บทที่ เจ็ดสิบเอ็ด
กลิ่นหอมสะอาดลอยคลุ้งอยู่ภายในตำหนักฟู่ตงผสมผสานกับกลิ่นกลีบดอกไม้อบของเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งผ่านการจัดเตรียมโดยนางกำนัลทั้งสองอย่างละเอียดอ่อนหลิวชิงเซียงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองกรอบฉลุลายกลีบดอกอวี้หลันที่วางประดับอยู่ในอ่างน้ำล้างหน้าข้างส่งกลิ่นจางๆ
เสื้อผ้าชุดใหม่ถูกนำมาวางเรียงรายบนเตียงผ้าแพรอย่างเป็นระเบียบหนึ่งในนั้นเป็นผ้าไหมสีครามทอลายใบหลิว แผ่นรองอกเสริมผ้าหนังบางบุด้านในตะเข็บแขนแน่นหนาไร้ส่วนรุ่มร่าม กระโปรงตัวนอกผ่าแยกชิ้นยาวพอเหมาะสำหรับขี่ม้าทับด้วยเสื้อคลุมสีเทาควัน
หลิวชิงเซียงยกมือรวบผมมวยสูงบ่าวสาวประจำตำหนักช่วยปักปิ่นหยกขาวเรียบง่ายหนึ่งเล่มแทนปิ่นทองหรูหราเสื้อคลุมทับขับความรู้สึกอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา
ระหว่างนั้นสนามประลองด้านตะวันออกของวังหลวง ขันทีหลี่ต้ากงรับราชโองการจากฮ่องเต้แล้วเร่งส่งคนกลับไปยังตำหนักเฉียนชิงเพื่อนำคันศรส่วนพระองค์ที่เก็บเอาไว้มาที่ลานประลองไม่นานนัก ขันทีน้อยที่ได้รับมอบหมายก็เร่งนำสิ่งของกลับมา พร้อมกล่องไม้ดำฉลุลายบุซับในด้วยผ้าไหมสีทองอ่อนยามเปิดฝากล่องออก บรรดาขุนนางข้างสนามและเหล่าแม่ทัพนายกองล้วนยืดคอมองอย่างสนใจ
ทว่าเมื่อลอบมองเนื้อไม้ของคันศรกลับพบว่า..มิใช่คันศรที่เคยอยู่เคียงคู่ฮ่องเต้ที่ตกทอดมาตั้งแต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนคันศรนี้แม้รูปทรงจะคล้ายกัน ทว่าขนาดย่อมกว่านิดหน่อย น้ำหนักคาดว่าบางเบากว่าและลวดลายบริเวณปลายด้ามนั้นประณีตงดงามเป็นพิเศษ ลวดลายปีกหงส์แผ่สยายเรียงซ้อนกลืนไปกับด้ามจับขัดเรียบจนสะท้อนแสง
“นี่มิใช่คันศรที่ฝ่าบาทใช้ฝึกยิงมิใช่หรือ?” ขุนนางผู้หนึ่งกระซิบถามคนข้างกายเบาๆ
“ไม่ใช่ แต่คล้ายกันมากขนาดนี้..ทำขึ้นพิเศษหรือไม่?” อีกผู้หนึ่งเอ่ยด้วยเสียงแผ่ว “หรือว่า..ทรงตั้งใจจะพระราชทานแก่ผู้เป็น..ฮองเฮาในอนาคต?”
