ตอนที่40 ผจญภัยในโลกโบราณ 6
เย็นวันนี้เกาหวงเจ๋อน้องชายคนเล็กที่ไม่เอาถ่านของแม่ทัพเกาหวงผู่ แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรลู่ พร้อมด้วยเพื่อนฝูงของเขาอีกสองคนและผู้คุ้มกันอีกสี่คนมาชมการร้องร่ายรำคณะโปรดของพวกเขา เมื่อได้ยินเสียงวิจารณ์ของหลิวเย่พวกเขาล้วนไม่พอใจจึงต้องการคำขอโทษจากหลิวเย่ หากปฏิเสธที่จะขอโทษพวกเขาตั้งใจจะสั่งสอนพวกของหลิวเย่ทันที
โยวจี้โมโหพวกที่ดินไม่อวดว่ากว้างฟ้าไม่อวดว่าสูง มันจ้องมองหลิวเย่อย่างรอคอยคำสั่ง หลิวเย่รำคาญพวกเขาที่โผล่มาขัดจังหวะจึงโบกมือสั่งให้โยวจี้จัดการ
“ตุ๊บ ตั๊บ ฟุ๊บพลั๊ก” ชั่วพริบตาชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนฟุบหมอบอยู่กับพื้นสิ้นสติกันถ้วนหน้า
“.....”เกาหวงเจ๋อและเพื่อนอีกสองคนต่างอ้าปางค้างตื่นตกใจพวกเขามองไม่เห็นว่าคนทั้งสี่นั้นฟุบหมอบหมดสติได้อย่างไร?มองเห็นเพียงโยวจี้ที่ค่อยๆนั่งลงจิบชา ส่วนชายหนุ่มรูปงามอีกคนนั่งนิ่งจิบชาไม่สนใจสิ่งรอบกาย
“อึ๊ก....”เกาหวงเจ๋อกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบากเขากังวลใจที่พบว่าวรยุทธ์ของชายวัยกลางคนตรงหน้านั้นสูงส่งมากนักอาจเหนือกว่าพี่ชายแม่ทัพของเขา จึงตัดสินใจเอาตัวรอดไปก่อน “พี่ชายและน้องชายพวกข้าสร้างความขุ่นเคืองให้กับพวกเจ้า ข้ายินดีขอโทษโดยจะชำระค่าน้ำชากานี้ของพวกเจ้าเอง”พลางเหล่ตามองหลิวเย่และโยวจี้อย่างกังวลใจ
“.....”หลิวเย่พยักหน้าอย่างสงบเดิมทีเขาไม่ได้ต้องการปัญหาวุ่นวายใดๆในการเดินเล่นชมเมืองครั้งนี้
บรรยากาศจึงกลับมาเงียบสงบเช่นเคยแต่พวกของเกาหวงเจ๋อพากันลากผู้คุ้มกันที่เริ่มฟื้นสติให้ออกไปจากโรงน้ำชาทันที
“นายท่านน่าจะสั่งสอนพวกเขาให้หนักกว่านี้” โยวจี้หงุดหงิดที่ได้ลงมือแค่นิดเดียว
“พวกเราเพียงแค่มาเที่ยวชมอย่าเพิ่มปัญหาจะดีกว่า” หลิวเย่กล่าวตัดบท
ในเวลานี้บริกรชายหรือเสี่ยวเอ้อได้เดินถือจานขนมขึ้นชื่อของเมืองลู่มาวางไว้บนโต๊ะของหลิวเย่และกล่าวว่า
“นายท่านขอรับจานนี้ท่านผู้มีเกียรติโต๊ะนี้สั่งมาให้พวกท่านเป็นพิเศษมันเป็นขนมขึ้นชื่อของอาณาจักรเรา” เสี่ยวเอ้อชี้มือบอกตำแหน่งของผู้สั่งขนมนี้
