ตอนที่ 62
ผู้แบกความหวัง
ราชวงศ์ร่มพฤกษาไม่ถึงกับใจร้าย ให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบต้องเสียเวลาเปล่า กรรมการผู้คุมการทดสอบกล่าวขึ้นต่อว่า มีของรางวัลมอบให้สำหรับทุกคน และที่เด็ดสุด ก็เห็นจะเป็นรางวัลสำหรับอันดับรองชนะเลิศ...
“ อ อาวุธระดับนภา!!!…”
“ ส สิบชิ้น!!!...”
“ อาวุธระดับนภาสิบชิ้น!!!... แม่เจ้า ราชวงศ์ร่มพฤกษาใจป้ำเกินไปแล้ว”
กลับเป็นเสียงกล่าวเซ็งแซ่ของผู้ชม หากที่ตื่นเต้นเสียยิ่งกว่า ก็เห็นจะเป็นเหล่าบรรดาผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคน พวกมัน ที่แม้จะไม่อาจเป็นตัวแทน ไปเยี่ยมชมดินแดนในตำนานอย่างวังมังกรได้ แต่การแทนที่เป้าหมายด้วยอาวุธระดับนภา ก็นับเป็นอีกสิ่งที่ยั่วใจ หานเฟิงที่ยามนี้จึงได้ยินถ้อยคำสารพัด ที่ต่างก็มั่นใจว่า กลุ่มของตน ต้องได้ครอบครองศัสตราวุธระดับนภาอย่างแน่นอน
“ ฮา ๆ ๆ ๆ พวกเจ้าวางใจได้ อาวุธระดับนภา ข้า หลิวอี้ชิวผู้นี้ จะแบกรับความหวังของพวกเจ้าเอง”
ผู้กล่าวเป็นหลิวอี้ชิวที่ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผองเพื่อน พาให้หานเฟิงที่ได้ยินเข้าต้องส่ายหน้า ขบคิดว่า ราชวงศ์ร่มพฤกษาช่างคิดเสียจริงๆ
กระทั่งที่เสียงกล่าวจากกรรมการผู้คุมการทดสอบดังขึ้นสืบต่อ ทุกสรรพเสียงเซ็งแซ่จึงเงียบลง
“ สำหรับรูปแบบการแข่งขัน...”
“ เราจะแข่งขันการประลองแบบเก็บแต้ม…”
“ ต่อสู้ด้วยจำนวนคน สิบต่อสิบ…”
“ ทุกกลุ่มวนเจอกันหนึ่งครั้ง…”
“ ชนะได้หนึ่งแต้ม แพ้ไม่ได้แต้ม…”
“ เมื่อเวียนจนครบทุกกลุ่ม สี่กลุ่มที่มีจำนวนแต้มสูงสุด จะได้สิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย…”
“ ในหนึ่งวัน เราจะทำการแข่งกันจนครบทุกกลุ่ม…”
“ ดังนั้นแล้ว เราจะมีการแข่งขันในช่วงแรกทั้งสิ้น สิบห้าวัน หลังจากนั้นจึงเป็นการแข่งขันในช่วงที่สอง ก่อนจะได้ตัวแทนของอาณาจักร ไปแข่งขันต่อที่วังมังกร...”
“ เอาละ ที่นี้เรามาดูรายชื่อการจับกลุ่มแข่งขันสำหรับรอบแรกในวันนี้…”
สิ้นคำ กลางอากาศก็ปรากฏข่ายเวทย์ขนาดใหญ่ ข่ายเวทย์แสดงรายละเอียดการแข่งขัน มีชื่อกลุ่ม ที่ถูกแทนด้วยชื่อเมือง และรอบในการลงแข่งขัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น เหล่าผู้แข่งขันก็ไล่สายตา มองหาว่ากลุ่มของตนต้องพบเจอกับผู้ใด
“ เมืองไผ่ทอง...”
“ กลุ่มเราได้ประลองกับเมืองไผ่ทอง แข่งขันเป็นรอบที่แปด รอบสุดท้ายเลย...”
