ก่อนที่นางหนูหลันหลันออกเดินทางไปกับ เ้าหลานเวรของพระองค์ ฮ่องเต้เซี่ยเส้าคังก็เห็นนางยุ่งจนหัวหมุน นางยุ่งวุ่นวายกับเื่งาน การค้าไม่พอ ยังเจียดเวลามาดูแลเื่อาหารการกินของพระองค์อีก ทั้งยังเป็ห่วงว่าพระองค์จะขาดแคลนอาหารดี ๆ กิน จึงได้สั่งสอนพ่อครัว คนสนิททิ้งเอาไว้ให้พระองค์ด้วย เมื่อครานั้นนางหนูหลัน ถึงแม้ว่านางจะไม่บ่นว่าเหนื่อย แต่ว่าก็ยังได้ยิน คำพูดระบายที่ว่า “ข้าหัวจะปวดจริงๆ”
นางมักจะพูดถึงประโยคที่พระองค์ฟังแล้วใครจะไม่เข้าใจแต่ก็เหมือนจะเข้าใจ มีบางคำให้ครุ่นคิดแล้วพระองค์ถึงกับเก็บเอาไปใช้ในบางเวลา อย่างเช่นในตอนนี้... ที่ดูเหมือนว่าจะเป็คำนิยามของคำว่าหัวจะปวดนั้นของหนูหลัน
เดิมทีในท้องพระโรงวันนี้ จะเป็งานเลี้ยงเพื่อต้อนรับคณะทูตจาก กลุ่มชนเผ่าทั้งหลายหรือที่เรียกกันว่าพวกซยงหนู เดิมทีพวกซยงหนู มีนิสัยโหดร้ายดุดัน และมักใช้กำลังในการแย่งชิงสิ่งของต่างๆ เรียกได้ว่าเป็พวกป่าเถื่อนของพวกป่าเถื่อนอีกทีหนึ่ง อันที่จริงแคว้นเซี่ย ติดต่อกับพวก ชนเผ่าน้อยมาก ส่วนหนึ่งคงเพราะว่าการเดินทางที่ยากลำบาก คงไม่มีใครไปตั้งตลาดกลางทะเลทราย กับพวกตาตาร์ที่ ก็ไม่ถูกกันยังจะมีพ่อค้าของทางแคว้นเซี่ย ไปเปิดร้านค้าแผงลอยในตลาดชายแดนซึ่งติดกับเมืองปกเขามากกว่า
นี่เป็ครั้งแรกนับั้แ่ที่พระองค์ครองราชย์มาที่ได้ ต้อนรับคณะทูตของแคว้นซยงหนู เดิมทีก็คิดว่าด้วยอำนาจบารมีของแคว้นเซี่ยและฮ่องเต้เซี่ยเส้าคังในตอนนี้ คงไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาขนาดมาเยือนถึงถิ่น แต่ว่าตอนนี้ สำหรับมีองค์ชายรองกับองค์หญิง ที่รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม พูดจาแต่ละครั้งดูโผงผาง ดุดัน มาถึงก็เรียกร้องว่าจะเปิดเส้นทางการค้ากับแคว้นเซี่ย ฝ่าาให้ฟังแล้วก็อึ้งไปเล็กน้อย พระองค์ยังสงวนท่าที ไม่ได้เอ่ยปากสิ่งใดเพียงแต่ลอบส่งสายตาเป็สัญญาณให้กับ ขุนนางตัวแทนที่ได้รับเลือกเป็ทูต ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีครั้งนี้เอ่ยปาก
ตัวแทนที่ได้รับเลือกเป็ทูตจากกรมพิธีการในครั้งนี้มีนามว่า จั่งเซียนจง เขาเป็อดีตจอหงวนเมื่อสิบปีที่แล้ว ตอนนี้เป็หัวหน้างานในกรมการค้าและการลงทุนซึ่งเป็กรมใหม่ เขามีชื่อเสียงในด้านวาทศิลป์และการเจรจาเป็อย่างยิ่ง เมื่อก่อนเข้าสังกัดกรมการคลังเป็รองเสนาธิบดี ดูแลจัดการและต่อรองการเบิกงบประมาณของเหล่าขุนนาง อาทิต้องมีวาทศิลป์อย่างแท้จริงไม่เช่นนั้น ก็คงจะต้องถูกไล่ต้อนและถูกกดดันเพื่อให้ได้งบประมาณที่แต่ละฝ่าย้า