“อืม เออนี่...เสี่ยวเอ้อเจ้าช่วยเล่าเรื่องอาณาจักรลู่ให้ฟังบ้างเผื่อพวกข้าจะมาค้าขายที่นี่”หลิวเย่พยักหน้ารับรู้และหยิบเหรียญทองออกมายื่นให้เสี่ยวเอ้อ
เสี่ยวเอ้อตาโตยิ้มกว้างและยื่นมือออกมากำไว้ทันที“นายท่านอยากรู้เรื่องอะไรบ้าง ข้าจะบอกทุกเรื่องที่รู้เลย”
“เอาเรื่องลับๆของราชวงศ์ก่อน”หลิวเย่บอกเสี่ยวเอ้อเบาๆ
เสี่ยวเอ้อมองซ้ายขวาแล้วก้มตัวลงเล็กน้อยพลางพูดเสียงเบาว่า“เรื่องนี้ลับมากนะนายท่าน องค์จักรพรรดิลู่โจวมีบุตรน้อยนักองค์ชายคนโตชื่อลู่เซี๊ยะ และองค์หญิงคนโตชื่อลู่อิง ถือกำเนิดจากพระมเหสีทั้งคู่แต่องค์จักรพรรดิทรงรักใคร่องค์ชายคนเล็กชื่อ ลู่โจวหลง มากที่สุดซึ่งถือกำเนิดจากนางสนมตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อไม่นานมานี้นางสนมเสียชีวิตกะทันหันและองค์ชายลู่โจวหลงก็หายสาบสูญทางพระราชวังและทหารปิดข่าวกันให้เรียบ”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?” เป็นโยวจี้ที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“อะแฮ่ม....นายท่านก็....ที่โรงน้ำชาแห่งนี้ข่าวลับแค่ไหนก็ย่อมมีคนแย้มออกมาบ้าง ข้าก็พอรู้นิดๆหน่อยๆ”เสี่ยวเอ้อเกาหัวยิ้มอย่างเขินอาย
“แล้วเรื่องการค้าการเมือง การทหารล่ะ” หลิวเย่ถามประเด็นสำคัญทันที
“อะแฮ่ม....ข้ารู้สึกเจ็บคอแล้วนายท่าน”เสี่ยวเอ้อยิ้มเจ้าเล่ห์
“บอกมา!”หลิวเย่รำคาญท่าทีของเสี่ยวเอ้อจึงหยิบเหรียญทองออกมาให้อีกหนึ่งเหรียญ
“ข้าหายเจ็บคอแล้วเป็นอย่างนี้นายท่าน การค้านั้นส่วนใหญ่อาณาจักรของเราค้าส่งม้าเป็นหลักรองลงมาก็เป็นค้าแพะไปยังอาณาจักรอื่น อาหารทะเลมีบ้างที่ชายแดนบางส่วนของเราซึ่งมีอาณาเขตติดต่อแต่จะไม่สู้ทางอาณาจักรเหอ สินค้าหลักมีเหล้านมม้ากับเหล้านมแพะและเหมืองทองคำ”
“ส่วนการเมืององค์จักรพรรดิลู่โจวปกครองมีคุณธรรมแต่ทางอาณาจักรเล่ยก็รุกรานบ่อยครั้ง”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าพวกเราจะอ่อนแอแม่ทัพใหญ่ เกาหวงผู่ ก็เก่งกาจนักเสียดายแต่น้องชายคนเล็กของท่านแม่ทัพที่ไม่เอาถ่าน ก็คนที่สั่งขนมให้พวกท่านอย่างไรเล่า”เสี่ยวเอ้อร่ายยาวรวดเดียวจบ
หลิวเย่และโยวจี้ต่างพยักหน้าเข้าใจภาพรวมของอาณาจักรลู่หลิวเย่ติดใจสงสัยอะไรบางอย่าง? จึงถามเสี่ยวเอ้อ
“ที่ว่าองค์ชายคนเล็กหายตัวไปนั้นอายุเท่าใด? หายไปนานแค่ไหน?”
