Age of war

    ตอนที่ 96 ผู้ที่แทรกแทรงสงคราม

    รู้สึกยังคงปวดหัวและร่างกายไม่หาย

    สติสัมปชัญญะสับสน ตัวเองทำบ้าอะไรลงไปบ้างก็ไม่รู้

    “ (ทำไมเราถึงตบหน้ายัยแครอทกันนะ?) ”

    พอกระโดดลงมาจากแผ่นหลังของเจ้าโทเมที่ความสูงหนึ่งหมื่นห้าพันฟุตจากพื้นดิน ข้าก็พึ่งรู้สึกตัวว่าทำเรื่องที่โง่เขล่าลงไปเสียแล้ว

    ยัยนั่นบุกเดี่ยวมาเพื่อช่วยข้าอย่างไม่จำเป็น แถมยังคำนึกถึงอนาคตของเผ่า เป็นสตรีที่เด็ดขาดและสง่างาม ผิดกับข้าที่ใช้อารมณ์นำ แล้วไปตบหน้ายัยนั่นเพียงแค่เพราะว่าถูกโกหก

    “ปวด… หัว…”

    ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าอยากจะแก้ตัว แต่พฤติกรรมที่ไร้สติของข้าเมื่อกี้นั้น บางทีคงเกิดจากอาการเป็นพิษที่ร่างกายกำลังได้รับ

    ถ้าถามว่ามันอาการหนักแค่ไหนนะหรือ? ก็หนักขนาดที่ทำให้ข้าไร้สตินึกคิดจนกระโดดดิ่งพสุธาลงมาจากที่สูงหมื่นห้าพันฟุตได้หน้าตาเฉยนั่นละ

    นี่มั่นฆ่าตัวตายชัด ๆ

    “เดียวพอเกิดใหม่รอบนี้ คงต้องไปขอโทษยัยแครอทแบบถวายชีวิตแล้วสิเนี่ย… แค๊ก! ”

    คราวนี้ข้าไอออกมาอย่างรุนแรง

    “แค๊ก! ค๊อก! โอ๊ก!? ”

    รุนแรงมากจนกระทั้งอาเจียนก้อนเลือดสีดำอมม่วงออกไป

    ทันใดนั้นเองที่ร่างกายของข้ารู้สึกกลับมาเบาพร้อมกับสมองที่ปลอดโปร่ง

    พิษภายในร่างกายของข้าได้ถูกขับออกไปพร้อมกับอาเจียนเมื่อกี้ ตามกลไกป้องกันของธรรมชาติของร่างกายเผ่ายักษา

    “ดันมาหายเวลาที่จะตายเนี่ยนะ ตลกชิบ”

    ข้าพึมพำกับตัวเองในสภาพที่กอดอกเอาหัวทิ้งดิ่งลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง

    อีกหนึ่งร้อยเมตรข้าก็จะหัวแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    “ลุง---นา---”

    “เสียงนั้น…”

    ในตอนนั้นเองที่ข้าได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังก้องไปทั่วฟ้า

    ข้าจำเสียงที่น่ารักน่าเอ็นดูนั้นได้

    “ลุงบานาค่ะ~”

    “โอ๊ว! เปอร์ไซด์นี่เอง มาได้เวลาพอดีเลย! ”

    เจ้าของเสียงนั้นคือเปอร์ไซด์ หนูน้อยขนฟูสีแดงสลับขาว นางฟ้ามีปีกตัวน้อยจากเผ่าตัวปีกที่แสนน่ารัก

    ว่าแต่ทำไมเธอถึงมาที่นี่? มาช่วยข้าเป็นการทดแทนบุญคุณ?

    แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การที่เธอมาอยู่ตรงนี้ก็ถือว่าช่วยข้าได้มากทีเดียว

    “ลุงปลอดภัยดีนะคะ~”

    “ใช่ ๆ สภาพก็อย่างที่เห็นเนี่ยแหละ! ”

    รีบมาช่วยข้าก่อนจะโหม่งโลกเร็ว!

