ตอนที่ 14: ร่วมมือกับฉัน
เวลา 7 โมงเช้า หลังจากที่ไป๋อิงตื่นขึ้นมา เธอก็รีบโทรหาจั่วเสวียนลูกชายของเธอทันที
แต่ปลายสายกลับไม่มีคนรับ จนกระทั่งสายตัดไปเอง ไป๋อิงบ่น "เ้าเด็กนี่ ไม่รู้หายไปไหนอีกแล้ว โทรศัพท์ก็ไม่รับ"
จากนั้นเธอก็เคาะประตูห้องของจั่วม่านเบา ๆ ก่อนจะเปิดเข้าไปเห็นจั่วม่านกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และตั้งใจตรวจสอบข้อมูลของสื่อจั่วอันมีเดีย
“ม่านม่าน เมื่อวานนี้แม่อาจจะลงมือแรงไปหน่อย” ไป๋อิงพูดขึ้นขณะที่มองไปที่แผ่นหลังของจั่วม่าน“แต่ต่อไปนี้ลูกต้องจำสถานะของตัวเองให้ดี อะไรพูดได้ อะไรพูดไม่ได้ ต้องรู้จักควบคุมตัวเองนะ”
“ค่ะแม่ หนูรู้แล้วว่าครั้งนี้หนูผิดเอง หนูใจร้อนไปหน่อย” จั่วม่านลุกขึ้นจากเก้าอี้ “จริงสิ เสวียนเขาบอกหรือยังคะว่าจะมาเมื่อไหร่”
ทันทีที่พูดถึงจั่วเสวียน ไป๋อิงก็เริ่มโกรธ “อย่าพูดถึงเ้าเด็กนี่เลย ตอนนี้เขาอยู่ข้างนอก แม่คิดว่าเขาคงเที่ยวจนเพลิน พอแม่โทรไปก็ไม่รับสาย ไม่รู้ว่าไปทำอะไรอยู่”
สำหรับลูกชายคนนี้ ไป๋อิงทุ่มเทแรงใจไปมากจริงๆ
ั้แ่เด็กจนโต ไม่ว่าจั่วเสวียนจะ้าอะไร เธอก็จะทำให้ทุกอย่าง แม้กระทั่งก่อนที่เขาจะเข้าเรียนมัธยมปลายเพียงหนึ่งเดือน จั่วเสวียนก็พูดขึ้นมาว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ไป๋อิงก็ไม่ลังเลเลยที่จะส่งเขาไปเรียนที่โรงเรียนชื่อดังในต่างประเทศ และเพื่อไม่ให้กระทบกับการเรียนของลูกชาย ใน่ห้าปีที่ผ่านมา ไป๋อิงจึงไม่ค่อยได้รบกวนจั่วเสวียนเท่าไหร่นัก นอกจากจะเป็่เทศกาลหรือมีเื่สำคัญ เธอถึงจะโทรไปหาเขา แต่ทุกครั้งก็เป็การพูดเพียงไม่กี่ประโยคแล้วก็ตัดสายไป
“เขาคงไปห้องสมุดน่ะแม่” จั่วม่านยิ้มบาง ๆ เพื่อปลอบใจ “เมื่อกี้จั่วเสวียนเพิ่งส่งอีเมลมาหาหนู เขาบอกว่าอีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงฉลองวันก่อตั้งโรงเรียน มีหลายเื่ที่ต้องจัดการ พอเสร็จธุระแล้วเขาจะกลับบ้านเอง บอกว่าไม่ต้องเป็ห่วง”
“อย่าพยายามพูดเข้าข้างน้องเลย เขามันนิสัยแบบนั้นแหละ ตอนอยู่ในประเทศก็เอาแต่ก่อเื่ พอไปต่างประเทศก็ไม่เห็นจะดีขึ้นตรงไหน” ไป๋อิงพูดด้วยความไม่พอใจ
“แม่ น้องเขายังเด็ก ยังไม่เข้าใจ ตอนนี้เขาโตแล้วคงไม่ทำแบบนั้นอีก” จั่วม่านรักน้องชายมาก จึงมักจะคอยพูดเข้าข้างน้องเสมอ “แม่ก็อย่าเอาแต่พูดไม่ดีเกี่ยวกับเขาต่อหน้าพ่อเลย”
“พอเถอะ ลูกทั้งสองแม่เป็คนเลี้ยงมาเอง มีหรอที่แม่จะไม่รู้นิสัยของลูก” ไป๋อิงพูดพร้อมปัดมือ
หลังจากนั้น ไป๋อิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนหนึ่ง คุยกันเพียงห้านาทีก็วางสายไป จากนั้นเธอก็หันไปยิ้มให้จั่วม่าน "ลูกยังจำอดีตภรรยาของหลิงซิ่วซือได้ไหม?"
