ตอนที่ 25: หอิญญายุทธ์
แสงจันทร์จางหาย... ท้องฟ้ากลายเป็ผืนผ้ามืดมิดไร้ขอบเขต
ฤทธาตื่นขึ้นอีกครั้งในทะเลจิตวิญญาณของตนเองแต่สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้ากลับทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะที่นี่...ไม่ใช่ทะเลจิตแบบเดิม
คลื่นพลังลมปราณแผ่ซ่านรอบทิศ แต่ในความสงบกลับแฝงความยิ่งใหญ่ ดอกบัวห้าสีกลางสระที่เคยหมุนช้าๆ บัดนี้เบ่งบานเต็มที่ รัศมีสีสันสดใสดั่งอัญมณีเจิดจ้า...และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ที่ฐานดอกบัวมีโลหะสีทองห่อหุ้ม มีลวดลายสวยงาม
ท้องฟ้าเหนือหัวกลับแปรปรวน มีรอยแยกมิติขนาดต่างๆ กระจายตัวไปทั่วและที่น่าตกใจที่สุดคืออักษรรูนลอยอยู่เหนือดอกบัว เป็นอักษรบนกำแพงหินในห้องลับ… มันค่อยๆ เปล่งแสง แล้วไหลเข้าสู่กลางหน้าผากของเขา“เคล็ดมิติเจ็ดรอยแยก…”เสียงสะท้อนดังขึ้นในใจ"มันคือปราณธาตุอีกธาตุหนึ่งที่เจ้าได้มา ตอนนี้เจ้ามีไตรธาตุ"เสียงของไค่หยงดังขึ้นในใจ"กระดูกิญญาธาตุมิตินั้นมิใช่เพียงพลังของการควบคุมมิติ... มันยังขยายขอบเขตจิติญญาของเ้า ทำให้ที่แห่งนี้เติบโต และข้าก็พลอยแข็งแกร่งขึ้นไปด้วย"
ไค่หยงอธิบายให้ฤทธาฟัง
ฤทธาพึมพำเบาๆ"ทะเลจิต... ขยายขึ้น แล้วนี่มัน..."เขาใช้เวลาอีกพักเพื่อทำความเข้าใจกับพลังใหม่ ก่อนปรับสติค่อยๆ ดึงกลับมาที่ปัจจุบัน...
...ผ่านไปสองวันแล้ว จากเหตุการณ์ในสุสาน
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองนอนอยู่ในเรือนไม้ไผ่ของเจ้าสำนักกลิ่นไม้สดและชาอุ่นๆ ยังอบอวลอยู่ในอากาศ“เจ้าตื่นแล้วหรือ”เสียงของเจ้าสำนักดังขึ้นพร้อมรอยยิ้ม“ดูเหมือนกระดูกิญญาจะเข้ากับเ้าได้ดีเกินคาด”
ฤทธาทำความเคารพก่อนรายงานทุกสิ่งที่ตนเห็นในทะเลจิต
“ธาตุมิติ... เป็ธาตุที่หายากนัก”
เ้าสำนักกล่าวช้าๆ
“เ้าเป็ผู้ที่มีิญญายุทธ์คู่ นี่เป็ธาตุที่สาม เ้าต้องปิดเื่นี้ไว้ให้ดี เ้าคงเข้าใจ”
จากนั้นเขาก็หยิบคัมภีร์โบราณออกมา ม้วนหนึ่งมีลายมือเขียนด้วยหมึกิญญาสีเงินเรืองแสง
“นี่คือคัมภีร์ธาตุมิติที่เ้าเก็บมาจากในถ้ำ ข้าดูแล้วเป็คัมภีร์ที่อาจารย์ปู่ข้าเขียนไว้ เกี่ยวกับธาตุมิติ จงศึกษามันให้ดี ส่วนนี่คือโอสถชั้นสูงที่เ้าสมควรได้รับ ข้าได้แบ่งไว้ให้เ้าแล้ว ในขวดมีอย่างละสิบเม็ด เ้าจะใช้ได้เมื่อคุณสมบัติเ้าสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือถือว่าเ้าทำคุณให้สำนัก ข้าส่งจดหมายไปบอกที่หอทะเบียนและภารกิจแล้ว เ้าจะได้หมื่นแต้ม จงใช้หมื่นแต้มนี้ไปแลกเคล็ดวิชาลับขั้นสูงที่หอคัมภีร์เถอะ แล้วเอาจานรับส่งของไว้ที่ห้องเ้าด้วย เผื่อเ้าจะส่งคัมภีร์ที่คัดลอกมาให้ข้า ทุกครั้งที่มาหาข้าก็แวะขึ้นไปคุยกับอาจารย์ปู่บ้างนะ”
ไป๋ิส่งสิ่งต่างให้ฤทธาเก็บไว้ในแหวนมิติ
หลังไปรับแต้มแล้ว ฤทธาก็มาที่หอคัมภีร์ เขาส่งป้ายให้ผู้าุโเถียนหลาง
“ข้ามาใช้แต้มแลกเคล็ดวิชาขั้นสูงขอครับ”
ฤทธาบอกผู้าุโ พร้อมประคองหมัดคารวะ
“โฮ๊ะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ มาสิๆ ตามมาๆ”
เถียนหลาง นำเขาไปที่ชั้นสามของหอคัมภีร์ ขณะเดินไปเขาก็ขอบใจฤทธามาก เขาบอกว่าอาจารย์หลายคนในสำนักได้รับยาขั้นสูงกันหมด ทุกคนได้ประโยชน์มากมาย ทั้งสุขภาพและการบ่มเพาะ บางคนก็ได้เลื่อนระดับ หลังจากที่ติดคอขวดอยู่นาน
เมื่อเดินมาถึงชั้นสาม เขาก็ปล่อยให้ฤทธาตัดสินใจ
บนนั้นทุกอย่างแบ่งไว้เป็หมวดหมู่ ธาตุต่างๆ อาชีพต่างๆ ค่ายกลิญญา ค่ายกลวงเวทย์
“ข้าเพิ่งได้เคล็ดและคัมภีร์เกี่ยวธาตุมิติมา กระดูกขามีทักษะเตะสายฟ้า ส่วนหัวข้ายังไม่รู้เลยว่าทักษะคืออะไร” ฤทธากำลังครุ่นคิด
“ข้ารู้สึกว่าจะเกี่ยวกับโจมตีดวงจิตนะ เ้าลองเลือกเคล็ดพวกธาตุสายฟ้าก่อนดีมั้ย เพราะเป็ธาตุที่เข้าต้องใช้งานในการต่อสู้”
เสียงไค่หยงแนะนำ
“ท่านคิดเหมือนข้าเลยท่านปู่ ข้าว่าจะเลือกสายฟ้าอยู่พอดี ข้ามีอีกเก้าพันกว่าแต้ม ไว้ค่อยมาเลือกอย่างอื่นอีกที”
หลังตัดสินใจได้ฤทธาก็เดินไปที่หมวดธาตุสายฟ้า
“เ้าใช้สิทธิ์อะไรถึงขึ้นไปชั้นสามได้” มีเสียงคนดังมาจากชั้นสอง
ฤทธามองตามเสียงไป คือเซี่ยงหยางนั่นเอง
หอคัมภีร์มีลักษณะเป็ทรงกลม ตรงกลางเป็ที่ว่าง ้ามีหลังคา เซี่ยหยางกับพวกจึงมองเห็นฤทธาที่อยู่ชั้นสามด้านฝั่งตรงข้าม
“เ้ามีหนึ่งหมื่นแต้มมั้ยล่ะเ้าหนู ถ้าไม่มีก็ขยันให้มากกว่านี้นะ”
เสียงผู้าุโเถียนหลางพูด ขณะที่เขากำลังเดินมาหาฤทธา
กลุ่มเซี่ยหยางทำท่าคารวะ แล้วรีบพากันหลบไป
ฤทธาได้เลือกเคล็ดวิชาทัณอัสนี หลังจากเอาเคล็ดแตะที่หน้าผาก ตัวอักษร ท่าร่างพร้อมวิธีฝึกและบ่มเพาะต่างๆ วิ่งเข้าในหัวของฤทธา แต่เขาต้องอยู่ระดับห้าหลอมิญญาก่อนถึงฝึกได้ ซึ่งอีกไม่นานเขาก็ฝึกได้
ผ่านไปหลายสัปดาห์