    "ปลอดภัยก็ดีแล้ว งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ~"

    ว่าแล้วแม่หนูนกก็กางปีกบินจากไป…

    เดียวสิเฮ้ย!

    "มาช่วยข้าก่อน! ข้าบินไม่ได้! "

    "แล้วก็ไม่รีบบอก"

    "ขอบคุณมาก…"

    เปอร์ไซด์หมุนตัวกลับมาโฉบจับหัวไหลของข้าเอาไว้

    เธอกางปีกออกกว้างแล้วร่อนลงพื้นอย่างช้า ๆ

    "พาข้าไปที่กลางวงอสูรที"

    "ได้ค่ะ"

    ข้าเบนสายตาไปมองบนท้องฟ้ากว้าง

    ร่างของเจ้าโทเมที่มีแครอทขี่อยู่ได้หายไปจากน่านฟ้าแห่งนี้แล้ว

    ข้ายกมือขวาที่ใช้ตบหน้านางขึ้นมาดู

    "... "

    ก่อนจะกำหมัดแล้วชกหน้าตัวเองเต็มแรงทีหนึ่ง

    "เหวอ!? ทำอะไรค่ะเนี่ยลุงบานา! "

    "แค่เรียกสตินะ"

    ข้าต้องไปขอโทษแครอท

    ข้าสาบานกับตัวเองเช่นนั้น



    สารพิษจากแก๊สมัสตาร์ดที่ทำร้ายร่างกายของบานาได้ถูกขับออกจากร่างจนหมดตามกระบวนการขับพิษตามธรรมชาติร่างกายที่ถึกทนของเผ่าพวกเขา

    และเขาที่ได้สติกลับมานั้น กำลังจะบุกเข้าไปใจกลางดงของฝูงมอนสเตอร์ที่อยู่เบื้องล่างเพื่อปกป้องเหล่าผู้ที่พ่ายแพ้สงครามตามอุดมการณ์ของเขา

    คลื่นทะเลสัตว์ร้ายเริ่มเข้าสู่ระยะโจมตีถึงของกองทัพนายแดงเผ่ามนุษย์

    "โจมตี! "

    กระสุนปืนครกที่เหลืออันน้อยนิดของพวกเขาถูกขนมาใช้ทั้งหมด

    กระสุนที่พร้อมจะแผดเผาแผ่นดินลอยขึ้นท้องฟ้าสูงจากแนวหุบเขาตะวันตกสู่ตะวันออก

    กระสุนที่วาดเป็นวงโค้งได้กระทบแผ่นดิน ก่อนจะลุกเป็นเปลวไฟแผดเผาดุจกำแพงสีแดงขนาดยักษ์ขวางเส้นทางตรงหน้า

    กลุ่มหมาป่ากับม้าฝันร้ายที่วิ่งนำหน้าขบวนกว่าหนึ่งหมื่นตัวถูกแรงระเบิดฉีกร่างจนสิ้นชีวา

    ไอร้อนที่พวยพุ่งจากเปลวเพลิงซึ่งลุกไหม้ ทำให้ฝูงนกยักษ์และมังกรตัดสินใจบินแยกเป็นสองทาง

    "ดันพวกมันไปทิศตะวันตก! "

    กระสุนต่อต้านรถถัง ปืนกล ปืนไรเฟิล อาวุธทุกประเภทที่มีล้วนถูกงัดเอามาใช้อย่างไม่เกรงใจ

    ยิงโถมเสียงดังขึ้นท้องฟ้าและผืนดิน ป่วนขบวนทัพของฝูงมอนสเตอร์จนก่อความน่ารำคาญให้กับพวกมัน

    คำสั่งที่พวกมันได้รับจากสัญญาณเสียงของแครอทคือ [จงทำลายพื้นที่ของจุดกำเนิดเสียงเป่าแตร]

