บทที่ ยี่สิบแปด
ภายในห้องหนังสืออันโอ่อ่าของตระกูลเหยียนใต้ความสงบสายตาของเขาเฉียบคมราวใบมีดกวาดมองบุตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง
เหยียนปี้เจินไม่แสดงความหวาดหวั่นสีหน้างามหยิ่งนิ่งสงบ ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางคล้ายเย้ยหยันสายตาบิดาหากแต่ลึกลงในแววตานางวาวโรจน์ราวลาวาเดือด
“เจ้ารู้หรือไม่” เสียงทุ้มต่ำของเหยียนเผิงทำลายความเงียบงัน“ข้าไตร่ตรองดีแล้ว หากมิใช่เจ้าจะเป็นผู้ใดที่สามารถเข้าถึงตัวท่านหญิงสามและวางยาพิษนางได้ง่ายเพียงนี้?”
เหยียนปี้เจินปรายตามองชั้นหนังสือข้างกายช้าๆก่อนที่นางจะยกมือขึ้นไล้ที่สันปกหนังสือเล่มหนึ่งปลายนิ้วเรียวยังคงกรีดกรายไปที่เล่มอื่นๆ บนชั้นว่างอย่างมิได้ยี่หระต่อคำกล่าวหา“ถ้าบิดาคิดว่าข้าเป็นคนลงมือ” เสียงของนางแผ่วเบาเย็นเยียบแต่เปี่ยมด้วยความเฉียบคม “แล้วเหตุใดลูกสาวของท่านจะต้องทำเช่นนั้นเล่า?”
เหยียนเผิงเดินเข้ามาใกล้ลมหายใจหนักแน่นของเขาแทบจะปะทะใบหน้างามที่ยังคงสงบเยือกเย็น “แผนการเชื่อมสัมพันธ์กับซีเป่ยต้องอาศัยการแต่งงานของท่านหญิงสามปาอ๋องแห่งซีเป่ยต้องการสิ่งนี้เป็นหนึ่งในข้อแลกเปลี่ยน หากเจ้าขัดขวางนั่นย่อมหมายความว่าเจ้าต้องการให้ทุกอย่างล้มเหลว เจ้าบอกข้ามาเจ้าคิดสิ่งใดอยู่!”
ดวงตาของเหยียนปี้เจินวาววับขึ้นทันทีราวสะท้อนประกายกล้านางผินใบหน้าออกจากบิดาที่แววตาโรจน์ดั่งเปลวเพลิงก่อนจะเดินออกห่างเสียงอาภรณ์ผืนบางเสียดสีแผ่วเบา “ท่านคิดว่าข้าทำก็ควรจะรู้อยู่แล้วว่าทำเพราะอะไรถ้าไม่รู้เช่นนั้นก็พอจะลากข้าไปลงโทษหรือ?” เสียงหัวเราะของนางแฝงความเย้ยหยัน
“ใช่! ข้าไม่รู้ถึงมาเค้นความจริงจากเจ้าแต่ถ้าเจ้าเอาแต่เล่นลิ้นระวังจะไม่มีชีวิตได้ปริปากอีก”
หากแต่หญิงสาวยังคงเก็บสีหน้าได้อย่างดีเยี่ยมไม่มีความหวาดเกรงแม้แต่น้อย “ท่านมาใส่ความข้าเช่นนี้บิดาไม่กลัวหรือว่าหากข่าวลือแพร่สะพัดออกไปจะกระทบต่อเกียรติยศของจวนเหยียนยิ่งกว่าพิษในกายท่านหญิงสามเสียอีก?”
เหยียนเผิงขบฟันแน่นดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะอย่างไร้ความอดนทอีก มือหนาเขากระชากแขนลูกสาวอย่างไม่ไว้หน้า “ลากนางไปขังไว้ในเรือนหลังเล็ก! อย่าให้ผู้ใดเข้าออกได้เด็ดขาดจนกว่าข้าจะสั่ง!”