ฤทธาเร่งทำอันดับในสำนัก โดยฝึกฝนอย่างหนักในทุกวันคัดลอกคัมภีร์หมื่นโอสถ อย่างไม่หยุดหย่อน เขาเองแทบไม่ได้ดูในคัมภีร์เลย เพราะมันอยู่ในหัวเขาอยู่แล้ว ฤทธาอยากลองทำยาหลายตัวมาก แต่ส่วนใหญ่ต้องมีพลังระดับเจ็ดมรรคาตระหนักรู้ขึ้นไป ถึงจะทำโอสถพวกนี้ได้ แต่เขารู้แล้วว่าต้องใช้สมุนไพรอะไรบ้าง เขาจะเตรียมเอามาปลูกที่สวนของเขาในกำไลหนึ่งในนั้นคือการรักษารากิญญา จากรอยร้าวของจุดตันเถียน ถ้าหาสมุนไพรที่หายากได้ และระดับถึงระดับเจ็ดเขาจะรักษาแม่ได้
ฤทธาคิดแล้วมีกำลังใจจนกระทั่งวันหยุดก็มาถึงฤทธาบอกเ้าสำนักว่าจะออกไปจับสัตว์อสูร และเยี่ยมบ้านเรโซ่
“เช่นนั้น ช่วยนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้เจ้าเมืองซานหยินด้วย”เจ้าสำนักส่งซองจดหมายประทับตราวิญญาณ“เป็ธุระส่วนตัวของข้า ฝากเ้าไปทีนะ” ฤทธาคำนับและรับจดหมายมา
…
ณ.เมืองซานหยิน เมืองแห่งอดีต
เมืองนี้คือแหล่งรวมซากปรักหักพังโบราณ ยุคที่มนุษย์ทะยานสู่โลกเบื้องบนได้และเป็นที่อยู่ของนักโบราณคดีมากมาย รวมถึงบ้านของเรโซ่ฤทธากับเรโซ่ออกเดินทางล่าภายในหุบเขาทางตะวันออก ได้สัตว์อสูรหลากชนิด
ก่อนหน้านี้ฤทธาได้แวะไปที่ร้านอุปกรณ์ที่ต้าหวังดูแล และได้ซื้อพวกที่กักขังสัตว์อสูรมาหลายอัน ก่อนใช้วงเวทเคลื่อนย้ายมาที่เมืองนี้ฤทธาตั้งใจให้มังกรนิลได้ฝึกควบคุมพลังสายฟ้า และให้ชีต้าร์คอยสอนและควบคุมพวกสัตว์อสูรแต่ว่าระหว่างทางกลับ กลับพบกลุ่มคนแต่งกายด้วยชุดคลุมสีเทา ประทับตราหอคอยิญญายุทธ์
สัญลักษณ์เป็เหมือนเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม อยูที่ด้านหลังผ้าคลุม
หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงเรียบ
“เ้าคือฤทธาใช่มั้ย ขอความร่วมมือมากับพวกเราหน่อยได้หรือไม่”
ฤทธายังไม่ตอบอะไร
เสียงเรโซ่กระซิบบอก “พวกหอิญญายุทธ์”
ฤทธาลองใช้ตาประเมินไม่เห็นอุปกรณ์พิเศษอะไรมาก แล้วทั้งหมดโดยรอบมีอยู่ห้าคน ฤทธารู้สึกพลังพวกนี้ไม่ต่างจากเขามาก และไม่รู้สึกกดดันใดๆ
“ข้าต้องทำตามที่พวกท่าน้าด้วยหรือ ถ้าข้าปฏิเสธล่ะ จะเป็อย่างไร” ฤทธาถามอย่างสงสัย
“เ้าหนูพวกเรามาเชิญดีๆ ไม่ได้อยากใช้กำลัง”
พวกนั้นยังคงพูดเสียงเรียบเฉย
“ผู้ใหญ่ห้าคนมาข่มขู่เด็กว่าถ้าไม่ไปด้วยจะใช้กำลังเนี่ยนะ”
ฤทธาลองหยั่งเชิงดูเจตนา
“เอ่อ..ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
ผู้เจรจาอธิบาย แต่เหมือนคนในกลุ่มบางคนจะไม่อยากเจรจา
“พูดอะไรให้มากความ จับๆ ไปส่งเถอะ จะได้จบๆ ภารกิจ”
หนึ่งในคนกลุ่มนั้นกระโจนหมายเข้ามาจับตัวฤทธา
“เฮ้ย! ดะเดี๋ยวก่อน”
ผู้เจรจาะโห้ามคนของตัวเอง
ฤทธาเบี่ยงหลบแล้วสวนหมัดเข้าเต็มหน้า
ตู้ม!
