตลร่า? ข้าเป็ช่างตีเหล็ก เป็เ้าของร้านรับจ้างแห่งนี้...ไม่ใช่นักบุญผู้ใจบุญสุนทานที่จะคอยเดินแจกความช่วยเหลือให้ผู้คนไปทั่วโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาสักหน่อย"
สเตลร่าเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตาหลอม ดวงตาสีทองอำพันของนางจ้องมองดูลายเส้นกล้ามเนื้อที่แผ่นหลังของชายหนุ่มนิ่ง ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจที่เขาพยายามปิดกั้นเอาไว้
"หึ หรือแท้จริงแล้ว..." นางเว้นจังหวะสั้นๆ น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็นและจริงจัง "...เ้ากำลังกลัวอยู่กันแน่?"
กึก...!
เสียงค้อนเหล็กกล้าที่กำลังจะฟาดลงบนทั่ง...หยุดชะงักลงกลางอากาศในทันที บรรยากาศภายในร้านพลันเงียบสนิทลงจนได้ยินเสียงหยดน้ำฝนที่ตกลงบนหลังคาโซร่าค่อยๆลดค้อนลงช้าๆ ก่อนจะหันใบหน้าคมคายกลับมามองสตรีผมเงินด้วยสายตาดุดันและกร้าวร้าวขึ้นมาระดับหนึ่ง
"ที่เ้าพูดมา...หมายความว่าอย่างไร" โซร่าเค้นเสียงถามผ่านไรฟัน
สเตลร่าไม่เกรงกลัวต่อรังสีอำนาจนั้น นางสบตาสีแดงฉานของเขาตรงๆ "เ้ากำลังกลัว...กลัวว่าหากเ้าเริ่มยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนธรรมดาเ่าั้เพียงเพราะความรู้สึกสงสาร หรือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในใจของเ้า...เ้าจะไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นและจุดยืนอันเด็ดขาดของัเพลิงตัวเดิมเอาไว้ได้อีกต่อไป...เ้ากลัวว่าหัวใจของเ้าจะกลับมาอ่อนแอเหมือนมนุษย์อีกครั้งใช่หรือไม่?"
คำพูดประโยคสั้นๆ ของสเตลร่า...เปรียบเสมือนศรเวทมนตร์อันแหลมคมที่พุ่งทะลวงผ่านเกราะป้องกันหนาเตอะที่โซร่าสร้างขึ้นมาบดบังจิตใจ และแทงทะลุเข้าไปในส่วนลึกของความทรงจำอันขมขื่นของเขาในทันที
ดวงตาสีแดงฉานของช่างตีเหล็กหนุ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนที่ภาพเหตุการณ์ในอดีตอันแสนเ็ปจะผุดขึ้นมาในห้วงความคิด...ภาพของ ลุงบารอส ชายชราผู้มีพระคุณและเป็ช่างตีเหล็กคนเก่าที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตและหยาดเหงื่อแรงงานเพื่อปกป้องและเลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ ภาพของชายชราที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาชีวิตของเขาไว้...ความทรงจำเ่าั้แล่นพล่านเข้ามาประดังประเดในสมองก่อนจะเลือนหายไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาวของชายหนุ่ม
โซร่ายืนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาหลับตาลงเพื่อระงับอารมณ์ความพลุ่งพล่านภายในใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสีแดงกลับมานิ่งสนิทดั่งเดิม ทว่ารังสีความกดดันอันเ็าเมื่อครู่ได้เบาบางลงไปมาก เขาหันไปมองสองพี่น้องที่ยืนเบิกตากว้างมองดูเหตุการณ์อยู่ด้วยความไม่เข้าใจ
"ชิ..." โซร่าสบถออกมาเบา ๆ พลางปล่อยค้อนเหล็กลงบนโต๊ะงาน