คำถามที่ไม่ได้มีคำตอบถูกส่งผ่านกันไปทั่วสนามแม้จะไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยออกตรงๆทว่ากลิ่นของการคาดเดาก็ลอยตลบคล้ายหมึกจีนบนกระดาษที่ยังไม่แห้งผู้คนเริ่มสนทนาแผ่วเบาความคิดต่างเป็นหนึ่งเดียว เทียนหลงฮ่องเต้คงชื่นชมสตรีผู้มากความสามารถด้านวรยุทธ์เป็นแน่แท้ทั้งเปลี่ยนกฎหรือเตรียมอาวุธคู่ใจเช่นนี้ รอเพียงแต่สตรีคนไหนจะเหมาะสมที่สุดแต่เวลานี้สตรีผู้เดียวที่จะได้แสดงฝีมือในสนามฝึก จะได้ใช้คันศรคู่กายสตรีของจักรพรรดิ..อนาคตอาจจะเป็นนางก็ได้
ไม่ช้าหลิวชิงเซียงก็กลับมาถึงสนามประลองอีกครั้งร่างเพรียวในชุดใหม่กระชับรัดกุม ก้าวเดินมั่นคงอย่างคนเคยฝึกศัสตราท่าทางของนางต่างไปจากสตรีทั้งหลายที่มุงดูอยู่เบื้องหลังม่านบังตามุมหนึ่งแม้จะไร้เสียงโห่ร้องยินดีจากใคร แต่นางก็เดินตรงไปยังที่หมายอย่างสงบ
หลี่ต้ากงเดินเข้ามาใกล้ท่าทีให้เกียรติอย่างเห็นได้ชัด เขาโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนผายมือไปยังบัลลังก์ของฮ่องเต้“หลี่ผิน เชิญพ่ะย่ะค่ะ”
นางพยักหน้าเบาๆแล้วสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังเบื้องหน้าของบัลลังก์ ครั้นไปถึงก็ชะลอก้าวยอบกายคุกเข่าทำความเคารพอย่างงามสง่า “ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
โม่เหวินหานทอดสายตามองนางแววตาลึกล้ำราวคลื่นใต้น้ำในบึงมืด มือขวาที่ยังถือคันศรเอาไว้ไม่ได้ขยับสักนิด “ลุกขึ้นเถิด” เสียงเขาเอื้อนเอ่ยไม่ดังนักแต่ชัดถ้อยชัดคำหญิงสาวยืดตัวขึ้นอย่างนุ่มนวล แววตาหลุบต่ำ
ด้านบุรุษอีกฝ่ายเขาก็ไม่คิดจะส่งคันศรให้นางทันที โม่เหวินหานกลับก้าวลงจากบัลลังก์หนึ่งก้าวสองก้าว จนกระทั่งยืนอยู่เบื้องหน้าหลิวชิงเซียงเพียงช่วงตัวหนึ่งเท่านั้นกลิ่นเฉพาะของผืนอาภรณ์ปักดิ้นทองประจำองค์จักรพรรดิปะทะปลายจมูกแต่สายตานางยังคงแนบแน่นกับพื้น
เขาโน้มตัวเล็กน้อยเอ่ยเสียงแผ่วพอเพียงสำหรับคนตรงหน้าได้ยินเท่านั้น “ถ้าเจ้าชนะเราจะอนุญาตให้ออกไปเที่ยวนอกวังหนึ่งวัน”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าแลบในใจของหลิวชิงเซียงนางรู้ทันทีว่าเขารู้..เขารู้ดีว่าต่อให้นางพ่ายแพ้และถูกเหยียดหยามวาจา นางก็หาได้ใส่ใจไม่เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถพรากความเป็นตัวนางไปได้ แต่ข้อเสนอนี้..เป็นของล้ำค่าสำหรับคนที่เหมือนถูกกักขังด้วยรั้ววัง
"ออกไปเพียงคนเดียว?" นางถามกลับด้วยเสียงเบาอย่างยากจะกลั้น
โม่เหวินหานทอดถอนใจเบาๆเสียงนั้นเหมือนพายุใบไม้ร่วงนับหมื่นพัน "ได้"
เขาจึงยื่นคันศรให้นางคันศรนั้นทำจากไม้สนดำเงางาม แผ่นไม้ขัดจนเรียบสนิทปลายด้ามฉลุลายละเอียดเป็นรูปปีกหงส์สองชั้นแผ่คลี่ใต้ปีกหงส์มีลายเส้นจารึกบางๆ เป็นอักขระคล้ายบทกลอนโบราณตัวสายธนูถักด้วยไหมแช่ในน้ำยาสมุนไพรพิเศษจนให้ความตึงและยืดดีเยี่ยมเส้นไหมสีเงินขาวสะท้อนแดดราวเส้นด้ายแห่งโชคชะตา