หมัดเดียวทำคนผู้นั้นกระเด็นไปไกล
ก่อนทุกอย่างจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ ผู้เจรจาะโมาขวางคนของตนก่อน
“หยุดก่อนพวกเ้า พวกเราได้รับคำสั่งให้มาเชิญ ไม่ได้มาจับกุม อย่าทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง”
สามคนที่เหลือหยุดฟัง ผู้เจรจาหันมาทางฤทธา
ฤทธามองหน้าเรโซ่
“ถ้าพวกเขาพูดเช่นนั้นแสดงว่าไม่ได้มาร้าย พวกหอิญญายุทธ์ไม่ได้มีหน้าที่อะไรมาตรวจสอบพวกเรา”
เรโซ่พูดตรงกับใจฤทธา และเหมือนรู้ระบบการทำงานของหอิญญายุทธ์เป็อย่างดี ทั้งสองจึงตามพวกนั้นไป
หอิญญายุทธ์ศูนย์บัญชาการเมืองซานหยิน
แม้ถูกนำมาแต่ฤทธากลับไม่หวาดหวั่น เขาใช้ดวงตาประเมินมองไปรอบตัวพบว่าที่นี่คือโครงสร้างระดับสูง มีค่ายกลป้องกันติดตั้งตลอดแนว มีพวกเวรยามประจำตำแหน่ง พวกชุดเครื่องแต่งกายจะคล้ายๆ กันหมด ส่วนใหญ่ใช้ผ้าคลุมหัว จะมีเข็มตรงอกเท่านั้นที่ต่างสีต่างลักษณะบ้างในบางคนตอนนี้ตาประเมินของฤทธาใช้ได้ทั้งสองข้าง หลังจากได้กระดูกิญญาส่วนหัวมา
ระหว่างรอในโถงอาคารชั้นแรก ฤทธาพยายามมองสังเกตไปรอบๆ พร้อมแสร้งกล่าวชื่นชม แบบเด็กเพิ่งเคยเห็นสิ่งก่อสร้างแบบนี้เป็นครั้งแรก ทำเอาพวกที่พามาส่ายหัว แต่แท้จริงแล้วฤทธาแค่ใช้ตาประเมินสำรวจรอบๆ สายตาของฤทธากลับเห็นบางสิ่งที่ผู้คุมเองก็มองไม่เห็น...ที่ระเบียงชั้นบนสุดของหอคอยสูงมีบุรุษในชุดคลุมยาวสีเทาเข้ม ยืนพิงเสาก้มมองลงมาเงียบๆเขาไม่เคลื่อนไหว ไม่เอ่ยคำใดแม้พลังปราณของเขาจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนแต่ดวงตาของฤทธากลับสัมผัสได้ถึง... คลื่นปราณที่ไม่เป็นธรรมชาติราวกับคลื่นวิญญาณของบุคคลที่มีระดับปราณขั้นสูงบุรุษนั้นหายไปทันทีที่ฤทธาเหลือบมองขึ้นไปเหลือไว้เพียงม่านหมอกจางๆ ปกคลุมบริเวณนั้นฤทธาขมวดคิ้ว "ใครกัน...? ทำไมพลังของเขาเหมือนกับมีพลังมิติ แต่แอบซ่อนพลังไว้"ฤทธารู้สึกแต่ไม่แน่ใจ
เขาเก็บความสงสัยไว้ในใจ ตอนนี้ฤทธารู้ตัวแล้วว่า จิตสัมผัสและญาณรับรู้โดยรอบของเขาพลังเพิ่มขึ้นมาก และเขาก็เพิ่งเคยใช้หลังจากนั้น มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาฤทธา“สวัสดีข้าเป็ผู้ช่วยของผู้คุมกฎที่นี่ พอดีผู้คุมกฎต้องไปเมืองข้างเคียงแบบฉุกเฉิน เมืองนั้นถูกคลื่นสัตว์อสูรขนาดเล็กโจมตี จึงฝากข้ามามอบสิ่งนี้ให้ท่าน”
ฤทธาสังเกตผู้ช่วยคนนี้มาในท่าทีที่นอบน้อม จึงรับของมาแล้วคารวะขอบคุณ
“ไม่ทราบว่าสิ่งนี้คือ?” ฤทธาถามอย่างสงสัย