    หรือก็คือคำสั่งให้ไปทำลายเมืองหลวงของมนุษย์นั่นเอง

    ดังนั้นพวกมันจึงไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาเข้าปะทะกับกองทัพของนายแดงในทิศตำวันตกเลยสีกนิด

    "โจมตี! ไล่พวกมันไปตะวันออกให้ได่! "

    ด้วยการโจมตีชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะพลีชีพ สุดท้ายกองทัพมอนสเตอร์นับล้านจึงตัดสินใจเดินเบี่ยงไปทิศตะวันออก

    หากจะให้เจอกับกองทัพน่ารำคาญ สู้ยกทัพผ่านกองทัพที่หันหลังให้อย่างกองทัพของสเลบกับเอสเทอดีกว่า

    "ไอพวกบ้ามนุษย์ดันศัตรูมาทางนี้เฉยเลยนะดอง! "

    เอสเทอตะโกนอย่างไม่พอใจ

    "หนีไม่ทันแล้ว ทหารทุกคน เตรียมรับการปะทะ! "

    สเลบรีบวิ่งออกไปที่แนวหน้าพร้อมกับชูดาบขึ้นท้องฟ้าเพื่อเพิ่มกำลังใจให้กองทัพของเขา

    กองทัพของสเลบเหลือเพียงหน่วยทหารมดระดับสูงกับองครักษ์รวมกันเพียงหนึ่งหมื่นนาย

    ส่วนกองทัพภูติของเอสเทอนั้นยังเหลือมากถึงราวห้าแสนนาย

    แต่ทว่าฝูงมอนสเตอร์ตรงหน้านั้นมีจำนวนถึงหนึ่งล้านเจ็ดแสนตัว

    มันเป็นการต่อสู้ที่เสียเปรียบเรื่องจำนวนเป็นอย่างมาก

    "สู้สุดใจ! "

    "ตีฝ่าหนีออกไปให้ได้ดอง! "

    กองทัพทั้งสองเข้าปะทะกันโดยที่พวกเอสเทอกับสเลบพยายามหนีไปตะวันออก

    เสียงโลหะเข้าปะทะเนื้อ คมเขี้ยวกลืนกินบนร่างทหารหาญ เปลวไฟและคลื่นพลังงานแผ่พุ่งสาดส่องสุกสว่าง ความตายหายนะจักปรากฏไปทุกหย่อมหญ้า

    ในเวลาเดียวกัน กำแพงสีแดงที่ลุกโชนก็เริ่มดับลง

    เส้นทางตรงหน้าที่กลับมาอีกครั้งทำให้มอนสเตอร์บางส่วนวิ่งกลับสู่เส้นทางเดิม

    ถ้าหากปล่อยไปแบบนี้ เมืองหลวงของมนุษย์คงถูกถล่มหายไปจากแผนที่

    "หัวหน้าครับ กระสุนหมดแล้วครับ! "

    ซ้ำร้ายอาวุธปืนของพวกเขายังกลายเป็นแค่ท่อนเหล็กธรรมดาไปแล้ว

    นายแดงเริ่มลังเลและไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์นี้เช่นไรดี

    เขาทำได้เพียงแต่ยืนมองกองทัพมอนสเตอร์ไหลทะลักผ่านเปลวเพลิงที่อ่อนแรงลงเท่านั้นเองหรือ?

    แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้นก็ได้มีผู้กล้าเผ่ามนุษย์มาปรากฏกาย

    เธอขี่มังกรขนาดราวสามเมตรบินผ่านท้องฟ้ากว้าง

    มังกรวัยรุ่นตัวนั้นมีเกล็ดสีน้ำตาลทอประกาย

    มันพ่นไฟลากเป็นเส้นตรงยาว ก่อนที่ผู้กล้าคนนั้นจะกระโดดลงมาจากที่สูงเหนือพื้นหนึ่งหมื่นฟุต

    เอรีส ผู้กล้าแห่งเผ่ามนุษย์

    ผู้กล้าสตรีที่ร่างบอบบางในชุดเกราะแสนอุบาทว์ตากำลังยืนขวางเส้นทางด้วยตัวคนเดียว ราวกับจะมิให้ใครล่วงล้ำเส้นที่ขีดอยู่ด้านหลังเธอได้



    "นี่มันอะไรกันเนี่ย…"

    เอรีสที่พึงมาถึงสนามรบนั้นกำลังสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ตกลงศัตรูเป็นใครกันแน่?