"เซียวเป่ยน่ะเหรอ? คุณหนูตระกูลเซียวที่เคยโด่งดัง แล้วก็ต้องตกต่ำจนต้องใช้การแต่งงานเป็สะพาน?"
จั่วม่านหัวเราะเยาะ ใครจะไม่รู้จักคุณหนูเซียว ตอนงานแต่งของหลิงซิ่วซือ เธอเคยเจอหน้าเซียวเป่ยอยู่ครั้งหนึ่ง และเมื่อไม่นานมานี้ก็เป็ข่าวดังไปทั่วเมืองเื่ที่เซียวยื่นมือเข้ามาแทรกการแถลงของพวกเขา แต่สิ่งที่ทำให้จั่วม่านประทับใจที่สุดคือการที่เซียวเป่ยกล้าลุกขึ้นมายืนเคียงข้างสองคนนั้นต่อหน้าผู้สื่อข่าวมากมาย
"เมื่อกี้แม่โทรหาเธอเหรอ?" จั่วม่านถามอย่างสงสัย "แม่คุยอะไรกับเธอล่ะ?"
ไป๋อิงแอบเปิดประตูแง้มดูทางเดินข้างนอกเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ จากนั้นก็ปิดประตูล็อกทันที "ลูกอย่าลืมนะว่าเธอเป็อดีตภรรยาของหลิงซิ่วซือ ย่อมรู้เื่ของตระกูลหลิงไม่น้อย และเท่าที่แม่ได้ยินมา เธอหย่ากับเขาโดยไม่เอาเงินสักบาท แต่กลับเข้าไปทำงานในบริษัทของอดีตสามี แม่คิดว่ายังไงเธอก็ต้องมีแผนจะล้างแค้น ไม่งั้นใครจะไปโง่ขนาดนั้น?"
"แล้วที่แม่พูดนี่ หมายความว่าแม่จะดึงเธอมาร่วมมือกับเรางั้นเหรอ?" จั่วม่านคาดเดา "เธอจะยอมเหรอ?"
"บ่ายนี้แม่ก็เลยนัดเธอไว้ที่ร้านกาแฟใกล้ ๆ นี้ไง ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่ชอบเงินหรอก"
ไป๋อิงหัวเราะอย่างมั่นใจ
จั่วม่านเห็นไป๋อิงยิ้มอย่างมีความสุขก็พูดขึ้นมาทันทีว่า "งั้นหนูก็จะไปด้วย"
"ลูกจะไปทำไมกันล่ะ อยู่บ้านไปเถอะ" ไป๋อิงพูดตรง ๆ
ถ้าจั่วม่านไปด้วย จะดูเหมือนไม่จริงใจ และบางเื่ก็พูดออกมาได้ไม่เต็มปาก การสนทนาแบบเปิดเผยตรงไปตรงมา มักจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเพียงสองคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีสิ่งใดขัดขวาง แต่ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยจะทำให้รู้สึกไม่สะดวกใจ
ยิ่งโดยเฉพาะกับเด็กสาวที่ยังอ่อนต่อโลกอย่างจั่วม่าน
……
"คุณหนูเซียว สวัสดีค่ะ"
ไป๋อิงนั่งเอียงตัวอยู่บนเก้าอี้ เธอไม่สบตามองเซียวเป่ยเลยสักนิด ยังคงจิบกาแฟของตัวเองอย่างไม่สนใจ "ฉันคิดว่าเราน่าจะเพิ่งเคยพบกันเป็ครั้งแรก"
เซียวเป่ยยิ้มเล็กน้อย "คุณป้า หนูอาจจะไม่เคยพบคุณมาก่อน แต่ก็เคยได้ยินชื่อคุณจากปากของหลิงอวิ๋นลั่วอยู่บ้าง"
"งั้นลองเล่าให้ฉันฟังดูหน่อยสิ ฉันอยากรู้ว่ามีอะไรที่ต้องเพิ่มเติมหรือเปล่า"
จริง ๆ แล้วไป๋อิงเป็ผู้หญิงที่ฉลาดมาก นี่คือการทดสอบว่าเหมาะที่จะดึงเซียวเป่ยเข้ามาร่วมแผนหรือไม่
เซียวเป่ยนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนเก้าอี้ ใช้ช้อนคนกาแฟเบา ๆ เสียงของโลหะที่กระทบกับเครื่องเคลือบดังเบา ๆ แต่ชัดเจน
