บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 30 เพลิงดาบ พลังหมัด

            ตอนที่ 30 เพลิงดาบ พลังหมัด

            เด็กชายหินหวนนึกถึงพ่อกับแม่ของตนเองทุกครั้งที่ถึงวันสิ้นเดือนเด็กชายจะรีบเข้านอนก่อนผู้อื่นแท้จริงกลับแอบมาดูทุกครั้ง ทุกครั้งที่เตี่ยกับม่าม้าถูกข่มเหงทำร้ายเด็กชายจะกล่าวคำสาบานกับตนเองเสมอว่า  ผู้ใดที่ทำร้ายครอบครัวของตนมันผู้นั้นจะต้องรับผลตอบแทนที่สาสมความคำนึงในตอนนั้นเด็กชายได้เปรียบเทียบกับตอนนี้ ลู่เฉียวนับเป็นพี่น้องคนหนึ่งกลับถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา ความโกรธในใจได้ระเบิดขึ้นอย่างกับภูเขาไฟประทุออกมาแม้จะหักแขนมู่เจิ้นอัน ทำร้ายฟ่านเฉิง ความโกรธแค้นยังไม่บรรเทาลงแม้แต่น้อยทั้งหมดล้วนถูกเทใส่ลู่ฟ่านเพียงผู้เดียว

            “เปลวเพลิงดาบอัคคี”ลู่ฟ่านใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาดาบอัคคีที่เพิ่งฝึกปรือได้เพียงสองวันกระบวนท่าเปลวเพลิงดาบอัคคีเป็นกระบวนท่าเริ่มแรก พลังเปลวเพลิงสีส้มสว่างวาบดาบถูกยกขึ้นเหนือหัวพลังแห่งดาบระเบิดออกมาอย่างรุนแรง สำนึกดาบพุ่งกระจายเข้าหาเด็กชายหินนับสิบสายกระบวนท่าเพิ่งสำแดงพลังสำนึกดาบกลับรุนแรงสุดเปรียบ

            ปึ๊ด ปีด... เสียงสำนึกดาบตัดเสื้อของเด็กชายหินขาดนับสิบรอยแม้จะมีวิชาโล่สวรรค์คุมกันแต่ยังทิ้งรอยสีแดงไว้บนผิวหนัง หากถูกกระบวนท่าดาบตรงๆคงถูกแยกสังขารอย่างง่ายดาย ลู่ฟ่านเมื่อมีดาบเพลิงถึงกับสร้างพลังเทียบเท่ายอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นสามได้เลยทีเดียว 

            “ผู้ใดที่ทำร้ายพี่น้องข้า ผู้นั้นต้องถูกทำลาย...”เด็กชายหินคำรามออกมา มือทั้งทองที่ผนึกพลังจากปราณจักรวาลประกบเข้าหากันที่เบื้องหน้า กลุ่มก้อนลมปราณเหล่านั้นพลันแตกกระจายออกครอบคลุมทั่วแขนทั้งสองข้างมองเห็นเป็นเงาเลือนรางราวกับเปลิวไฟสีเงิน

            “พายุขั้นสอง...”พลังงานลมปราณจักรวาลกระตุ้นให้พลังฝึกปรือของเด็กชายหินขึ้นมาอยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นหนึ่งชั่วคราวเมื่อรวมกับเคล็ดพายุขั้นสอง พลังถึงกับพุ่งสูงปรี๊ดจนเทียบเท่าระดับกำเนิดพลังขั้นสามเช่นกันซึ่งก็เป็นขีดสุดที่เด็กชายสามารถใช้ออกได้อย่างเต็มฝืน

            ดาบเพลิงสร้างพลังขุมหนึ่งขึ้นกลางอากาศ ก่อนถูกฟันลงมาพลังดาบยังห่างอีกช่วงหนึ่งแต่พลังดาบได้ทำลายเสื้อของเด็กชายหินจะกลายเป็นฝุ่นไปเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่มีเส้นเลือดปูดโปนจากการใช้วิชาพายุขั้นที่สองผสานกับพลังลมปราณจักรวาลจนมีพลังถึงแปดสิบแรงม้า

            เด็กชายหินหรี่ตาลง พลังกดดันระดับนี้ตนเองในตอนนี้ยังไม่อาจเอาชนะได้ยิ่งคิดยิ่งโกรธแค้นตนเองที่ไร้ความสามารถขนาดจะแก้แค้นให้กับพี่น้องของตนยังไม่ได้ในที่สุดโคจรเคล็ดวิชาพายุขั้นที่สามออกมา