“อ้อ องค์ชายลู่โจวหลงอายุ 8 หนาว หายไปราวสิบวันแล้วถ้าพวกท่านสังเกตจะเห็นว่ามีทหารเดินตรวจตราเต็มไปหมด”
เสี่ยวเอ้อนึกครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างระมัดระวัง
“หากพวกท่านไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะนายท่าน หลงจู๊มองข้าบ่อยแล้ว”เสี่ยวเอ้อกล่าวเสียงเบาก่อนรีบเดินหนีไป
หลิวเย่กำลังคิดไปถึงเจิ้งอี้อายุและระยะเวลาที่ได้รับพิษและสภาพร่างกายที่พบในเวลานั้นใกล้เคียงคำบอกเล่า
แต่เขาไม่มีสิ่งอื่นใดยืนยันความคิดดังกล่าว
ดังนั้นเรื่องนี้ปล่อยวางไปก่อน
“เฮ้อเรื่องราวพวกมนุษย์นี่วุ่นวายยุ่งเหยิงเสียจริงนะนายท่าน” โยวจี้บ่นพึมพำและส่ายหน้าไปมา
“อันที่จริงมันวุ่นวายมากกว่านี้อีกถ้าเจ้าได้สัมผัสไปเรื่อยๆ” หลิวเย่พูดอธิบาย
ขณะที่รับฟังเสี่ยวเอ้อบอกเล่าเรื่องราวอยู่นั้นหลิวเย่ได้ใช้สัมผัสสวรรค์สำรวจบริเวณโดยรอบ ไม่พบสิ่งใดเป็นพิเศษเขาจึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางต่อไปยังอาณาจักรเล่ย
“พวกเราไปกันเถอะโยวจี้”หลิวเย่ลุกขึ้นยืนเมื่อทานน้ำชาและขนมหมดแล้ว
“นายท่านข้า.....ข้าอยากลองชิมเหล้านมม้านมแพะสักหน่อย”โยวจี้ยิ้มเขินอายและบอกหลิวเย่เสียงเบา
“หือเจ้าว่าอย่างไรนะ?” หลิวเย่ไม่เชื่อหูตัวเอง
“โอ้นายท่านผู้มีใจเมตตาต่อสรรพสัตว์ ข้าเพียงอยากลองชิมเหล้านมม้านมแพะ”โยวจี้อ้อนวอนน่าสงสาร
“เฮ้อ....ไปก็ไป!”หลิวเย่ส่ายหัวยอมแพ้มัน
พวกเขาพากันเดินออกไปยังโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโรงน้ำชาราวครึ่งลี้(สองร้อยห้าสิบเมตร)
ถนนที่พวกเขาเดินบนถนนซึ่งเป็นเส้นทางหลักในตัวเมืองมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าหลากหลายโยวจี้เดินมองซ้ายขวาไปมาอย่างตื่นเต้นเหมือนเด็กใคร่รู้
“เดินเรียบร้อยหน่อยโยวจี้”หลิวเย่ส่ายหัวเบาๆกับพฤติกรรมนั้น
“โอ้ขออภัยนายท่าน ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้” โยวจี้มีน้ำเสียงตื่นเต้น
เมื่อพวกเขามาถึงโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่ง“ซิงฝู” มีบริกรท่าทางกระตือรือร้นวิ่งออกมาต้อนรับถึงหน้าประตู
“นายท่านสนใจจะทานอาหารหรือเข้าพักดีขอรับ?”
“ขอเหล้านมม้านมแพะและอาหารสักสองสามอย่างด้วย”หลิวเย่สั่งอย่างเห็นใจโยวจี้
“ได้ขอรับนายท่านมีห้องส่วนตัวที่ชั้นบนติดระเบียง นายท่านสนใจไหมขอรับ?”บริกรนำเสนออย่างรู้งาน
“อืมนำทางพวกข้าไป!” หลิวเย่ตอบตกลงเขาสังเกตเห็นมีหญิงสาวกลุ่มหนึ่งจำนวนสี่คนที่ทานอาหารด้านล่างจ้องมองมาที่ตนเองอย่างสนใจหลิวเย่ไม่อยากสร้างปัญหาจึงตอบรับคำเสนอของเสี่ยวเอ้อ
“นายท่านข้าสังเกตว่ามีคนมองท่านหลายคนเชียว” โยวจี้ที่สังเกตเห็นเช่นกันจึงเอ่ยเย้าหลิวเย่
“อืม รู้แล้ว!”
