เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากมู่ไห่เฉินรู้สึกเว้นว่างจากการฝึกยุทธ์ ่เวลาในคุกที่เหลือตอนนี้ช่างน่าเบื่อ อยากจะออกไปข้างนอกโดยเร็ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเขาก็คิดบางอย่างออก มู่ไห่เฉินะโเรียกเวรยามภายนอกเข้ามา เขาพูดคุยสอบถามเื่ในสำนักเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะให้ศิษย์เวรยามเดินกลับออกไป
สาเหตุที่ทำเช่นนี้เพียงเพราะเขาแค่ไม่อยากเสียโอกาสในแต่ละวันที่จะได้ดาวน์โหลดวรยุทธ์ผู้อื่นและได้เปิดแผ่นป้ายสุ่มเพิ่มความก้าวหน้าของตนเอง และนี่ก็เป็อย่างที่เขาคิด ศิษย์เหล่านี้ใช้เวลาดาวน์โหลดเพียงเล็กน้อบเท่านั้น และหลังการดาวน์โหลดเขาก็ได้เปิดแผ่นป้ายตามที่คาดหวัง
แต่ก็เป็อย่างที่คาดคิด แผ่นป้ายที่ได้ก็ไม่ค่อยดีนัก อีกทั้งยังมีแผ่นป้ายที่ไม่มีอะไรเลยอยู่ด้วย แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นหากทำเช่นนี้ทุกวัน รวบรวมความก้าวหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ ในวันข้างหน้าย่อมมีความก้าวหน้าแน่นอน
่วันที่เหลือมู่ไห่เฉินก็ทำเช่นนี้เรื่อยๆ และรู้ว่าเวรยามเปลี่ยนตอนไหน ทำให้ทุกวันที่เหลือก็ยังใช้สิทธิ์ดาวน์โหลดวรยุทธ์วันละหนึ่งคนโดยไม่เสียเปล่า
เมื่อครบกำหนดการลงโทษ มู่ไห่เฉินก้าวออกจากคุกหินด้วยความยินดี แม้เงาของคุกยังติดตรึงอยู่เื้ั แต่หัวใจเขากลับสงบนิ่ง เส้นทางกลับที่พักทอดยาวท่ามกลางสายตาของเหล่าศิษย์สำนักจำนวนมาก ทว่ามิได้มีผู้ใดยินดีเลยสักผู้คน มีเพียงแววตาดูแคลนและเสียงซุบซิบนินทา
แต่มู่ไห่เฉินเพียงปรายตามองผ่าน ริมฝีปากยกยิ้มบางคล้ายมิได้ยินสิ่งใด ไม่ว่าภายนอกนี้จะมีคนก่นด่าเช่นไร ล้วนไม่อาจสั่นคลอนความสงบภายในใจเขาได้อีกต่อไป
เมื่อกลับถึงที่พัก เขาชำระกายด้วยน้ำเย็นฉ่ำ เปลี่ยนเป็อาภรณ์สะอาดใหม่ จากนั้นตรงไปยังโรงครัวที่ลุงหลี่ประจำอยู่ ทั้งสองได้พบหน้ากันอีกครั้ง แววตาแห่งความห่วงใยและคิดถึงฉายชัด ลุงหลี่เอ่ยคำยินดีด้วยน้ำเสียงจริงใจ แม้เขาจะมิได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังคุกหิน แต่บัดนี้ได้เห็นศิษย์ผู้นี้กลับมาอย่างปลอดภัย ก็เหมือนยกูเาออกจากอก บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอบอุ่นราวครอบครัวที่พลัดพรากได้หวนคืน
ไม่กี่วันต่อมา วันประลองคัดเลือกศิษย์สายตรงก็มาถึง ทั่วทั้งสำนักคึกคักเป็พิเศษ เหล่าศิษย์ต่างหลั่งไหลเข้าสู่ลานประลองใหญ่ซึ่งเป็ลานกว้างขวางโอ่อ่า ยามแสงอรุณทาบกระทบพื้นหินขาว แววตาของผู้คนสะท้อนเปล่งประกายทั้งความมุ่งหวังชัยชนะในการแข่งขัน
มู่ไห่เฉินเองก็มิได้หลบเลี่ยง เขาสวมชุดศิษย์สำนักชุดใหม่ที่ไป๋ซูหลิงมอบให้ก่อนเดินเข้าสู่ลานประลองด้วยใจแน่วแน่ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ต่อใคร แต่เพื่อประกาศให้ตนเองเห็นถึงความคืบหน้าของตนเอง
หลังสิ้นเสียงต้อนรับจากผู้าุโ ศิษย์ทั้งหลายต่างจับคู่ประลอง ผู้ชนะหมายถึงก้าวต่อไปสู่รอบใหม่และจับกับผู้ชนะอีกคน
คู่ต่อสู้คนแรกของมู่ไห่เฉินมิได้อ่อนแอ หากเป็ศิษย์ที่มีฝีมือพอตัวในระดับศิษย์ขั้นฝึกกาย การโจมตีของอีกฝ่ายหากเป็เมื่อครั้งก่อน คงทำให้เขาได้แต่ตั้งรับกระเซอะกระเซิง แต่ยามนี้ทุกกระบวนท่ากลับดูเรียบง่ายและไร้พลัง มู่ไห่เฉินตั้งใจเก็บงำฝีมือไว้ จึงทำทีลังเลและเพียงตั้งรับเนิ่นนาน ก่อนจะใช้จังหวะเล็กน้อยโต้ตอบ กลายเป็ชัยชนะที่ดูเสมือนบังเอิญเสียมากกว่า
เขายังคงใช้วิธีนี้สืบไป ผลลัพธ์คือชื่อของ “มู่ไห่เฉิน” ค่อย ๆ ไต่ผ่านรอบแล้วรอบเล่า จนกระทั่งหลงเหลือเพียงสิบคนสุดท้ายที่จะได้แสดงฝีมือต่อหน้าเหล่าอาจารย์และผู้าุโโดยตรง เสียงอื้ออึงดังสนั่นไปทั่วลาน ผู้คนไม่อาจเชื่อสายตา ศิษย์ผู้เคยถูกดูแคลนว่าไร้ค่า กลับมายืนอยู่บนเวทีสำคัญแห่งนี้
และแล้วชะตาก็เหมือนเล่นตลก…
คู่ต่อสู้ของเขาในรอบนี้คือหลงิ ศิษย์ผู้เป็พรรคพวกคนสนิทของเฮยอิง อีกทั้งยังได้รับการชี้แนะโดยตรงจากศิษย์พี่ผู้มีชื่อเสียง ฝีมือของเขาถูกยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้ที่ยังอยู่ในขั้นฝึกกาย
เพียงชื่อถูกขานออกมา เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที หลายสายตาหันมองมู่ไห่เฉินด้วยแววสมเพช บ้างก็ส่ายหน้า บ้างก็ถอนหายใจ ราวกับผลการประลองครั้งนี้ถูกกำหนดไว้แล้วั้แ่ต้น
เมื่อทั้งสองก้าวขึ้นสู่ลานประลอง สายลมอ่อนพัดต้องชายอาภรณ์ เสียงซุบซิบรอบด้านยิ่งดังชัด หลงิเหลือบมองมู่ไห่เฉินั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ก็ไม่รู้ว่าเ้ามาถึงจุดได้อย่างไร แต่นี่ก็ถือว่าเ้าโชคดีมากแล้วที่มาได้ไกลถึงเพียงนี้”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความดูแคลน มิได้ปิดบังแม้แต่น้อย
มู่ไห่เฉินยิ้มเพียงเล็กน้อยในใจ แต่ภายนอกกลับแสดงสีหน้าลังเล สองมือกำแน่นเล็กน้อย ร่างกายดูเกร็งกลัวราวกับศิษย์ผู้อ่อนแอที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าผู้ล่า ความเยาะหยันบนใบหน้าหลงิยิ่งเด่นชัดต่อภาพที่เห็น
เมื่อเสียงสัญญาณเริ่มการประลองดังขึ้น แทบจะในทันที มู่ไห่เฉินถอยกรูดอย่างร้อนรน จนเกือบถึงขอบเวที ท่าทีตื่นตระหนกนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากศิษย์รอบด้านได้ไม่น้อย
