รู้สึกยังคงปวดหัวและร่างกายไม่หาย
สติสัมปชัญญะสับสน ตัวเองทำบ้าอะไรลงไปบ้างก็ไม่รู้
“ (ทำไมเราถึงตบหน้ายัยแครอทกันนะ?) ”
พอกระโดดลงมาจากแผ่นหลังของเจ้าโทเมที่ความสูงหนึ่งหมื่นห้าพันฟุตจากพื้นดิน ข้าก็พึ่งรู้สึกตัวว่าทำเรื่องที่โง่เขล่าลงไปเสียแล้ว
ยัยนั่นบุกเดี่ยวมาเพื่อช่วยข้าอย่างไม่จำเป็น แถมยังคำนึกถึงอนาคตของเผ่า เป็นสตรีที่เด็ดขาดและสง่างาม ผิดกับข้าที่ใช้อารมณ์นำ แล้วไปตบหน้ายัยนั่นเพียงแค่เพราะว่าถูกโกหก
“ปวด… หัว…”
ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าอยากจะแก้ตัว แต่พฤติกรรมที่ไร้สติของข้าเมื่อกี้นั้น บางทีคงเกิดจากอาการเป็นพิษที่ร่างกายกำลังได้รับ
ถ้าถามว่ามันอาการหนักแค่ไหนนะหรือ? ก็หนักขนาดที่ทำให้ข้าไร้สตินึกคิดจนกระโดดดิ่งพสุธาลงมาจากที่สูงหมื่นห้าพันฟุตได้หน้าตาเฉยนั่นละ
นี่มั่นฆ่าตัวตายชัด ๆ
“เดียวพอเกิดใหม่รอบนี้ คงต้องไปขอโทษยัยแครอทแบบถวายชีวิตแล้วสิเนี่ย… แค๊ก! ”
คราวนี้ข้าไอออกมาอย่างรุนแรง
“แค๊ก! ค๊อก! โอ๊ก!? ”
รุนแรงมากจนกระทั้งอาเจียนก้อนเลือดสีดำอมม่วงออกไป
ทันใดนั้นเองที่ร่างกายของข้ารู้สึกกลับมาเบาพร้อมกับสมองที่ปลอดโปร่ง
พิษภายในร่างกายของข้าได้ถูกขับออกไปพร้อมกับอาเจียนเมื่อกี้ ตามกลไกป้องกันของธรรมชาติของร่างกายเผ่ายักษา
“ดันมาหายเวลาที่จะตายเนี่ยนะ ตลกชิบ”
ข้าพึมพำกับตัวเองในสภาพที่กอดอกเอาหัวทิ้งดิ่งลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง
อีกหนึ่งร้อยเมตรข้าก็จะหัวแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“ลุง---นา---”
“เสียงนั้น…”
ในตอนนั้นเองที่ข้าได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังก้องไปทั่วฟ้า
ข้าจำเสียงที่น่ารักน่าเอ็นดูนั้นได้
“ลุงบานาค่ะ~”
“โอ๊ว! เปอร์ไซด์นี่เอง มาได้เวลาพอดีเลย! ”
เจ้าของเสียงนั้นคือเปอร์ไซด์ หนูน้อยขนฟูสีแดงสลับขาว นางฟ้ามีปีกตัวน้อยจากเผ่าตัวปีกที่แสนน่ารัก
ว่าแต่ทำไมเธอถึงมาที่นี่? มาช่วยข้าเป็นการทดแทนบุญคุณ?
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การที่เธอมาอยู่ตรงนี้ก็ถือว่าช่วยข้าได้มากทีเดียว
“ลุงปลอดภัยดีนะคะ~”
“ใช่ ๆ สภาพก็อย่างที่เห็นเนี่ยแหละ! ”
รีบมาช่วยข้าก่อนจะโหม่งโลกเร็ว!
"ปลอดภัยก็ดีแล้ว งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ~"
ว่าแล้วแม่หนูนกก็กางปีกบินจากไป…
เดียวสิเฮ้ย!