“หึ” เหยียนปี้เจินไม่สะทกสะท้านกลับยิ้มเย็น “ท่านคิดหรือว่าแผนการนี้จะสำเร็จ? ป่านนี้นางคงมีความสุขดั่งขึ้นสวรรค์ไปแล้ว” นางไม่กลัวแม้แต่น้อยว่าเรื่องที่พิษหลานฮวาหลั่วเยี่ยจะสาวมาถึงนางถึงร้านหอมหมื่นพรรณนางจะเป็นเจ้าของแต่ใช่ว่าเจ้าของจะเป็นคนค้าขายของแค่ป้ายความผิดให้หลงจู๊ในร้านก็พอ อย่างไรสุดท้ายแล้วถังหยี่ก็ทำเรื่องมั่วโลกีย์เมื่อคืนกับชายที่แต่งงานแล้วคนที่จะถูกบิดาฉีกเป็นชิ้นก่อนไม่ใช่นางแต่เป็นถังหยี่
ประโยคท้ายทำให้เหยียนเผิงชะงักไปชั่วขณะก่อนจะสะบัดความคิดนั้นออกไป“ข้าจะไม่ใส่ใจคำพูดเจ้าอีกเมื่อเรื่องราวสงบลงไม่ว่าอย่างไรข้าจะส่งถังหยี่ไปซีเป่ยในทันทีไม่มีอะไรขัดขวางได้อีก!”
เขาตวัดมือพร้อมสั่งคนด้านนอกด้วยเสียงกร้าวจากนั้นประตูไม้ก็เปิดผึงรับคำสั่ง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของเหล่าคนรับใช้ดังเข้ามาหญิงสาวยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เหยียนปี้เจินหัวเราะแผ่วพลางเอ่ยต่อ “ท่านพ่อไม่รอดูเหตุการณ์ที่เรือนท้อร่วงก่อนหรือเจ้าคะว่าเป็นอย่างไรแล้วเรื่องจะขังข้าอาจจะไม่สำคัญอีกต่อไป” นางกล่าวอย่างมีความรู้มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
“เจ้าหมายความเช่นไรที่เรือนท้อร่วงมีอะไรเจ้าวางแผนอะไรอีกแล้วใช่หรือไม่? พวกเขาถึงมาชุมนุมกันที่หน้าโถงใหญ่” เหยียนเผิงจำได้ว่าก่อนที่ตนจะเข้าไปพบไหลอ๋องให้ห้องประชุมเล็กที่โถงใหญ่เข้าพบหมอเทวดาและศิษย์หนุ่ม ทั้งยังมีท่านหญิงสามที่ไม่ได้ออกมาจากเรือนท้อร่วงนานแล้วอีกด้วย
“พวกเขามาชุมนุม..” กลับกลายเป็นเหยียนปี้เจินที่ถามกลับ“ใคร?”
“ก็ท่านหมอกับศิษย์และคนที่เจ้าวางยานางอย่างไรทุกคนมารวมตัวกันที่โถง เพราะมาฟังความเป็นมาจาดพิษษของเจ้า”
พลันท่าทางที่สงบนิ่งของเหยียนปี้เจินหายวับเมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่ใช่อย่างที่ตนคาดต้องเป็นสาวใช้เข้าไปพบว่าพวกเข้ามั่วโลกีย์กันไม่ใช่ให้พวกเขามารวมตัวจับผิดนางถ้าถังหยี่เป็นคนเปิดปากเองว่าพิษนี้มาจากนาง เวลานี้ต่างหากที่นางไม่อาจจะรอดพ้นทั้งเรื่องนั้นอีก ทำไมทั้งสองไม่อยู่ในเรือนท้อร่วงรอให้ไหลอ๋องจับได้คาหนังคาเขา..หรือว่าทั้งสองไม่ได้ร่วมสัมพันธ์กัน
“ไม่จริง..” หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปจับแขนบิดาพร้อมร่ำพรรณ“ท่านพ่อ..ท่านแน่ใจหรือว่าเห็นถังหยี่กับหมอหนุ่มที่โถงเมื่อเช้าจริงๆ”
คำพูดเฉพาะเจาะจงนี้ทำให้เหยียนเผิงรู้ความหมายกลายๆบุตรสาวต้องวางแผนอะไรใส่ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคนนี้เป็นแน่ “ไม่ว่าเจ้าจะวางแผนอะไรจากนี้เจ้าไม่มีทางทำลุล่วงอีกแล้วข้าจะขังเจ้าในเรือนจนกว่าถังหยี่จะถูกส่งไปซีเป่ย”
“ไม่ๆๆๆ” หากแต่เหยียนปี้เจินไม่ยอมปล่อยนางกอดแขนบิดาแน่นขึ้นไปอีก “ท่านส่งนางให้เซี่ยอ๋องไม่ได้นางแปดเปื้อนแล้วนางหลงรักท่านหมอหยางและเมื่อคืนนางถูกตัณหาครอบงำมั่วราคะกับหมอหนุ่มผู้นั้นแล้ว!”