“ขอบพระทัยเพคะ” หลิวชิงเซียงรับคันศรด้วยสองมือประคองแน่นราวกับเป็นอาวุธคู่ใจ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงพริบตาเพียงพอให้เห็นประกายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในดวงตาดำสนิทของจักรพรรดิก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้งแล้วถอยหลังออกมาอย่างสง่างาม
ผู้คนรอบสนามที่มองภาพนั้นล้วนสงัดราวถูกสะกด เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมหลิวชิงเซียงเดินกลับไปยังจุดเริ่มขึ้นม้า ผ้าคลุมของนางสะบัดเบาๆ ตามแรงก้าวแม้จิตใจจะเริ่มคุกรุ่นเพราะเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะแต่คืออิสรภาพที่รอคอย เพียงวันเดียวไร้การระแวดระวังจากความกลัวที่จะถูกจับได้ว่าทำผิดกฎวังหลวงเพียงวันเดียวสามารถทำอะไรได้มากมาย
ไม่นานหลังจากหลิวชิงเซียงรับคันศรจากผู้เป็นฮ่องเต้การประลองขี่ม้ายิงธนูที่ทุกผู้คนในสนามประลองรอคอยก็เริ่มต้นขึ้น
สนามแข่งขันได้รับการจัดอย่างพิถีพิถันในเวลาไม่นานแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ด้านหนึ่งเป็นลานกว้างทอดยาวไปจนสุดสายตาตรงกลางเป็นทางวิ่งสำหรับม้าส่วนอีกฟากติดตั้งเป้าธนูสามเป้แต่ละเป้ตั้งห่างกันประมาณสิบจั้งและมีเป้าเคลื่อนที่ติดตั้งบนรอกเลื่อนซ่อนกลไกใต้พื้นสนามที่เพิ่งจะประกอบขึ้นโดยจะมีคนชักลอกให้เคลื่อนที่ตลอดเวลาเป็นจังหวะ
การประลองในครั้งนี้มิใช่เพียงการทดสอบความแม่นยำหากแต่เป็นบทพิสูจน์ของสมาธิความมั่นคงของจิต และการควบคุมร่างกายในภาวะที่ไม่มั่นคงม้าที่จะใช้ในการแข่งขันนั้นถูกฝึกมาอย่างดีเป็นม้าศึกสายพันธุ์หนานจิงอันขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและความดุพวกมันจะควบเต็มฝีเท้าในระยะจำกัดโดยไร้ผู้คุมปล่อยให้ผู้ขี่ต้องบังคับควบคุมและยิงธนูไปพร้อมกัน
หลันตี้จิงองครักษ์หญิงจากแคว้นเฉาหนานก้าวออกจากกลุ่มอย่างมั่นใจ ร่างสูงโปร่งในชุดเกราะอ่อนสตรีแนบกายผิวขาวเหลืองของนางตัดกับแสงแดดทำให้ดูคล้ายรูปปั้นจากดินสง่างาม
ข้างกันนั้นหลิวชิงเซียงปรากฏตัวด้วยท่าทีสงบนิ่งชุดที่สวมอยู่แม้เรียบง่ายแต่กระชับเข้ารูปสำหรับการขี่ม้า สีครามเข้มคล้ายวันฟ้าก่อเมฆครึ้มบนไหล่ทั้งสองแนบด้วยเกราะหนังสีน้ำตาลเข้ม ฝ่ามือขวาจับคันศรมั่นคง
ทั้งสองขึ้นม้าประจำตำแหน่งก่อนการแข่งขันจะเริ่มเสียงแตรเป่าแหลมดังขึ้นก้องทั่วสนาม บรรยากาศที่คุกรุ่นยามบ่ายก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ในใจของหลิวชิงเซียงครู่หนึ่งมีภาพวันหนึ่งย้อนกลับมาวันที่นางพ่ายแพ้ต่อโม่เหวินหานในสนามฝึกแห่งนี้เมื่ออดีตเป็นฝีมือที่ดีที่สุดของนางแล้วแต่มิใช่หลิวชิงเซียงในวันนี้ ตอนนั้นนางรู้สึกอับอายแต่ก็ยอมรับความจริง หลังวันนั้นนางจึงฝึกธนูอย่างหนักทุกครั้งก่อนฝึกอาวุธอื่นตราบจนฝ่ามือด้านจนแผลเดิมแตกซ้ำซากแต่ก็ไม่ยอมหยุด ถึงนางรู้ดีว่าสตรีเช่นนางในเวลานั้นเป็นสนมเต็มตัวแล้วคงไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดแต่ใจที่ไม่ยอมแพ้ที่อยากจะเอาชนะบุรุษเจ้าของบัลลังก์มังกรในสักวัน ไม่คาดคิดว่าวันนี้อาจจะได้ใช้ประโยชน์