    เธอไม่รู้

    แต่เมื่อเห็นว่าเผ่าภูติกับอาร์โธร์โพดาเป็นเป้าของการโจมตีด้วย เธอจึงไม่คิดว่าทั้งสองเผ่านั้นคือศัตรูในเวลานี้

    "เริ่มจากแกก่อนเลย! "

    ว่าแล้วเอรีสก็กระโจนออกไปตรงหน้า

    เบื้องหน้าของเธอคืออสรพิษยักษ์ที่ตัวยาวกว่าสิบเมตร

    มันแยกเขี้ยวออกกว้าง หมายที่จะเข้ามาขย้ำร่างของเธอ

    แต่กลายเป็นว่ามันถูกเอรีสจับเขี้ยวที่ใหญ่เท่าแขน แล้วจับทุ่มข้ามหัวไปอย่างง่ายดาย

    "โอ๊ว! "

    กองทัพของนายแดงที่ดูจากริมเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

    พวกเขาไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย?

    คนเพียงคนเดียวกำลังเข้าปะทะกับฝูงมอนสเตอร์นับล้าน

    แถมยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย

    การต่อสู้เพียงคนเดียวต่อหน้ากองทัพมอนสเตอร์นับล้านนั้น ทำให้นายแดงกับกองทัพของเขารู้สึกละอายใจ

    "... ใครจะยอมให้ผู้หญิงต่อสู้คนเดียวกันละ! ทุกหน่วย ต่อให้จะเหลือแค่มีดหรือมือเปล่า พวกเราก็จะสู้! บุกโจมตี! "

    ดังนั้นเขาจึงโยนปืนไร้กระสุนที่เกะกะในมือทิ้งแล้วชักมีดทหารออกมาเพื่อบุกระยะประชิด

    กองทัพเผ่ามนุษย์จำนวนหนึ่งแสนคนกระโดดออกจากที่ซ่อน ก่อนจะวิ่งกรูเข้าใส่กองทัพมอนสเตอร์

    เสียงโห่ร้องอันดังก้องนั้นได้ดังไปถึงบานากับเปอร์ไซด์ที่พึ่งบินมาถึง

    "นั่นพี่เอรีสนี่! เธอกำลังต่อสู้อยู่คนเดียว รีบไปตรงนั้นกันเถอะค่ะ! "

    "..."

    บานาติดสอยเปอร์ไซด์มาด้วยการใช้แขนเกาะขาทั้งสองข้างของเธอ

    การปรากฏตัวของพวกเขาทำได้ดึงดูดสายตาของสเลบกับเอสเทอเข้าพอดี

    "ผมสีส้มแบบนั้น… บานาหรือ? ทำไมเผ่าปีศาจยักษ์ถึงมาที่นี่? "

    "ยัยนกนั้น!? ทำไมถึงมาที่นี่ละดอง? "

    ด้วยความที่เอสเทอกับสเลบอยู่คอยปิดท้ายกองทัพ จึงทำให้ตำแหน่งของพวกเขาอยู่ห่างจากจุดที่เอรีสยืนอยู่เพียงแค่สองร้อยเมตร และห่างจากกลุ่มของเปอร์ไซด์ราวหนึ่งร้อยเมตร

    แน่นอนว่าสถานการณ์ที่บุคคลกล้าแกร่งของทุกเผ่ามารวมตัวบรรจบกันเช่นนี้มันไม่ได้หาดูง่ายดายนัก