            พายุขั้นสาม... เสียงแหบพล่ากล่าวเบาๆพลังปะทุขึ้นในกายครั้งแล้วครั้งเล่าผิวหนังเริ่มปริแตกเลือดสีแดงเข้มหลั่งออกมาทั้วตัวเด็กชายหินรู้ว่าไม่อาจคงสภาพนี้ได้นานนัก ก้าวเท้าย่ำลงพื้นตึง...ร่างพุ่งวาบไปข้างหน้าด้วยพลังระดับหนึ่งร้อยหกสิบแรงม้าหรือระดับกำเนิดพลังขั้นสี่ร่างราวกับประกายสายฟ้าพริบตาเดียวเข้าประชิดร่างลู่ฟ่านหมัดแรกต้านดาบเพลิงจนดีดขึ้นสูง หมัดที่สองประจุพลังใส่กลางหน้าอกขอเพียงหมัดหนึ่งร้อยหกสิบแรงม้ากระทบถูกลู่ฟ่านจะกลายเป็นฝุ่นอย่างแน่นอน

            พรุบ... ที่ข้อมือเด็กชายหินถูกมือข้างหนึ่งจับเอาไว้ส่วนลู่ฟ่านถูกมืออีกข้างหนึ่งส่งร่างถอยไปสิบก้าว

            ตูม...มือที่จับข้อมือเด็กชายหินถูกพลังมหาศาลดีดออกจนผู้เข้ามาแทรกร่างเซถอยหลังไปครึ่งก้าวพร้อมกับเสียงตื่นตระหนกและเป็นเวลาที่ลู่ฟ่านใช้กระบวนท่าเปลวดาบเพลิงอัคคีเป็นคำรบสองฟันใส่กลางหัวเด็กชายหินอย่างโหดเหี้ยมไม่แพ้กัน

            เด็กชายหินไม่แม้แต่เหลือบแลผู้เข้ามาขัดขวางก้าวเท้าซ้ายถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อประจุพลังหมัดขวาต่อยใส่ดาบที่มาถึงตรงหน้าอย่างหักโหม

            หยุด... เสียงเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดดังขึ้นมือสองข้างคว้าจับไปที่ข้อมือเด็กชายทั้งสอง หลังจากเข้ามาครั้งแรกห้ามล้มเหลวครั้งนี้จึงเปิดด่านพลังที่ปิดซ่อนอยู่ค่อยสามารถสะกดพลังของเด็กชายหินลงได้

            “เจ้าสำนัก การต่อสู้ยังไม่ตัดสินแพ้ชนะ ท่าน...”ลู่ฟ่านยังจ้องมองเด็กชายหินเขม็ง

            “เปล่าเลย... ผลตัดสินออกมาแล้ว”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเอ่ยเสียงราบเรียบ “เจ้าทั้งสองเสมอกันหากยังดื้อดึงต้องล้มตายทั้งสองฝ่าย”

            “เหอะ... คิดจะปกป้องมันอีกครั้งอย่างนั้นรึเสียแรงที่เป็นถึงเจ้าสำนักกลับลำเอียงเสียนี่”ลู่ฟ่านเปลี่ยนมามองหน้าเจ้าสำนักอย่างดูแคลน “ หากคิดว่าจะปกป้องได้ตลอดไปก็เชิญถึงอย่างไรนับจากวันนี้ข้าจะออกจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว”ลู่ฟ่านออกแรงสะบัดมือที่ถูกครากุมลงแต่กลับไม่อาจสลัดหลุดได้ต้องถลึงตามองอย่างโอหัง

            “ ห้า ห้า ห้า ข้าอุตส่าไว้หน้า ให้ผลเสมอกลับโอหังไม่เลิก”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดยิ้มเย็น ก่อนชายตามองไปที่ดาบเพลิงอย่างมีเลสนัย“เจ้าต่างหากที่ต้องขอบคุณข้า ยังอ่อนหัดนัก”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดปล่อยมือที่ถือดาบเพลิงของลู่ฟ่านลงปล่อยให้เด็กชายยืนอึ้งมองดูดาบเพลิงที่มีรอยร้าวจำนวนมากมาย

            จริงอยู่ที่อาวุธประจำกายที่ได้จากหอศาสตราเทพจะไม่ถูกทำลายเพราะอยู่ในจิตสำนึกเช่นเดียวกับบันทึกจากโถงชะตาเวลาจะใช้เพียงก่อเกิดสำนึกอาวุธก็ปรากฏออกมาแต่หากถูกทำลายที่ภายนอกผลกระทบจะส่งไปที่จิตวิญญาณจนฉีกขาดยังยากรักษากว่าร่างกายมากนัก เมื่อลู่ฟ่านเห็นดาบเพลิงก็รู้ว่าตนเองแพ้แล้วจึงเก็บดาบเข้าไป อย่างน้อยต้องใช้เวลาฟื้นฟูหนึ่งวันจึงจะกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

            “หยุด ไม่ง่ายไปหน่อยรึ เจ้ายังไม่ขอโทษลู่เฉียวเลย”เด็กชายหินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่า ลู่ฟ่านกำลังหันหลังเดินจากไป

            “คิดว่าข้าต้องกลัวเจ้า? อย่าให้มันมากเกินไป” ลู่ฟ่านหันกลับมา ใบหน้าแสดงถึงธาตุทระนงออกมา

            “หากเจ้าไม่ขอโทษ ข้าฉีเทียนจะหักขาทั้งสองให้เจ้าคุกเข่าให้ลู่ฉียวเอง” เด็กชายหินไม่ยินยอมเช่นกันตั้งท่าผนึกพลังลมปราณขึ้นอีกครั้ง

            “พอแล้ว..” เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเดินมาวางมือลงบนใหล่เด็กชายหินรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดทั่งร่างจน ร่างสั่นสะท้านขึ้นอันเกิดจากใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดก่อนจะได้ยินเสียงทางจิตที่ได้ยินเพียงผู้เดียวว่า “เจ้าในตอนนี้อย่าใช้พลังดีกว่าหากยังอยากมีชีวิตต่อไป ที่ข้าตัดสินเสมอเพราะมีเหตุผล”

            “ผลการประลองวันนี้คือเสมอ แต่...อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าพรรคทั้งสามจะมาคัดสรรศิษย์พวกเจ้าค่อยไปประลองที่นั่นก็ยังไม่สายเมื่อนั้นแม้แต่ข้าก็ไม่อาจก้าวก่าย แต่วันนี้เพียงพอแล้ว”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดมองลู่ฟ่านสลับกับเด็กชายหิน

            “ได้  อีกหนึ่งเดือนข้าฉีเทียนจะขอสู้กับเจ้าอีกครั้ง แต่จงจำให้ขึ้นใจไว้พี่น้องของข้าหากพวกเจ้ากล้าแตะต้องอีกครั้งข้าจะทำให้พวกเจ้าเห็นว่านรกบนดินเป็นอย่างไร” เด็กชายหินเอ่ยเสียงเย็น

            “หวังว่าคงไม่เก่งแต่ปากอีกหนึ่งเดือนข้าจะบดขยี้เจ้าให้กลายเป็นขยะจริงๆ รวมถึงพี่น้องของเจ้าทุกคนด้วย”ลู่ฟ่านส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายไปทางหงส์เยี่ย ลู่ชางก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับพวกพ้องที่ประคองคนเจ็บไปด้วย

            “หึ... อีกหนึ่งเดือน ข้าจะให้ลู่เฉียวทวงแค้นกับพวกเจ้าเอง” เด้กชายหินกล่าวเบาๆก่อนเดินเลี่ยงไปหาลู่เฉียว ยังดีที่หงส์เยี่ยมียารักษาเบื้องต้นติดตัวมาด้วยจึงป้อนให้ลู่เฉียวกินจึงได้หลับไป

            “ไป นำลู่เฉียวไปที่พัก ข้าจะรักษาให้หายดีเอง”เด็กชายหินมองลู่เฉียวด้วยสายตาสำนึกผิดขอโทษปะปนกัน       

            “เดี๋ยวก่อน... ฉีเทียนพรุ่งนี้เจ้าพาพี่น้องของเจ้าไปพบข้าที่ตำหนักในมีภารกิจที่พวกเจ้าต้องไปกระทำ”

            “ครับเจ้าสัก”เด็กชายหินรับคำก่อนรีบพาพี่น้องทั้งสามจากไปอย่างเร่งร้อนหวังจะรีบรักษาอาการบาดเจ็บให้ลู่เฉียวโดยเร็ว

            เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดมองส่งเด็กทั้งสี่จนห่างออกไป ค่อยยกมือข้างที่จับมือเด็กชายหินขึ้นมาเห็นที่อุ้งมือบวมช้ำจนเก็บปริแตกต้องบ่นพรึมพรำกับตนเองว่า “นี่เป็นพลังอันใดกันช่างคล้ายกับยอดฝีมือระดับพลังสรรพธาตุเหลือเกิน แต่เป็นไปไม่ได้ยอดฝีมือทั้งดินแดนแห่งหอคอยเทพยังไม่มีผู้ใดก้าวถึงขั้นนั้นมาก่อน เฮงหลันเทียนท่านทำอะไรกันแน่”

                                               ....................