"พร้อมหรือไม่?" เสียงขันทีผู้ประกาศดังขึ้น
หลิวชิงเซียงยกคันศรขึ้นประคองบนเข่าสายตาจดจ่อที่ปลายสนาม มือข้างหนึ่งแตะขนนกที่ติดอยู่ปลายลูกธนูก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ด้านหลันตี้จิงเองก็พยักหน้า สายตานางคมกริบเหมือนเหยี่ยวที่กวาดมองเหยื่อ
เสียงตีฆ้องดังขึ้นอีกครั้งม้าทั้งสองพุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกันจังหวะการเคลื่อนที่แรกเริ่มเหมือนเป็นภาพในสายตาช้ากว่าความจริงทุกฝีเท้าม้าที่กระแทกพื้นพาเสียงฝีเท้าและฝุ่นผงกระจายฝั่งหลันตี้จิงควบม้าพลันยกธนูเล็งเป้าแรกทันทีโดยไม่รีรอลูกธนูพุ่งฉีกอากาศทะลุศูนย์กลางอย่างเฉียบขาด ได้เสียงโห่ร้องจากฝั่งผู้ชม
ด้านหลิวชิงเซียงกลับเล็งช้ากว่าเพียงครู่เดียวลูกธนูแรกของนางเข้าเป้าศูนย์กลางเช่นกัน แต่เมื่อช้ากว่าก็คือแพ้ไม่ได้คะแนน ตามหลังหนึ่งแต้มทว่าดวงตาของนางกลับยังสงบนิ่งมิได้แสดงอารมณ์ใด
เป้าที่สองเป็นเป้าเคลื่อนที่ขยับจากซ้ายไปขวาด้วยความเร็วไม่คงที่หลันตี้จิงที่แม้เป็นองครักษ์แต่ก็เคยฝึกการลอบสังหารมาก่อนย่อมแม่นยำยิ่งยวดแต่เมื่อเห็นฝีมือคู่ต่อสู้อีกฝ่ายที่ไม่ด้อยกว่าจึงต้องแย่งความได้เปรียบที่ความเร็วเมื่อเล็งกลางเป้าได้แล้วปล่อย ลูกธนูของนางเฉี่ยวกลับปักเข้าขอบกลางของเป้า
หลิวชิงเซียงขณะเดียวกันกลับขยับสายตาเล็กน้อยก่อนปล่อยลูกธนูของตนลูกธนูยังช้ากว่าอีกฝ่าย แต่เมื่อลูกธนูแหวกอากาศคล้ายเส้นแสงตรงเข้าเป้าหมายตรงสีแดงกลางพอดีแม้จะช้ากว่าแต่แม่นกว่าจึงได้แต้มเมื่อแต้มกลายเป็นหนึ่งต่อหนึ่งจึงเรียกเสียงฮือฮาเพราะความแม่นที่สูสียิ่งขึ้น
ม้าทั้งสองควบผ่านไปถึงเป้าสุดท้ายซึ่งเป็นเป้าเล็กที่แขวนบนเชือกและแกว่งไปมาตามแรงลมเทียมจากกลไกที่ซ่อนไว้เป้านี้จะตัดสินว่าใครคือผู้ชนะ เพราะเป็นเป้าที่ผู้แข่งขันต้องเล็งในขณะม้ากำลังเบนทางโค้งและเร่งความเร็ว
หลันตี้จิงรีบวาดคันศรอย่างมั่นใจธนูในมือพุ่งออกด้วยจังหวะที่เหมาะสม แต่ชั่วเวลาที่นางละความสนใจปล่อยจากบังเหียนใช้เพียงแรงจากตัวช่วงล่างบังคับม้าม้าใต้ตัวที่เข้าช่วงโค้งจึงเบี่ยงหัวกะทันหัน หากแต่ลูกธนูยังเล็งไปที่เป้าและปล่อยออกไป
ขณะเดียวกันนั้นหลิวชิงเซียงขยับธนูในมือแน่นราวเป็นส่วนหนึ่งของร่างนางมองเป้าที่ส่ายไหวไปมาอยู่กลางอากาศ จากนั้นเอี้ยวตัวกลับหลังเพียงเล็กน้อยมือซ้ายที่บังคับม้าพันสายบังเหียนกับข้อศอกใช้บังคับม้าแล้วยันตัวขึ้น มือซ้ายยกธนูปลายนิ้วมือขวาดึงปลายขนนกของลูกศรวาดสายตาเล็งพลางกลั้นลมหายใจไว้ ในเสี้ยวอึดใจนั้นดวงตานางจดจ่อเหมือนคนที่รอจังหวะหนึ่งในหมื่น
“เปรี้ยง!” เสียงธนูดังสะท้อนทั่วสนามพร้อมกันกับของหลันตี้จิงด้านองครักษ์หญิงจากเฉาหนานเข้าเป้าส่วนเส้นขาวตัดใกล้สีแดงแต่ของหลี่ผินกลับปักกลางเป้าเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำจนแผ่นไม้ที่แขวนอยู่เกิดรอยแตกครึ่งกลางในทันที
ผู้ชมลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัวเสียงตบมือดังขึ้นเหมือนระลอกน้ำ ซัดกระเพื่อมไปทุกมุมสนาม
หลิวชิงเซียงควบม้าชะลอความเร็วกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง สีหน้าของนางยังสงบนิ่งอย่างเดิม มีเพียงแต่รอยยิ้มบางๆเท่านั้น ก่อนยกมือขวาขึ้นทาบอกแล้วโค้งตัวคำนับให้แก่บุรุษผู้สูงศักดิ์สายตาที่เงียบงันของจักรพรรดิกำลังทอดมองลงมา แม้จะๆม่ได้เอ่ยสิ่งใดแต่ดวงตาของเขาเปี่ยมการแสดงความยินดี
“การแข่งขันสิ้นสุด ผู้ชนะ..หลี่ผิน!”
เสียงประกาศดังขึ้นชัดถนัดเหล่าขุนนาง สนมและเหล่าราชบริพาร ขันทีนางกำนัลมากมายต่างมองหลิวชิงเซียงด้วยสายตาแปรเปลี่ยนไม่ใช่เพียงสตรีผู้มีตำแหน่งด้วยโชคชะตาอีกต่อไป แต่คือผู้ที่คว้าชัยชนะมาให้แผ่นดินจินหยางอย่างภาคภูมิ
หลังเสียงประกาศชัยชนะของหลี่ผินร่างเพรียวในชุดขี่ม้าสีครามเข้มก็เริ่มสาวเท้ากลับมายังที่นั่งของเหล่าราชวงศ์จินหยางในทุกก้าวย่างของนาง เสียงสรรเสริญเบาๆ ดังพาดผ่านทิศทางต่างๆ บ้างเปล่งวาจาชื่นชมบ้างเพียงกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงปนความแปลกใจแต่เมื่อมีชื่นชมก็ย่อมมีสายตาไม่สบอารมณ์เช่นกัน
เสียงกระซิบดังแว่วๆที่นางจับใจความไม่ได้ ไม่ว่าจะ “สตรีผู้นี้..มิคิดว่ามีฝีมือถึงเพียงนี้” หรือจะเป็น “กล้าควบม้าศึกทั้งยิงธนูปักกลางจนแตก..เห็นทีจะมิใช่สตรีธรรมดา” “วังหลังครั้งนี้จะมีผู้งดงามควบคู่ความสามารถจริงๆแล้ว”
ท่ามกลางเสียงกระซิบที่ไม่มีวันเป็นความลับร่างบางเดินผ่านโดยไม่แสดงอารมณ์ใดตอบรับ สายตาของนางแน่วแน่ มั่นคงมิเหลือบแลไปยังวาจาร้ายหรือคำชม เมื่อถึงเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง ร่างเพรียวนั้นยอบกายลงอย่างนอบน้อมหญิงสาวคุกเข่าลง มือประคองคันศรที่เพิ่งใช้แข่งขันยกสูง เงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตาคมปลาบยังคงสงบนิ่ง
หลี่ต้ากงผู้คอยประจำข้างกายฮ่องเต้เดินเข้ามารับคันศรนั้นไปด้วยมือทั้งสองประคองอย่างระมัดระวังก่อนจะหันไปหยิบกล่องไม้ดำฉลุทองที่วางบนพานข้างบัลลังก์เปิดกล่องแล้วจัดเก็บคันศรกลับอย่างบรรจง ปิดฝาแน่นหนาราวกับสิ่งนั้นมีค่ายิ่งยวด
โม่เหวินหานทอดมองภาพตรงหน้าเสี้ยวหน้าคมเข้มแลดูอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนที่พระองค์จะเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบทว่าแฝงด้วยน้ำหนัก“หลี่ผิน แสดงฝีมือได้งดงามนัก” ถ้อยคำนั้นไม่เพียงกระทบหูของนางผู้เป็นเจ้าของนามหากแต่กระแทกเข้ากลางใจของทุกผู้ที่นั่งอยู่แห่งนี้
หลิวชิงเซียงมิได้แสดงความยินดีเกินควรเพียงทาบมือที่อกโน้มตัวรับแล้วกล่าวถ่อมตนเสียงชัด “ทั้งหมดเป็นเพราะบารมีและคันศรของฝ่าบาทที่ประทานโอกาสเพคะแท้จริงฝีมือของหม่อมฉันยังต้อยต่ำนัก”
ฮ่องเต้หนุ่มหลุบตามองนางเงียบๆมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยแต่เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะเอ่ยวาจาต่อ เสียงเรียบเย็นแต่แฝงความอบอุ่นละมุน“คุณงามความดีของหลี่ผินเราเห็นแจ้งทั้งความสามารถ ทั้งความมุมานะ น่าชื่นชมยิ่งนัก..เราจะเตรียมบำเหน็จให้อีกที”
หญิงสาวโค้งคำนับอีกครั้งด้วยท่าทีงามสง่า“หม่อมฉันขอบพระทัยในพระมหากรุณาเพคะ” สิ้นคำพูดนั้น หลิวชิงเซียงก็ผินกายถ้วยอย่างสุภาพเดินกลับไปยังที่นั่งของตน
ขณะที่ทุกสายตาที่ยังจับจ้องอยู่ที่สตรีผู้คว้าชัยชนะไม่มีใครมองหันไปทางใด ก็มีเสียงกระซิบแผ่วทางด้านเฉาหนานที่ไม่มีใครทันได้รับรู้
จนบรรยากาศของพิธีเหมือนจะใกล้สิ้นสุดองค์ชายใหญ่จากเฉาหนาน กงไหน่ซือ ขยับตัวขึ้นจากบัลลังก์ไม้กลมประจำที่เสียงของเขาดังขึ้นชัดเจน กลบเสียงกระซิบทุกสายทั่วท้องสนาม
“ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่าดินแดนจินหยางนี้มากด้วยผู้เปี่ยมความสามารถจริงๆ” น้ำเสียงเขาชัดเจนสะท้อนอารมณ์พอใจอย่างแท้จริง ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ไม่รู้ว่าจริงแท้เพียงใดแต่แววตานั้นมีประกายวาวแปลกประหลาด
“บัดนี้ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลสารทอากาศไม่ร้อนไม่หนาว สัตว์ป่ายังมิจำศีล เห็นทีจะเหมาะนัก ข้าแต่เทียนหลงฮ่องเต้หากจัดให้พวกเราจากเฉาหนานได้ชมอุทยานนอกเมืองอีกคราร่วมด้วยชมศิลปะและกอปรกับกิจการล่าสัตว์ จะเป็นการดีเพียงใดให้ผู้มากความสามารถอื่นๆได้ร่วมแสดงฝีมืออีกด้วย ขอพระองค์พิจารณาเถิด”
เสียงที่กังวานของกงไหน่ซือทำให้ผู้คนเงียบลงในบัดดลหลายคนเหลียวมองกันไปมา สตรีบางคนสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อยบางคนยิ้มบางโดยไม่กล่าวอะไร
หลิวชิงเซียงที่นั่งอยู่เบื้องล่างเพียงก้มหน้ารับฟังดวงตาที่หลุบต่ำปรากฏรอยขบคิดจางๆ นางรู้ดีว่า อุทยานล่าสัตว์และคำขอที่เอ่ยนี้ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อความรื่นรมย์หากคลายจะเป็นบททดสอบอีกคราถ้าบุรุษผู้นั้นตอบตกลง
----------------------------------------------------
ขี่ม้ายิงธนูอาชิงไม่แพ้ใครอยู่แล้ว จะแพ้ก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้น(แต่ดีนะไม่มีใครรู้) แต่ของกำนัลอะไรไม่เอา ขอออกจากวังท่าเดียว
// ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องถึงเจ็ดสิบกว่าตอนแล้ว เวลาผ่านไปเร็วมากกันนะคะเนี่ย ฝากกดใจส่งคอมเม้นท์ให้นักเขียนกินเป็นกำลังใจด้วยน้า//