“หนีได้ก็หนีไปสิ”
“แบบนี้ยังกล้าขึ้นเวทีอีกหรือ”
เสียงหัวเราะเ่าั้ดังก้อง ทว่าภายใต้สีหน้าหวาดกลัว แววตาของมู่ไห่เฉินกลับสงบนิ่งเย็นเยียบ ราวกับเหยี่ยวที่กดปีกต่ำ รอเพียงเสี้ยววินาทีแห่งความประมาท
หลงิหัวเราะเสียงดัง ก่อนพุ่งเข้าใส่อย่างมั่นใจ หมัดนั้นทรงพลังและรวดเร็ว สมกับชื่อเสียงของเขา หากเป็เมื่อก่อน มู่ไห่เฉินคงถูกบีบจนไร้ทางตอบโต้
แต่ยามนี้ในเสี้ยววินาทีก่อนหมัดจะถึงตัว มู่ไห่เฉินกลับก้าวไปข้างหน้าแทนที่จะถอย เยื้องตัวเพียงเล็กน้อยอย่างแม่นยำ มือหนึ่งคว้าจับแขนที่พุ่งมา อีกมือแตะผลักไปที่หัวไหล่อย่างแ่เบา ขณะเดียวกัน ขาของเขาสอดขัดเข้าไปอย่างพอดิบพอดี
การเคลื่อนไหวทั้งหมดเรียบง่าย ไร้ท่าทางโอ้อวด แต่กลับเฉียบคมราวกระบวนท่าที่ถูกขัดเกลามานับครั้งไม่ถ้วน หลงิรู้สึกเพียงแรงต้านเล็กน้อย ก่อนที่จุดศูนย์ถ่วงจะหายไป
“อะ”
ร่างใหญ่พุ่งเลยผ่านมู่ไห่เฉิน ก่อนจะหลุดออกจากเวทีอย่างไม่อาจควบคุมได้
เสียงดังฟูม!
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะมีใครตั้งตัว ทั่วทั้งลานประลองเงียบงัน ประหนึ่งลมหายใจของผู้คนนับร้อยถูกกลืนหายไปในห้วงเวลา ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงเยาะ มีเพียงความว่างเปล่าที่ปกคลุมอยู่ชั่วขณะ
ก่อนที่เสียงอื้ออึงจะะเิขึ้นพร้อมกัน
“เกิดอะไรขึ้น”
“หลงิ…แพ้งั้งหรืิอ”
ท่ามกลางความโกลาหล มีเสียงปรบมือดังขึ้นอย่างชัดเจน ไป๋ซูหลิงยืนขึ้นพลางโห่ร้องด้วยความภาคภูมิใจ
บนเวที มู่ไห่เฉินยืนนิ่ง สีหน้าเรียบสงบ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพียงเื่ธรรมดา ส่วนหลงินอนนิ่งอยู่เบื้องล่าง ดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความสับสนและเจ็บแค้น เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงพ่ายแพ้ในพริบตา ความโกรธพุ่งพล่าน อยากจะลุกขึ้นไปเอาคืนให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้น พรรคพวกก็รีบเข้ามาฉุดรั้ง พาตัวเขาออกไปจากลานประลอง ท่ามกลางสายตานับร้อยที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อเสียงฆ้องสุดท้ายแห่งการประลองดังขึ้น ความเงียบสงัดก็ค่อย ๆ ปกคลุมลานไปทั่วประลอง ศิษย์ผู้ชนะทั้งห้าก้าวออกมายืนเรียงรายเบื้องหน้าบรรดาอาจารย์ ผู้าุโและผู้คนโดยรอบต่างจับจ้องสายตาไปยังพวกเขาอย่างคาดหวัง ราวกับกำลังรอคอยชะตากรรมที่กำลังจะถูกกำหนดขึ้น
เหล่าอาจารย์และผู้าุโต่างทอดสายตามองอย่างพินิจพิเคราะห์ เสียงพูดคุยเจือจางดังขึ้นทีละน้อย ก่อนที่บางคนจะก้าวออกมาประกาศความตั้งใจที่จะรับศิษย์สายตรง ศิษย์ที่มีฝีมือโดดเด่นจึงถูกเลือกโดยไม่ยากเย็นนัก และมิใช่เพียงผู้เดียวที่หมายตา แต่หลายอาจารย์กลับเอ่ยนามพร้อมกัน ทำให้ศิษย์ผู้ถูกเลือกเ่าั้ลำบากใจไม่น้อย ต้องครุ่นคิดว่าจะมอบตัวเองเป็ศิษย์ใครกันแน่
ทว่าในขณะที่ความคึกคักล้อมรอบอยู่ตรงนั้น มู่ไห่เฉินกลับยืนนิ่งอยู่ลำพัง ร่างสูงโปร่งของเขาไม่ถูกใครเหลียวแล อาจเพราะการประลองของเขานั้นสิ้นสุดลงรวดเร็วเกินไป ไม่มีผู้ใดได้เห็นถึงฝีไม้ลายมือที่แท้จริง ทุกสายตาจึงมองข้ามเขาไปราวกับเป็เพียงเงามืดบนลานหิน
กระทั่งขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เสียงทุ้มสงบนิ่งของชายชราผู้หนึ่งก็ดังก้องขึ้น
“ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์ มู่ไห่เฉิน”
ทุกคนหันขวับไปยังต้นเสียงทันที และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หลายคนตื่นตะลึงยิ่งนัก ผู้ที่เอ่ยวาจาคือ อาจารย์หวง ผู้ดูแลหอคัมภีร์ ผู้ที่ทั้งสำนักต่างรู้กันดีว่าเป็ผู้าุโสันโดษเข้าถึงได้ยากยิ่ง เขาชอบเก็บตัวอยู่ท่ามกลางตำรากับคัมภีร์ของสำนัก แทบจะไม่ข้องแวะกับเื่วุ่นวายภายนอก และนับว่านานนับสิบปีแล้วที่ท่านไม่ได้รับศิษย์สายตรงแม้เพียงคนเดียวผ่านการคัดเลือกของทางสำนัก
คำประกาศนั้นดุจสายฟ้าแลบกลางวันแสก ๆ ศิษย์น้อยใหญ่ต่างตะลึงงัน บ้างก็มองหน้ากันด้วยแววตาเหลือเชื่อ บ้างก็หันไปจับจ้องมู่ไห่เฉินราวกับจะมองหาความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขา
มู่ไห่เฉินเองไม่คิดลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาก้าวออกมาก้มศีรษะคำนับทันที น้ำเสียงหนักแน่นก้องกังวานว่า
“ศิษย์ขอน้อมรับคำชี้แนะจากอาจารย์”
ใบหน้าที่เงียบสงบของอาจารย์หวงผ่อนคลายไปเล็กน้อย มีเพียงรอยยิ้มบางที่แทบสังเกตไม่เห็น ซึ่งนั้นก็เพียงพอจะทำให้คนทั้งลานถึงกับครั่นคร้ามไปตามกัน
เหล่าศิษย์ที่ได้ยินต่างพากันซุบซิบด้วยความประหลาดใจ บางคนมองว่าเป็โชคชะตาประหลาด บางคนกลับอิจฉาที่มู่ไห่เฉินได้กลายเป็ศิษย์น้อยคนของบุคคลผู้รอบรู้ที่สุดในสำนัก หากเอ่ยถึงวิชายุทธ์เฉพาะทาง อาจารย์หวงอาจไม่ได้โดดเด่นเป็ที่หนึ่ง แต่หากเอ่ยถึงความหลากหลายและความรู้ที่กว้างขวาง ท่านถือเป็หนึ่งในผู้เก่งกาจที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา
ณ ห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ชะตากรรมของมู่ไห่เฉินก็ถูกกำหนดขึ้นอีกครั้ง จากศิษย์ผู้ไร้คนเลือก กลับกลายเป็ศิษย์สายตรงของผู้เฒ่าผู้ลึกลับที่สุดในสำนักอย่างน่าพิศวง