จากนั้นเสี่ยวเอ้อนำเหล้านมม้านมแพะอย่างละหนึ่งกาพร้อมอาหารอีกสามอย่างมาบริการอย่างรวดเร็ว
“โอ้ นายท่านขอรับเหล้านมม้ากับนมแพะนี่รสชาติดีจริง” โยวจี้ตาเป็นประกายเอ่ยชมอย่างพึงพอใจ
“อืม รสนุ่มหอมต่างจากที่คิดไว้”หลิวเย่พยักหน้าเห็นด้วย
เขากำลังคิดที่จะนำเหล้านมม้านมแพะไปเป็นของฝากและขายที่โลก
คิดได้ดังนั้นจึงกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อมาถาม“เหล้านมม้านมแพะมีร้านขายที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ใด?”
“อยู่นอกเมืองทางทิศตะวันตกขอรับ”เสี่ยวเอ้อตอบพลางอธิบายเส้นทาง
“พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยไปแล้วกันโยวจี้”หลิวเย่หันหน้ามาบอกโยวจี้ที่ยังคงดื่มด่ำกับเหล้าโดยไม่สนใจรอบข้าง
หลิวเย่ส่ายหัวเล็กน้อยและหันมาสั่งเสี่ยวเอ้อ“จัดห้องพักให้พวกข้าสองห้องด้วย”
“ขอรับนายท่าน”
..........
รุ่งเช้าที่โรงเตี๊ยม
ในห้องนอนของหลิวเย่ที่กำลังลืมตาขึ้นมาบนเตียงเขาพอใจกับผลการฝึกฝนอย่างเข้มงวดในโลกโบราณครั้งนี้
มองสำรวจเข้าไปในตันเถียนที่มีขนาดใหญ่เท่ากับกำปั้นโดยมีโล่ต้านพลังเทพหมุนวนอยู่รอบๆตันเถียนเช่นเคยตอนนี้เขาอยู่ในระดับปลายของขอบเขตแกนเสมือนแล้ว หลิวเย่ยกยิ้มอย่างพอใจ
ขณะกำลังทานอาหารเช้าในห้องโถงด้านล่างโรงเตี๊ยม
“โอ้ย!.....นายท่านทำไมข้าปวดหัวเช่นนี้!”โยวจี้บ่นพลางนั่งกุมหัวดูหลิวเย่ทานอาหารเช้า
“ทำไมไม่ขับมันออกมาล่ะ?”หลิวเย่งุนงงที่โยวจี้ไม่ยอมใช้พลังปราณขับพิษเหล้าออกมา
“อะแฮ่มข้าไม่ได้เมาอย่างนี้มานานแล้ว เลยอยากสัมผัสความรู้สึกเมาเหล้านมม้านมแพะ”โยวจี้ตอบเขินอาย
หลิวเย่ถอนหายใจพลางหยิบถ้วยน้ำชามาแล้วใส่พลังปราณเพื่อขับพิษจากเหล้าจากนั้นยื่นถ้วยน้ำชาให้โยวจี้
“ดื่มเสียวันนี้พวกเรายังต้องเดินทางไปยังอาณาจักรเล่ย ข้าไม่อยากเดินทางแบบเป๋ไปเป๋มา”
“แหะ แหะขอรับนายท่าน”
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยหลิวเย่และโยวจี้ได้เดินทางไปยังนอกเมืองด้านทิศตะวันตกเขาพบกับคอกม้าและคอกแพะขนาดใหญ่ มีอาคารหลังใหญ่หลายหลังที่มีโถดินเผาขนาดบรรจุสองชั่งวางเรียงรายมากกว่าห้าพันชิ้น
ชายวัยกลางคนและชายหนุ่มที่กำลังลำเลียงโถดินเผาใส่รถม้าพวกเขามองเห็นหลิวเย่และโยวจี้จึงเดินเข้ามาถาม
“นายท่านทั้งสองท่านสนใจเหล้าอะไรดีขอรับ?” ชายหนุ่มถามอย่างนอบน้อม
“พวกเจ้าขายเหล้าพวกนี้อย่างไร?”หลิวเย่เดินดูรอบๆ และถามอย่างสนใจ
“เหล้านมม้าและนมแพะโถละสองชั่งราคาเท่ากัน โถละ 1 เหรียญทองขอรับ”
หลิวเย่ครุ่นคิดคำนวณเหรียญทองที่ได้รับรางวัลจากจักรพรรดิหยางมีกล่องละ2,000 เหรียญ รวมทั้งหมด 4,000 เหรียญ
จึงตัดสินใจสั่งชายหนุ่ม “อืมถ้าอย่างนั้นข้าเอาเหล้านมม้าและนมแพะอย่างละสองพันโถจะจ่ายตอนนี้หนึ่งร้อยเหรียญทอง พวกเจ้าบรรทุกไปส่งที่ชายป่าข้างหน้าแล้วข้าจะจ่ายเหรียญทองเพิ่มให้จนครบ”
ในตอนนี้หลิวเย่เอื้อมมือเข้าไปในแขนเสื้อและนำเหรียญทองออกจากมิติพื้นที่มาจ่ายให้กับชายหนุ่ม
ชายหนุ่มยังไม่รับเหรียญทองแต่เดินไปถามชายวัยกลางคนที่ยืนคุมคนงานขนเหล้าใส่รถม้าอยู่
“ท่านลุงพี่ชายท่านนี้ต้องการเหล้านมม้าและนมแพะอย่างละสองพันโถแต่เขาจะจ่ายตอนนี้ก่อนหนึ่งร้อยเหรียญทอง ท่านว่าอย่างไร?”
ชายวัยกลางคนหันหน้ามาจ้องมองหลิวเย่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า“ขนไปเท่าที่เขาจ่ายเงินก่อน”
หลิวเย่เข้าใจความกังวลของพวกเขาจึงตัดสินแสดงความสามารถทันทีเพราะไม่ต้องการเสียเวลาไปมากกว่านี้
เขาโบกมือนำเหรียญทองออกมาจำนวนสี่พันเหรียญทองมากองอยู่ตรงหน้าชายวัยกลางคนโดยตรง
ปรากฏว่าพวกเขาและคนงานต่างพากันตื่นตกใจที่พบว่าจู่ๆมีเหรียญทองโผล่ออกมาจากอากาศ
“นะนายท่านเกรงใจพวกข้าแล้ว!” ชายวัยกลางคนเปลี่ยนท่าทีทันใด เขาตกใจที่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้า
สามารถนำเงินออกมาจากอากาศได้ความสามารถแบบนี้ไม่เคยพบเจอจากผู้แข็งแกร่งจากที่ใดเลย
“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าทุกคนไปรวมกันอยู่ตรงโน้นสักครู่ข้าส่งสัญญาณแล้วค่อยมา” หลิวเย่ชี้มือไปทางด้านหลังอาคารเก็บโถเหล้า เขาต้องการเก็บเหล้าเข้ามิติพื้นที่โดยตรงแต่ไม่ต้องการให้พวกเขาเห็นขั้นตอนนั้น
“ขอรับขอรับนายท่าน” ชายวัยกลางคนและชายหนุ่มรีบเก็บเหรียญทองและพากันไปอยู่หลังอาคารพร้อมกับคนงาน
ห้าลมหายใจต่อมาหลิวเย่ส่งสัญญาณให้พวกเขาเดินออกมาด้านหน้า
อันที่จริงเขาไม่ต้องการสร้างความยุ่งยากอะไรแบบนี้แต่การแสดงความสามารถอย่างตรงไปตรงมาอาจทำลายแผนการบางอย่างของเขา
เมื่อพวกเขาได้เหล้านมม้าและนมแพะแล้วหลิวเย่ชวนโยวจี้ออกเดินทางทันที
“ขอรับนายท่านไปสนุกที่อื่นกันเถอะ” โยวจี้กวาดสายตามองแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับมัน
……….