ใช่แล้ว ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่มีกฎหมายบอกว่าให้คนอื่นเป็ฝ่ายมาทดสอบเธอได้ฝ่ายเดียว เธอก็สามารถตอบโต้ได้เช่นกัน
เธอยังคงไม่พูดอะไรเลยสักคำ ยังคงนั่งมองกาแฟในแก้วอย่างอดทน แต่ในใจของไป๋อิงกลับรู้สึกเหมือนถูกข่วนไปทั้งร่าง
สุดท้ายไป๋อิงก็ทนไม่ไหวต้องพูดขึ้นมา “คุณหนูเซียว นี่คุณกำลังลองใจกับฉันหรือเปล่า? งั้นต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะ คุณชนะแล้ว”
“ต่อหน้าคุณป้า หนูก็แค่เด็กที่ไม่ค่อยเจอโลกกว้าง ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากจากคุณป้า” เซียวเป่ยพูดอย่างถ่อมตน “ได้ยินมาว่าคุณป้าแต่งงานกับคุณลุงจั่วและช่วยสร้างธุรกิจมาั้แ่แรก แถมยังมีลูกชายลูกสาวให้ท่าน ทั้งยังดูแลลูกสาวที่ภรรยาเก่าทิ้งไว้เหมือนเป็ลูกของตัวเอง เรียกได้ว่าเหน็ดเหนื่อยมากจริงๆ ค่ะ”
ไป๋อิงดูจะพอใจกับคำพูดเธอ “ดูเหมือนคนนอกจะมีคำชื่นชมฉันอยู่พอสมควร แต่ทั้งนี้ก็เป็เพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น ในตระกูลที่มีชื่อเสียงและอำนาจแบบนี้ การจะอยู่รอดได้ต้องระวังทุกย่างก้าว ถ้าก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวก็เท่ากับพลาดไปทุกก้าว ดังนั้นมันไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่คนอื่นคิดหรอก”
“แน่นอนค่ะ ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือพูดอะไรก็ต้องดูตาม้าตาเรือ ไม่งั้นต่อให้เราดูแลคนข้างกายดีแค่ไหนก็ไม่สู้คำครหาของคนภายนอก” เซียวเป่ยยิ้มเล็กน้อย “แต่ที่คุณป้าเรียกให้หนูมาพบวันนี้ คงไม่ใช่แค่เพื่อพูดคุยเื่ชีวิตสมรสนะคะ?”
เซียวเป่ยเริ่มสงสัย หลังจากที่คุยกันมานานแต่ยังไม่เข้าเื่จริงจัง ยังวนเวียนอยู่กับเื่ทั่วๆ ไป และตอนนี้ก็ยังมาเริ่มถามถึงชีวิตส่วนตัวของเธออีก
“แล้วปกติเธอชอบทำอะไรบ้าง? ไปเดินเล่น ช้อปปิ้ง อ่านหนังสือ หรืออาจจะนัดเพื่อนๆ ไปทานข้าวกัน?” ไป๋อิงถามตรงๆ “ผู้หญิงก็คงจะไม่ค่อยมีอะไรที่ชอบนอกจากพวกนี้ใช่ไหม”
แต่เซียวเป่ยส่ายหน้าพลางถอนหายใจเล็กน้อย “สิ่งพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่หนูชอบเลยค่ะ ชีวิตนี้สิ่งที่หนูทำมากที่สุดก็คือการทำงานบ้าน คุณเคยเห็นคุณหนูบ้านไหนใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ แบบนี้และมีมือที่หยาบกร้านแบบหนูไหมคะ หนูคงเกิดมาเป็คนใช้แรงงาน”
ไป๋อิงรู้สึกใเล็กน้อย แต่ก็ยังคงจิบกาแฟอย่างสง่างามแล้วพูดว่า “แต่จากนี้ไป ชีวิตดีๆ ของเธอกำลังจะเริ่มขึ้นนะ ลองพิจารณาดูว่าจะร่วมมือกับฉันไหม ฉันรับรองว่าเธอจะไม่เสียเปรียบแน่นอน”
“ถ้าหนูปฏิเสธล่ะคะ”
“เธอจะไม่ปฏิเสธหรอก” ไป๋อิงพูดเหมือนรู้จักเซียวเป่ยดี และแสดงท่าทางมั่นใจมาก “เธอเป็เด็กฉลาด และถ้าร่วมมือกับฉัน เธอจะไม่เสียเปรียบแน่นอน ดังนั้นเธอจะไม่ปล่อยโอกาสทำเงินดีๆ แบบนี้ไปแน่”
“แต่คุณป้ามีเหตุผลอะไรถึงพูดแบบนั้นคะ ถึงแม้ครอบครัวหนูจะไม่ดีเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ไม่ได้ตกต่ำถึงขนาดไม่มีจะกินหรือใส่ หนูก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินใช้ และที่สำคัญจนถึงตอนนี้หนูก็ยังไม่รู้เลยว่าคุณป้า้าอะไรจากหนู ทำไมหนูต้องตกลงร่วมมือด้วย” เซียวเป่ยลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา “ถ้าคุณป้าไม่มีอะไรจะพูด เป็แค่การนัดเจอเพื่อคุยเล่น หนูก็ต้องขอตัวค่ะ”
“แล้วถ้าฉันเสนอให้ 500,000 ล่ะ” ไป๋อิงหยิบเช็คที่เตรียมไว้แล้วมายื่นให้เซียวเป่ย “หรือจะปฏิเสธสิ่งนี้อีก?”
“แต่คุณป้ายังไม่ได้บอกเลยว่าหนูต้องทำอะไร หนูไม่กล้ารับเช็คนี้หรอกค่ะ” เซียวเป่ยยิ้มเล็กน้อย
“สิ่งที่ฉัน้าทำฉันยังบอกไม่ได้ แต่ขอแค่เธอยอมร่วมมือกับฉันก็พอ” ไป๋อิงยื่นเช็คให้เธออีกครั้ง “ข้างหลังมีเบอร์โทรของฉันไว้ เธอติดต่อฉันได้ทุกเมื่อ แล้วฉันก็จะติดต่อเธอกลับเหมือนกัน”
“คุณป้ามีเบอร์หนูด้วยเหรอคะ” เซียวเป่ยถามอย่างสงสัย
“เธอไม่ต้องรู้หรอก ฉันมีวิธีของฉันเอง ขอแค่เธอร่วมมือกับฉัน ยิ่งร่วมมือกันนานเท่าไหร่ เธอก็จะได้มากขึ้นเท่านั้น”
เซียวเป่ยพูดอย่างเยือกเย็น “คุณป้าคะ วิธีของคุณป้าเขาเรียกว่า ‘ยืมมีดฆ่าคน’ ไม่ใช่เหรอคะ”
ไป๋อิงไม่ตอบอะไร เธอเพียงแต่ยิ้มอย่างลึกลับแล้วลุกขึ้นเดินออกจากร้านไป ขึ้นรถออดี้สีขาวที่จอดรออยู่
เมื่อเซียวเป่ยกลับมาถึงบ้านก็เกือบจะเที่ยงแล้ว ใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทันที
เธอไม่เคยคิดเลยว่าไป๋อิงจะทุ่มเงินมากถึงขนาดนี้ ยื่นเช็คให้เธอถึง 500,000 บาท
“เซียวเป่ย เช้านี้หนูไปไหนมา” ฉูหลิงหลิงยกอาหารมาวางบนโต๊ะ “หนูเหมือนพ่อไม่มีผิดเลย ตื่นมาก็หายตัวไป ั้แ่หนูกลับมาอยู่ที่บ้าน แทบจะไม่ได้มีโอกาสนั่งคุยกันจริงๆ สักครั้งเลย”
“่นี้มีงานหลายอย่างต้องจัดการค่ะ” เซียวเป่ยรู้สึกผิดในใจ “แม่คะ อีกสองสามวันพอเคลียร์งานเสร็จ หนูจะพาคุณพ่อกับคุณแม่ไปทานข้าวดีๆ แน่นอนค่ะ”
"แบบนี้ค่อยดีหน่อย แต่ถึงจะทำงานหนักแค่ไหนก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะ" ฉู่หลิงหลิงคีบเนื้อปลาสดชิ้นใหญ่ให้เซียวเป่ย "อย่าทำให้ตัวเองเหนื่อยจนเกินไปล่ะ"
"ค่ะ" เซียวเป่ยพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ "แล้วพ่อไปไหนแล้วล่ะ? หรือว่าไปที่สวนสาธารณะเล็ก ๆ เล่นหมากรุกกับคนอื่นอีกแล้ว?"
เซียวโม่เฉิงมีนิสัยอย่างหนึ่งเสมอมา คือชอบตื่นแต่เช้าไปที่สวนสาธารณะเพื่อเล่นหมากรุกกับคนอื่นจนถึงบ่ายโมง จากนั้นก็ไปบริษัทลงชื่อเข้างานและเปิดประชุม แล้วค่อยกลับบ้าน ดังนั้น เซียวเป่ยจึงรู้สึกว่าพ่อของเธอนั้นเหมือนกับคุณลุงที่เกษียณตัวเองไปแล้วอย่างแท้จริง
"จะที่ไหนกันล่ะ เมื่อวานพ่อของหลิงซิ่วซือไม่ใช่ว่ามาหาพ่อของลูกหรอกหรือ? ตอนนี้คงกำลังนั่งคุยเล่นกับไอ้แก่ที่บ้านตระกูลหลิงอยู่นั่นแหละ ตอนเช้าพ่อของลูกออกไปก็บอกกับแม่ว่า ั้แ่ลูกกับหลิงซิ่วซือหย่ากัน พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ได้นั่งคุยกันจริงๆ เลย พอดีทีวีก็เสนอข่าวเื่ของพวกลูก พ่อเลยเกิดคึกขึ้นมาวิ่งไปที่บ้านตระกูลหลิง"
"พ่อก็เป็แบบนี้ หย่ากันแล้วจะไปทำไมอีก" เซียวเป่ยพูดอย่างรำคาญ "อยู่บ้านว่างจนไม่มีอะไรทำ หายใจทิ้งไปวันๆ"
"แต่ยังไงลูกก็อย่าโทษพ่อเลย พ่อเขาเป็ห่วงลูก ถ้าเป็คนอื่น พ่อคงไม่สนใจขนาดนี้หรอก..."
ฉู่หลิงหลิงหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า "อีกอย่าง เมื่อเช้านี้อาของลูกโทรมาถามว่า ลูกสนใจไปทำงานที่บริษัทของเขาไหม พอดีตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการว่างอยู่ แม่คิดว่าการที่ลูกไปทำงานที่สำนักพิมพ์ของตระกูลหลิงมันก็ดูไม่ดีหรอก ต้องเจอพวกเขาทุกวัน มันน่าอึดอัดนะ"
"หนูคิดว่าทำงานที่สำนักพิมพ์หยุนซีสบายดีนะคะ" เซียวเป่ยตอบอย่างใจเย็น
นอกจากเื่แต่งงานแล้ว เซียวเป่ยไม่เคยฟังคำแนะนำจากที่บ้านเลย ไม่ว่าจะเป็เื่เรียน ทำงาน หรือท่องเที่ยว ทุกอย่างเธอเป็คนตัดสินใจเอง
สิ่งเดียวที่เธอเสียใจที่สุดในชีวิตคือการแต่งงานกับหลิงซิ่วซือและใช้ชีวิตเป็แม่บ้านหลายปี
ตอนนี้เธออยากทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ใช้ความพยายามเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และในวันหยุดก็อยากพาพ่อแม่ไปเที่ยว
นอกจากนี้เธอยังอยากมีรถเป็ของตัวเองสักคันที่ไม่จำเป็ต้องยี่ห้อดีเลิศ แค่ขับแล้วคล่องตัวก็พอ
อีกอย่าง เธออยากมีบ้านหลังเล็กๆ ที่เป็ของตัวเอง จัดตกแต่งบ้านตามสไตล์ที่เธอชอบ
เหมือนกับที่ไป๋อิงพูดไว้ นัดเพื่อนสักสองสามคนมาที่บ้านของตัวเอง ดื่มเหล้าชิวๆ ร้องเพลง ช่างเป็ความสุขที่แท้จริง!
ดังนั้นเธอจึงต้องพยายามและทำงานให้หนักมากขึ้น