    ดังนั้นตัวตนชั่วร้ายซึ่งคอยจับตามองดูพวกเขาจากมิติที่สูงกว่า [เหล่าเทพเจ้าทั้งสาม] จึงไม่พลาดโอกาสสนุกที่หาดูได้ยากนี้

    พวกเขาคิดว่าถ้าจบลงแค่ปะทะกับมอนสเตอร์ธรรมดาคงน่าเสียดายแย่

    ดังนั้นพวกเขาทั้งสามจึงลงมือแทรกแทรงโลกเพื่อให้สงครามครั้งนี้สนุกสนานยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

    เทพไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขา ได้ปลุกสิ่งมีชีวิตอันน่ากลัวให้ตื่นขึ้นจากการจำศีลบนยอดต้นไม้โลก [อิกดราซิล]

    มันคือตัวตนที่เปอร์ไซด์เคยเห็นครั้งหนึ่งตอนที่พึ่งถือกำเนิดในโลกนี้

    มันคือตัวตนที่เคยบินไล่เอรีสกับมิลเลอร์เพราะหิวกระหาย

    มันคือสิ่งมีชีวิตในตำนาน

    มันคือสัตว์ร้ายที่หิวกระหาย สูงใหญ่กลืนกินท้องฟ้าถึงห้าสิบเมตร มีปีกกว้างสีดำถึงร้อยเมตร เกล็ดสีดำอมแดงของมันทอประกายแข็งแกร่งยิ่งกว่าวัสดุใดในโลกนี้ เป็นจ้าวแห่งท้องฟ้าที่แท้จริงของทุกสรรพสิ่ง

    [มังกรทมิฬ] จ้าวแห่งมังกรผู้กลืนกินตามตำนานของเผ่ายักษา

    มังกรที่นอนหลับอย่างสงบบนยอดต้นไม้อิกดราซิลซึ่งห่างออกไปจากสนามรบหลายร้อยกิโลเมตร ได้ถูกปลุกขึ้นด้วยอำนาจของเทพเจ้า

    ถูกปลุกแล้วชักนำด้วยคลื่นเสียงความถี่ที่น่ารำคาญ

    เจ้ามังกรดำส่งเสียงคำรามลั่นอย่างโกรธเพราะเสียงที่หนวกหูนั้น

    มันไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร แต่ที่มันรู้คือเป็นเสียงที่น่ารำคาญนัก

    มังกรที่ถูกเทพเจ้าปลุกให้ตื่นได้กางปีกกว้างแล้วบินไปในทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว

    ปกคลุมท้องฟ้ากว้างจนกลายเป็นยามราตรี ก่อนจะไปปรากฏตัวที่สนามรบในอีกสิบนาทีถัดไป



    “ตัวบ้าอะไรวะนั่น! ”

    สเลบที่ต่อสู้กับมอนสเตอร์จนชุดเกราะท่วมหยาดโลหิตได้เอยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก

    “ตัวใหญ่ดอง! ”

    เอสเทอเองก็ตกใจไม่แพ้กัน

    ในเวลานั้นทั้งฝ่ายสิ่งมีชีวิตทรงภูมิกับกองทัพมอนสเตอร์ต่างหยุดโจมตีและยืนตัวแข็งดุจรูปปั้นหิน

    ทุกคู่สายตาจับจ้องไปหยั่งมังกรยักษ์ที่มีขนาดตัวสูงใหญ่ห้าสิบเมตรและมีปีกแผ่กว้างถึงหนึ่งร้อยเมตร

    เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยโทสะของมังกรทมิฬดังกึกก้องสั่นสะท้าน

    เสียงนั้นทำให้แผ่นดินปริแตก แก้วหูของเหล่านักรบฉีกขาด มอนสเตอร์ตื่นตระหนกวิ่งแตกรังไปคนละทิศทาง