"...ครั้งนี้ ถือว่าเป็ข้อยกเว้นพิเศษ และข้าจะคิดบัญชีค่าเสียเวลาครั้งนี้กับเ้าทีหลังนะ สเตลร่า" ช่างตีเหล็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมตัวยาวสีดำทมิฬที่แขวนอยู่ริมผนังขึ้นมาสวมใส่คลุมร่างอันบึกบึน
เขาเดินก้าวเท้าผ่านร่างของเรย์และเอเลน่าที่ยังคงยืนอึ้งอยู่ ออกไปหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าประตูร้านท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา
"พวกเ้ายังจะยืนบื้ออยู่ทำไมอีก? พ...พาข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุที่ร้านขนมปังของพวกเ้าได้แล้ว" โซร่าเอ่ยเตือนน้ำเสียงห้วน ๆ โดยไม่หันกลับมามอง
เรย์และเอเลน่ามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง แววตาของสองพี่น้องที่เคยหม่นแสงและมืดมนราวกับคนตาย บัดนี้พลันปรากฏประกายไฟแห่งความหวังดวงใหม่ที่สว่างไสวและทรงพลังยิ่งกว่าเดิมผุดขึ้นมาในหัวใจรอยยิ้มบางๆ ที่ผสมปนเปกับหยาดน้ำตาเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว
"ค...ค่ะ! ข้าจะนำทางไปเดี๋ยวนี้ค่ะท่าน!" เอเลน่ารีบตอบรับคำด้วยความกระตือรือร้น
สองพี่น้องรีบก้าวเท้าเดินนำชายหนุ่มผมแดงออกไปสู่ท้องถนนในทันที โดยที่พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า...สำหรับัเพลิงในตำนานผู้ตัดขาดจากโลกใบนี้อย่างโซร่า...ก้าวแรกที่เขายอมก้าวพ้นขอบประตูโรงตีเหล็ก Flame Nest ออกไปเพื่อช่วยเหลือคนอื่นในวันนี้...อาจเป็ก้าวแรกและก้าวสำคัญในการเรียนรู้และเข้าใจว่า "คุณค่าของชีวิตมนุษย์และความยุติธรรม" นั้น...ไม่สามารถประเมินค่าหรือแลกเปลี่ยนด้วยเศษเหรียญทองคำเพียงอย่างเดียวได้เสมอไป และพายุร้ายกำลังจะก่อตัวขึ้นเหนือตระกูลขุนนางทรราชในไม่ช้า!
สายฝนยามบ่ายยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย เม็ดฝนตกลงกระทบหลังคาไม้และพื้นถนนหินเกิดเป็เสียงซ่าสะท้อนไปทั่วทั้งตรอกแคบ ๆ ที่นำทางไปสู่ร้าน เบเกอรี่ลูมิน่า บรรยากาศรอบข้างเงียบเหงาและเย็นะเืกว่า่เช้าอย่างเห็นได้ชัด พวกร้านค้าแผงลอยในละแวกนั้นต่างพากันปิดหน้าร้านเงียบกริบ ไม่มีใครอยากออกมาเดินเตร็ดเตร่ให้รำคาญใจ และที่สำคัญ...ไม่มีใครอยากสบตากับช่างตีเหล็กหนุ่มผมแดงที่เดินตามหลังสองพี่น้องมาด้วยรังสีอำนาจอันน่าขนลุก
โซร่าเดินล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำก้าวเท้าตามเรย์และเอเลน่ามาจนถึงหน้าร้านขนมปังซอมซ่อ สายตาคมกริบสีแดงฉานคู่นั้นกวาดมองดูสภาพภายนอกของอาคารคูหาเล็กๆอย่างละเอียด
สภาพของร้านในยามนี้…ไม่ต่างอะไรจากสถานที่ที่เพิ่งผ่านาย่อยๆมา ป้ายไม้เก่าแก่ที่เคยเขียนคำว่า เบเกอรี่ลูมิน่า บัดนี้หักครึ่งตกลงมาห้อยต้อยแต่งอยู่กับตะปูริมผนัง ประตูไม้ด้านหน้ามีรอยเท้าบูทหนังขนาดใหญ่กระทืบจนแผ่นไม้แตกหักเป็รูโหว่ เศษกระจกจากตู้โชว์สินค้าแตกละเอียดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นถนน ผสมปนเปไปกับโคลนตมและน้ำฝน