"มาช่วยข้าก่อน! ข้าบินไม่ได้! "
"แล้วก็ไม่รีบบอก"
"ขอบคุณมาก…"
เปอร์ไซด์หมุนตัวกลับมาโฉบจับหัวไหลของข้าเอาไว้
เธอกางปีกออกกว้างแล้วร่อนลงพื้นอย่างช้า ๆ
"พาข้าไปที่กลางวงอสูรที"
"ได้ค่ะ"
ข้าเบนสายตาไปมองบนท้องฟ้ากว้าง
ร่างของเจ้าโทเมที่มีแครอทขี่อยู่ได้หายไปจากน่านฟ้าแห่งนี้แล้ว
ข้ายกมือขวาที่ใช้ตบหน้านางขึ้นมาดู
"... "
ก่อนจะกำหมัดแล้วชกหน้าตัวเองเต็มแรงทีหนึ่ง
"เหวอ!? ทำอะไรค่ะเนี่ยลุงบานา! "
"แค่เรียกสตินะ"
ข้าต้องไปขอโทษแครอท
ข้าสาบานกับตัวเองเช่นนั้น
สารพิษจากแก๊สมัสตาร์ดที่ทำร้ายร่างกายของบานาได้ถูกขับออกจากร่างจนหมดตามกระบวนการขับพิษตามธรรมชาติร่างกายที่ถึกทนของเผ่าพวกเขา
และเขาที่ได้สติกลับมานั้น กำลังจะบุกเข้าไปใจกลางดงของฝูงมอนสเตอร์ที่อยู่เบื้องล่างเพื่อปกป้องเหล่าผู้ที่พ่ายแพ้สงครามตามอุดมการณ์ของเขา
คลื่นทะเลสัตว์ร้ายเริ่มเข้าสู่ระยะโจมตีถึงของกองทัพนายแดงเผ่ามนุษย์
"โจมตี! "
กระสุนปืนครกที่เหลืออันน้อยนิดของพวกเขาถูกขนมาใช้ทั้งหมด
กระสุนที่พร้อมจะแผดเผาแผ่นดินลอยขึ้นท้องฟ้าสูงจากแนวหุบเขาตะวันตกสู่ตะวันออก
กระสุนที่วาดเป็นวงโค้งได้กระทบแผ่นดิน ก่อนจะลุกเป็นเปลวไฟแผดเผาดุจกำแพงสีแดงขนาดยักษ์ขวางเส้นทางตรงหน้า
กลุ่มหมาป่ากับม้าฝันร้ายที่วิ่งนำหน้าขบวนกว่าหนึ่งหมื่นตัวถูกแรงระเบิดฉีกร่างจนสิ้นชีวา
ไอร้อนที่พวยพุ่งจากเปลวเพลิงซึ่งลุกไหม้ ทำให้ฝูงนกยักษ์และมังกรตัดสินใจบินแยกเป็นสองทาง
"ดันพวกมันไปทิศตะวันตก! "
กระสุนต่อต้านรถถัง ปืนกล ปืนไรเฟิล อาวุธทุกประเภทที่มีล้วนถูกงัดเอามาใช้อย่างไม่เกรงใจ
ยิงโถมเสียงดังขึ้นท้องฟ้าและผืนดิน ป่วนขบวนทัพของฝูงมอนสเตอร์จนก่อความน่ารำคาญให้กับพวกมัน
คำสั่งที่พวกมันได้รับจากสัญญาณเสียงของแครอทคือ [จงทำลายพื้นที่ของจุดกำเนิดเสียงเป่าแตร]
หรือก็คือคำสั่งให้ไปทำลายเมืองหลวงของมนุษย์นั่นเอง
ดังนั้นพวกมันจึงไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาเข้าปะทะกับกองทัพของนายแดงในทิศตำวันตกเลยสีกนิด
"โจมตี! ไล่พวกมันไปตะวันออกให้ได่! "
ด้วยการโจมตีชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะพลีชีพ สุดท้ายกองทัพมอนสเตอร์นับล้านจึงตัดสินใจเดินเบี่ยงไปทิศตะวันออก
หากจะให้เจอกับกองทัพน่ารำคาญ สู้ยกทัพผ่านกองทัพที่หันหลังให้อย่างกองทัพของสเลบกับเอสเทอดีกว่า
"ไอพวกบ้ามนุษย์ดันศัตรูมาทางนี้เฉยเลยนะดอง! "
เอสเทอตะโกนอย่างไม่พอใจ
"หนีไม่ทันแล้ว ทหารทุกคน เตรียมรับการปะทะ! "
