Age of war

    ตอนที่ 112 ปะทะหน่วยรบพิเศษ (2)

    ***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]

    มีรายงานจำนวนมากถูกส่งมาทางคลื่นสมองพร้อมกับช่วงเวลาที่เกิดระเบิด

    หากมองดูให้ดี จะพบว่าพื้นที่ซึ่งถูกระเบิดไปนั้น จะเป็นพวกระดับผู้นำของทุกเผ่า

    ซึ่งนั่นรวมไปถึงเผ่าจอมมารของพวกมันเองด้วย

    ทำร้ายพวกเดียวกัน? ทำเพื่อรวบอำนาจให้อยู่กับตัวเองเช่นนั้นหรือ?

    " (รายงานจากกองกำลังราชินีแฟต ข้างนอกมีการโจมตีมาจากทุกทิศทาง ต้องการให้รับมืออย่างไร ขอคำสั่งด้วย) "

    " (รางงานจากกองกำลังราชินีฟรีด้า เขตเมืองทางใต้กำลังถูกโจมตีด้วยฝีมือเผ่าปีศาจยักษ์ ขอคำสั่งโต้กลับ) "

    " (รายงาน--) "

    รายงานความวุ่นวายยังคงถูกส่งมาต่อเนื่องไม่มีหยุด

    ศัตรูกำลังใช้แผนป่วนยุยงส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นระหว่างเผ่าพันธุ์ จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองที่เลวร้าย

    แถมดูเหมือนว่าจะยึดการสื่อสารทั้งหมดไปแล้ว

    ถ้าไม่รวมเผ่าของเราที่สามารถแบ่งบันข้อมูลข่าวสารผ่านสมอง ก็จะได้ว่ามีชาวเมืองถูกแยกออกเป็นสามประเภท

    ประเภทที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองจนหน้ามืดตามัว

    ประเภทที่หวาดกลัวสงครามแล้ววิ่งหนีเข้าบ้าน

    กับพวกทหารส่วนกลางที่เข้าไปหยุดพวกบ้าประเภทแรก

    " (สเลบกับเหล่าขุนพลจัดการจับหัวหน้าศัตรูให้ได้ เดียวพวกเราจะจัดการสั่งการกองทัพเอง) "

    " (รับทราบครับท่านราชินี) "

    และด้วยคำสั่งเช่นนั้น จึงเป็นเหตุผลที่พวกเราห้าขุนพลพร้อมใจกันรุมจับตัวต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน



    ศัตรูของพวกเราคือเผ่าจอมมารสิบคนที่สวมชุดเกล็ดสีดำหุ้มทั้งตัว

    อาวุธคือสิ่งที่พวกมันเรียกว่า [ปืน] แต่เป็นปืนที่แปลกประหลาด

    เพราะว่ามันไม่มีรังเพลิงที่เป็นส่วนสำคัญของอาวุธปรากฏให้เห็น

    แต่พวกเรารู้สึกได้ถึงอันตรายของมันเป็นอย่างดี

    "โจมตีมาแล้ว! "

    หน่วยรบสีดำทั้งสิบตรงหน้าหันปลายกระบอกไร้รังเพลิงมาทางพวกเรา

    ไม่มีเสียงระเบิดนำร่อง ไม่มีแรงกระแทก แต่กลับมีแสงสีฟ้าแผ่พุ่งออกมาจากปลายโลหะมนของอาวุธปืน

    คลื่นรังสีที่แผ่ออกเป็นลำแสงตรงยาวนั้น พุ่งทะลุทะลวงทุกสิ่งที่มันวิ่งผ่าน

    พวกเราเหล่าขุนพลทั้งห้า ต่างเร่งพลังของชุดเกราะแขนกล MK-II ไปพร้อมกับเคลื่อนตัวหลบ

    ผู้คนโดยรอบกรีดเสียงร้องเป็นระฆังเปิดศึก ก่อนจะเริ่มยื้อแย่งวิ่งหนีตายออกไป

    บางคนเสียชีวิตอย่างน่าอนาถจากการถูกเหยียบทับ บางคนถูกลูกหลงจากการโจมตี และบางคนยังคงจมอยู่ใต้ซาก

    ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ผมเห็นพวกเอสเทอกำลังหนีออกไปด้วยเช่นกัน

    ส่วนคู่ปรับเก่าอย่างบานานั้น… หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

    “... ช่างคนอื่นก่อนดีกว่า”

    ผมเปลี่ยนเป้าความสนใจไปที่ศัตรูตรงหน้า

    อาวุธของพวกมันช่างคล้ายกับอาวุธของพวกเราที่สามารถยิงคลื่นแสงรังสีทำลายล้างออกไปได้

    แต่ต่างตรงที่ของเราไม่สามารถยิงค้างแบบของพวกมันได้

    เส้นแสงที่ลากเป็นทางยาวนั้น ถูกกวาดออกเป็นแสงสิบสาย

    แสงสังหารทั้งสิบเริ่มวิ่งไล่ล่าพวกเรา

    “ที่กำบังแบบนี้เอาไม่อยู่แน่”

    ผมถีบตัวอย่างรุนแรง วิ่งฉีกออกไปด้านข้างจากที่กำบังตรงหน้า พร้อมกับทิ้งชุดสูทสีดำตัวเก่งเอาไว้ข้างหลัง

    โต๊ะและเก้าอี้ที่เคยเอามาใช้เป็นที่กำบังได้ถูกผ่าแยกออกเป็นสองซีกในเพียงเสี้ยววินาที

    “ (เป้าหมายกำลังจะหนีออกไปทางประตูหลังแล้ว!) ”

    “ (อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้เด็ดขาด!) ”

    สกัดกับอลูฟต่างกรีดเสียงดังขึ้นผ่านคลื่นสมอง

    บุรุษมดทหารระดับองครักษ์สีแดงนำหอกทั้งสี่เล่มมาประกบจนกลายเป็นหอกเล่มเดียวขนาดใหญ่

    แสงสีฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วเกราะแขนกลประดุจสายใยประสาทร่างกาย ก่อนจะพุ่งไปรวมเป็นจุดเดียวที่มือของเขา

    พลังงานอันบ้าคลั่งถูกรวมเอาไว้ ณ จุดเดียวที่ปลายหอกทั้งสี่ ก่อนจะยิงทะยานออกไปเป็นเส้นแสงที่หมุนเป็นเกลียวคลื่น

    “หนีไปทางขวาเร็วครับท่านดีอ้อน! ”

    ศัตรูพูดด้วยภาษาของเผ่าจอมมารเพื่อเตือนภัยเจ้านายของพวกมัน

    ในกลุ่มนี้มีแค่ผมที่ฟังภาษาของพวกมันออก จึงรู้ได้ว่าพวกมันพูดอะไรออกไป

    แต่ศัตรูไม่น่าจะโง่ขนาดที่พูดเส้นทางหนีออกมาตรง ๆ แบบนั้น

    พวกมันต้องทราบอยู่แล้วว่าผมสามารถฟังภาษาของพวกมันได้

    ดังนั้น---

    “ทางซ้ายหรือ? ”

    ---ดังนั้นผมจึงบาระเบิดแรงโน้มถ่วงไปทั้งทางซ้ายและขวาดักเอาไว้ก่อน

    เพราะบางทีมันอาจจงใจพูดเพื่อหลอกผม

    แสงเกลียวคลื่นของสกัดได้ยิงทะลุที่นั่งอันว่างเปล่าจนเป็นรูกว้าง

    ส่วนเป้าหมายนั้นกำลังถูกพาหลบไปที่ทางด้านขวาอย่างที่คาดการ

    “ระเบิดหรือ!? ”

    หนึ่งในผู้คุ้มกันเปลี่ยนเส้นทางรังสีไปทางระเบิดที่ผมข้าวงออกไป

    วัตถุก้อนกลมสีขาวถูกแสงสีฟ้าโจมตีใส่ ก่อนจะปริแตกกลายเป็นคลื่นระเบิดที่กดโต๊ะและเก้าอี้โดยรอบจนเป็นผุยผง

    แต่รัศมีทำลายล้างนั้นกลับไม่ส่งถึงเป้าหมายที่เราต้องการ

    ในเวลาเดียวกัน การต่อสู้ตรงหน้าก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น

    พวกมันใช้ถึงสี่คนในการรับมือกับฮอร์เนสที่กำลังบุกเข้าไปตรง ๆ

    ถึงง้าวของเขาจะสามารถโจมตีระยะไกลได้ แต่เขายังคุ้นชินกับการบุกประชิดตัวแล้วฟาดฟันโรมรันประดุจสัตว์ที่บ้าคลั่งเหมือนเดิม

    “เข้ามาเลย! ”

    ทุกครั้งที่ง้าวของฮอร์เนสฟาดฟันออกไป ก็จะมีคลื่นพลังงานบางอย่างแผ่ขยายออกมา

    ง้าวที่ยาวเพียงสองเมตร กลับสามารถแผ่คมสีฟ้าออกจนกวาดเป็นพื้นที่กว้างได้ถึงห้าเมตร

    ทุกสิ่งโดยรอบรัศมีห้าเมตรได้ถูกผ่าครึ่งไปในทันที

    เหล่านักรบสีดำทั้งสี่คนที่กำลังรับมืออยู่ ถึงกับต้องรีบกระโดดล่าถอยออกไป

    อาวุธของพวกเรานั้นถูกผลิตในรูปร่างของอาวุธโบราณฟันแทง แต่เพิ่มฟังก์ชั่นการยิงรังสีออกมาจากใบดาบได้

    และฮอร์เนสคือผู้ที่คิดค้นวิชาดาบยุคใหม่อันเกิดจากการผสมผสานฟังก์ชั่นเหล่านั้นเข้าไปอย่างที่เห็น

    “ไม่พ้นหรอก! ”

    ฮอร์เนสใช้มืออีกสองข้างที่ว่างอยู่ปามีดใส่นักรบสีดำ

    แต่ทว่าศัตรูเองก็ใช่จะเคี้ยวง่ายนัก

    พวกมันกระโดดสองจังหวะกลางอากาศได้อย่างผิดสามัญสำนึก ก่อนจะตีลังกาพร้อมกับยิงปืนรังสีสวนกลับไป

    “ไม่ง่ายหรอกนะ! ”

    อลูฟขบเสียงดังพร้อมกับใช้หน้าไม้ของเขายิงธนูสวนกลับ

    แต่นั่นไม่ใช่ธนูโบราณ

    มันเป็นธนูที่ติดตั้งเทคโนโลยีของปีศาจแสงเข้าไป

    พวกเราตั้งชื่อให้มันว่า [ระเบิดบาเรีย]

    ลูกธนูหัวมนได้ระเบิดออกกลางอากาศพร้อมกับสร้างละอองพลังงานโปรตอนกับอิเล็กตรอนที่หนาแน่นขึ้นในอากาศ

    สิ่งที่ไม่สเถียรนั้นได้ปะทะเข้ากับแสงรังสี ก่อนจะดูดกลืนพร้อมกับคายและสลายพลังงานระดับโมเลกุลจนกลายเป็นศูนย์

    หลังจากปะทะกันสั้น ๆ พวกเราทั้งสองฝ่ายก็เริ่มกลับมายืนตั้งหลักกันอีกครั้ง

    แต่ในเวลานั้นเองที่มีศัตรูสี่คนหันปากกระบอกปืนขึ้นไปทางเพดาน

    พวกมันสี่คนคือกลุ่มที่กระโดดตีลังกาหลบการโจมตีของฮอร์เนสเมื่อกี้

    หรือว่าจะเห็นแล้ว?

    “ (คอมมิว พวกมันเจอแกแล้ว!) ”

    “ (ล่อให้ผมได้แค่สิบห้าวินาทีเอง แบบนี้ยังกล้าเรียกว่าเป็นขุนพลกันได้อีกเรอะพวกเอ็ง) ”

    “ (คนที่ลอบสังหารศัตรูในสิบห้าวินาทีไม่ได้ ไม่มีสิทธิมาว่าหรอกนะ) ”

    มีการแลกสงครามน้ำลายกันเล็กน้อยระหว่างพวกเรา ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวบุกกันอีกครั้ง

    การต่อสู้ร่วมของพวกเราเหล่าขุนพลทั้งห้ามีรูปแบบตามนี้

    ใช้ฮอร์เนสดึงความสนใจ

    มีผมกับสกัดคอยเป็นแนวกลางเสริมการโจมตีกับระวังหลังของฮอร์เนส

    แล้วให้คอมมิววิ่งออกไปวงนอกคอยหาจังหวะลอบสังหารศัตรู

    และมีอลูฟยิงสนับสนุนจากแนวหลังเพื่อระวังหลังของทุกคนอีกทีหนึ่ง

    “ (ฝากด้วยอลูฟ!) ”

    “ (ไว้ใจได้เลย!) ”

    นี่คือความได้เปรียบของเผ่าพวกเรา

    ต่อให้ศัตรูสามารถฟังภาษาของพวกเราได้ แต่ถ้าพวกเราสื่อสารประสานงานกันด้วยคลื่นสมอง พวกมันก็ไม่มีทางที่จะรู้ความเคลื่อน---

    ในเวลานั้นเองที่พวกมันอีกหกคนหันปืนเล็งมาทางพวกเรา

    ไม่สิ

    พวกมันกำลังเล็งอลูฟอยู่!