เป็นเสียงกล่าวที่ดังขึ้นไม่ไกลจากหานเฟิง ย่อมแน่นอนว่าเป็นสมาชิกภายในกลุ่ม
“ เมืองไผ่ทอง มิรู้ว่ามีชนชั้นระดับปราณนภาอยู่บ้างหรือไม่…”
“ ไหนเลยเจ้าทำเป็นขลาดกลัว อย่าได้ลืม ฝั่งเราก็มีพี่อี้ชิวอยู่ทั้งคน”
“ ฮาๆๆนั่นสิ ฝั่งเราก็มีชนชั้นระดับปราณนภาอยู่ตั้งหนึ่งคน”
หานเฟิงชมมองสมาชิกในกลุ่ม ที่กำลังกล่าวพูดสนทนากัน บ้างก็มองเห็นเป็นสายตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ บ้างก็เห็นเป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล แต่สำหรับหานเฟิงแล้ว มันมิรู้สึกกดดันตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย ด้วยระดับความสามารถของมัน แม้แต่กลุ่มปราณนภาสิบคนของราชวงศ์ร่มพฤกษา ก็ไม่แม้แต่จะทำให้มันรู้สึกคณามือ ที่มันต้องระวังมีเพียงท่าทีของราชวงศ์ร่มพฤกษา มันมิรู้ว่า หากมันแสดงฝีมือออกมา ราชวงศ์ร่มพฤกษา จะมีลูกไม้ใดมาเล่นกับตน
“ เอาละ กลุ่มที่ไม่ได้ประลองในรอบแรก ให้ลงจากเวที มีจุดพักประจำกลุ่มของพวกเจ้าอยู่รอบเวที ลองมองหาดู…”
สิ้นคำประกาศของกรรมการผู้คุมการทดสอบ ผู้เข้าร่วมที่มิต้องแข่งขันในรอบแรก ต่างก็ทะยอยกันลงจากเวทีประลอง หานเฟิงเองก็เดินตามหลังกลุ่มของตนไปจนถึงที่นั่งประจำกลุ่ม จากนั้น จึงเห็นสองกลุ่มที่ยังคงรั้งรออยู่บนเวทีประลอง
หนึ่งนั้นเห็นเป็นกลุ่มขององค์ชายห้า ส่วนอีกกลุ่ม เมื่อมองจากข่ายเวทย์ด้านบน จึงทราบว่าเป็นกลุ่มจากเมืองบงกชคราม
ทั้งสองกลุ่มถูกกรรมการแยกให้ไปยืนคนละฟากฝั่ง หากเพราะสนามประลองกลางแห่งนี้ใหญ่โต คนทั้งยี่สิบยืนอยู่ จึงยังคงเหลือที่ว่างอีกมากมาย กระทั่งสัญญาณเสียง “ เริ่มได้!!...” จากกรรมการผู้คุมดังขึ้น กลุ่มทางฝั่งของเมืองบงกชคราม ก็ทำในสิ่งที่ทุกคนชมดูต้องอ้าปากตาค้างไปตามๆกัน…
เป็นทั้งสิบ ล้วนกระโดดลงจากเวทีไป
กฏระเบียบการประลองสากล การลงจากเวทีถือเป็นความพ่ายแพ้ ดังนั้น ผลการแข่งขันในรอบแรกนี้ออกมาแล้ว
“ ผู้ชนะ กลุ่มราชวงศ์ร่มพฤกษา…”
กรรมการผู้คุมป่าวร้องเสียงดัง การแข่งขันรอบแรก เป็นอันสิ้นสุดลงด้วยประการฉะนี้
เสียงปรบมือต้อนรับแด่ผู้ชนะ กลุ่มราชวงศ์ร่มพฤกษาลงจากเวที แทนที่ด้วยกลุ่มการแข่งขันที่สอง เมื่อขึ้นเวทีประลองมาแล้ว ก็แยกย้ายกันยืนประจำที่ กระทั่งคำ “ เริ่มได้!!...” ของกรรมการผู้คุมดังขึ้น บนเวทีประลอง ก็ปลิวว่อนไปด้วยเม็ดยา
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