    พวกมันรับรู้ได้ถึงตัวตนอันน่ากลัวที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

    มอนสเตร์ที่ถูกฝึกมาอย่างดีถึงกับยอมละทิ้งคำสั่งของผู้เป็นนายก่อนจะวิ่งหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิต

    แต่ทว่ามังกรทมิฬผู้หิวกระหายไม่ยอมให้พวกมันทำเช่นนั้น

    มันทั้งโกรธที่ถูกปลุก ทั้งหิวเพราะพึ่งตื่น จึงเริ่มบรรเลงเลือดและกินพวกมันเป็นอาหาร

    มันอาปากกว้างพร้อมบังเกิดเปลวไฟสีม่วงอมขาวแผดเผาผืนแผ่นดิน

    ร้อนแรงและสุกสว่าง ลุกลามเป็นพื้นที่กว้างพร้อมกับสร้างระเบิดลมรุนแรงพัดกระจาย

    กองทัพของทุกฝ่ายต่างกระเด็นปลิวหายไปไกล

    เหลือเพียงแค่ยอดนักรบ [ผู้กล้า] ทั้งห้าคนจากทั้งห้าเผ่าที่ยืนเผชิญหน้ากับมันเท่านั้น

    นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเทพเจ้าทั้งสามได้ใช้อำนาจเทพสร้างบาเรียคลุมพวกเขาเอาไว้ไม่ให้ปลิวกระเด็นไปเหมือนคนอื่น

    พวกเขาอยากเห็นยอดนักรบสู้กับมังกรทมิฬ

    “รีบหนีเร็วดอง! ”

    “เหมือนว่ามันจะไม่ปล่อยให้พวกเราทำแบบนั้นนะเอสเทอ...”

    เอสเทอพยายามคิดที่จะหนี แต่สเลบมองว่าเจ้ามังกรคงไม่ยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้น

    มังกรทมิฬเริ่มลงมืออ้าปากกว้างแล้วกินเหล่าสัตว์ร้ายตัวใหญ่ที่สุกได้ที่ลงท้องของมัน

    ในขณะเดียวกันมันก็ใช้หางที่เต็มไปด้วยคมเกล็ดหนาวางพาดพื้นปิดเส้นทางหนีของพวกเอสเทอเอาไว้

    หาวที่ยาวยิ่งกว่าลำตัวถึงหนึ่งร้อยเมตรนั้น ทำให้พวกเขาไร้ซึ่งหนทางหนี

    มังกรทมิฬคงเห็นว่าเหยื่อตัวเล็กตรงหน้าเป็นของหวานชั้นยอดของมัน

    แต่ทว่าพวกเขาไม่ใช่ของหวานที่ยอมอยู่เฉย ๆ ให้มันกินได้ง่ายดายนัก

    เอรีสใช้พลังของชุดเกราะพุ่งตัวทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

    ง้างหมัดขวาแล้วต่อยเข้าใส่บริเวณต้นขาของมังกรทมิฬเต็มแรง

    “จะไปหาเรื่องมันทำไมดอง! ”

    เอสเทอที่เห็นเหตุการณ์นั้นถึงกับกุมหัวเมื่อเห็นเอรีสวิ่งไปชกตรง ๆ

    แต่ทว่าหมัดที่หนักเท่ารถสิบล้อเหยียบหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง กลับไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับผิวของมังกรทมิฬได้

    เจ้ามังกรแสดงท่าทีรำคาญใจออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะเหวี่ยงกรงเล็บฟาดใส่เอรีสจนปลิวกระเด็นไปในทิศที่พวกเอสเทอยืนอยู่

    “พี่เอรีส! ”

    “อย่าทิ้งข้าลงพื้นแบบนี้สิวะ! ”

    “เปอร์ไซด์? บานา? แล้วนั่นสเลบกับเอสเทอ!? ”

    “จะมาทางนี้กันทำไมดอง! ”

    “... วุ่นวายกันดีแท้”