เมื่อก้าวเท้าตามเอเลน่าเข้ามาภายในร้าน...กลิ่นแรกที่โชยมาปะทะจมูกไม่ใช่กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังอบใหม่ดั่งเช่นเคย ทว่ามันกลับเป็กลิ่นอายของความอับชื้นกลิ่นเขม่าควันจางๆ และกลิ่นคาวเืที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนโต๊ะไม้
สภาพภายในร้านพังพินาศยับเยินจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ชั้นวางขนมปังไม้เนื้อแข็งที่สองพี่น้องใช้เก็บออมเงินซื้อมาล้มคว่ำระเนระนาด ถาดไม้หลายสิบใบหักพังเสียหาย ขนมปังอบใหม่แถวโตๆ ที่พวกเธอตั้งใจนวดแป้งั้แ่ตีสี่ บัดนี้กลายเป็เศษซากแหลกเหลวสีน้ำตาลเข้มซุกซ่อนอยู่ใต้เศษไม้และถูกเหยียบย่ำจนเละเทะไม่มีชิ้นดี
เตาอบดินเผาโบราณด้านหลังร้านมีรอยทุบทำลายด้วยของแข็งจนดินเผาบางส่วนกะเทาะร่วงหล่นลงมา บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ใจกลางร้าน...มีรอยคราบเืสีแดงเข้มที่เริ่มแห้งกรังเป็ดวงกว้าง ซึ่งเป็จุดที่ศีรษะของเรย์ถูกผลักมากระแทกเมื่อวานนี้
โซร่าก้าวเท้าเดินสำรวจไปรอบๆร้านอย่างเชื่องช้า รองเท้าบูทของเขาเหยียบลงบนเศษไม้เสียงดัง แกรก...แกรก...ชายหนุ่มก้มลงหยิบเศษขนมปังชิ้นหนึ่งที่ถูกเหยียบจนแบนติดพื้นขึ้นมาพิเคราะห์ดู แววตาสีแดงของเขาฉายประกายความเยือกเย็นออกมา ทว่าแฝงไปด้วยกระแสพลังงานความร้อนบางอย่างที่เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาในอก
"นี่คือทั้งหมด...ที่พวกมันทำไว้ค่ะ..." เอเลน่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาและสั่นเครือ หญิงสาวเดินไปหลบอยู่มุมห้องพลางกอดอกตัวเองไว้แน่น ร่างกายของเธอสั่นเทาทุกครั้งที่สายตามองไปเห็นรอยคราบเืของน้องชายบนโต๊ะ "ขนมปังทั้งหมดถูกกวาดใส่กระสอบเอาไป...ข้าวของถูกทำลาย...เงินรายได้ที่ควรจะได้ไปคืนค่าวัตถุดิบ...ไม่มีเหลือเลยสักเหรียญเดียวค่ะ..."
เรย์เดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆโซร่า เด็กชายยืดอกขึ้นพยายามทำตัวให้เข้มแข็งแม้ว่าาแที่หน้าผากจะยังคงส่งเสียงประท้วงด้วยความเ็ปอยู่ก็ตาม "พวกมัน...พวกมันไม่ได้ตั้งใจจะมากินขนมปังหรอกครับท่านโซร่า! พวกมันแค่้ามาสนุกสนานบนความทุกข์ของพวกเรา! พวกมันหัวเราะเยาะตอนที่เห็นพี่สาวข้าร้องไห้...พวกมันสะใจตอนที่ผลักข้าล้ม..."
โซร่าวางเศษขนมปังในมือลงช้าๆ ก่อนจะหันไปมองรอยคราบเืบนโต๊ะไม้กลม "พวกขุนนางที่ทำเื่นี้...คือใคร?" เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ
"คุณชาย อาเดล อัลดริช ค่ะ...เป็บุตรชายคนโตของท่านไวเคานต์เอริก ขุนนางผู้ปกครองเมืองฮาร์เรนคนปัจจุบัน..." เอเลน่าตอบพลางก้มหน้าลงต่ำด้วยความหวาดกลัวเพียงแค่ได้ยินชื่อ "และเมื่อวานนี้...ท่านไวเคานต์เองก็มาที่นี่ด้วยตัวเองด้วยค่ะ...แต่เขาไม่แม้แต่จะตักเตือนลูกชายหรือขอโทษพวกเราเลยสักคำ...เขาเพียงแค่กลัวว่าชื่อเสียงของตระกูลจะมัวหมองเท่านั้น..."
โซร่านิ่งเงียบไป แววตาของเขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างร้านที่พังยับเยิน มองตรงไปยังทิศทางของปราสาทหินหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาไกลออกไป ปราสาทตระกูลอัลดริช... สัญลักษณ์ของอำนาจอันเบ็ดเสร็จและมีความอยุติธรรมรองรับ
"(หึ...พวกสุนัขรับใช้ที่หลงระเริงในอำนาจอันเปราะบาง...)" โซร่าคิดในใจ แววตาสีแดงฉานคุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงสีเข้มที่ยากจะคาดเดา ความทรงจำเกี่ยวกับพวกชนชั้นสูงสารเลวที่ชอบกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอกว่าเริ่มฉายซ้ำเข้ามาในสมองของเขา มันเป็พฤติกรรมเดิมๆ ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ขุนนางที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปี
ชายหนุ่มผมแดงหันหลังกลับมาสบตากับสองพี่น้องตรง ๆ ท่าทางของเขาดุดันและแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้บรรยากาศภายในร้านที่เคยเย็นเยียบด้วยสายฝนพลันอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"ข้าเห็นสภาพของร้านและรับรู้เื่ราวทั้งหมดแล้ว..." โซร่าเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเฉียบขาด "และข้าจะบอกพวกเ้าไว้ตรงนี้เลยว่า...งานนี้ข้าจะรับทำในฐานะสัญญารับจ้างพิเศษของโรงตีเหล็ก Flame Nest"
เรย์และเอเลน่าเบิกตากว้างด้วยความดีใจ แววตาของเด็กชายเป็ประกายวาววับ "จริงๆ หรือครับท่านโซร่า! ท่านจะช่วยพวกเราจัดการสั่งสอนไอ้คุณชายอาเดลนั่นใช่ไหมครับ!"
"ฟังข้าให้จบก่อนไอ้หนู..." โซร่ายกมือขึ้นขัดจังหวะ แววตาของเขาไม่มีความล้อเล่น "ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็ช่างตีเหล็กและคนรับจ้าง...ข้าไม่เคยทำงานให้ใครฟรีๆโดยไม่มีค่าตอบแทน แม้ว่าครั้งนี้สเตลร่าจะเป็คนแนะนำและข้าจะยอมรับเป็กรณียกเว้นก็ตาม...แต่พวกเ้าก็ต้องจ่ายราคาและสิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกลับคืนมาให้ข้าอยู่ดี"
เอเลน่าหน้าเสียลงอีกครั้ง เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าพลางแบมืออันว่างเปล่าทั้งสองข้างออก "แต่...แต่ท่านโซร่าคะ...พวกเราไม่มีเงินทองหรือทรัพย์สินมีค่าใดๆหลงเหลืออยู่แล้วจริงๆค่ะ...ร้านก็พังพินาศขนาดนี้...พวกเราจะเอาอะไรไปจ่ายค่าตอบแทนให้ท่านได้หรือคะ..."
โซร่าเหยียดยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความลึกลับและน่าเกรงขาม "ข้าไม่ได้้าเงินทองไร้ค่า หรือเหรียญตราสกปรกๆ ของพวกขุนนางจากพวกเ้าหรอก..."
เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาประชิดตัวสองพี่น้อง ก่อนจะก้มตัวลงมาเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงที่กรีดลึกเข้าไปในจิตใจของคนฟัง
"สิ่งตอบแทนที่ข้า้าจากพวกเ้า...คือ 'ความภักดีและความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว' หลังจากที่ข้าจัดการถอนรากถอนโคนความอยุติธรรมของตระกูลขุนนางนี้ให้พวกเ้าแล้ว...พวกเ้าสองคนพี่น้องจะต้องยอมมาเป็คนรับใช้และลูกมือทำงานหนักในนาม Flame Nest ของข้าไปตลอดชีวิต โดยไม่มีสิทธิ์ร้องเรียนหรือหลบหนี...นี่คือข้อตกลงและราคาที่พวกเ้าต้องจ่ายเพื่อแลกกับความแค้นในครั้งนี้"
คำเสนอเงื่อนไขของโซร่า...ทำให้อากาศภายในร้านตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มันไม่ใช่สัญญาว่าจ้างธรรมดา ทว่ามันคือการผูกมัดชีวิตและอนาคตของพวกเธอเอาไว้กับช่างตีเหล็กหนุ่มคนนี้ไปตลอดกาล
เอเลน่านิ่งอึ้งไป เธอมองดูน้องชายตัวน้อยสลับกับมองดูใบหน้าคมคายของโซร่า ในใจของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสับสนและเป็ห่วงอนาคตของน้องชาย การต้องไปเป็คนรับใช้ทำงานหนักในโรงตีเหล็กไปตลอดชีวิต...ช่างเป็ราคาที่สูงลิบลิ่วสำหรับเด็กวัยสิบขวบ
ทว่า ก่อนที่เอเลน่าจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา... เรย์กลับก้าวเท้าออกมาข้างหน้าพี่สาวอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาของเด็กชายตัวน้อยบัดนี้ไม่มีความหวาดกลัวหรือความลังเลหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
"ข้าตกลงครับ!!!" เรย์ะโลั่นเสียงดังฟังชัด "ถ้าหากท่านโซร่าสามารถทำลายอำนาจของพวกคนเลวตระกูลอัลดริช และคืนความยุติธรรมให้พี่สาวของข้าและชาวเมืองได้...ข้ายอมสละชีวิตและอนาคตทั้งหมดของข้า! ข้าจะเป็คนรับใช้...จะเป็ลูกมือคอยลากฟืน นวดแป้งเหล็ก หรือทำอะไรก็ได้ในโรงตีเหล็กของท่านไปตลอดชีวิตโดยไม่บ่นเลยสักคำเดียวครับ! ข้าสัญญาด้วยเกียรติและรอยเืบนหัวของข้าเลย!"
เอเลน่าหันไปมองน้องชายด้วยความซาบซึ้งและใ "เรย์...แต่เ้ายังเด็กนัก..."
"ไม่เป็ไรครับพี่เอเลน่า..." เรย์หันมาส่งรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเติบโตเกินวัยให้พี่สาว "ถ้าไม่มีท่านโซร่า... พวกเราก็ไม่มีวันมีอนาคตอยู่ดี สู้พวกเราเอาชีวิตไปเดิมพันกับคนที่จะช่วยพวกเราล้างแค้นได้จริง ๆ ยังดีกว่าต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็ใต้ฝ่าเท้าของพวกขุนนางสารเลวพวกนั้นครับ!"
โซร่าจ้องมองดวงตาอันเป็ประกายไฟของเด็กชายวัยสิบขวบเนิ่นนาน... ในที่สุด เขาก็พยักหน้าออกมาอย่างพึงพอใจ แววตาสีแดงฉานฉายแววความดุดันและกระหายการต่อสู้ออกมาอย่างเด่นชัด
"ดีมากเด็กน้อย...ข้าชอบแววตาที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเ้าในยามนี้" โซร่าเอ่ยเสียงต่ำพลางเอื้อมมือหนาไปตบไหล่ของเรย์เบาๆ ทว่าแฝงไปด้วยพลังความร้อน
"สัญญาเืและข้อตกลงได้รับการยืนยันเสร็จสมบูรณ์...นับจากวินาทีนี้เป็ต้นไป... ตระกูลขุนนางอัลดริชและอำนาจฉ้อฉลของเมืองฮาร์เรน...ได้ถูกบันทึกไว้ในรายชื่อเป้าหมายที่จะต้องถูกทำลายล้างด้วยเปลวเพลิงของข้าเรียบร้อยแล้ว"
ชายหนุ่มผมแดงหันหลังกลับช้าๆ เสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้วไหวตามแรงลมฝน "พวกเ้าสองคนจงพักผ่อนและรักษาาแอยู่ที่นี่ซะ...ส่วนข้า...จะกลับไปเตรียมการที่ร้านของข้าเอง"
เขาก้าวเท้าเดินฝ่าสายฝนออกจากร้านเบเกอรี่ลูมิน่าไปอย่างเช่องช้า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของเปลวเพลิงและความหวังใหม่ที่คุกรุ่นอยู่ในใจของสองพี่น้อง