ราวกับภาพฉากคนละม้วน คู่การประลองที่สองงัดเอาทุกสิ่งอย่างขึ้นมาใส่กันอย่างดุเดือด เม็ดยาปลิวว่อน กระแสปราณทะลักทลาย ที่นอกจากเม็ดยา ก็ยังมองเห็นเป็นเคล็ดวิชา ที่ส่วนใหญ่เห็นเป็นเคล็ดสายธาตุปฐพี นอกจากนี้ก็เป็นอัคคีที่พอมองเห็นได้อย่างประปราย
เพราะอาณาจักรร่มพฤกษา ขึ้นชื่อในเรื่องโอสถสมุนไพร ดังนั้นแล้ว แนวทางการฝึกปรือเคล็ดอัคคีและปฐพีจึงเป็นหัวใจหลักที่มิอาจขาด อัคคีนั้นใช้สกัดกลั่นโอสถ ส่วนปฐพีก็ใช้เพาะปลูกสมุนไพร เมื่อมีสองสายธาตุให้ฝึกฝน เคล็ดวิชาที่ข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ จึงมีติดไม้ติดมือเอาไว้เหมือนกัน ดังนั้น ในการประลองที่นอกจากกระแสปราณที่ปะทุออกมาจากเม็ดยาแล้ว ก็ยังมีเปลวอัคคีจากเคล็ดวิชาที่พวยพุ่ง และเคล็ดปฐพีที่ก่อรูปเป็นกำแพงหนาป้องกัน
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
เสียงการต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว กระแสปราณทะลักทะลาย เรียกเป็นเสียงเชียร์ให้ดังกึกก้องไปทั่วสนาม ผู้ชมโดยรอบ ต่างก็นั่งกันไม่ติด เป็นต้องลุกขึ้นชูไม้ชูมือส่งเสียงเชียร์กันอย่างเมามันส์
กระทั่งที่กระแสการต่อสู้บนสนามเริ่มแปรเปลี่ยน เมื่อมีฝ่ายหนึ่ง ตัดสินใจส่งหนึ่งผู้ประลอง ตีฝ่าพิรุณเม็ดยาเข้าประชิดฝ่ายตรงข้าม ความโกลาหลจึงบังเกิดขึ้น เมื่อคนผู้นั้นกระทำได้สำเร็จ ระลอกการจู่โจมที่ควรจะสาดซัดกดดันไปที่ฝั่งตรงข้าม จำต้องแบ่งมาป้องกันจากการตีฝ่าเข้าประชิดของคนผู้นี้ การจู่โจมจึงสะดุดลง แต่ก็เพียงแค่ชั่วขณะ เพราะคนผู้นั้น ถูกกลุ้มรุมจู่โจมจนหมดสภาพไป
แต่ทว่า เมื่อระลอกการจู่โจมกดดันได้สะดุดลงแล้ว ก็เป็นช่องว่างให้อีกฝ่ายโหมจู่โจมเข้ามาอย่างเต็มกำลัง การเสียสละของคนผู้นั้นไม่สูญเปล่า เมื่อท้ายที่สุด กลุ่มของตนเป็นฝ่ายได้ชัย
การแข่งขันในรอบที่สองจบลง สำหรับผู้บาดเจ็บ หากไม่สาหัสยังมิต้องหวาดเกรงว่าพรุ่งนี้จะลุกขึ้นมาแข่งต่อไม่ไหว เพราะอาณาจักรร่มพฤกษามากไปด้วยโอสถเม็ดยา เพียงข้ามคืน ก็รักษาอาการบาดเจ็บจนทุเลา
กลุ่มการประลองที่สองจบลงพร้อมกับเสียงปรบมือที่กึกก้อง ผู้ชมเต็มอิ่มกับการประลองที่ตื่นเต้นเร้าใจ ผู้ชนะก้าวลงจากเวทีด้วยความยินดี ส่วนผู้แพ้ยังคงไม่ถึงกับหมดหวัง การประลองเพียงพึ่งจะเริ่มต้น ยังมีอีกหลายรอบให้แก้มือ
กลุ่มการประลองที่สามประจำตำแหน่ง สิ้นเสียง “ เริ่มได้!!...” ของกรรมการผู้คุม ก็ปรากฏภาพฉากเหตุการณ์เดียวกันกับคู่ประลองที่แล้ว ผู้ชมส่งเสียงเฮลั่น เปิดฉากมาก็งัดเอาทุกสิ่งอย่างเข้าใส่กันอย่างสุดตัว ต้องกล่าวว่า อาวุธระดับนภา ช่างส่งกลิ่นหอมยวนใจเสียจริง
การต่อสู้ปะทุไปอย่างดุเดือด ความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายหนึ่งเลียนแบบแนวความคิดจากกลุ่มการประลองที่แล้ว ส่งหนึ่งผู้เสียงสละออกไป แต่ทว่า แนวความคิดเดียวกัน ใช่ว่าจะต้องสัมฤทธิ์ผลดุจเดียวกัน ท้ายที่สุด กลับเป็นฝ่ายปราชัย การเสียสละของคนผู้นั้น กลายเป็นเสียงป่าวร้องด้วยความยินดีของฝ่ายตรงข้ามไป
ผู้ชนะยังคงตบเท้าลงจากเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือที่กึกก้อง กลุ่มการประลองต่อมาก้าวขึ้นเวที การประลองเริ่มขึ้น หากกลุ่มการประลองนี้จบลงอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะ หนึ่งในนั้นมีชนชั้นระดับปราณนภา หากมิใช่เพียงแค่หนึ่ง แต่มีด้วยกันถึงสองคน
“ เมืองสนอัคคี กลับมีชนชั้นปราณนภาถึงสองคน...”
เป็นเสียงกล่าวที่ดังขึ้นจากสมาชิกผู้หนึ่ง ที่อยู่กลุ่มเดียวกันกับหานเฟิง ผู้กล่าว ที่ยามนี้กำลังทอดสายตามองสองชนชั้นปราณนภา ตบเท้าก้าวลงจากเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือที่กึกก้อง เป็นชัยชนะอันเบ็ดเสร็จ ที่ผู้เข้าแข่งขันด้วยกันชมดูยังรู้สึกกดดัน
“ หากเมืองใบไม้ร่วงเราต้องปะมือกับเมืองสนอัคคี นี่คงยากที่เราจะได้ชัยแล้ว…”
“ นั่นก็ยังไม่แน่นัก...” สมาชิกในกลุ่มอีกผู้หนึ่งกล่าวแย้ง “ เห็นอยู่ว่ามันสองล้วนฝึกปรือเคล็ดอัคคีมาในแนวทางของการต่อสู้ มิใช้สกัดกลั่นโอสถ ดังนั้น พี่อี้ชิวเราย่อมมีเปรียบ”
“ มีเปรียบบ้านเจ้าสิ สองคนนั้นมาจากเมืองสนอัคคี มิใช่ผู้ฝึกปรือเคล็ดอัคคีในแนวทางการต่อสู้ทั่วๆไป เจ้าคงไม่หลงลืมไปแล้วกระมัง ว่าเมืองสนอัคคีมีสำนักใดตั้งอยู่?”
กล่าวถามขึ้นมา พอเห็นสีหน้างุนงงของสหายร่วมศึก ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวคำขึ้นต่อ “ เป็นวิหารเทพอัคคี”
พอได้ยินคำของสหาย คนผู้นั้นก็กลายเป็นอึงงัน มันเข้าใจในทันที ว่าสหายต้องการจะกล่าวสิ่งใด
“ วิหารเทพอัคคี สำนักในเครือของนิกายเพลิงสวรรค์ แล้วเจ้าก็อย่าได้ลืมเลือนอีก ว่านิกายเพลิงสวรรค์ เป็นสี่แดนผู้พิทักษ์ ดังนั้น เคล็ดอัคคีธาตุของมันจึงมิอาจดูเบา”
สหายฟังคำก็กลืนน้ำลายพร้อมผงกศีรษะรับ “ เช่นนั้น พ่ายให้กับเมืองสนอัคคีก็คงไม่แปลกอันใด...”
กระทั่งที่กลุ่มการประลองคู่ต่อมาก้าวขึ้นเวที ชัยชนะที่เบ็ดเสร็จ ก็ปรากฏขึ้นมาให้ทุกผู้ได้เห็นเป็นขวัญตาอีกครั้ง เมื่อกลุ่มหนึ่งนั้นกอปรไปด้วยสองชนชั้นนภาอีกเช่นกัน
“ เมืองหมอกมายา…”
“ เป็นเมืองหมอกมายา ที่ค่อนข้างจะได้รับอิทธิพลจากหุบเขาหมอกมายา ผู้ฝึกตนที่นั่น ล้วนมีความสามารถในศาสตร์แห่งพิษที่เป็นเลิศ”
ผู้กล่าว กล่าวพร้อมกับจับจ้องไปบนเวที ที่บัดนี้มองเห็นเป็นกลุ่มคนจากเมืองหมอกมายา ที่กำลังง่วนอยู่กับการจ่ายยาถอนพิษ ให้กับฝ่ายตรงข้าม หลังจากที่ฝ่ายของตนได้ชัยมาอย่างขาดลอย
“ หากจะพ่ายให้กับเมืองหมอกมายาอีกสักเมือง ก็คงไม่เป็นไร...”
หลังจากทุกสิ่งอย่างบนเวทีกลับมาสงบเรียบร้อย กลุ่มการประลองต่อไปก็ก้าวขึ้นเวที การแข่งขันยังคงดุเดือด รางวัลที่ราชวงศ์ร่มพฤกษามอบให้ในแต่ละอันดับ ยังคงหอมหวลชวนให้ผู้คนอยากที่จะไขว่คว้ามาครอง
เวลาล่วงผ่าน จนกระทั่งบ่ายคล้อย บัดนี้ การแข่งขันก็จบสิ้นไปแล้วเจ็ดรอบการประลอง จึงเหลืออีกเพียงแค่หนึ่งรอบการประลอง เป็นสองกลุ่มสุดท้าย...
“ เมืองใบไม้ร่วง พบกับ เมืองไผ่ทอง ทั้งสองกลุ่มขึ้นประจำตำแหน่งบนเวที”
เป็นเสียงกล่าวดังกังวานของกรรมการผู้คุม จึงพาให้ทั้งสองกลุ่มตบเท้าขึ้นเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือต้อนรับ เจ็ดรอบการประลองผ่านพ้น หากไม่นับรอบแรก อีกหกรอบที่เหลือล้วนต่อสู้กันอย่างดุดเดือดเลือดพล่าน ผู้ชมส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนานเมามันส์ จึงยังคงคาดหวังให้รอบการประลองรอบสุดท้าย เรียกเอาความตื่นเต้นเร้าใจออกมาให้ชมมอง
“ เมืองไผ่ทองก็มีชนชั้นปราณนภาเช่นกันกับข้า...” ผู้กล่าวเป็นหลิวอี้ชิว
“ แต่พวกเจ้ามิต้องกังวล เมื่อข้าประกาศแล้ว ว่าจะขอแบกรับความคาดหวังของพวกเจ้าไว้บนบ่า ข้า หลิวอี้ชิวผู้นี้ ก็จะไม่ทำให้พวกเจ้าต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
เสียงกล่าวของหลิวอี้ชิวปลุกกำลังใจให้กับมิตรสหายได้เป็นอย่างดี กระทั่งที่การประลองเริ่มขึ้น การต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านก็บังเกิดขึ้นมา
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
ภาพเหตุการณ์มิได้ต่างไปจากกลุ่มการประลองก่อนหน้า เสียงระเบิดตูมตาม เม็ดยาปลิวว่อน ลมปราณทะลักทลาย กำแพงปฐพีถูกเรียกขึ้นมาขวางกั้น ที่อยู่เบื้องหลังคือกลุ่มคนที่ซัดขว้างเม็ดยาออกไป หากจะเหลือก็แต่หานเฟิงที่มิได้ซัดขว้างเม็ดยาเหมือนเช่นคนอื่นๆ แต่มันก็มิได้งอมืองอเท้านิ่งเฉย มันยังร่ายใช้กำแพงปฐพีออกมาปกป้องพวกพ้องอยู่เป็นระยะ ทั้งยังแสร้งเป็นคล้ายจะตรึงมือยิ่ง หากสายตาก็จับจ้องอยู่กับทิศทางของการต่อสู้ ย่อมแน่นอนว่า หากฝ่ายของมันปรากฏเค้าลางแห่งความปราชัย มันจะต้องสอดมือเข้ากอบกู้สถานการณ์อย่างแน่นอน
เวลาผันผ่าน การต่อสู้ล่วงผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ฝ่ายของหานเฟิงก็เริ่มจะบังเกิดเค้าลางแห่งความปราชัย เมื่อหลายคนเริ่มเหน็ดเหนื่อยหมดแรง ยิ่งโดยเฉพาะกับหลิวอี้ชิว มันที่ยามนี้ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ดวลเดี่ยวซัดขว้างเม็ดยาอยู่กับคู่ต่อสู้ปราณนภาของอีกฝ่าย หากเป็นทางฝ่ายนั้น ที่คล้ายจะมีฝีมือจัดเจนกว่า ผลจึงยิ่งมายิ่งคล้ายว่ามันจะปราชัย
กระทั่งที่เสียงระเบิด “ ตูมมม…” ดังขึ้น เปลวอัคคีลุกโหมอย่างร้อนแรง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยเจ็บปวด
“ อ๊ากกกกก!!!...”