    “ชิ! ”

    อลูฟสถบออกมาเบา ๆ ก่อนจะยิงกระสุนบาเรียออกไปตรงหน้าเพื่อปกป้องลำแสงทั้งหกที่พุ่งเข้าใส่

    และนั่นทำให้ไม่สามารถยิงช่วยเหลือคอมมิวได้

    ผมเห็นเส้นแสงสีฟ้าทั้งสี่เส้นกำลังยิงซ้ายขวาหน้าหลังเพื่อบีบล้อมเขาที่กำลังวิ่งพล่านอยู่บนผ้าเพดานเป็นจุดสีขาวเล็ก ๆ บนนั้น

    “ (พวกมันดักฟังคลื่นสมองของพวกเราได้! หลังจากนี้ให้สื่อสารด้วยภาษาโบราณ!) ”

    คำตอบเดียวที่พวกมันยิงดักทางพวกเราได้ก่อนที่อลูฟจะยิง คือพวกมันมีเทคโนโลยีระดับที่สามารถดักคลื่นสมองของพวกเราได้นั่นเอง

    “ (ภาษาโบราณเชี่ยอะไร? ตรูพูดไม่เป็นว้อย!) ”

    “ (ข้าก็เหมือนกันสเลบ ฮะ ฮะ ฮะ) ”

    “ (... เราก็ไม่เคยศึกษามาเหมือนกัน) ”

    ภาษาโบราณของเผ่าเราคือภาษาร่างกายกับการสื่อสารด้วย [กลิ่น] ที่แผ่ออกมาจากร่างกาย

    แต่เนื่องจากการวิวัฒนาการณ์ของกล่องเสียง ประสิทธิภาพรับรู้ของหนวด กับคลื่นสมอง เลยทำให้การสื่อสารโบราณแบบนั้นตายจากไป

    แต่… ไม่ใช่ว่าพวกเขาเอามันมาใช้ในวงการทหารหรอกหรือยังไงกัน?

    “ (คงมีแค่แกกับราชินีแฟตแล้วมั้ง ที่สนใจภาษาโบราณนะ) ”

    ตายหอง

    “ถ้าพวกมันรู้ว่าพวกเราพูดอะไรงั้นก็ดีเลย ให้พวกมันรู้ไปเลยเซ่! ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    ฮอร์เนสตะโกนออกมาด้วยปากของตัวเอง ก่อนจะพุ่งตรงไปหาพวกมัน

    ยังสมองกล้ามไม่เปลี่ยน

    เดียวสิ.. ให้พวกมันรู้ไปเลยอย่างงั้นหรือ?

    จริงด้วย!

    “อลูฟ ส่งเสียงรบกวน สกัด ตามผมมา! ”

    “ทำเพื่อ--- เข้าใจแล้ว! ”

    เนื่องจากถูกดักฟังได้ ผมจึงใช้วิธีพูดออกไปด้วยเสียงอันเบาแทน

    เส้นสีดำ แดง และส้ม ตามสีของชุดเกราะพวกเรากำลังวิ่งตีขนานไปหาศัตรู

    “พวกมันเข้ามาในระยะแล้ว ยิงอาวุธต่อต้านมนุษย์มด! ”

    ในเวลานั้นเองที่พวกศัตรูหยิบปืนขนาดเล็กเล็งออกมาหาพวกเรา

    อาวุธต่อต้านมนุษย์มด? คงหมายถึงที่ใช้ในสงครามครั้งก่อนสินะ

    เจ้าคลื่นเสียงที่สามารถทำให้พวกเราปวดหัวจนเป็นบ้านั้น คิดจริง ๆ หรือว่าพวกเราจะไม่หาทางรับมือเอาไว้นะ?

    “เปิดความสามารถเกราะ! ”

    ชุดเกราะแขนกล MK-II ตัวนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถรอดสายตาการตรวจจับของสิ่งที่เรียกว่าเรด้าได้

    ในอีกทางหนึ่ง มันเลยมีโหมดปิดกั้นสัญญาณสมบูรณ์แบบเอาไว้ด้วย

    พริบตานั้นเองที่ทั่วทั้งตัวของพวกเราถูกหุ้มไปด้วยแผ่นเปลือกบาง

    วัสดุลึกลับที่เกิดจากการวิจัยของฟรีด้านี้ สามารถสะท้อนคลื่นทุกชนิดบนโลก

    ข้อเสียเดียวของโหมดนี้คือมันจะทำให้พวกเราไม่สามารถสื่อสารด้วยหนวดของตัวเองได้

    “ใช้ไม่ได้ผลครับท่าน! ”

    “แย่แล้ว! ใช้ระเบิดมือเดียวนี้! ”

    พวกศัตรูขว้างอะไรบางอย่างขนาดเล็กจำนวนเจ็ดลูกมาทางพวกเรา พร้อมกับเปลี่ยนอาวุธในมืออย่างรวดเร็ว

    แต่พวกเราไม่สนใจระเบิดเหล่านั้นแล้ววิ่งตรงต่อไป

    เพราะว่าพวกเราได้ฝากแผ่นหลังเอาไว้ให้กับอลูฟแล้ว

    ธนูบาเรียถูกลั่นไกออกไป แล้วกางออกขวางกั้นเป็นหลังคารับระเบิดทั้งหกลูกนั้นเอาไว้

    เปลวไฟและแรงระเบิดพุ่งกระจายเหนือหัวของพวกเราขึ้นไปห้าเมตร

    ในเวลาเดียวกันก้มีแสงสีฟ้าหกเส้นยิงออกมาเป็นแนวระนาบมาทางพวกเรา

    พุ่งตรงและลากผ่านจนเป็นรอยสีดำตัดกันไปทั่วห้องโถงของศาล

    เครื่องเรือนไม้ส่งกลิ่นไหม้พร้อมกับรอยที่ถูกตัดขาดออก

    “เร่งพลังเกราะสูงสุด! ”

    พวกเราทั้งสามคนเร่งพลังของชุดเกราะแขนกลจนถึงขีดสุด

    รู้สึกได้ว่าพลังงานของร่างกายกำลังถูกดูดออกไปโดยตัวชุดเกราะเอง

    แต่มันก็แลกมาด้วยความเร็วที่เหนือสามัญสำนึก

    เพียงพริบตาเดียวสกัดก็มุดหายลงไปในดิน แล้วไปโผลที่ด้านหลังของศัตรูแล้ว

    ฮอร์เนสยกง้าวยักษ์ขึ้น แล้วเหวี่ยงโจมตีปัดเส้นแสงรังสีด้วยความเร็วที่ไม่แพ้กัน

    เออ… ถึงกับเหวี่ยงง้าวได้ความเร็วเท่าแสง!? จะเทพก็ให้พอดีหน่อยสิฟะฮอร์เนส!

    แต่เนื่องจากคลื่นพลังงานอาวุธของพวกเรากับของศัตรูมันคนละประเภท เลยไม่

    เดียว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาตบมุขสิ

    ผมหันไปตรงหน้า

    มีเส้นแสงจำนวนสามเส้นพุ่งมาใส่ผม

    ผมใช้ดาบดำทั้งสี่เล่มยื่นตรงออกไป

    เร่งพลังงานจนถึงขีดสุดแล้วรวมไปที่ปลายดาบ

    ยื่นมันตรงออกไป แล้วหันเบี่ยงให้แสงนั้นถูกพลังงานจากดาบของผมจนเกิดปรากฏการณ์แทรกสอดของคลื่นเพื่อหักล้างการโจมตีจนมืดบอดหายไป

    เพียงชั่วพริบตา พวกเราทั้งสามคนก็มายืนอยู่ตรงหน้าของศัตรูได้สำเร็จ

    แถมยังเป็นตำแหน่งที่ดีกว่าเมื่อกี้คือล้อมพวกมันได้จากทุกทิศทาง

    แล้วยังมีแผนเมื่อกี้ที่บอกให้อลูฟจัดการ

    “อ๊ากกก! เสียงบ้าอะไรกัน!? ”

    “ตัดการดักฟังเร็ว! พวกมันส่งคลื่นรบกวนมา! ”

    นั่นคือการให้อลูฟส่งเสียงกรีดร้องหนวกหูด้วยคลื่นสมองออกไปที่พวกศัตรูโดยตรง

    ในเมื่ออยากดักฟังนัก งั้นก็เอาไปกินเต็ม ๆ ให้พอใจไปเลย

    “ช่องว่างเพียบ”

    ฮอร์เนสไม่รอศัตรูให้กลับมาตั้งหลัก แล้วจัดการกวาดง้าวใส่นักรบสี่คนที่กำลังยิงใส่คอมมิวอยู่

    แต่เนื่องจากไม่อาจฆ่าได้ในดาบเดียว ฮอร์เนสจึงจัดการกวาดง้าวถึงห้าครั้งในการสังหารพวกมันให้เป็นครึ่งท่อน

    “รีบหนีไปครับท่านดีอ้อน! ”

    เมื่อทราบว่าไม่อาจเอาชนะพวกเราได้ พวกมันก็เริ่มกรีดร้องให้เจ้านายหนีไป

    แต่ไม่ทันแล้ว

    “เสร็จผมละ! ”

    คอมมิวกระโดดลงมาจากหลังคา แล้วใช้ร่างกายอันใหญ่โตกดร่างของดีอ้อนเอาไว้

    เขี้ยวที่ยาวกว่าหนึ่งเมตรได้ปักลงไปบนขาของศัตรูจนมิอาจเคลื่อนไหวได้อีก

    “ท่านดีอ้อน!? อ๊าก! ”

    ส่วนพวกศัตรูที่เหลือก็กลายเป็นเหยื่อของง้าวฮอร์เนสไปจนสิ้น

    “เหนื่อยชิบ! ”

    ฮอร์เนสพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นหลังจากที่สังหารพวกศัตรูไปจนหมดแล้ว

    ชุดเกราะที่เคยส่องแสงได้มืดลง

    บางทีการต่อสู้เมื่อกี้คงกินพลังกายของเขาไปมากทีเดียว

    “เอาละ ตอนนี้เหลือแค่เค้นความ--”

    “เพื่อเผ่ามนุษย์! ”

    “เฮ้ย นี่แกคิดที่จะทำ--!? ”

    ในตอนนั้นเองที่ดีอ้อนกรีดเสียงดังขึ้นพร้อมกับใช้มือขวาทุบลงไปที่ท้องของตัวเอง

    แล้วพริบตานั้นก็เกิดเป็นแสงสว่างสีขาวกลืนทุกสิ่งทุกอย่างลงไป

    “อึ๊ก…”

    เมื่อแสงสว่างที่เจิดจ้านั้นมืดบอดลง ร่างของดีอ้อนกับคอมมิวก็หายไปจากโลกแล้ว

    “ถึงกับสังหารตัวเองเลยเรอะ... ”

    ไม่น่าเชื่อว่าคนระดับหัวหน้าของศัตรูจะทำการสังหารตัวเองทันทีที่ถูกจับตัว

    แล้วตอนนั้นผมก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมมันถึงสังหารผู้นำของเผ่าตัวเองไปด้วย

    ผมเข้าใจได้จากการเฝ้าดูเอรีส ว่าเผ่าจอมมารใช่จะมีความคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน

    พวกเขาต่างมีเอกลักษณ์ มีความคิดที่เป็นอัตตาของตัวเองแยกจากกันชัดเจน

    เพื่อให้อยู่รวมกันเป็นสังคม พวกจอมมารจึงสร้างกฏระเบียบและสร้างระบบการปกครองขึ้นมา

    เมื่อขาดผู้นำ เผ่าของมันก็จะเกิดความสับสน

    และเป้าหมายของดีอ้อนคงเป็นการสร้างความสับสนนั้น

    บางทีมันอาจจะมีลูกน้องระดับรองที่สามารถสั่งการแทนได้ และสามารถปลุกปั่นสังคมของพวกมันได้อยู่ ดังนั้นต่อให้ตัวเองตาย มันก็ไม่กระทบต่อแผนการภาพรวมอยู่ดี

    แต่แผนการของมันอาจจะพัง ถ้าหากว่ายังมีขั้วอำนาจอื่นในเผ่ารอดชีวิตไปควบคุมสถานการณ์ก่อน

    ดังนั้นเขาจึงทำการสังหารผู้นำคนอื่นทิ้งเสีย

    บางทีผมอาจคิดมากไปเอง แต่ไม่สามารถหาคำตอบอื่นที่ดีกว่านี้ได้เช่นกัน

    เอาละสิ แล้วแบบนี้จะทำยังไงกันต่อดีละเนี่ย?