“..เจ้าเอาอะไรมาพูด” ชายสูงวัยชะงัก คว้าไหล่บุตรสาวมาตรงหน้าแล้วออกแรงบีบรุนแรง“เจ้าวางแผนนั้นหรือ? เจ้าทำแบบนั้นทำไม!.” การที่นางรู้เหตุการณ์มากขนาดนี้หมายความว่านางย่อมมีส่วนร่วมด้วย
“เพราะ..เพราะนางไม่ได้..อยากไปซีเป่ย” เสียงหวานกล่าวเสียงแผ่ว “นางเกลียดเซี่ยอ๋อง นางเกลียดซีเป่ยนางเกลียดที่ตนเอง..เลือกแต่งกับคนที่รักไม่ได้” ก่อนเสียงจะค่อยๆดังกังวานขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะอย่างอดสู “ข้าเลยเลือกให้นางเองฮ่าๆ”
“..นี่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าเลือกกันเองได้หรือ!” เหยียนเผิงตวาดเสียงดังใส่บุตรสาว
“ได้สิ ท่านก็เห็นว่าข้าทำได้..ท่านสั่งสอนข้ามาเอง อยากได้อะไรก็ให้คว้ามาเราสองพ่อลูกก็มองการณ์ใหญ่ทั้งนั้น” นางเหยียดยิ้มให้บิดาเพราะบิดาของนางรู้ความนัยสิ่งที่กำลังเอ่ย นางอยากเป็นชายาอ๋องส่วนบิดานางก็อยากเป็นอ๋องแห่งซุ่ยหยวนถึงขั้นคบคิดก่อกบฏ
เหยียนเผิงพลันสะอึกเรื่องที่บุตรีเขากำลังพูดถึงไม่ใช่สิ่งที่ให้ยามเฝ้าประตูจะรู้ได้ทหารยามพวกนี้ขึ้นตรงต่อเขาก็จริงแต่เบื้องหลังอย่างไรก็เป็นคนของไหลอ๋องรู้เรื่องว่าซุ่ยหยวนติดต่อกับซีเป่ยได้ แต่ให้รู้ว่าเขามีแผนอื่นที่ติดต่อซีเป่ยเพื่อล้มล้างไหลอ๋องไม่ได้ขณะที่เขากำลังจะโบกมือไล่ทหารยามที่รอจะจับตัวเหยียนปี้เจินไปขังในเรือนบุตรสาวที่คล้ายจะเสียสติไปแล้วเริ่มเอ่ยออกมาอีก
“ทำไมจะต้องเป็นถังหยี่เสมอทั้งที่ข้าเก่งกว่ามีความสามารถมากกว่ามาตลอดทุกการแข่งขันข้าต้องยอมอ่อนข้อให้นางเป็นที่หนึ่ง แต่เป็นความรักข้าไม่อาจจะยอมอีกแล้ว..” หญิงสาวปล่อยมือออกจากแขนบิดาพลางเงยหน้าขึ้นเหม่อลอยคลายมองภาพฝัน“ข้ารักเขา..”
เหยียนเผิงเข้าใจโดยพลันบุตรสาวตนหลงรักเซี่ยอ๋อง แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้เพราะเขาเป็นตัวกลางติดต่อกับซีเป่ยในฐานะของไหลอ๋องเพื่อหลบหลีกสายตาจากส่วนกลางเซี่ยอ๋องคือบุตรชายที่ปาอ๋องส่งมาติดต่อ ฉะนั้นที่เหยียนปี้เจินจะเคยสนทนาย่อมเป็นไปได้พอรู้ความจริงสิ่งที่เหยียนเผิงทำอย่างแรกคือเอ่ยเตือนสติบุตรสาว “เจ้ารีบหยุดความคิดนั้นเสียเราจะต้องส่งถังหยี่ไปเพื่อให้สัญญาเป็นจริงเสียก่อน”
“ไม่!” ดวงตาของนางวาวโรจน์ “เราไม่จำเป็นต้องส่งเลยต่างหากส่งไปก็เท่านั้น เมื่อท่านพ่อครองซุ่ยหยวน..ข้าก็จะเป็นท่านหญิงข้าคือคนที่เหมาะ สม ที่ สุด!” เหยียนปี้เจินเอ่ยย้ำคำสุดท้ายใส่หน้าบิดาที่ยิ่งฟังก็โทสะพวยพุ่ง
“เจ้าหยุดเพ้อฝันเดี๋ยวนี้!”
เหยียนปี้เจินก้มหน้าต่ำก่อนค่อยๆส่งเสียงหัวเราะแผ่วพลางเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาเปื้อนน้ำใสจดจ้องใบหน้าที่มีร่องรอยเข้าวัยร่วงโรย“เพ้อเจ้อหรือ..บุตรสาวท่านมอบความสาวให้เขาไปแล้วท่านยังว่าข้าเพ้อเจ้อระ..”
เพี้ยะ! ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบประโยคโทสะที่คุกรุ่นก็ปะทุเหยียนเผิงตบหน้าบุตรสาวเสียงดังลั่นห้องหนังสือ “เจ้ามันไม่รักดี! เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
หญิงสาวที่ทรุดตัวลงไปที่พื้นเงยหน้ามองบิดานางไม่ได้มีแววตาโกรธที่โดนตบแม้แต่น้อย มีแต่สายตาวิงวอนส่งให้ “ท่านพ่อช่วยให้ความรักของเราสมหวังได้หรือไม่”
“ความรักของเรา? น่าขันแล้วอาเจิน” แม้บุตรสาวเขาจะทำผิดมากมายแต่เขาทำไมถึงชะล่าใจไม่กันบุตรสาวตัวเองจากอีกฝ่ายให้ดีกว่านี้“เซี่ยอ๋องอยู่ซีเป่ยแม้ไม่มีชายาเป็นตัวเป็นตนแต่มีอนุหลายสิบส่งไปอีกหนึ่งอาจจะครบร้อย เขากลับไปซีเป่ยเช่นนี้เจ้าไม่สะดุดใจได้อย่างไรถ้าเขารักเจ้าจริงควรอยู่ปลอบใจเจ้าและสู้เพื่อเจ้า หรือจดหมายสักฉบับมีส่งถึงบางหรือไม่?”
“..ไม่จริงเขาบอกว่าจะกลับไปห้ามข้อสัญญานี้กับบิดา เขา..เขา” นางรำพึงรำพัน
“แล้วเขาหายไปนานเท่าไรแล้ว อาเจินเจ้าอย่าหลอกตัวเอง..”เหยียนเผิงก้มลงประคองบุตรสาวให้ลุกขึ้นน้ำตาหญิงสาวไหลอาบแก้ม เพราะใจลึกๆ นางรู้อยู่แล้วว่าตนเองถูกทอดทิ้ง นางถึงพาลเช่นนี้..เวลาเห็นใครมีความรักลึกซึ้งก็คิดว่าทำไมถึงไม่เป็นตนเอง
เหยียนเผิงประคองบุตรสาวไปนั่งให้นางสงบใจ..ขณะนั้นก็หันไปหาทหารยามทั้งสองที่ยังยืนนิ่งรอรับคำสั่งอยู่แต่ทั้งสองคล้ายรู้อยู่แล้วว่าตนเองได้รับรู้สิ่งที่ไม่ควรรู้สองขาสั่นเทาไม่รู้ว่ากำลังจะเผชิญสิ่งใด
“พวกเจ้าไปตามคุณชายใหญ่มา”
“ขอรับ” คาดไม่ถึงคำสั่งที่ได้รับเป็นคำสั่งทั่วไปทหารยามทั้งสองพลันทำความเคารพแล้วหันหลังเตรียมออกจากห้องไปทำหน้าที่
เพล้ง! จู่ๆ เสียงของตกก็ดังอยู่ด้านหลังทหารยามทั้งสองหันหลังกลับไปมองปรากฏว่าเป็นดาบเล่มหนึ่งที่ตกอยู่เบื้องหน้าชายสูงวัยพร้อมกับกำลังกำข้อมือตนเองด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวด
พวกเขารู้ได้ในทันทีว่าหมายถึงอะไรเหยียนเผิงคิดจะลอบสังหารทั้งสองเงียบๆแต่ไม่รู้เหตุใดข้อมือของเขาถึงเจ็บจนปล่อยดาบในมือเป็นการเตือนภัยให้ทั้งคู่ทหารยามทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างไรพวกเขาก็รักชีวิตตัวเองและทำงานให้ซุ่ยหยวนไม่ใช่ตระกูลเหยียนทั้งสองหันหลังออกวิ่งหายลับจากห้องหนังสือทันที
เหยียนเผิงก็แค่คนสูงวัยรู้แต่ตำราวางแผนไม่เชี่ยวชาญวรยุทธ์ไม่เช่นนั้นคงไม่เลือกใช้วิธีลอบฆ่าลับหลังแต่ไม่รู้อะไรมากระแทกข้อมือตัวเองเสียรุนแรงทำให้ทหารยามรู้ตัวเมื่อเหยียนเผิงรู้ตัวว่าไม่ได้การแล้วจึงรีบวิ่งไปหาบุตรชายให้จัดการต่อเร่งสกัดทหารยามที่อาจจะทำให้แผนการพวกเขาพังไม่เป็นท่า
อีกด้านละครที่มีผู้ชมหลบซ่อนดูอยู่เป็นโม่เหวินหานที่ซัดลูกหินเข้าใส่ข้อมือเหยียนเผิงอย่างรุนแรงผู้นี้เอง เขาและหลิวชิงเซียงทำตามแผนที่วางไว้หลบไปเอาเอกสารหลักฐานในห้องลับเรียบร้อยแล้วมาซ่อนตัวรอชมละครอยู่หลังม่านจริงๆแต่ไม่คิดว่าละครจะเข้มข้นมากถึงขั้นนี้
“แต่ที่เจ้าคาดไว้ก็มีส่วนถูกนะเหยียนปี้เจินอยากเป็นคนแต่งเองจริง แต่ไม่คิดว่าจะมีเหตุผลลึกล้ำเช่นนี้” หลังลอบดูเหตุการณ์จนพอใจทั้งสองก็รีบหลบออกจากจวนตระกูลเหยียนสองร่างที่ใช้วิชาตัวเบาก็กำลังสนทนากันไปด้วย
“หึ นั้นเพราะผู้ชายมักมากมีอยู่แล้วก็ไม่รู้จักพอ..”น้ำเสียงของนางออกจะขึ้นสูงอย่างไม่พอใจก่อนจะหันมามองชายใกล้ตัวพลันอยู่รู้สึกขัดหูขัดตาไปด้วยคนอะไรรับเมียครั้งเดียวเป็นร้อย ถ้าเปิดรับทุกปีในสิบปีไม่ใช่มีเป็นพันเลยหรือ
โม่เหวินหานรู้สึกไม่ดีในน้ำเสียงเริ่มคิดว่าไม่น่ารั้งรอให้อยู่ในตระกูลเหยียนจนถึงป่านนี้ ตอนนี้นางคงกำลังไม่พอใจในตัวชายมากรักอย่างเซี่ยอ๋องเลยพาลมาเกลียดเขาแน่ๆ
ทั้งสองกลับมาถึงบ้านพักในที่สุดส่วนหมอหลวงเผยและเจียงเจียที่กลับมาเป็นตัวเองเรียบร้อยมาแล้วก็นั่งรออยู่ที่ในห้องประชุมลับจนเมื่อสองชายหญิงโผล่เข้ามาในห้องคนที่อยู่ก่อนก็ผงะไป
“พวกข้าเอง” โม่เหวินหานรู้ตัวว่ารูปลักษณ์พวกเขาถ้าไม่สังเกตให้ดีอยากจะจำได้หรือเผลอๆ ให้สังเกตดีๆ ก็อาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำหลังเสียงที่คุ้นเคยส่งออกไปหมอหลวงเผยก็ลูบอกแก้อาการตกใจเจียงเจียที่รู้อยู่ก่อนหน้าได้เตรียมผ้าเช็ดไว้รอแล้วก็ส่งให้ผู้เป็นนายโม่เหวินหานหลังรับมาก็ส่งต่อให้หญิงสาวแต่นางกลับผินหน้าหนีพลางไปหยิบอีกผืนที่วางอยู่ขึ้นมาเช็ดแล้วนั่งลงที่ประจำ
“ทางตระกูลเหยียนเรียบร้อยดีไหมขอรับทางไหลอ๋องมีเรื่องเหนือคาดหมายเล็กน้อย” เจียงเจียกล่าวรายงาน
โม่เหวินหานหลังเช็ดใบหน้าและส่วนแขนเปลี่ยนกลับมาเป็นคนเดิมร่างสูงก็กลับไปนั่งประจำที่ “ว่ามาเหตุการณ์ทางจวนไหลอ๋องเป็นเช่นไรบ้าง?”
