“ ข้าคือจ้าวเต๋อคุน หัวหน้ามือปราบเมืองเล่ออัน มาสืบคดีคดีฆาตกรรมพระที่วัดฝอซาน และคนร้ายยังขโมยคัมภีร์พระไตรปิฏกไปอีกด้วย เล่าขุย ข้าขอจับเจ้าและพวก ข้อหา พัวพันเกี่ยวกับคดีนี้”
เล่าขุยเห็นมือปราบชักดาบออกมายืนชี้หน้ามันแต่เพียงผู้เดียว หาได้สนใจกองกำลังหลายร้อยคนที่ล้อมรอบ ตำหนักชมจันทร์อยู่ อีกทั้งฝีมือของมือปราบเต๋อคุน ก็อยู่แค่ขั้นปรมาจารย์ปราณยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้นเอง
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า มือปราบเมืองเล่ออันอย่างนั้นรึ? ว่าแต่ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคดีฆาตกรรมขโมยคัมภีร์ เป็นฝีมือของข้า”
มือปราบเต๋อคุนยิ้มออกมา แล้วเอ่ยว่า
“ ข้าไม่รู้หรอก แต่ว่า ไต้ซือน้อยเป็นคนบอกกับข้าเอง ว่าเจ้าคือผู้บงการ”
ราเชนได้ฟังเช่นนั้น ก็ถึงกับสะดุ้ง เขายังไม่ได้พูดเลย ว่า เล่าขุยเป็นผู้บงการ เพียงแค่แน่ใจว่าสมุนที่แต่งกายชุดดำนั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่วัดฝอซาน
“ ไต้ซือน้อย ไหนบอกข้ามาหน่อยซิ ว่าเจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าข้าคือผู้บงการ”
“ อมิตตาพุทธ์อาตมาเป็นผู้ถือศีล ความจริงไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก แต่ว่าได้รับการไหว้วานให้ช่วยหาความเป็นธรรมกับศิษย์ของวัดฝอซานที่ตายไปเท่านั้น”
“ แล้วคีดนี้เกี่ยวอะไรกับข้า?”
“ อาตมาไม่ทราบ แต่รู้ว่า พวกชายชุดดำเหล่านี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การตายของพระที่วัดฝอซาน เพราะอาวุธกริชที่สังหารหลวงจีน และยังมีกลิ่นตัวของพวกมัน มีกลิ่นยางไม้พิษ จากต้นลั่นทมร้อยปีทั้งนั้น”
“ เฮอะ อาวุธกริช และกลิ่นยางไม้พิษลั่นทม ใครๆ ก็มีได้ เจ้าจะกล่าวโทษใส่ร้ายผู้อื่นง่ายๆ ยังนี้ไม่ได้นะ”
ราเชนส่ายหัว แล้ว เอ่ยต่อว่า
“ ใครๆ ก็มีกลิ่นยางไม้พิษติดตัวได้ แต่ว่า กลิ่นธูปจากวัดฝอซาน จะมาติดตัวคนของท่านได้อย่างไรกันเล่า” ราเชนมองไปที่เล่าฉิน ฉุยสี่ และชายชุดดำเกือบสิบคนที่ยืนคุมกองกำลังนับร้อย รอคำสั่งของขันทีเล่าขุยอยู่
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า จมูกของเจ้านี่ช่างร้ายกาจจริงๆ ก็ได้ ข้ายอมรับ เป็นคนของข้าลงมือเอง แล้วไงล่ะ เจ้าคิดจะทำอะไรข้าได้”
“ อีกไม่เกิน 1 ชั่วยาม ลูกน้องของข้า จะมาถึงแล้ว เจ้าไม่มีทางรอดแน่ๆ”
“ ฮิ ฮิ ฮิ คิดหรือว่า เจ้าจะมีรอดถึงตอนนั้น ฆ่าพวกมันซะ”
“ เฮ้ย ฆ่าทุกคน ยกเว้น ธิดาเทพของข้านะเว้ย” เล่าฉิน รีบตะโกนออกมาทันที
คนของสำนักอสูรเทวะ เคลื่อนตัวเข้ามาราวภูตพราย มือขวาถืออาวุธรูปเคียว ส่วนตัวหัวหน้าถือกริชเป็นอาวุธ กำลังจู่โจมใส่ ทุกๆ คนที่อยู่ในงานเลี้ยง อาจารย์ชิงอี้ และอาจารย์หมิงเยว่ สั่งให้ลูกศิษย์ เข้ามารวมตัวกัน เพื่อต่อสู้กับพวกสำนักอสูรเทวะ แต่ทว่า พวกมันกลับเหวี่ยงระเบิดควันออกมา เป็นพิษยางไม้ลั่นทมร้อยปีนั่นเอง