คราวนี้หลิวเย่และโยวจี้เดินทางผ่านเมืองหลวงของอาณาจักรเล่ยโดยตรง
ระหว่างทางหลิวเย่มองเห็นเมืองเล็กใหญ่และชาวบ้านจำนวนมากที่มีการค้าขายและทำการเกษตรอย่างคึกคัก
ทหารเดินตรวจตราในแต่ละเมืองจำนวนมากประชากรดูเหมือนมากกว่าอาณาจักรทั้งหมดที่ผ่านมา
ส่วนเมืองหลวงเล่ยมีอาณาเขตและความยิ่งใหญ่ของพระราชวังมากกว่าอาณาจักรเทียนถึงสองเท่า
โยวจี้บินตรงผ่านเมืองหลวงไปเรื่อยๆจนถึงชายขอบอาณาจักรเล่ยทางทิศเหนือที่ถูกปกคลุมได้ด้วยหิมะตลอดปี
อากาศหนาวเย็นลงเรื่อยๆตั้งแต่พวกเขาบินผ่านเมืองหลวงมาจนถึงบริเวณนี้
ที่ชายขอบอาณาจักรเล่ยมีหิมะปกคลุมเป็นวงกว้างพวกเขามองเห็นกองทัพของอาณาจักรเล่ยจำนวนราวห้าพันนายยืนเรียงรายในหุบเขาของภูเขาสูงลูกหนึ่งคล้ายกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
“เอ๊ะ!.....คุ้นเคยเสียจริง!” หลิวเย่แปลกใจที่พบออร่าของพลังปราณจากจุดนั้นที่คล้ายกับมีดน้ำพลังปราณที่พบบนเกาะร้างกลางทะเล
“นายท่านพวกเราพบเพื่อนเก่าแล้ว” โยวจี้เองก็สัมผัสออร่าพลังปราณนั้นได้เช่นกัน
ในตอนนี้โยวจี้ได้ก้าวขึ้นสู่ระดับต้นของขอบเขตแกนเสมือนแล้ว
“นายท่านขอรับพวกเราจะลงไปปะทะเลยหรือจะรอดูก่อนดี” โยวจี้ถามความคิดเห็นของหลิวเย่
“รอดูก่อนแล้วกันเหินลงแถวนี้แหละ”
โยวจี้เหินลงจอดในป่าต้นสนใหญ่ที่มีหิมะเกาะหนาราวหนึ่งชุ่น(หนึ่งนิ้ว)อย่างเงียบเชียบห่างจากพวกเขาหนึ่งลี้
หลิวเย่ไม่กังวลกับพลังปราณที่คุ้นเคยนั้นเพราะมันมีระดับต้นของขอบเขตแกนเสมือนซึ่งต่ำกว่าระดับของเขา
แต่พวกเขาระงับออร่าและเฝ้าดูกองทัพอาณาจักรเล่ยที่กำลังเดินไปมาคล้ายหาสิ่งของปริศนา
หลิวเย่เปิดใช้สัมผัสสวรรค์เพื่อติดตามสถานการณ์ตรงหน้าอย่างใส่ใจ
“ท่านราชครูขอรับจุดนี้ไม่พบร่องรอยของผลหิมะไฟแต่อย่างใด?” ทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานผลงานกับชายชราคนหนึ่งที่ยืนมองพวกทหารอย่างจริงจัง
“อืมพวกเจ้าจงใส่ใจหาให้ละเอียด ตำแหน่งนี้ตรงตามตำราจากท่านอาจารย์และข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานนั้นแต่มันเบาบางเกินไป” ชายชราสั่งการเสียงเข้มงวด
“รับคำสั่งท่านราชครู!”ทหารคนนั้นทำความเคารพและไปควบคุมทหารระดับล่างให้ทำการค้นหาต่อไป
“โอ้.....โชคดีเสียจริงเลยพวกเรา”หลิวเย่ยิ้มพอใจพลางหันไปถามโยวจี้ “เจ้าไม่ได้กลิ่นของผลหิมะไฟเลยหรือ?”