เจียงเจียพยักหน้ารับอย่างนอบน้อมมือข้างหนึ่งยื่นม้วนเอกสารที่แนบติดมาด้วยขึ้นวางบนโต๊ะ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “ขอรับนายท่าน จากคืนวานข้าได้ทำตามที่นายท่านกำชับท่านหญิงสามได้รู้ความจริงแล้วว่าศิษย์ของท่านหมอมีภรรยาอยู่ก่อนแล้วนางตกตะลึงและละอายใจนักที่หลงเชื่อคำยุยงของเหยียนปี้เจิน”
หลิวชิงเซียงซึ่งนั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่ด้านขวาของโม่เหวินหานพลันเบือนสายตาไปมองใบหน้าของโม่เหวินหานแล้วเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วคล้ายทอดถอน
“หญิงสาวผู้นี้เติบโตมาอย่างว่านอนสอนง่ายและหัวอ่อนถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยง่าย”
โม่เหวินหานพยักหน้าเชื่องช้ามือเรียวหยิบกาน้ำชารินใส่แก้วหนึ่งแล้วยื่นไปตรงหน้าหญิงสาวถึงรินให้ตัวเองก่อนจะยกขึ้นแนบริมฝีปาก เขาดื่มเงียบๆ ปล่อยให้รสเข้มแฝงหวานที่ปลายไหลลื่นลงลำคอก็ทั้งคืนเขาไม่ได้กินดื่มอะไรเลย ถ้าเขาหิวนางก็น่าจะหิวเช่นกันถึงรับไปอย่างไม่อิดออด
จากนั้นเจียงเจียจึงเริ่มเอ่ยต่อ“รุ่งเช้ามาตอนหมอเผยไปพบไหลอ๋องเพื่อรายงานเรื่องพิษจู่ๆ นางก็เข้ามาพบผู้เป็นบิดาด้วยตนเอง และสารภาพว่าพิษนั้นเป็นมาอย่างไรเป็นเหยียนปี้เจินที่นำมาให้โดยเล่าว่าเพื่อช่วยให้นางหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับเหลียงฉีซ่าน นางยอมรับว่าแม้จะมีผู้ยุแหย่แต่ความผิดใหญ่กลับอยู่ตัวเอง..ปล่อยให้ผู้อื่นชักจูง”
บรรยากาศในห้องประชุมลับพลันตกอยู่ในความเงียบอีกครู่หนึ่งโม่เหวินหานวางถ้วยชาลงช้าๆ ดวงตาเยียบเย็นฉายประกายเข้มข้น “เช่นนั้นทางไหลอ๋องคงเริ่มรู้ตัวว่าอาจจะมีแผนการบางอย่างที่ซับซ้อนกว่าที่คิดสินะ”
เจียงเจียพยักหน้ารับ“ขอรับนายท่าน ไหลอ๋องยังไม่แสดงท่าทีแต่ดูจากท่าทีเคร่งเครียดข้าน้อยเกรงว่าคงเริ่มระแวงในตัวตระกูลเหยียนมากขึ้นแล้วขอรับจากนี้คงกำลังสังเกตการณ์หาหลักฐานอยู่”
โม่เหวินหานระบายลมหายใจออกเบาๆสายตาพลันทอดมองหลิวชิงเซียงที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก หลังดื่มหมดถ้วย นางจึงผินมองเขา