ภาพที่เห็นกลับเป็นชนชั้นปราณนภาของฝ่ายตรงข้าม ที่ร่วงดิ่งลงมาพร้อมกับเปลวเพลิง ภาพฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกผู้ตกตะลึง
“ ม มันร่วงแล้ว!!!... ลุยเลย”
เสียงกล่าวจากซ่งจางหมิงกังวานก้อง ปลุกพาขวัญกำลังใจของฝ่ายตนให้ลุกโชน หากแต่เป็นฝ่ายตรงข้าม ที่กลับกลายเป็นท้อถอยหมดกำลัง เมื่อผลการดวลเดี่ยวของปราณนภา สรุปออกมาว่าฝ่ายของตนเป็นผู้ปราชัย
ระลอกการจู่โจมอย่างดุดัน จึงถูกซัดกระหน่ำจากทางฟากฝั่งของกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง ส่วนกลุ่มเมืองไผ่ทองที่หมดกำลังใจ จึงเป็นฝ่ายต้องปราชัยในเวลาต่อมา
เสียง “ เฮ…” ดังขึ้นลั่นเวที พระเอกของงาน… หลิวอี้ชิว ถูกพรรคพวกกรูกันเข้ารุมล้อมแสดงความยินดี เป็นฝ่ายของมันได้ชัย เป็นเม็ดยาระเบิดเพลิงที่มันคว้างออกไปเม็ดนั้น พลิกเปลี่ยนสถานการณ์จนกลับกลาย
หลิวอี้ชิวท่ามกลางวงล้อมยังคงงุนงง เม็ดยาระเบิดเพลิงธรรมดาๆของตน ไฉนจึงรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็น แต่พอขบคิดแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องไปขบคิดมันอีก ชนะก็คือชนะ เมื่อชัยชนะเป็นของฝ่ายตน ทั้งเป็นตนนำพาชัยชนะมา เช่นนี้ย่อมต้องดีใจ
“ ชนะ!!!...”
มันประกาศกร้าว ยกชูสองมือขึ้นฟ้าอย่างภาคภูมิ
“ ผู้แบกความหวัง…”
มิรู้เป็นผู้ใดกล่าวขึ้น จากนั้น คนทั้งกลุ่ม ก็ป่าวตะโกน ผู้แบกความหวัง ต่อหลิวอี้ชิวจนเสียงดัง ส่วนผู้แบกความหวังตัวจริงอย่างหานเฟิง ที่บัดนี้เพียงกอดอกชมมองอย่างขบขันอยู่ไม่ไกลห่าง หากเมื่อครู่มิใช่มันลอบเร้นแทรกแซง แฝงเปลวอัคคีของตน เข้าไปในเม็ดยาระเบิดเพลิงของหลิวอี้ชิวอย่างแยบยล มีหรือ ที่เปลวอัคคีในครานั้น จะรุนแรงเพียงพอที่จะพลิกเปลี่ยนสถานการณ์
“ ผู้แบกความหวัง?...”
หานเฟิงกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา สายตาจับจ้องอยู่ที่หลิวอี้ชิว มุมปากยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ นามเรียกหาที่น่าขบขันเช่นนี้ มอบให้แก่เจ้าก็แล้วกัน”