สเลบรีบวิ่งออกไปที่แนวหน้าพร้อมกับชูดาบขึ้นท้องฟ้าเพื่อเพิ่มกำลังใจให้กองทัพของเขา
กองทัพของสเลบเหลือเพียงหน่วยทหารมดระดับสูงกับองครักษ์รวมกันเพียงหนึ่งหมื่นนาย
ส่วนกองทัพภูติของเอสเทอนั้นยังเหลือมากถึงราวห้าแสนนาย
แต่ทว่าฝูงมอนสเตอร์ตรงหน้านั้นมีจำนวนถึงหนึ่งล้านเจ็ดแสนตัว
มันเป็นการต่อสู้ที่เสียเปรียบเรื่องจำนวนเป็นอย่างมาก
"สู้สุดใจ! "
"ตีฝ่าหนีออกไปให้ได้ดอง! "
กองทัพทั้งสองเข้าปะทะกันโดยที่พวกเอสเทอกับสเลบพยายามหนีไปตะวันออก
เสียงโลหะเข้าปะทะเนื้อ คมเขี้ยวกลืนกินบนร่างทหารหาญ เปลวไฟและคลื่นพลังงานแผ่พุ่งสาดส่องสุกสว่าง ความตายหายนะจักปรากฏไปทุกหย่อมหญ้า
ในเวลาเดียวกัน กำแพงสีแดงที่ลุกโชนก็เริ่มดับลง
เส้นทางตรงหน้าที่กลับมาอีกครั้งทำให้มอนสเตอร์บางส่วนวิ่งกลับสู่เส้นทางเดิม
ถ้าหากปล่อยไปแบบนี้ เมืองหลวงของมนุษย์คงถูกถล่มหายไปจากแผนที่
"หัวหน้าครับ กระสุนหมดแล้วครับ! "
ซ้ำร้ายอาวุธปืนของพวกเขายังกลายเป็นแค่ท่อนเหล็กธรรมดาไปแล้ว
นายแดงเริ่มลังเลและไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์นี้เช่นไรดี
เขาทำได้เพียงแต่ยืนมองกองทัพมอนสเตอร์ไหลทะลักผ่านเปลวเพลิงที่อ่อนแรงลงเท่านั้นเองหรือ?
แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้นก็ได้มีผู้กล้าเผ่ามนุษย์มาปรากฏกาย
เธอขี่มังกรขนาดราวสามเมตรบินผ่านท้องฟ้ากว้าง
มังกรวัยรุ่นตัวนั้นมีเกล็ดสีน้ำตาลทอประกาย
มันพ่นไฟลากเป็นเส้นตรงยาว ก่อนที่ผู้กล้าคนนั้นจะกระโดดลงมาจากที่สูงเหนือพื้นหนึ่งหมื่นฟุต
เอรีส ผู้กล้าแห่งเผ่ามนุษย์
ผู้กล้าสตรีที่ร่างบอบบางในชุดเกราะแสนอุบาทว์ตากำลังยืนขวางเส้นทางด้วยตัวคนเดียว ราวกับจะมิให้ใครล่วงล้ำเส้นที่ขีดอยู่ด้านหลังเธอได้
"นี่มันอะไรกันเนี่ย…"
เอรีสที่พึงมาถึงสนามรบนั้นกำลังสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ตกลงศัตรูเป็นใครกันแน่?
เธอไม่รู้
แต่เมื่อเห็นว่าเผ่าภูติกับอาร์โธร์โพดาเป็นเป้าของการโจมตีด้วย เธอจึงไม่คิดว่าทั้งสองเผ่านั้นคือศัตรูในเวลานี้
"เริ่มจากแกก่อนเลย! "
ว่าแล้วเอรีสก็กระโจนออกไปตรงหน้า
เบื้องหน้าของเธอคืออสรพิษยักษ์ที่ตัวยาวกว่าสิบเมตร
มันแยกเขี้ยวออกกว้าง หมายที่จะเข้ามาขย้ำร่างของเธอ
แต่กลายเป็นว่ามันถูกเอรีสจับเขี้ยวที่ใหญ่เท่าแขน แล้วจับทุ่มข้ามหัวไปอย่างง่ายดาย
"โอ๊ว! "
กองทัพของนายแดงที่ดูจากริมเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
พวกเขาไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย?