กรมการค้าและการลงทุนเป็หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ สาเหตุที่ตั้งขึ้นมาย่อมก็เพราะว่าท่านหญิงหลันหลันทำได้ดีในสุยโจว ปรากฏการณ์พลิกแผ่นดินที่มีแต่ฝุ่นผงใต้ฝ่าเท้ากลาย เป็แผ่นดินที่มีเงินทองอยู่ใต้ฝ่าเท้า
ทำให้ฝ่าาได้เรียนรู้ว่าที่แท้แล้ว ไม่ใช่เพียงราชสำนักเท่านั้นที่จะพัฒนาแผ่นดินได้ ราษฎรทุกระดับชั้นก็สามารถช่วยเหลือกันเพื่อที่จะเจริญก้าวหน้า ไปด้วยกันได้ จั่งเซียนจง เพิ่งฉลองเข้ารับตำแหน่งไม่นานเดิมทีเขาก็ รู้สึกดีใจเป็อย่างมาก เพราะนี่เป็การเลื่อนขั้นจากตำแหน่งขุนนางขั้นสี่เป็ขั้นสาม ปีนี้อายุงานเขาค่อนข้างเยอะแล้วและก็ไม่มีสายงานที่จะได้แสดงความสามารมากนัก อีกทั้งไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ แค่ฝ่าฟันไต่เต้าขึ้นมาใหม่มาเป็ขุนนางขั้นสี่ ก็เรียกได้ว่าเก่งมากแล้ว ชีวิตที่เหลือเขาก็ไม่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็ใหญ่เป็โตเพิ่มขึ้นอีก
ทว่าพอเสียงเพลงในงานเลี้ยงเงียบลง ก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัองแก้ในกรมพิธีการฝ่ายต่างประเทศนั่น โยนงานที่ดังเป็เผือกร้อนมาให้เขา จั่งเซียนจงวัยต้นสี่สิบ ขมขื่นใจยิ่งลักษณ์งานแรกก็ต้องมาเจอ ศึกหนักอย่างนี้ ฮ่องเต้สั่งสัญญาณมาแล้วว่าให้เขาเป็คนเจรจา เื่นี้ก็จำเป็จะต้องกลั้นกลืนฝืนทนทำ
“เอ่อ...” เขาเริ่มพูด ทุกคนจึงเงียบและหันกลับมามองทางเขาเป็ตาเดียวกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้เซียนจงยิ่งประหม่า
เพราะว่าั้แ่เข้าท้องพระโรงมาหลังจากที่ทำการคารวะฮ่องเต้และแนะนำตัว พวกซยงหนู ก็ผลัดกันพูดไม่หยุดราวกับว่าชาตินี้ไม่เคยได้พูดมาก่อน ประเดี๋ยวชมว่าพระราชวังของแคว้นเซี่ยสวยงามโออ่า ประเดี๋ยวชมว่าบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง แต่อีกเดี๋ยวก็บอกว่าการเดินทางช่างยากลำบาก อีกทั้งยังตำหนิว่า ตลอดการเดินทางอันยากลำบากนี้ ทางแคว้นเซี่ยไม่มีการส่งขุนนางมารับพวกเขา ไม่มีกองกำลังมาอารักขา
หึ! เขาละอยากจะบอกคนบ้านป่าเมืองเถื่อนพวกนี้จริง ๆ ไม่ว่าคนของแคว้นใดเดินทางมาเชื่อมความสัมพันธ์ พวกเขาต่างเดินทางมาเอง และกลับเองทั้งนั้น
จะมีก็แค่ออกคำสั่งลงไปในเขตเมืองที่คณะของทูตเดินทางผ่านว่าให้มีการคุ้มครองป้องกันให้รัดกุมเพิ่มขึ้น
แต่ไหนแต่ไรก็เป็เช่นนี้ พวกซยงหนูป่าเถื่อนที่ใครเห็นใครก็กลัวอย่างพวกเ้า ถึงคราวต้องเป็คนทำท่าทางหวาดกลัวโลกกว้างราวกับแม่นางน้อยไร้เดียงสาเช่นนั้นน่ะเหรอ !