“เนื่องจากผู้คุมกฎเห็นว่าท่านเป็ศิษย์สำนักเย่วจี ที่เคยมาลงทะเบียนรับภารกิจ จึงได้นำบัตรสะสมแต้ม และใบแนะนำระบบแลกของมาให้ ถ้าท่านมารับภารกิจคราวหน้า นอกจากจะได้ค่าตอบแทนตามที่ภารกิจกำหนด ยังจะได้คะแนนสะสม หรือถ้าวันหนึ่งวันใดท่านตัดสินใจ อยากเป็สมาชิกหอิญญายุทธ์คะแนนที่ท่านเคยทำมาทั้งหมด จะถูกคิดเป็แต้มยศตำแหน่ง แล้วจะมีเบี้ยเลี้ยงให้ทุกเดือน”
ผู้ช่วยอธิบายร่ายยาว แต่ฤทธาก็เข้าใจทุกอย่าง
“หลังเป็สมาชิกแล้ว ก็ต้องทำทุกอย่างตามที่ได้รับคำสั่งสินะ”
ฤทธาตบท้ายด้วยความเข้าใจเป็อย่างดี
“เป็เช่นนั้น” ผู้ช่วยก็ให้คนเดินไปส่งพวกฤทธา
“ข้าก็มี แต่ข้าต้องมาทำเื่ขอบัตรเอง ของเ้านี่สะดวกสบายจริง” เรโซ่บ่นน้อยใจ
ฤทธาได้แต่ยิ้ม แล้วพยายามประเมินสถานการณ์
ณ.จวนเ้าเมือง
เมื่อฤทธาไปส่งจดหมายให้เจ้าเมืองซานหยินเขาได้พบกับระบบทหารที่จัดเจนไม่แพ้หอคอยวิญญาณยุทธ์เลยเหล่าองครักษ์ล้วนมีพลังระดับสูงดวงตาประเมินที่พัฒนาแล้วของเขามองเห็นค่ายกลป้องกันซ้อนกันหลายชั้นบางจุดเป็นแบบกักขังและโจมตี บางจุดเป็นแบบผสานยันต์วิญญาณ แต่ก็มีหลายอย่างในส่วนด้านในอาคาร ที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นประเภทใดพ่อบ้านได้มาพบฤทธา แล้วนำทางให้ไปรอที่ห้องรับแขก ระหว่างนั่งรอเรโซ่ชวนฤทธากินขนมที่เขานำมาให้ พร้อมกับบอกว่านี่เป็ขนมขึ้นชื่อของทวีปแดนเหนือ
“เ้ารู้เื่พวกนี้เยอะจัง” ฤทธาถามเรโซ่ขณะลองหยิบมาชิม
“เื่ของอร่อยน่ะไว้ใจข้า ก่อนกลับข้ามีร้านอาหารประจำเมืองจะพาเ้าไปชิม” เรโซ่กล่าวไปพลางกินไปพลาง
“สวัสดีเด็กๆ คนไหนคือฤทธาผู้โด่งดังรึ” เสียงหนุ่มใหญ่วัยกลางคนดูอายุไม่เกินห้าสิบเดินเข้ามาอย่างอารมณ์ดี
ฤทธากับเรโซ่ประคองหมัดคารวะ
“ตามสบายๆ” ท่านเ้าเมืองผายมือเชิญให้นั่ง พ่อบ้านรินน้ำชาให้ท่านเ้าเมือง สาวรับใช้นำจานขนมมาวาง
ฤทธาลุกขึ้นพร้อมเดินไปส่งจดหมายให้ แล้วก้มหัวให้อย่างนอบน้อม
“ท่านเ้าสำนักฝากจดหมายมาให้ท่านขอรับ” ฤทธาพยายามพูดอย่างเป็ทางการ
“ไม่ได้เรียกท่านอาจารย์หรอกหรือ ตามสบายๆ ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก” เ้าเมืองบอกกับฤทธา
แต่คำพูดประโยคนั้นทำให้ฤทธารู้ว่า
“เขารู้ว่าข้าคือศิษย์ของอาจารย์”
เรโซ่เองก็สงสัยคำพูดท่านเ้าเมือง
“ถ้าอยู่กันสองคนกับอาจารย์ถึงจะเรียกขอรับ” ฤทธากล่าวตามความจริง
เรโซ่ทำหน้าใ เพราะเพิ่งเข้าใจความหมายที่สองคนนี้คุยกัน
ฤทธามองสบสายตาเรโซ่เหมือนจะให้เก็บอาการ เสร็จภารกิจแล้วเด็กๆ ก็ร่ำลาท่านเ้าเมือง
ฤทธาเริ่มตระหนักว่า...แม้เมืองนี้จะดูเงียบสงบ แต่กลับมีพลังซ่อนอยู่มากมายและเบื้องหลังของหอวิญญาณยุทธ์นั้น...อาจไม่ใช่องค์กรธรรมดาอย่างที่เขาคิดจบตอน.