“ข้ากำลังพยายามอยู่นายท่านดูเหมือนกลิ่นมันจางเกินไปและมันเคลื่อนที่ได้ด้วย” โยวจี้ตอบกลับตามตรง
“อืมดูเหมือนมันจะเริ่มมีสติปัญญาบ้างแล้ว” หลิวเย่พึมพำอย่างคาดเดา
ทางด้านราชครูและกองทัพอาณาจักรเล่ย
พวกเขาค้นหามานานกว่าสองเดือนแล้วในแต่ละวันดูเหมือนเข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที แต่ร่องรอยนั้นก็จะห่างออกไป
ผลหิมะไฟถือกำเนิดขึ้นจากต้นเพลิงหิมะในหุบเขาลึกของเทือกเขาเล่ยซานทุกห้าสิบปีเมื่อผลสุกเต็มที่มันจะหลุดตัวเองออกจากต้นและล่องลอยไปทั่วหุบเขามันมีชีวิตหลังหลุดออกจากต้นสามเดือน หากไม่ได้ถือกำเนิดเป็นต้นใหม่ตัวมันเองก็จะสลายหายไปจากธรรมชาติ
ราชครูกังวลใจอย่างยิ่งเขาเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นที่จะตามหาผลหิมะไฟนี้เขาต้องการรวบรวมไว้เพื่อทำยาสำหรับเลื่อนขั้นไปยังขอบเขตแกนทองคำ
“นั่น!นั่น! ท่านราชครู! ลูกไฟนั่นใช่หรือไม่?” เสียงตะโกนของทหารคนหนึ่งดังขึ้น
“ห๊ะ!ใช่แล้ว! เร็วนำกล่องหยกไปเก็บมันเร็วเข้า!” ราชครูร้องตะโกนสั่งงานอย่างตื่นเต้น
หลิวเย่โยนกล่องไม้ที่เขาร่ายเวทมนตร์เพื่อเก็บผลหิมะไฟไว้ล่วงหน้าให้กับโยวจี้“อยากออกกำลังกายไม่ใช่เหรอ? ไปสิ!ไปลองฝีมือดู!”
โยวจี้หันมามองหลิวเย่อย่างตื่นเต้นยินดีเขาอยู่ในระดับเดียวกับราชครูเช่นกันจึงเกิดความฮึกเหิมที่อยากต่อสู้ประมือกัน
“ขอรับนายท่าน!”โยวจี้เอื้อมมือมารับกล่องไม้แล้วเหินตัวลอยตรงไปด้านหน้า
ราชครูตื่นตกใจที่พบว่ามีออร่าพลังปราณที่แข็งแกร่งพุ่งตรงเข้าหาผลหิมะไฟ
เขาพุ่งตัวไปขัดขวางทันทีและปล่อยมีดเกล็ดหิมะเข้าใส่โยวจี้“ฟิ้ว! ฟุ๊บ! ฟิ้ว! ฟุ๊บ!”
โยวจี้เองก็กางแขนออกและโบกมีดเกล็ดหิมะเข้าต่อสู้กับราชครูเช่นกัน
พวกเขาพุ่งเข้าต่อสู้พัวพันกันอย่างดุเดือดแต่ประสบการณ์ของโยวจี้ที่ผ่านการต่อสู้มานานหลายร้อยปีเหนือชั้นกว่าราชครูมากนัก
“โอ๊ย!อ๊าก! ตุ๊บ!”