ทุกๆ คนถูกพิษ ร่างกายเริ่มเคลื่อนไหวช้าลง ก่อนที่พวกมันจะลงมือ ก็มียันต์นับร้อยนับพัน โปรยลงมาจากอากาศ แล้วระเบิดกลุ่มควันออกมาเช่นกัน
ทุกๆ คนที่สูดไอพิษของยางไม้ลั่นทม ก็เริ่มขยับตัวได้ เป็นยาแก้พิษที่ราเชนเตรียมการเอาไว้อยู่แล้ว พอพวกมันลงมือ เขาจึงปล่อยยันต์แก้พิษออกไปเช่นกัน
พอพวกสำนักอสูรเทวะ เข้าประชิดตัว ก็ถูกศิษย์วังน้ำทิพย์ และ เหล่าจอมยุทธ์หญิงที่เข้ามาในงานเลี้ยง ต่างซัดอาวุธออกไป ทำให้คนของสำนักอสูรล้มตายเป็นอันมาก สร้างความไม่พอใจให้กับ เล่าขุยเป็นอย่างมาก
“ บัดซบ เจ้าหลวงจีนน้อย ตายเสียเถอะ”
ขันทีเล่าขุย ระเบิดพลังของตนเองออกมา
“ฆ่ามัน”
มีงูจงอางตัวใหญ่งอกออกมาจากหลังของมัน แล้วพุ่งเข้าฉกร่างของราเชนที่ยังคงยืนนิ่ง ยังไม่ขยับ
“ ไต้ซือน้อย ระวัง” เจ้าวังน้ำทิพย์ตะโกนออกไป แต่ไม่อาจพุ่งตัวออกไปช่วยได้เพราะร่างกายบาดเจ็บสาหัสนัก คนอื่นๆ ต่างก็อยู่ห่างไกล ไม่อาจช่วยเหลือได้
หัวหน้ามือปราบเต๋อคุน แม้นจะอยู่ใกล้ๆ พยายามจะเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกรัศมีพลังปราณราชันของเล่าขุย ซัดกระแทกปลิวไปไกล คิดว่า คราวนี้ไต้ซือน้อยวันนี้คงไม่รอดแน่ๆ
แต่พองูจงอางยักษ์ เข้ามาใกล้ ก็ถูกหนอนโลหิตพุ่งออกมา เจาะเข้าหัวของมันเป็นรูขนาดใหญ่ งูจงอางยักษ์ถึงกับตายคาที่ แล้วมันก็วาร์ปกลับเข้าร่างของราเชน
สร้างความตกตะลึงให้กับทุกๆ คนยิ่งนัก ไม่รู้ว่าลำแสงสีแดงนั้นคืออะไร
ส่วนเล่าขุยนั้นถึงกับแค้นใจ วาร์ปร่างของตัวเอง พุ่งเข้ามา แล้วระเบิดพลังออก เล็บที่มืองอกออกมาราวปาฏิหารย์ เป็นวิชากรงเล็บอสรพิษ หมายเจาะเข้ากะโหลกของราเชนเพื่อแก้แค้นให้กับ จงอางยักษ์คู่กาย
“ กรงเล็บอสรพิษโลกันต์”
ราเชนเองก็มั่นใจ ในพลังหมัดวานรพันปีเหมือนกัน จึงสวนหมัดออกไปใส่กรงเล็บอสรพิษ
“ ระวัง เล็บของมันมีพิษ” เจ้าวังน้ำทิพย์เอ่ยเตือน แต่ราเชนหาได้สนใจไม่
โครม !!!
กรงเล็บอสรพิษกับหมัดของทั้งสองปะทะกัน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว กรงเล็บของขันทีเล่าขุย กับแขนของมัน ถูกหมัดวานรพันปีอัดใส่ จนระเบิดเป็นชิ้นๆ ร่างปลิวว่อนไปกองกับพื้น
“ เจ้า...เจ้า..” เล่าขุยกระอักเลือดออกมา เอ่ยอย่างแปลกใจไม่คิดว่า ราเชนที่ไร้พลังปราณยุทธ์ กับมีพลังหมัดที่สูงล้ำเช่นนี้
“พ่อบุญธรรม”
“ ท่านเจ้าหอ”
เล่าฉิน กับ ฉุยสี่รีบเข้ามาประคองร่างของเล่าขุย
“ พาท่านพ่อหนีไปก่อนดีกว่า” เล่าฉิน รีบเอ่ยอย่างตื่นตะหนก สั่งลูกน้องให้เข้าคุ้มกัน เพื่อจะหลบหนีไปจากที่นี่ คนของสำนักอสูรเทวะเข้ามาล้อมกันมากมาย ไม่สามารถเข้าไปจับกุม เล่าขุย ได้แม้แต่น้อย
“ พวกเจ้ายังไปไหนไม่ได้”
ราเชนเอ่ยจบ ก็เหวี่ยงยันต์ระเบิดอออกไปปกคลุมใส่ คนของ สำนักอสูรเทวะ
ตูม! ตูม! ตูม !!
ระเบิดควันที่ปล่อยออกไปมีพิษสลายพลังอยู่ ทำให้คนของสำนักอสูรเทวะถึงกับ ลงไปนั่งกับพื้นไม่อาจหลบหนีไปได้ แต่ว่า เล่าขุยกลับยังมีพลังเหลือล้น ใช้ฝ่ามือสะบัดควันพิษออกไป ส่วนฉุยสี่ก็เช่นกันสะบัดควันพิษ แล้วดึงร่างของ เล่าฉิน เพื่อลอยตัวหนีออกจากที่นี่
แต่ว่า ราเชนกลับเคลื่อนกายเข้ามา แล้วยิงเข็มฟ้าพิฆาตออกไปนับร้อยเล่ม
มันพุ่งกระจายออกไป ล้อมรอบคนทั้งสามเอาไว้
“ คิดจะหยุดข้าได้อย่างนั้นเร๊อะ?”
เล่าขุยใช้มือที่เหลือเพียงมือเดียว ปล่อยพลังออกไป กระแทกเข็มฟ้าพิฆาตกระเด็นออกไปจนหมด แต่ไม่ทันได้เคลื่อนกายหนีไป ราเชนก็มาดักหน้าเอาไว้เรียบร้อย แล้วใช้พลองมังกรสยบสิบทิศออกมา ฟาดเข้าใส่เล่าขุยเข้าศรีษะ
โครม !!
เล่าขุยเห็นพลองมังกรสยบสิบทิศของเจ้าสำนัก ถึงกับแตกตื่นลนลานไม่ทันได้ป้องกันตัว ถูกฟาดเข้ากลางกระบาล จนหงายท้องสลบไปในทันที
ฉุยสี่ ก็ตะลึงอ้าปากค้าง แต่พอจะขยับตัวหนี พลองมังกรสิบทิศในมือของราเชนก็ฟาดเข้ากลางลำตัว จนปลิวกระเด็นไปกับพื้นกระอักเลือด ไม่อาจลุกขึ้นมาได้
ส่วนเล่าฉินนั้น จะวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ช้าไปแล้วถูกอาจารย์ชิงอี้กับ อาจารย์หมิงเยว่ จับตัวเอาไว้ แล้วลากมาคุกเข่าต่อหน้า เจ้าวังน้ำทิพย์
“ ปล่อยข้าซะ แล้วข้าจะบอกวิธีรักษาธิดาเทพ” เล่าฉินยังคงเอ่ยน้ำเสียงราวกับว่าตัวเองเป็นต่อ คิดว่าไม่มีผู้ใดรักษาธิดาเทพได้นอกจากมัน
“ ไต้ซือน้อย” เจ้าวังน้ำทิพย์ และทุกๆ คนหันมามองหน้าราเชน ที่เดินเข้ามา
“ ศิษย์น้อง เจ้ามีวิธี?” ถูเอ้อหนานเอ่ยกับราเชนที่ยิ้มให้ แล้วใช้ฝ่ามือจับไปข้อมือของเล่าฉิน แล้วบิดอย่างแรง จนกระดูกข้อมือของเล่าฉินหักเป็นสองท่อน
อ๊ากกกกกกก !!!
“ ไอ้หลวงจีนบ้า เจ้าจะทำอะไร ข้าคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยธิดาเทพได้นะเว้ย”
ราเชนไม่สนใจ ตบไปที่ใบหน้าของเล่าฉินรัวๆ ไปอีกหลายฝ่ามือ จนใบหน้าของมันบวมเป่ง ราวกับหัวหมู
เสียงร้องของเล่าฉินไม่เป็นผู้เป็นคนแล้วในตอนนี้
จากนั้นราเชนก็นำหยกมังกรศักดิ์สิทธิ์ออกมา แล้วตบเข้าไปที่กลางกระบาลของมัน
โครม !!
เลือดหัวของมันไหลออกมาเปรอะเปื้อนนองหน้า ดวงตาของมันเริ่มเหม่อลอย
ทุกๆ คนต่างมองการกระทำของราเชนด้วยความประหลาดใจ
จากนั้นราเชนก็ยกหยกมังกรศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา มีเงาบางอย่างค่อยๆ ลอยออกจากหัวของเล่าฉิน มันมีลักษณะคล้ายกับงู แต่กลางหัวของมันมีเขาอยู่ 1 เขา
ราเชนเอ่ยคาถาบางอย่างออกไป ซึ่งแต่ละคนนั้นก็ต่างฟังไม่ออก ซึ่งเป็นเวทย์คาถาทำลายตราประทับอสูร ซึ่งราเชนได้ศึกษามาแล้ว จากตำราวิชาของสำนักอสูรเทวะ ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าจะรักษาธิดาเทพได้อย่างแน่นอน
ไม่นานนัก เจ้างูมีเขาก็ค่อยๆ ดิ้นทุรนทุราย พยายามหลบหนี แต่ไม่อาจหนีออกจากรัศมีของ หยกมังกรศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่นานมันก็ระเบิดสลายหายไป เขาที่งอกอยู่บนศรีษะของธิดาเทพ ก็ค่อยๆ หายไปอย่างน่าอัศจรรย์
ร่างของเล่าฉินก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงไปกองกับพื้น
“ ขอบคุณไต้ซือน้อย”
ธิดาเทพเอ่ยออกมอย่างดีใจ
“ เยี่ยมมาก อาจารย์กล่าวไม่ผิด เจ้านี่มีวิธีรักษาที่แปลกประหลาดเหลือเกิน”
“ ข้ามีเวลาไม่มาก ต้องรีบไปช่วยคน ท่านมือปราบ คิดว่าหลักฐานแค่นี้เพียงพอจะช่วยองค์ชายสิบสี่หรือไม่”
“ ยัง พวกเราต้องหา คัมภีร์พระไตรปิฏกให้เจอเสียก่อน”
มือปราบเต๋อคุนเอ่ยออกมา ไม่นานคนของสำนักมือปราบก็มากันเต็มไปหมด แล้วใช้โซ่ตรวนสีเงินวาววับมีตัวหนังสือแปลกเขียนเอาไว้บนโซ่ แล้วมารัดร่างของเล่าขุย ส่วนคนอื่นๆ ใช้โซ่ตรวนธรรมดารัดเอาไว้ พอเล่าขุยตื่นขึ้นมา ก็ถูกเจ้าวังน้ำทิพย์ที่ตอนนี้มีอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ตบเข้าไปที่หน้าจนหน้าแดงเป็นรอยฝ่ามือ
“ ข้าอุตส่าห์ชุบเลี้ยงเจ้ามาหลายสิบปี แต่เจ้ากลับเนรคุณ จิตใจเจ้ามันยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก”
“ จะทำอะไรข้าก็เชิญ ข้าไม่มีอะไรจะพูด”
“ เฮ้ย.. บอกมาเดี๋ยวนี้ เจ้านำคัมภีร์พระไตรปิฏกไปไว้ที่ไหน ข้าให้คนไปค้นห้องของเจ้าแล้ว ไม่เห็นมีเลย”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบจากเล่าขุย
มือปราบเต๋อคุนเลยเปลี่ยนเป้าหมาย ใช้เท้าเหยียบไปที่กลางอกของเล่าฉิน ที่ตอนนี้เริ่มมีสติขึ้นมาบ้างแล้ว พอโดดกระทืบ ถึงกับร้องลั่น
“ บอกมา เจ้านำคัมภีร์พระไตรปิฏกเอาไวที่ไหน”
“ ข้ามอบให้พ่อบุญธรรมไปแล้ว ข้าบอกความจริงแล้วปล่อยข้าไปเถอะ”
เล่าขุยถึงกับจ้องมองหน้าเล่าฉินอย่างไม่พอใจ
“ แล้วเจ้าล่ะ รู้ไหมว่าคัมภีร์พระไตรปิฏกอยู่ที่ไหน” มือปราบเต๋อคุนเหยียบขาของฉุยสี่ แต่มันก็ไม่เอ่ยวาจาอะไรออกมาแม้แต่น้อย
ราเชนเลยเอ่ยขึ้นมาบ้างว่า
“ ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าจะเอาคัมภีร์พระไตรปิฏกไปเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่เจ้าเองก็ไม่น่าจะนับถือพระศาสดา และเจ้าก็หาใช่คนที่ใช้เวทย์มนตร์ดำอะไรไม่” เล่าขุยมองหน้าราเชนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ ให้ทุกๆ คนถอยไปก่อน ข้าขอคุยกับเจ้าเพียงลำพัง” …………