ดวงตาโม่เหวินหานเปล่งประกายอีกครั้ง“เช่นนั้นก็ทางพวกเราบ้าง” น้ำเสียงเรียบเฉียบดังขึ้นกลางห้องหมายจะให้นางเริ่มเล่าบางหลังจากเงียบมาครู่ใหญ่
“พวกเราลอบเข้าไปในจวนเหยียนได้หลักฐานทั้งหมดมาแล้วทั้งแผนผังเส้นทางกับซีเป่ยและจดหมายลับที่ยืนยันการลักลอบส่งข่าวค้าอาวุธระหว่างเหยียนเผิงกับซีเป่ย อีกทั้ง..ยังมีพยานหลบ..” นางหยุดคำแล้วปรายตามองบุรุษที่ซัดลูกหินใส่เหยียนเผิงให้ทหารสองนายรอดไปได้
“..มีทหารยามสองนายที่ได้ยินเรื่องทั้งหมดหนีไปต่อหน้าต่อตาเหยียนเผิง” โม่เหวินหานกล่าวอย่างสุขใจก่อนจะปรับมาเป็นสีหน้าของเขานิ่งปกติ “หากทหารยามสองคนนั้นหนีรอดและนำข่าวไปถึงไหลอ๋องได้ ไหลอ๋องย่อมต้องตัดสินใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
หลิวชิงเซียงระบายลมหายใจอย่างเยือกเย็น“ถ้าไหลอ๋องหวาดระแวงพอก็จะตัดไฟแต่ต้นลม..เลิกติดต่อกับซีเป่ยเสีย ตัดเนื้อร้ายอย่างตระกูลเหยียนทิ้ง”
โม่เหวินหานกล่าวต่อ“ใช่ โทษหนักก็จะกลายเป็นเบาแต่ถ้าเขาไม่ตัดขาด ยังดื้อดึงจะสานสัมพันธ์กับซีเป่ยข้าจะให้ผู้ตรวจการฉีแฝงตัวในเมืองซุ่ยหยวนไปก่อน เพื่อรอจัดการอย่างเด็ดขาดทั้งไหลอ๋องและเหยียนเผิงจะไม่มีวันหนีโทษได้อีก”
เจียงเจียรับคำทันที“ขอรับนายท่าน ข้าน้อยจะไปรายงานต่อผู้ตรวจการฉีให้ส่งคนคอยจับตาความเคลื่อนไหวของไหลอ๋องอย่างใกล้ชิด”
โม่เหวินหานพยักหน้าสีหน้าเขาเยือกเย็นราวหิมะน้ำแข็งมือเรียวคลี่แผนที่บนโต๊ะแล้วไล่นิ้วไปตามเส้นทางที่ลากผ่านซุ่ยหยวนถึงซีเป่ย “ไม่มีซุ่ยหยวนแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่มีเมืองอื่นซีเป่ยน่าจะต้องมีเมืองสำรองอื่นๆ อีก แต่ทางนี้หมดเรื่องแล้วเราควรรีบกลับเมืองหลวงก่อนที่จะมีคนจับได้ว่าฮ่องเต้กับสนมรักแอบหนีมาเล่นนอกวัง”
“..ก็ดีกลับวังท่านจะได้กลับไปเจอสนมอีกนับร้อย” หลิวชิงเซียงเอ่ยพึมพำ
โม่เหวินหานถอนหายใจเซี่ยอ๋องมีอนุมีเมียมากมายมาเกี่ยวอะไรกับตนเอง ทำไมนางถึงพาลมาจิกกัดเขาได้แถมเขาก็ไม่ได้หลอกให้ใครมาเป็นสนมสักคน หญิงเหล่านั้นสมัครใจเองถ้าวันคัดเลือกวันนั้นเจ้าเป็นคนแรกแล้วละก็..จะไม่มีใครผ่านอีก ‘ใครจัดลำดับคัดเลือกวันนั้นกลับถึงวังหลวงเขาจะสั่งให้เอาไปโบย!’