คนเพียงคนเดียวกำลังเข้าปะทะกับฝูงมอนสเตอร์นับล้าน
แถมยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย
การต่อสู้เพียงคนเดียวต่อหน้ากองทัพมอนสเตอร์นับล้านนั้น ทำให้นายแดงกับกองทัพของเขารู้สึกละอายใจ
"... ใครจะยอมให้ผู้หญิงต่อสู้คนเดียวกันละ! ทุกหน่วย ต่อให้จะเหลือแค่มีดหรือมือเปล่า พวกเราก็จะสู้! บุกโจมตี! "
ดังนั้นเขาจึงโยนปืนไร้กระสุนที่เกะกะในมือทิ้งแล้วชักมีดทหารออกมาเพื่อบุกระยะประชิด
กองทัพเผ่ามนุษย์จำนวนหนึ่งแสนคนกระโดดออกจากที่ซ่อน ก่อนจะวิ่งกรูเข้าใส่กองทัพมอนสเตอร์
เสียงโห่ร้องอันดังก้องนั้นได้ดังไปถึงบานากับเปอร์ไซด์ที่พึ่งบินมาถึง
"นั่นพี่เอรีสนี่! เธอกำลังต่อสู้อยู่คนเดียว รีบไปตรงนั้นกันเถอะค่ะ! "
"..."
บานาติดสอยเปอร์ไซด์มาด้วยการใช้แขนเกาะขาทั้งสองข้างของเธอ
การปรากฏตัวของพวกเขาทำได้ดึงดูดสายตาของสเลบกับเอสเทอเข้าพอดี
"ผมสีส้มแบบนั้น… บานาหรือ? ทำไมเผ่าปีศาจยักษ์ถึงมาที่นี่? "
"ยัยนกนั้น!? ทำไมถึงมาที่นี่ละดอง? "
ด้วยความที่เอสเทอกับสเลบอยู่คอยปิดท้ายกองทัพ จึงทำให้ตำแหน่งของพวกเขาอยู่ห่างจากจุดที่เอรีสยืนอยู่เพียงแค่สองร้อยเมตร และห่างจากกลุ่มของเปอร์ไซด์ราวหนึ่งร้อยเมตร
แน่นอนว่าสถานการณ์ที่บุคคลกล้าแกร่งของทุกเผ่ามารวมตัวบรรจบกันเช่นนี้มันไม่ได้หาดูง่ายดายนัก
ดังนั้นตัวตนชั่วร้ายซึ่งคอยจับตามองดูพวกเขาจากมิติที่สูงกว่า [เหล่าเทพเจ้าทั้งสาม] จึงไม่พลาดโอกาสสนุกที่หาดูได้ยากนี้
พวกเขาคิดว่าถ้าจบลงแค่ปะทะกับมอนสเตอร์ธรรมดาคงน่าเสียดายแย่
ดังนั้นพวกเขาทั้งสามจึงลงมือแทรกแทรงโลกเพื่อให้สงครามครั้งนี้สนุกสนานยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
เทพไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขา ได้ปลุกสิ่งมีชีวิตอันน่ากลัวให้ตื่นขึ้นจากการจำศีลบนยอดต้นไม้โลก [อิกดราซิล]
มันคือตัวตนที่เปอร์ไซด์เคยเห็นครั้งหนึ่งตอนที่พึ่งถือกำเนิดในโลกนี้
มันคือตัวตนที่เคยบินไล่เอรีสกับมิลเลอร์เพราะหิวกระหาย
มันคือสิ่งมีชีวิตในตำนาน
มันคือสัตว์ร้ายที่หิวกระหาย สูงใหญ่กลืนกินท้องฟ้าถึงห้าสิบเมตร มีปีกกว้างสีดำถึงร้อยเมตร เกล็ดสีดำอมแดงของมันทอประกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าวัสดุใดในโลกนี้ เป็นจ้าวแห่งท้องฟ้าที่แท้จริงของทุกสรรพสิ่ง
[มังกรทมิฬ] จ้าวแห่งมังกรผู้กลืนกินตามตำนานของเผ่ายักษา
มังกรที่นอนหลับอย่างสงบบนยอดต้นไม้อิกดราซิลซึ่งห่างออกไปจากสนามรบหลายร้อยกิโลเมตร ได้ถูกปลุกขึ้นด้วยอำนาจของเทพเจ้า
ถูกปลุกแล้วชักนำด้วยคลื่นเสียงความถี่ที่น่ารำคาญ
เจ้ามังกรดำส่งเสียงคำรามลั่นอย่างโกรธเพราะเสียงที่หนวกหูนั้น
มันไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร แต่ที่มันรู้คือเป็นเสียงที่น่ารำคาญนัก
มังกรที่ถูกเทพเจ้าปลุกให้ตื่นได้กางปีกกว้างแล้วบินไปในทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว
ปกคลุมท้องฟ้ากว้างจนกลายเป็นยามราตรี ก่อนจะไปปรากฏตัวที่สนามรบในอีกสิบนาทีถัดไป
“ตัวบ้าอะไรวะนั่น! ”
สเลบที่ต่อสู้กับมอนสเตอร์จนชุดเกราะท่วมหยาดโลหิตได้เอยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก
“ตัวใหญ่ดอง! ”
เอสเทอเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
ในเวลานั้นทั้งฝ่ายสิ่งมีชีวิตทรงภูมิกับกองทัพมอนสเตอร์ต่างหยุดโจมตีและยืนตัวแข็งดุจรูปปั้นหิน
ทุกคู่สายตาจับจ้องไปหยั่งมังกรยักษ์ที่มีขนาดตัวสูงใหญ่ห้าสิบเมตรและมีปีกแผ่กว้างถึงหนึ่งร้อยเมตร
เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยโทสะของมังกรทมิฬดังกึกก้องสั่นสะท้าน
เสียงนั้นทำให้แผ่นดินปริแตก แก้วหูของเหล่านักรบฉีกขาด มอนสเตอร์ตื่นตระหนกวิ่งแตกรังไปคนละทิศทาง
พวกมันรับรู้ได้ถึงตัวตนอันน่ากลัวที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
มอนสเตร์ที่ถูกฝึกมาอย่างดีถึงกับยอมละทิ้งคำสั่งของผู้เป็นนายก่อนจะวิ่งหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิต
แต่ทว่ามังกรทมิฬผู้หิวกระหายไม่ยอมให้พวกมันทำเช่นนั้น
มันทั้งโกรธที่ถูกปลุก ทั้งหิวเพราะพึ่งตื่น จึงเริ่มบรรเลงเลือดและกินพวกมันเป็นอาหาร
มันอาปากกว้างพร้อมบังเกิดเปลวไฟสีม่วงอมขาวแผดเผาผืนแผ่นดิน
ร้อนแรงและสุกสว่าง ลุกลามเป็นพื้นที่กว้างพร้อมกับสร้างระเบิดลมรุนแรงพัดกระจาย
กองทัพของทุกฝ่ายต่างกระเด็นปลิวหายไปไกล
เหลือเพียงแค่ยอดนักรบ [ผู้กล้า] ทั้งห้าคนจากทั้งห้าเผ่าที่ยืนเผชิญหน้ากับมันเท่านั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเทพเจ้าทั้งสามได้ใช้อำนาจเทพสร้างบาเรียคลุมพวกเขาเอาไว้ไม่ให้ปลิวกระเด็นไปเหมือนคนอื่น
พวกเขาอยากเห็นยอดนักรบสู้กับมังกรทมิฬ
“รีบหนีเร็วดอง! ”
“เหมือนว่ามันจะไม่ปล่อยให้พวกเราทำแบบนั้นนะเอสเทอ...”
เอสเทอพยายามคิดที่จะหนี แต่สเลบมองว่าเจ้ามังกรคงไม่ยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้น
มังกรทมิฬเริ่มลงมืออ้าปากกว้างแล้วกินเหล่าสัตว์ร้ายตัวใหญ่ที่สุกได้ที่ลงท้องของมัน
ในขณะเดียวกันมันก็ใช้หางที่เต็มไปด้วยคมเกล็ดหนาวางพาดพื้นปิดเส้นทางหนีของพวกเอสเทอเอาไว้
หาวที่ยาวยิ่งกว่าลำตัวถึงหนึ่งร้อยเมตรนั้น ทำให้พวกเขาไร้ซึ่งหนทางหนี
มังกรทมิฬคงเห็นว่าเหยื่อตัวเล็กตรงหน้าเป็นของหวานชั้นยอดของมัน
แต่ทว่าพวกเขาไม่ใช่ของหวานที่ยอมอยู่เฉย ๆ ให้มันกินได้ง่ายดายนัก
เอรีสใช้พลังของชุดเกราะพุ่งตัวทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ง้างหมัดขวาแล้วต่อยเข้าใส่บริเวณต้นขาของมังกรทมิฬเต็มแรง
“จะไปหาเรื่องมันทำไมดอง! ”
เอสเทอที่เห็นเหตุการณ์นั้นถึงกับกุมหัวเมื่อเห็นเอรีสวิ่งไปชกตรง ๆ
แต่ทว่าหมัดที่หนักเท่ารถสิบล้อเหยียบหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง กลับไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับผิวของมังกรทมิฬได้
เจ้ามังกรแสดงท่าทีรำคาญใจออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะเหวี่ยงกรงเล็บฟาดใส่เอรีสจนปลิวกระเด็นไปในทิศที่พวกเอสเทอยืนอยู่
“พี่เอรีส! ”
“อย่าทิ้งข้าลงพื้นแบบนี้สิวะ! ”
“เปอร์ไซด์? บานา? แล้วนั่นสเลบกับเอสเทอ!? ”
“จะมาทางนี้กันทำไมดอง! ”
“... วุ่นวายกันดีแท้”
เปอร์ไซด์ทิ้งบานาลงไปหัวทิ่มพื้นที่ระยะสูงจากพื้นหกเมตร แล้วพุ่งเข้าไปรับตัวเอรีสเอาไว้ ก่อนจะกระเด็นเพราะแรงเฉื่อยไปทางพวกเอสเทอกับสเลบแล้วหยุดลง
“ทำไมพวกนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ? ”
“ฉันก็อยากถามจากพวกแกเหมือนกันดอง! ”
ในชั่วเวลานั้นทั้งห้าคนเกิดความรู้สึกอึดอัดที่ยากจะพูดออกมาเป็นคำบรรยายได้
ศัตรูและมิตรสหาย วันคืนเก่าก่อนที่เคยได้ปะทะต่อสู้กันมา มันได้กลายเป็นสายสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมเหล่าคนทั้งห้าเข้าไว้ด้วยกัน
“ตายซะดอง! ”
เอสเทอเป็นคนแรกที่เปิดฉากโจมตีใส่เอรีส
เธอสร้างบอลพาสม่าขนาดเล็กขึ้น แล้วสาดโจมตีใส่ศัตรูของเธอ
“ไม่คิดเลยว่าจะได้มาปะทะกันในสถานการณ์ที่วุ่นวายแบบนี้ สนใจมาสู้ตัดสินกันหน่อยมั้ยบานา? ”
ส่วนสเลบนั้นกำลังท้าสู้กับบานา
ถึงสเลบจะพูดด้วยภาษาของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่บานาไม่เข้าใจ แต่บานาก็พอจะทราบได้ว่าสเลบต้องการท้าดวลกับเขา
“เข้ามาเลย”
ดังนั้นบานาจึงรับคำท้านั้นเอาไว้อย่างลูกผู้ชาย และลืมวัตถุประสงค์แรกในการมาทีนี่ไปแล้ว
“เอสเทอ ฉันไม่ได้อยากจะสู้กับพวกเธอ! ได้โปรดหยุดเถอะ! ”
“มนุษย์อย่างเธอไม่ต้องมาพูดดีด้วยเลยดอง! ”
ส่วนทางด้านของเอรีสกับเอสเทอนั้นดูท่าว่าจะต่อสู้กันรุนแรงมากขึ้นไปอีก
“พอได้แล้วค่ะ! ”
ในตอนนั้นเองที่เปอร์ไซด์บินเข้ามาทุบหัวของเอรีสกับเอสเทอ
“เป็นเพื่อนกัน จะทะเลาะกันไม่ได้นะคะ! ”
ถึงแม้ว่าคริสตัลของเผ่าเธอจะถูกทำลายโดยมนุษย์ แต่ในสายตาของเปอร์ไซด์ก็ยังคงเห็นเอรีสกับทุกคนเป็น [เพื่อน] อยู่
“ใครมันจะเป็นเพื่อนกับเผ่าที่ทรยศคนอื่นกันละดอง! ”
“อย่างเธอยังกล้าพูดได้อีกนะ”
“หุบปากไปก่อนเลยสเลบ! ”
“ห้ามทะเลาะกันค่ะ! ”
เปอร์ไซด์พุ่งเข้ามาคว้าคอของเอสเทอที่เริ่มทำท่าจะก่อเรื่องขึ้น
“ลุงบานาด้วย คุณสเลบด้วย เอรีสด้วย มารวมกันตรงนี้เลยค่ะ! ”
“เดียว--”
“เหวอ!? ”
“ทำอะไรของเธอนะ! ”
ทั้งสี่คนต่างถูกเปอร์ไซด์ลากคอเข้ามาสุมหัวกัน
“รักกัน รักกัน~ พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะคะ~ ทะเลาะกันไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยค่ะ”
“...”