    เปอร์ไซด์ทิ้งบานาลงไปหัวทิ่มพื้นที่ระยะสูงจากพื้นหกเมตร แล้วพุ่งเข้าไปรับตัวเอรีสเอาไว้ ก่อนจะกระเด็นเพราะแรงเฉื่อยไปทางพวกเอสเทอกับสเลบแล้วหยุดลง

    “ทำไมพวกนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ? ”

    “ฉันก็อยากถามจากพวกแกเหมือนกันดอง! ”

    ในชั่วเวลานั้นทั้งห้าคนเกิดความรู้สึกอึดอัดที่ยากจะพูดออกมาเป็นคำบรรยายได้

    ศัตรูและมิตรสหาย วันคืนเก่าก่อนที่เคยได้ปะทะต่อสู้กันมา มันได้กลายเป็นสายสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมเหล่าคนทั้งห้าเข้าไว้ด้วยกัน

    “ตายซะดอง! ”

    เอสเทอเป็นคนแรกที่เปิดฉากโจมตีใส่เอรีส

    เธอสร้างบอลพาสม่าขนาดเล็กขึ้น แล้วสาดโจมตีใส่ศัตรูของเธอ

    “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาปะทะกันในสถานการณ์ที่วุ่นวายแบบนี้ สนใจมาสู้ตัดสินกันหน่อยมั้ยบานา? ”

    ส่วนสเลบนั้นกำลังท้าสู้กับบานา

    ถึงสเลบจะพูดด้วยภาษาของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่บานาไม่เข้าใจ แต่บานาก็พอจะทราบได้ว่าสเลบต้องการท้าดวลกับเขา

    “เข้ามาเลย”

    ดังนั้นบานาจึงรับคำท้านั้นเอาไว้อย่างลูกผู้ชาย และลืมวัตถุประสงค์แรกในการมาทีนี่ไปแล้ว

    “เอสเทอ ฉันไม่ได้อยากจะสู้กับพวกเธอ! ได้โปรดหยุดเถอะ! ”

    “มนุษย์อย่างเธอไม่ต้องมาพูดดีด้วยเลยดอง! ”

    ส่วนทางด้านของเอรีสกับเอสเทอนั้นดูท่าว่าจะต่อสู้กันรุนแรงมากขึ้นไปอีก

    “พอได้แล้วค่ะ! ”

    ในตอนนั้นเองที่เปอร์ไซด์บินเข้ามาทุบหัวของเอรีสกับเอสเทอ

    “เป็นเพื่อนกัน จะทะเลาะกันไม่ได้นะคะ! ”

    ถึงแม้ว่าคริสตัลของเผ่าเธอจะถูกทำลายโดยมนุษย์ แต่ในสายตาของเปอร์ไซด์ก็ยังคงเห็นเอรีสกับทุกคนเป็น [เพื่อน] อยู่

    “ใครมันจะเป็นเพื่อนกับเผ่าที่ทรยศคนอื่นกันละดอง! ”

    “อย่างเธอยังกล้าพูดได้อีกนะ”

    “หุบปากไปก่อนเลยสเลบ! ”

    “ห้ามทะเลาะกันค่ะ! ”

    เปอร์ไซด์พุ่งเข้ามาคว้าคอของเอสเทอที่เริ่มทำท่าจะก่อเรื่องขึ้น

    “ลุงบานาด้วย คุณสเลบด้วย เอรีสด้วย มารวมกันตรงนี้เลยค่ะ! ”

    “เดียว--”

    “เหวอ!? ”

    “ทำอะไรของเธอนะ! ”

    ทั้งสี่คนต่างถูกเปอร์ไซด์ลากคอเข้ามาสุมหัวกัน

    “รักกัน รักกัน~ พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะคะ~ ทะเลาะกันไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยค่ะ”

    “...”

    ด้วยสมองทุ่งลาเวนเดอร์ของเปอร์ไซด์ เลยทำให้ทั้งสี่คนเริ่มหัวเย็นลงมาบ้าง

    “... ยอมให้แค่ครั้งนี้นะดอง”

    “เอาไว้ตัดสินกันคราวหน้าแล้วกัน”

    “เห็นด้วย”

    “ฮะ ฮะ ฮะ ฉันละยอมแพ้เธอจริง ๆ ”

    ในที่สุดทั้งสี่คนก็ยอมจับมือกัน

    “ตอนนี้รีบหาทางหนีก่อนดีกว่า เดียวพอมันกินอาหารจานหลักเสร็จ อีกเดียวคงหันมากินพวกเราต่อแน่นอนดอง”

    เอสเทอชี้ไปที่มังกรทมิฬซึ่งกำลังกินเนื้อมอนสเตอร์อยู่

    ดูจากท่าทางของมันแล้ว มันคงไม่ปล่อยพวกเขาหนีออกไปง่าย ๆ

    “เอรีส เปอร์ไซด์ พวกเจ้านะหนีไปก่อนเลย คริสตัลของพวกเจ้าพังไปแล้ว ดังนั้นให้ข้ากับพวกตัวจิ๋วตรงนี้ที่ยังสามารถเกิดใหม่ได้ถ่วงเวลาให้ดีกว่า”

    คนที่เริ่มเคลื่อนไหวก่อนคือบานา

    “เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าบานา? ว่าแต่คริสตัลของเผ่าฉันยังไม่แตกเสียหน่อย”

    “ฮืม? ของเผ่ายักษากับมนุษย์ยังไม่แตกหรือดอง? ”

    “อ๊ะ! ”

    “อุ๊ย! ”

    นักรบสายสมองกล้ามทั้งสองคนพึ่งรู้ตัวว่าได้พูดความลับที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้ว

    “...”

    เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้น

    “มันโจมตีมาแล้วค่ะ! ”

    และผู้ที่ทำลายความเงียบนั้นคือมังกรทมิฬ

    มันเริ่มอยากที่จะทานของหวานตรงหน้าแล้ว

    ปากของมันเปิดออกกว้างพร้อมกับมีไอความร้อนพวยพุ่งออกมา

    ขนาดของปากมันนั้นใหญ่ถึงสามเมตร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเปลวไฟที่กำลังจะพ่นออกมานั้นจะกินพื้นที่กว้างแค่ไหน

    “ใครจะยอมให้ฆ่ากันค่ะ เปอร์ไซด์คิก! ”

    แต่ก่อนที่มังกรทมิฬจะได้ทันพ่นไฟ มันก็ถูกสิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กกว่าเกือบห้าสิบเท่าแตะเสยคางเสียก่อน

    ร่างของมังกรถูกส่งลอยขึ้นฟ้าราวกับเป็นเรื่องตลก

    “กรี๊ด!? ”

    แต่เธอเองก็ถูกมันใช้หางที่ยืดยาวฟาดสวนใส่กลับมาเช่นกัน

    ร่างของเปอร์ไซด์พุ่งดิ่งสู่พื้นบริเวณที่มีเขี้ยวของสัตว์ร้ายยื่นยาวดุจหนามแหลม

    “ระวัง! ”

    “เกือบไปแล้ว~ ขอบคุณค่ะคุณสเลบ”

    คนที่ไหวตัวเข้าไปรับเธอก่อนจะถูกเสียบทะลุได้คือผู้กล้าสเลบ

    “บานา เอรีส เอานี่ไปใช้สิ”

    สเลบโยนดาบสีดำของตัวเองที่มีสี่เล่มให้กับพวกเขาคนละเล่ม

    ในเวลาเดียวกัน มังกรทมิฬเองก็กำลังโกรธจนถึงขีดสุดที่ตัวมันถูกทำร้าย

    การต่อสู้ระหว่างผู้กล้าทั้งสี่ (บวกหนึ่ง) กับมังกรทมิฬกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว