ข้าคือราชาแห่งแซมบอร์ด
ทุกครั้งที่ซุนเฟยเอ่ยประโยคนี้เขามักจะรู้สึกภาคภูมิใจ ให้อารมณ์เหมือนตัวเองเป็นผู้มีอิทธิพล หากเทียบกับโลกก่อน ประโยคนี้ก็คงเหมือนกับคำว่า“แกรู้หรือเปล่า พ่อฉันเป็นใคร” แต่มาครั้งนี้ ไม่รู้ทำไม ทั้งๆ ที่เป็นประโยคเดียวกัน แต่ซุนเฟยกลับไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นสบตาใคร
ส่วนชายชราโซล่านั่งอ้าปากค้างตาโต
ปฏิกิริยาแรกคือมึนงงต่อมาคือตะลึง จากนั้นก็ตกใจ สุดท้ายก็ดีใจและในไม่ช้าก็กลายเป็นความตื่นเต้นและรู้สึกคับข้องใจที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้ ราวกับเด็กน้อยที่ถูกรังแกและในที่สุดก็ได้พบพ่อแม่ของตัวเองชายชราโผเข้าไปกอดที่ขาของซุนเฟยแล้วร้องไห้โฮออกมา
“ฮือ...”
ตอนนี้ ชายชรารู้สึกว่าแรงกดทับในจิตใจของเขาได้สลายไปในทันที
เสียงร้องไห้ของชายชราคนนี้ดังอู้อี้ดูเหมือนว่าลิ้นที่ถูกตัดขาดของเขาจะยังไม่งอกออกมา เสียงร้องที่ดังก้องอยู่ในลำคอเหมือนเสียงร้องโหยหวนด้วยความโศกเศร้าของสัตว์ที่กำลังจะตาย เหมือนเสียงน้ำในเขื่อนกำลังพลุ่งพล่าน ราวกับเสียงของกำแพงที่สูงกว่าร้อยเมตรกำลังพังทลายลงมาราวกับเสียงโกรธเกรี้ยวของต้นอ่อนที่กำลังงอกใหม่ถูกกดทับด้วยหินยักษ์ ซุนเฟยไม่ชอบเห็นผู้ชายร้องไห้ แต่ไม่รู้ว่าทำไม วินาทีที่เขาได้ยินเสียงร้องนี้ดังก้องออกมากระบอกตาของซุนเฟยก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา
ลูก้าที่อยู่ข้างๆ ชายชรามองซุนเฟยตาค้าง
เขาคือราชาแห่งแซมบอร์ด?
เขาคือ...ราชาที่เผยแพร่การประมวลผลกฎหมายในข่าวลือคนนั้น?
เขาคือ...ราชาแห่งแซมบอร์ดที่นำกองทัพไร้พ่ายโจมตีกองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรที่ท่านลุงโซล่าพูดถึง?
โอ้จริงหรือนี่ เพียงพริบตา ลูก้าก็รู้สึกได้ทันทีว่าจะต้องเป็นเขาแน่นอน ไม่ผิดแน่ นอกจากราชาเมืองแซมบอร์ดแล้ว ยังจะมีใครที่นำยอดฝีมือจำนวนมากมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาได้อีก? หรือจะมีใครที่ยอมยื่นมือมาช่วยทาสตัวเล็กๆ จากเมืองแซมบอร์ดอย่างเขา และกล้าสังหารทหารแบล็กสโตนที่ชั่วร้ายเหมือนปีศาจพวกนั้นด้วยความเกรี้ยวโกรธได้? แล้วยังจะมีใครอื่นอีกที่สามารถรักษาท่านลุงโซล่าที่ใกล้จะตายกลับมาเป็นปกติ?
นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครอีก!
เพียงพริบตา ความสุขก็เอ่อล้นไปทั่วร่างของลูก้า
“ฝ่าบาท...ท่าน...ในที่สุดท่านก็มา...”นี่เป็นประโยคแรกที่ชายชราได้พูดหลังจากผ่านการร้องไห้ เห็นได้ชัดว่าชายชราที่ชื่อโซล่ามีประสบการณ์และสติปัญญาที่ยอดเยี่ยมเขาใช้เวลาเพียงสั้นๆ ก็สามารถควบคุมความโศกเศร้าและสงบจิตสงบใจลงได้ ใบหน้าที่มีแต่รอยเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยน้ำตาโซล่าชี้นิ้วลงไปในหลุม ก่อนจะพูดออกมาด้วยความคลั่งแค้นใจ “ในหลุมนั่น ล้วนเป็นศพของชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดขอรับ...”
“อะไรนะ?”ในใจของซุนเฟยพลันกระตุกขึ้นมา คิดว่าตัวเองอาจจะได้ยินผิดไป “ทั้งหมด...ทั้งหมดนั่นเลยหรือ?”
ศพในหลุมใต้ผาสูงนั่นอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีศพมากกว่าพันศพขึ้นไปถึงจะก่อเป็นเนินได้ขนาดนี้ นี่มันเกินไปแล้ว ดูจากบาดแผลบนร่างกายของพวกเขาแล้วหากไม่ถูกสังหารก็น่าจะทนรับความทรมานอันโหดร้ายไม่ได้ ขาหักนับว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะศพถูกโยนลงไปกระแทกพื้นหินอย่างแรงแต่การที่สภาพศพไม่มีศพไหนที่มีแขนขาครบเลยสักส่วน...เดิมที ซุนเฟยคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นที่ทิ้งศพของทาสทุกคนที่เหนื่อยตายหรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย แต่จากคำพูดของโซล่า ศพเหล่านี้ต่างเป็นศพของชาวเมืองแซมบอร์ดทั้งหมด?! ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ประชาชนนับพันคนของเขาถูกลักพาตัวมาที่เมืองแบล็กสโตน?
“...ในช่วงหลายปีมานี้ เนื่องจากอาณาจักรแบล็กสโตนอยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนให้พวกทหารรับจ้างและพวกล่าทาส ลักพาตัวประชาชนของเมืองแซมบอร์ดมาขายเป็นทาสขุดเมืองแร่ที่เทือกเขาอาทิตย์ของแบล็กสโตนคำนวณดูแล้ว อย่างน้อยๆ ก็สามถึงสี่พันคน คนที่มาที่นี่เมื่อสามหรือสี่ก่อนได้ตายไปหมดแล้วไม่มีใครอยู่รอดได้เกินสามปีจากการที่ต้องทนอยู่ในหลุมแร่มืดๆ ทุกวันทั้งยังขาดแคลนอาหารและโดนทำร้ายทุบตีจากพวกทหารแบล็กสโตน อีกทั้งเมืองแบล็กสโตนและเมืองแซมบอร์ดต่างเป็นศัตรูกันทาสเมืองแซมบอร์ดจึงได้รับความทุกข์ทรมานและโดนสังหารมากกว่าทาสจากอาณาจักรอื่นๆ น้อยที่สุดคือถูกทหารเมืองแบล็กสโตนใช้ลวดหนามรัดคอตายทั้งเป็นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลังจากฝ่าบาทได้สร้างชื่อเสียงจากการโจมตีกองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรจนแตกพ่าย ทำให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อเมืองแบล็กสโตนราชาแบล็กสโตนก็ยิ่งแค้นเคือง การสังหารและทรมานทาสเมืองแซมบอร์ดก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ไอ้พวกปีศาจแบล็กสโตนได้สังหารทาสจากเมืองแซมบอร์ดไปแล้วมากกว่าหนึ่งพันคนขอรับ!”
ยิ่งผู้เฒ่าโซล่าพูด ความจริงที่โหดร้ายก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น เขาเล่าถึงความทุกข์ทรมานที่ทาสจากเมืองแซมบอร์ดได้รับอย่างรวบรัดที่สุด ซุนเฟยก้มหน้าลงมองศพที่เย็นชืดใต้หลุมนั่นอย่างเงียบๆราวกับว่า ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานของประชาชนเมืองแซมบอร์ดนับไม่ถ้วนดังก้องอยู่ในหูของเขาคล้ายได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทรมานของเหล่าวิญญาณกำลังที่ร่ำไห้เป็นสายเลือดต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นราวกับจะถามว่าพวกเขาต้องดิ้นรนอีกนานแค่ไหน ราชาเมืองแซมบอร์ดถึงจะมา?
ความโกรธแค้นพุ่งทะยานขึ้นสูง ก่อนจะกระจายตัวออกไป
ท้องฟ้าที่แจ่มใส จู่ๆ ก็มีลมพัดแรง จากนั้นเมฆสีดำก็เริ่มลอยเข้ามาปกคลุมทั่วท้องฟ้า แสงสว่างถูกบดบังจากเมฆสีดำจนมืดมนไปทั่วทุกแห่ง ก่อนที่ลมพายุจะพัดโหมกระหน่ำขึ้นมา
“ยังเหลือผู้รอดชีวิตอีกเท่าไร?” ซุนเฟยถามขึ้นมา “พวกเขาอยู่ที่ไหน?”
“เมื่อสี่วันก่อน ผู้ที่เหลือรอดทั้งหมดต่างถูกทำร้าย ก่อนจะนำไปขังไว้ในคุกน้ำใต้ดินของเมืองแบล็กสโตน เล่ากันว่าราชาแบล็กสโตนเตรียมที่จะฆ่าล้างบางพวกเราทั้งหมด...” เมื่อพูดถึงตรงนี้ใบหน้าของเขาก็เผยสีหน้ากังวลขึ้นมา
ซุนเฟยกำหมัดแน่น
เขามองไปยังป้อมปราการสีดำที่อยู่ด้านหลังดวงตาแข็งกร้าวขึ้น ก่อนจะพูดออกมาว่า “ราชาแบล็กสโตน ฮึ พวกเจ้าทุกคนจะต้องชดใช้หนี้เลือดให้แก่พวกข้า!อาณาจักรแบล็กสโตนจะต้องพังพินาศด้วยมือของข้า...ข้าขอสาบานในนามของราชา ไม่มันก็ข้าที่ต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง!”
“พวกเรา ไป!”
ซุนเฟยคว้าร่างของโซล่าและลูก้าไว้คนละข้างก่อนจะกระโดดลงไปประหนึ่งนกที่กำลังโผบินอยู่บนท้องฟ้า เมื่อระยะห่างระหว่างตัวเองกับพื้นดินมีไม่ถึงยี่สิบเมตร ซุนเฟยก็เปลี่ยนเป็น 'โหมดดรูอิด' เขาอัญเชิญอีกายักษ์ออกมาเท้าของเขาแตะที่หลังของมันเพื่อลดแรงโน้มถ่วง ก่อนจะกระโดดลงสู่พื้นดินอย่างมั่นคง
ฉากนี้ แม้ว่าลูก้าจะเคยเห็นความแข็งแกร่งนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นแต่สำหรับชายชราโซล่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นความแข็งแกร่งของยอดฝีมือ เสียงลมคำรามอยู่ในหู ในใจของเขาเต้นโครมครามด้วยความตกใจยิ่งคิดว่านี่คือราชาแห่งเมืองแซมบอร์ดองค์ที่ยี่สิบห้า ในใจของโซล่าก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นมาข่าวลือพวกนั้นเป็นความจริง ราชาเมืองแซมบอร์ดมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ
กระโดดลงมาไม่กี่ครั้งซุนเฟยก็กลับมาที่ลานจัตุรัสเมืองแซมบอร์ดอีกครั้งหนึ่ง
ตอนนี้สถานการณ์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
เขามองเห็นทหารเมืองแบล็กสโตนในป้อมปราการกำลังรวมพลกัน ทหารราบแบล็กสโตนกว่าสามพันนายต่างหลั่งไหลออกมาเหมือนกระแสน้ำสีดำไหลท่วมถนนตอนนี้กองทัพของเมืองแซมบอร์ดกำลังถูกล้อมรอบไว้ตรงกลาง เสียงตะโกนร้องให้ฆ่าดังขึ้นอย่างเนื่องแน่นมีศพจำนวนไม่น้อยที่ถูกสังหารล้มลงกองกับพื้น แต่อย่างไรก็ตาม คนตายทั้งหมดต่างเป็นทหารเมืองแบล็กสโตน
กองทัพเมืองแซมบอร์ดเมื่อไม่ได้รับคำสั่งจากซุนเฟยพวกเขาก็ทำได้เพียงป้องกัน
กองทัพเมืองแซมบอร์ดในตอนนี้ราวกับก้อนหินยักษ์ที่อยู่ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลทะลัก ไม่สามารถทำลายได้ แม้ว่ากระแสน้ำสีดำจะไหลเชี่ยวกรากมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่อาจทำให้ก้อนหินพังทลายลงได้ทหารเมืองแบล็กสโตนหลายคนถูกทุบจนลงไปนอนหมอบกับพื้น
“ตาย!”
ซุนเฟยตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาสะบัดมือ ก่อนจะรวบรวมพลังธาตุของดรูอิด แสงสว่างสีแดงสดพลันปรากฏขึ้นที่มือของซุนเฟยก่อนจะถูกโยนไปที่กองทัพของเมืองแบล็กสโตน
เนื่องจากเปลวไฟสีแดงมีขนาดเล็กมากและไม่มีร่องรอยของพลังเวทมนตร์ ดูเผินๆ ไม่น่าจะเป็นอันตรายใด ดังนั้นทหารเมืองแบล็กสโตนจึงไม่สนใจมีกระทั่งบางคนที่หัวเราะเยาะออกมาด้วยซ้ำ
แต่ทันใดนั้นเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นฉับพลัน
เมื่อแสงสว่างเล็กๆ อยู่ห่างจากพื้นดินไม่ถึงสองสามเมตรเปลวไฟสีแดงสดพลันขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็กลายเป็นก้อนหินยักษ์สีแดงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลายประมาณสามเมตร บนก้อนหินสีแดงมีรอยปริแตกเป็นใยแมงมุมทีละนิด ภายในรอยแตกมีเปลวไฟร้อนระอุแตกกระจายเล็ดรอดออกมาทันทีที่มันตกสู่พื้นดินก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมา ทหารเมืองแบล็กสโตนประมาณห้าหกคนที่หลบไม่ทันถูกทับจนตาย
แต่ฝันร้ายก็ยังไม่สิ้นสุด
หลังจากที่ก้อนหินเพลิงตกลงพื้นมันก็เคลื่อนไหวเองโดยอัตโนมัติ มันกลิ้งไปทางกองทัพเมืองแบล็กสโตน ในขณะเดียวกันก็มีแมกม่าจำนวนนับไม่ถ้วนไหลออกมาจากรอยแตกบนก้อนหินยักษ์นั่นมันเหมือนกำแพงไฟสูงกว่าสองเมตรที่เคลื่อนที่ได้ เปลวไฟที่น่าเกรงขามนั่นเผาไหม้ทหารที่อยู่ใกล้ๆ จนกลายเป็นจุณ แม้แต่ชุดเกราะและอาวุธก็ยังโดนหลอมละลายกลายเป็นน้ำเหล็ก...
ทักษะเวทมนตร์ดรูอิด 'ก้อนหินลาวายักษ์'
หากรวบรวมพลังธาตุได้ก็จะสามารถอัญเชิญก้อนหินลาวายักษ์ขนาดใหญ่ออกมาได้เพื่อเผาศัตรูให้กลายเป็นจุณ ตอนนี้นอกจากทักษะอัญเชิญและทักษะกลายร่างแล้ว ซุนเฟยก็ยังมีทักษะเวทมนต์ของดรูอิดอีกด้วย ทักษะเวทมนตร์นี้เหมาะกับสงครามนี้ที่สุด
ฟิ้วๆๆๆ!
ซุนเฟยโยนเปลวไฟสีแดงเพลิงในมือเข้าไปในกลุ่มทหารแบล็กสโตนอีกครั้ง ก่อนที่เปลวไปนั่นจะกลายเป็น 'ก้อนหินลาวายักษ์' บนลานจัตุรัส นอกจากจุดที่กองทัพเมืองแซมบอร์ดอยู่แล้ว นอกนั้นต่างถูกไฟเผาจนวอดวายเสียงร้องโหยหวนของเหล่าทหารเมืองแบล็กสโตนดังขึ้นมาไม่มีหยุด!
ตูม!
ซุนเฟยกระโดดลงมาหยุดอยู่ข้างกายของแลมพาร์ด
“ฝ่าบาท...”ยอดฝีมือทั้งหกคนต่างเดินเข้ามาหา เมื่อพบว่าซุนเฟยไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดก็พากันวางใจ
“ทหารแซมบอร์ดทุกนายจงฟังข้า...จงฆ่าล้างบาง!” ซุนเฟยส่งร่างของโซล่าและลูก้าไปให้ทหารที่อยู่ด้านข้างช่วยประคองก่อนจะเปลี่ยนเป็น 'โหมดคนเถื่อน' แสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ ก่อนที่จะปรากฏขวานคู่ม่วงเขียวออกมา พร้อมกับเสียงตวาดดังก้องว่า“สังหารให้หมด! แม้แต่ไก่ก็ไม่ละเว้น!”
ตอนนี้ 'ก้อนหินลาวายักษ์' ที่อยู่ในจัตุรัสก็พลันสลายไปเปลวไฟก็ค่อยๆ มอดลง ทักษะเวทมนตร์ของดรูอิดน่าสะพรึงกลัวมาก เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถสังหารเหล่าทหารเมืองแบล็กสโตนไปมากว่าสามสี่ร้อยคนพลังอำนาจที่เหลือเชื่อนี้ ทำให้กองทัพเมืองแบล็กสโตนที่เหลือรอดอีกมากมายต่างหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูกการต่อสู้พลันชะงักลง พวกเขาเริ่มลังเล ไม่กล้าที่จะบุกเข้ามา
ทันทีที่ซุนเฟยสั่งการลงไปอัศวินบรอนซ์เซนต์ทั้งห้าสิบคนก็ถูกแบ่งเป็นหกกลุ่ม ภายใต้การนำของยอดฝีมือทั้งหกคน พวกเขาเริ่มเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวบุกโจมตีอีกฝ่าย สงครามนองเลือดได้เริ่มเปิดฉากขึ้นแล้ว!
----------------