เซียนจงกัดฟันพอนึกถึงภาพที่เขาเดินทางไปกับคุณชายรองสกุลลู่ เพื่อรับชาวซยงหนูก็แค้นไม่หาย พวกเขาถึงกับจับเอามือขวาของคุณชายรองสกุลลู่ ที่ได้รับมอบหมายให้ไปร่วมเดินทางกับขบวนของพวกซยงหนูมาั้แ่แรก พอเขาไปถึงก็เรียกร้องให้ปล่อยตัวคน แต่ปรากฎว่าอีกฝ่ายถึงกับชักดาบขึ้นมา
ดีที่ว่าคุณชายรองสกุลลู่ไปด้วย เขาเป็คุณชายแสนสุภาพ และรูปโฉมนับว่าหล่อเหลาได้อยู่ แม้ว่าจะเทียบรัศมีพี่ชายคนโตของเขาไม่ได้ก็ตาม
ด้วยรูปโฉมระดับพระรองชั้นดีเช่นนี้ ทำให้องค์หญิงของซยงหนูพอใจ ดีที่ว่าคุณชายรองสกุลลู่มีภรรยาแล้ว และตนเองก็นับว่ามีชั้นเชิง รู้ทันสตรีอยู่มาก จึงได้หลุดรอดเงื้อมมื่อสตรีผู้นั้นได้ นางช่างดุร้ายเหลือเกิน...
“กระหม่อมว่าเรามาเจรจากันดีกว่า พวกท่านเอาแต่พูดเช่นนี้ เสียงดังไปเปล่าประโยชน์ เื่ที่พวกเราแคว้นเซี่ยต้อนรับไม่ดี ข้าก็ขอเป็ตัวแทนขออภัยทุกท่าน แต่เื่ที่พวกท่านเรียกร้อง มันไม่ใช่เื่เล็ก ๆ ที่จะตัดสินใจได้ในเวลานี้ ล้วนแต่ต้องพิจารณาให้ดี องค์หญิง องค์ชาย” พูดจบก็ทำท่าคารวะไปที่ผู้สูงศักดิ์ของแคว้นข้างเคียง ก่อนพูดต่อว่า
“ไม่ใช่ว่าพวกท่านจะอยู่ที่แคว้นเซี่ยสักระยะเหรอพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นข้อเรียกร้องทั้งหมดของท่าน ก็ให้คนเขียนเป็ฎีกาให้ฝ่าาพิจารณา ภายหลังฮ่องเต้ของกระหม่อมตัดสินใจว่าเช่นใดที่เหมาะสมแล้ว กระหม่อมจะเป็ตัวกลางนำสารให้พวกท่านเอง”
พอเซียนจงพูดจบเขาก็ถึงกับได้รับสายตาชื่นชมจากฮ่องเต้เซี่ยเส้าคัง และบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของแคว้นเซี่ย เพราะเขาสามารถพูดได้โดยที่ไม่เสียเปรียบ ชี้ให้เห็นเหตุผล ทั้งยังตักเตือนกลาย ๆ ไปด้วย ในสายตาคนแคว้นเซี่ย ก็เรียกได้ว่างดงามยิ่งนัก ทว่าคนซยงหนูก็ทำเพียงแค่หันไปซุบซิบกันแล้วประกาศว่า
“เื่อื่นพวกข้าจะรวบรวมแล้วส่งจดหมายไปถึงฝ่าา แต่เื่ที่องค์หญิงเราจะรับราชบุตรเขย พวกข้า้าให้ท่านส่งคนมา”
พออีกฝ่ายหยิบยกเื่ “ส่งคน” ขึ้นมา ขุนนางแคว้นเซี่ยทั้งหลายก็หันขวับไปมองลู่จางเหว่ย....