ด้วยสมองทุ่งลาเวนเดอร์ของเปอร์ไซด์ เลยทำให้ทั้งสี่คนเริ่มหัวเย็นลงมาบ้าง
“... ยอมให้แค่ครั้งนี้นะดอง”
“เอาไว้ตัดสินกันคราวหน้าแล้วกัน”
“เห็นด้วย”
“ฮะ ฮะ ฮะ ฉันละยอมแพ้เธอจริง ๆ ”
ในที่สุดทั้งสี่คนก็ยอมจับมือกัน
“ตอนนี้รีบหาทางหนีก่อนดีกว่า เดียวพอมันกินอาหารจานหลักเสร็จ อีกเดียวคงหันมากินพวกเราต่อแน่นอนดอง”
เอสเทอชี้ไปที่มังกรทมิฬซึ่งกำลังกินเนื้อมอนสเตอร์อยู่
ดูจากท่าทางของมันแล้ว มันคงไม่ปล่อยพวกเขาหนีออกไปง่าย ๆ
“เอรีส เปอร์ไซด์ พวกเจ้านะหนีไปก่อนเลย คริสตัลของพวกเจ้าพังไปแล้ว ดังนั้นให้ข้ากับพวกตัวจิ๋วตรงนี้ที่ยังสามารถเกิดใหม่ได้ถ่วงเวลาให้ดีกว่า”
คนที่เริ่มเคลื่อนไหวก่อนคือบานา
“เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าบานา? ว่าแต่คริสตัลของเผ่าฉันยังไม่แตกเสียหน่อย”
“ฮืม? ของเผ่ายักษากับมนุษย์ยังไม่แตกหรือดอง? ”
“อ๊ะ! ”
“อุ๊ย! ”
นักรบสายสมองกล้ามทั้งสองคนพึ่งรู้ตัวว่าได้พูดความลับที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้ว
“...”
เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้น
“มันโจมตีมาแล้วค่ะ! ”
และผู้ที่ทำลายความเงียบนั้นคือมังกรทมิฬ
มันเริ่มอยากที่จะทานของหวานตรงหน้าแล้ว
ปากของมันเปิดออกกว้างพร้อมกับมีไอความร้อนพวยพุ่งออกมา
ขนาดของปากมันนั้นใหญ่ถึงสามเมตร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเปลวไฟที่กำลังจะพ่นออกมานั้นจะกินพื้นที่กว้างแค่ไหน
“ใครจะยอมให้ฆ่ากันค่ะ เปอร์ไซด์คิก! ”
แต่ก่อนที่มังกรทมิฬจะได้ทันพ่นไฟ มันก็ถูกสิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กกว่าเกือบห้าสิบเท่าแตะเสยคางเสียก่อน
ร่างของมังกรถูกส่งลอยขึ้นฟ้าราวกับเป็นเรื่องตลก
“กรี๊ด!? ”
แต่เธอเองก็ถูกมันใช้หางที่ยืดยาวฟาดสวนใส่กลับมาเช่นกัน
ร่างของเปอร์ไซด์พุ่งดิ่งสู่พื้นบริเวณที่มีเขี้ยวของสัตว์ร้ายยื่นยาวดุจหนามแหลม
“ระวัง! ”
“เกือบไปแล้ว~ ขอบคุณค่ะคุณสเลบ”
คนที่ไหวตัวเข้าไปรับเธอก่อนจะถูกเสียบทะลุได้คือผู้กล้าสเลบ
“บานา เอรีส เอานี่ไปใช้สิ”
สเลบโยนดาบสีดำของตัวเองที่มีสี่เล่มให้กับพวกเขาคนละเล่ม
ในเวลาเดียวกัน มังกรทมิฬเองก็กำลังโกรธจนถึงขีดสุดที่ตัวมันถูกทำร้าย
การต่อสู้ระหว่างผู้กล้าทั้งสี่ (บวกหนึ่ง) กับมังกรทมิฬกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว