Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 42 - เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ

    ตอนที่ 42 – เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ

     

                “ไอ้ภัทร” ชัชชัยเรียกเพื่อนที่เดินลงมาด้านล่างก่อนหน้านี้แล้ว ภัทรได้ยินเสียงชัชชัยก็ถึงกับหันกลับมา แล้วก็ถาม

                “ไอ้ชัย แกหายเศร้าแล้วเหรอวะ?” เขาถามอย่างงุนงง เพราะเมื่อครู่นี้ ชัชชัยยังร้องไห้อยู่เลย ฝ่ายชัชชัยก็ตอบกลับมา

                “เออ” เขาบอกออกมา ทำเอาภัทรยินดี เขาเดินเข้ามาจับมือเพื่อนสนิทของตนเอง

                “โชคดีชะมัด แกทำใจ....”

                “ฉันจะแก้แค้นให้น้องธา” ชัชชัยกล่าวออกมาเสียงแข็ง ทำเอาภัทรอึ้งไปเลย “ฉันจะฆ่าเอไอทุกตนที่เจอ เพื่อน้องธา เพื่อให้น้องธาไปอย่างมีความสุข”

                “เดี๋ยว” ภัทรเตือนขึ้นมา “แกกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความเคียดแค้นนะเว้ย เนี่ยเหรอ ทำใจได้? แกยังไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิด”

                “เปลี่ยนสิ ฉันไม่เศร้าอีกแล้ว ถูกต้องที่แกบอก ตอนนี้ในใจของฉันเต็มไปด้วยความแค้น” ชัชชัยว่าแล้วกำหมัดขึ้นแน่น “ฉันจะฆ่าพวกเอไอทุกตนที่มันบังอาจเข้ามาในอาณาเขตนี้”

                ภัทรส่ายหน้าออกมา แต่ชัชชัยไม่ได้สนใจแล้ว แล้วเขาก็เดินกลับขึ้นบันไดไปชั้นสอง ไปยังห้องนอนของพวกเขา ภัทรถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เมื่อเพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ในใจของชัชชัยกำลังเผาไหม้เป็นเปลวเพลิง

                อีกทางด้านหนึ่ง ปัทมาก็เดินกลับจากร้านก๋วยเตี๋ยวเรือมาพร้อมกับวาสุกรี ตลอดเวลา เธอไม่ได้พูดอะไรเลยเพราะมัวแต่เขินอาย วาสุกรีเองก็รู้สึกว่าบรรยากาศอึดอัด เขาเลยชวนปัทมาคุย

                “เออ วันนี้ วาไปบ้านปัทบ้างได้ไหม?” เขาพยายามหาหัวข้อมาคุย แล้วก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ฝ่ายปัทมาเองก็แปลกใจระคนดีใจที่วาสุกรีว่าแบบนั้นออกมา

                “ไปได้สิ บ้านปัทน่ะ” เธอบอก “แต่วาจะไปทำอะไรล่ะ?”

                “อ๋อ คือ” วาสุกรีพยายามหาข้อแก้ตัว “อยากไปดูแปลงผักน่ะ บ้านปัทต้องปลูกผักเป็นสวนเลยใช่ไหม?”

                “ใช่ ไม่งั้นก็เอามาขายไม่ได้หรอก” เธอว่า “ไปสิ ปัทกับพ่อและแม่ยินดีต้อนรับ”

                แล้วปัทมาก็นำทางวาสุกรีมายังบ้านของเธอ เธอเปิดประตูเข้าไปในบ้านของตัวเอง ก็พบพ่อกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ เมื่อพ่อของปัทมาเห็นทั้งปัทมาและวาสุกรี เขาก็ถามขึ้นมา “สวัสดี ปัท นั่นใครน่ะ?”

                “อ๋อ” ปัทมาเลยแนะนำให้วาสุกรีรู้จักพ่อของเธอ ฝ่ายพ่อของปัทมาดูจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่ปัทมาพาผู้ชายมาบ้าน “แล้วมาทำอะไรนี่?” พ่อของปัทมาถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดี วาสุกรีรู้สึกได้เลย

                “พ่อคะ นี่เพื่อนหนูนะ” ปัทมาต่อว่าพ่อของตัวเอง “เขาอยากมาบ้านปัท ปัทก็เลยอนุญาตให้เขามา”

                “ปัทยังมีแฟนตอนนี้ไม่ได้นะลูก” พ่อของเขาพูดเหมือนดักปัทมาไว้ก่อนเลย ปัทมาถึงกับตกใจ แล้วหันไปมองวาสุกรีที่ยืนนิ่งอยู่สลับกับพ่อของตัวเอง

                “แหม พ่อคะ” ปัทมาหันมาพูดกับพ่อของตัวเอง “แฟนเฟินอะไรกัน? หนูจะมีได้ไง? หนูรักษาสัญญาว่าเรียนจบก่อนถึงจะมีแฟน หนูก็ทำตามที่พ่อบอกนี่คะ”

                วาสุกรีเงยหน้าขึ้นมามองปัทมา นั่นมันเหมือนกับที่แม่ของเขาบอกเขาไม่มีผิด ว่าให้เรียนจบก่อนถึงจะมีแฟนได้ แน่นอน วาสุกรีไม่ได้คิดอะไรกับปัทมาอยู่แล้ว มีแต่ฝ่ายปัทมาคนเดียวที่คิด

                “ให้มันจริงเถอะ” พ่อของเธอว่าออกมา ก่อนจะหันไปหาวาสุกรี “เธอเป็นเพื่อนผู้ชายคนแรกของปัทนะ”

                “หรือครับ?” วาสุกรีขยับแว่นของเขา ก่อนจะบอก “ผมชื่อวาสุกรีครับ เป็น...”

                “วาสุกรี? หรือว่า?” พ่อของปัทมาชี้มาทางเขา “เป็นพวกเด็กทหารม.ปลายที่ช่วยเหลืออาณาเขตเรา? ใช่หรือเปล่า?”

                “ครับ” วาสุกรีพยักหน้าอย่างยอมรับ ฝ่ายพ่อของปัทมาก็เป็นมิตรขึ้นมาทันที เขาถึงกับลุกจากเก้าอี้ เข้ามาจับมือของวาสุกรีทันที

                “ขอบคุณมากนะที่ช่วยพวกเราให้รอดพ้นจากพวกเอไอ” พ่อของปัทมาบอกขึ้นพลางยิ้ม วาสุกรีก็แอบโล่งใจที่พ่อของปัทมาเข้าใจได้เสียที เขารู้สึกภูมิใจนิดหน่อยที่ถูกเรียกว่าเป็นทหารเด็กม.ปลาย มันฟังดูเข้มแข็งอย่างบอกไม่ถูก

                “จะเอาน้ำอะไรไหม?” พ่อของปัทมาท่าทีเปลี่ยนไปทันที วาสุกรีก็บอกว่าไม่ต้อง เขาเกรงใจ

                “แหม เกรงใจอะไรกัน? พวกเธออุตส่าห์ช่วยพวกเราไว้” อีกฝ่ายบอก พร้อมกับเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะเอาน้ำเย็นมารินใส่แก้วแล้วก็ให้วาสุกรีดื่ม วาสุกรีก็รับมาก่อนจะดื่มน้ำลงไป เพราะเขากลัวจะเสียมารยาท

                “แล้วมาบ้านปัทมาทำอะไรล่ะ” พ่อของปัทมาถาม วาสุกรีก็บอกไปตามจริงว่าจะมาขอดูสวนผักที่บ้านหลังนี้ปลูกไว้ พ่อของปัทมาเลยพยักเพยิดไปทางด้านหลังบ้าน

                “แม่ของปัทคงกำลังรดน้ำอยู่” อีกฝ่ายตอบ “อยากไปดูก็ไปดูสิ แต่อย่าเล่นซนกันนะ”

                วาสุกรียิ้มให้พ่อของปัทมา ก่อนที่ปัทมาจะชวนเขาไปด้านหลังบ้านของเธอ พบว่าหลังบ้านของเธอเป็นสวนขนาดใหญ่ มีแต่ผักมากมายหลายชนิดปลูกเต็มไปหมด ทุกอย่างเป็นสีเขียว แล้ววาสุกรีก็เห็นคนที่น่าจะเป็นแม่ของปัทมา กำลังทำการรดน้ำใส่บรรดาผักที่ปลูกตามแปลงอยู่

                “อ้าว? ปัท?” แม่ของเธอทักขึ้นเมื่อเห็นเธอเข้ามาในสวนผัก “แล้วนั่นใครน่ะ?”

                “อ๋อ คนนี้...” ปัทมาอธิบายให้แม่ฟังว่าวาสุกรีเป็นใคร? และเป็นหนึ่งในทหารเด็กม.ปลายด้วย เมื่อแม่ของเธอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา พลางชักชวนเขาให้เข้ามาดูผักที่ปลูกเอาไว้

                “จะเอาเก็บไปทานไหมล่ะ?” แม่ของปัทมาเอ่ยอย่างเป็นมิตร แต่วาสุกรีบอกว่าไม่ต้อง เขาค่อนข้างเกรงใจ แต่แม่ของปัทมาก็หยิบผักสดใส่ถุงพลาสติกยื่นให้เขาทันที

                “เอ้านี่ ค่าตอบแทนที่ช่วยเหลือพวกเรา” แม่ของปัทมายื่นถุงใส่ผักสดให้อย่างเต็มใจ วาสุกรีก็ต้องจำยอมรับ เพราะเกรงว่าจะเสียมารยาท เขายกมือไหว้ขอบคุณแม่ของปัทมา

                “ไม่เป็นไร” แม่ของปัทมาว่า “เทียบกับที่พวกเธอช่วยเหลืออาณาเขตเอาไว้ แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

                “ผมไม่ต้องการสิ่งตอบแทนหรอกครับ” วาสุกรีพูดจากใจจริง “ผมยินดีช่วยเหลือ เป็นเพราะอาณาเขตของผมเอง อาณาเขตแปดที่....”

                แล้วเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ตั้งแต่เรื่องที่ผู้นำอาณาเขตสั่งให้ชาวบ้านต่อต้านพวกเอไอ และภารกิจก็ตกลงมาสู่พวกเขา แล้วก็ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการซุ่มโจมตีจนเกิดเป็นเรื่องแบบนี้ ตอนแรก วาสุกรีคิดว่าแม่ของปัทมาคงจะโกรธเพราะพวกเขาเป็นสาเหตุทำให้พวกเอไอมาโจมตีอาณาเขต แต่ไม่ใช่อย่างนั้น แม่ของปัทมาบอกมาอีกอย่าง

                “เป็นผู้นำประสาอะไร? ให้เด็กออกมาสู้รบแทนผู้ใหญ่?” แม่ของปัทมาส่ายหน้าออกมา “เห็นแก่ตัวจริงๆ แล้วเธอผ่านการฝึกซ้อมการต่อสู้มาแล้วใช่ไหม?”

                “ครับ” วาสุกรีพยักหน้ารับ ก่อนจะมองดูนาฬิกาข้อมือ ถึงเวลาที่เขาต้องกลับแล้ว เขาเลยบอกลาแม่ของปัทมา และบอกลาปัทมาด้วย

                “วันหลังมาอีกสิ” แม่ของปัทมาท่าทางจะชื่นชอบวาสุกรีเข้าเสียแล้ว “แม่จะได้เตรียมอาหารไว้ด้วย ปัทก็เข้าใจเลือกเพื่อนนะ พึ่งพาได้”

                วาสุกรีออกจะเคอะเขิน แล้วเขาก็สวัสดีลาแม่ของปัทมา และตัวปัทมาเอง พ่อของปัทมาด้วย ก่อนที่ปัทมาจะมาส่งเขาออกนอกบ้านพลางถาม

                “พรุ่งนี้จะมาอีกไหม วา?” 

                “เอ่อ” วาสุกรีอยากจะปฏิเสธ แต่ก็กลัวเธอจะเสียใจ ก็เลยถอนหายใจก่อนจะรับปาก “ได้สิ มาพรุ่งนี้ใหม่ก็ได้”

                “สัญญาแล้วนะ” ปัทมาย้ำเตือนกับเขา “อย่าผิดสัญญาล่ะ”

                “อืม” วาสุกรีมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ก่อนจะบอกลาปัทมาแล้วเขาก็วิ่งกลับไปทางบ้านของณปภา ปัทมามองเขาจนเขาเลี้ยวขวาไปทางมุมอาคาร แล้วเธอก็ยิ้มออกมา

                วาสุกรีที่ถือถุงผักมาด้วยกลับมาที่บ้านของณปภา ตอนนั้นเอง ทุกคนก็มานั่งกันที่โต๊ะรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว พันธกรสังเกตเห็นวาสุกรีเพิ่งจะกลับมา เขาก็เลยถาม

                “พี่วาไปไหนมาครับ? โรงเรียนเลิกตั้งนานแล้วนะ” พันธกรถามขึ้นมา แล้วมองไปยังถุงใส่ผักสดที่เพิ่งเอามาจากสวน “แล้วนั่นอะไรน่ะ ผักเหรอ? ใครให้มา?”

                “เอ่อ” วาสุกรีไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร เขาเลยบอกตามจริง “เพื่อนใหม่น่ะ ที่เพิ่งเจอกันวันนี้ บ้านของเธอปลูกผักน่ะ พี่ไปบ้านเธอมา แล้วแม่ของเธอก็เอาผักมาให้”

                “เพื่อนใหม่?” วรรณสาถามอย่างสงสัยแล้วหรี่ตามองวาสุกรีอย่างจับผิด “เด็กผู้หญิงที่สวมแว่นวันนี้หรือคะ?”

                “เอ๊ะ?” วาสุกรีออกจะแปลกใจที่วรรณสารู้จักปัทมา พันธกรก็เลยอธิบายออกมาว่า เขาเห็นวาสุกรีอยู่กับเด็กผู้หญิงคนนั้น คนที่สวมแว่น วาสุกรีที่ไม่รู้ตัวว่าพันธกรกับวรรณสาเห็นพวกเขา เขาก็หน้าแดงขึ้นมา

                “โอ้โห ไอ้วา มีสาวมาชอบซะแล้วเหรอ?” ปราชญาแซวล้อเลียนเพื่อน “แค่เจอกันก็พากันไปที่บ้านแล้ว แถมยังได้ของติดตัวกลับมาด้วย ท่าทางจะไม่ธรรมดา”

                “เฮ้ย ไม่หรอก” วาสุกรีบอกปัดไป ณปภาที่ยกชามใส่อาหารมา เห็นวาสุกรีถือถุงผักในมือ เธอก็เอ่ยว่าเอามาจากบ้านของปัทมาหรือเปล่า? วาสุกรีก็ตอบกลับมาว่าใช่

                “อ๋อ น้าไปซื้อผักร้านเธอประจำแหละ” ณปภาบอกขึ้นมา “ร้านเธอเป็นร้านเดียวในอาณาเขตที่ขายผัก พ่อกับแม่ของเธอก็ค่อนข้างเคร่งครัดด้วยทีเดียวล่ะ เลี้ยงลูกอย่างดีเลย”

                “ครับ บ้านเธอมีสวนขนาดใหญ่ทีเดียว” วาสุกรีบอกพลางอมยิ้ม ปราชญาที่กำลังกินข้าวก็ยิ้มออกมาด้วย เขาถามออกมา

                “แล้วพ่อกับแม่เธอคนนั้นว่าไงบ้างล่ะ? อนุญาตหรือเปล่า?” 

                “อนุญาตอะไรของแก ไอ้ปราช?” วาสุกรีถามออกมาอย่างประหลาดใจ ปราชญาเลยเฉลยออกมา

                “ก็น้าภาบอกว่าพ่อแม่ของเธอเคร่งครัดไม่ใช่เหรอ? คงห้ามไม่ให้มีแฟนล่ะสิ” ปราชญายิ้มออกมา ท่าทางเจ้าเล่ห์ ไม่เหมือนตัวเขาตามปกติเลย “แล้วพ่อแม่ของเธออนุญาตให้นายเข้าบ้านด้วยเหรอ? แหม มีภาษีดีแล้วนะ”

                “พอเลย ไอ้ปราช ปัทเขาไม่คิดอะไรกับฉันหรอก เราเป็นเพื่อนกัน” วาสุกรีบอกออกมา ทำเอาปราชญาหัวเราะใหญ่

                “ขำอะไรของแก?” วาสุกรีถาม ปราชญาเลยหยุดกินข้าวไปพักหนึ่งก่อนจะตอบ

                “เรียกชื่อเล่นกันด้วย” เขาว่าออกมา “แบบนี้ท่าทางจะไม่ธรรมดาจริงๆ เสียแล้วด้วย แกชอบเขาแล้วล่ะสิ”

                “บ้า” วาสุกรีว่าออกมาแล้วก็เดินเข้ามาภายในบริเวณบ้าน ก่อนจะส่งถุงใส่ผักให้ณปภาเอาไปแช่ตู้เย็น แล้วเขาก็มานั่งร่วมกินอาหารเย็นด้วยกันกับทุกคน พันธกรนึกอะไรขึ้นมาได้ก็เลยแซววาสุกรีเสียหน่อย

                “อ้าว พี่วาไม่อิ่มเหรอ?” พันธกรพูดแซวขึ้นมาเล่นๆ “เห็นว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวกับคนชื่อปัทไม่ใช่เหรอ? แล้วมีท้องพอใส่อาหารของน้าภาเหรอ?”

                “น้องรู้ได้ไงน่ะ? ทำไมรู้เยอะจัง?” วาสุกรีถามขึ้นมาอย่างงุนงง ในร้านก๋วยเตี๋ยวกับที่โรงอาหาร เขาไม่ได้มองเห็นพวกพันธกรเลย พันธกรก็เลยเฉลยว่า เขาอยู่ร้านนั้นด้วย ตอนที่วาสุกรีกับปัทมาทานก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน

                “โอ้โห” ปราชญาเคี้ยวข้าวแล้วกลืนลงท้องก่อนจะพูด “ไม่ธรรมดาแล้ว”

                “นี่ ไอ้ปราช พอเถอะ” วาสุกรีบอกเพื่อนขึ้นมา ก่อนที่ณปภาจะคดข้าวสวยให้เขา แล้วณปภาก็ถามว่าจะกินเยอะไหม? เพราะได้ยินว่าวาสุกรีไปกินก๋วยเตี๋ยวมาแล้ว

                “กินได้ครับ” วาสุกรีพูดออกมาพลางพยักหน้ารับ ปราชญาที่กำลังแทะเนื้อไก่อยู่ก็หันมามองเพื่อนของตนอย่างขำๆ เขาคิดว่าคนที่ชื่อปัทอะไรสักอย่างนี่ ต้องมีใจให้วาสุกรีแน่ๆ ถึงได้ชวนไปกินก๋วยเตี๋ยวและถึงขั้นชวนไปบ้าน

                แล้วตอนค่ำก็มาถึง ในอาณาเขตเปิดแสงไฟสว่างเต็มไปหมด ให้ความสว่างแก่ถนนในอาณาเขต แต่ละบ้านก็เปิดไฟกันด้วย วาสุกรีที่กำลังท่องหนังสืออยู่ในห้อง จู่ๆ ทรัพย์สินก็โผล่เข้ามา

                “อ้าว? พี่สิน” วาสุกรีทักทายเขา ทรัพย์สินเลยบอกออกมา

                “สงสัยนายบ๊อบอะไรนั่นที่โดนไฟคลอกตาย” ทรัพย์สินบอก “จะมาขโมยระเบิดไฟของพี่ไป มันหายไปจากกระเป๋ายังชีพของพี่ หากระเป๋าของคนอื่นๆ ก็ไม่เจอ”

                “จริงหรือครับ?” วาสุกรีพูดขึ้นมาก่อนจะถอนหายใจ “ความจริง ตอนนี้ที่โรงเรียนน่ะ ต่างลือกันไปต่างๆ นานาว่าน้องพันเป็นฆาตกรฆ่าคนชื่อบ๊อบ”

                พันธกรที่กำลังนอนเล่นบนเตียงเป็นอันต้องลุกขึ้นมาทันที ทรัพย์สินเองก็พอรู้แล้วเหมือนกัน เพราะเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียน ส่วนปราชญา เขาเพิ่งจะรู้ ปราชญาถึงกับลุกขึ้นมาทันที

                “เฮ้ย ปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้นะ น้องพันไม่ใช่คนฆ่ามันนะ” ปราชญาบอกออกมา แต่พันธกรก็ส่ายหน้าออกมา

                “ก็เหมือนฆ่าแหละครับ” เขาบอกออกมาอีกแล้ว ทำเอาปฏิคมชักจะเริ่มรำคาญแล้วที่พันธกรไม่หยุดกล่าวโทษตัวเองเสียที

                “จะต้องให้บอกกี่ครั้งว่าแกไม่ใช่คนผิด?” ปฏิคมบ่นออกมาอย่างรำคาญ “แกไม่ใช่คนผิด คนถอดสลักคือมันเองไม่ใช่เหรอ? แล้วแบบนี้จะไปโรงเรียนได้ยังไงล่ะเนี่ย?”

                “ก็ไปตามปกติ ฉันไม่สนใจเสียงรอบข้างอยู่แล้ว พวกเขาจะว่าไงก็ว่าตาม” พันธกรพูดออกมาเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ ปฏิคมมองเพื่อนสนิทของตัวเองอย่างแปลกใจที่พันธกรไม่ยอมแก้ข่าวลือนี้เลย

                “แกจะยอมให้คนอื่นมองแกผิดทำไม? ทำไมไม่แก้ตัว?” ปฏิคมถามอย่างไม่เข้าใจจริงๆ ฝ่ายพันธกรเลยตอบออกมา

                “ฉันไม่มีพยานรู้เห็น อีกอย่างมันก็เป็นความผิดฉันส่วนหนึ่งจริงๆ” พันธกรตอบออกมา เล่นเอาปฏิคมถึงกับส่ายหน้าออกมาเลย

                “เออ เอาไงก็เอา” ปฏิคมตอบอย่างไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ทรัพย์สินก็ถามพันธกรว่าแน่ใจหรือที่จะให้ข่าวเป็นแบบนี้ต่อไป? เขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ถ้าพันธกรอยากให้จัดการ

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่สิน” พันธกรกล่าวเหมือนปลงแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง “ปล่อยให้เป็นแบบนั้นแหละดีแล้ว เพราะผมเองก็มีส่วนผิด”

                “นั่นแหละ พี่สิน ปล่อยไว้แบบนั้นแหละ” ปฏิคมพูดประชดออกมา “จะเป็นยังไงก็ช่างมัน”

                แล้วปฏิคมก็เดินออกจากห้องไป วาสุกรีที่กำลังท่องหนังสือถึงกลับหันไปมองพันธกรแล้วก็ถาม “น้องคมเป็นอะไร? ทำไมดูเหมือนหงุดหงิด ไม่ค่อยชอบน้องพันเลย?”

                “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” พันธกรตอบพลางแบมือสองข้างออกมา “มันโกรธผมเรื่องอะไรก็ไม่รู้?”

                ปฏิคมเดินลงไปยังชั้นล่าง แล้วก็ได้กลิ่นขนมลอยมา กลิ่นมันหอมมาก เขาเลยเข้าไปดูในครัว ก็เห็นวรรณสากำลังนำคุกกี้ออกมาจากเตาอบพอดี พอเธอเห็นปฏิคม เธอก็พูดขึ้นมาอย่างยินดี

                “พอดีเลย คม สากำลังจะเอาคุกกี้ไปให้พอดี” วรรณสาบอกออกมา แต่ปฏิคมกลับเดินเลี่ยงไปเสีย ทำเอาวรรณสางุนงงว่าปฏิคมโกรธอะไรเธอ? แต่แล้วเธอก็เข้าใจได้ในเวลาไม่นาน

                วรรณสาเดินขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อเอาคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จแล้วทิ้งให้เย็นแล้ว มาให้กับพวกผู้ชาย ฝ่ายวาสุกรีได้กลิ่นขนมลอยมาแต่ไกล เขาก็สูดกลิ่นของมันเข้าไปอย่างพึงพอใจ พอวรรณสาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับถาดใส่คุกกี้ เขาก็ร้องอ๋อขึ้นมาทันที

                “คุกกี้อะไรล่ะ? น้องสา หอมจัง?” วาสุกรีปิดหนังสือเตรียมสอบ แล้วหันมาสนใจคุกกี้สีเหลืองทองในจานที่วรรณสาถือขึ้นมาจากด้านล่างในครัว วรรณสาก็เลยบอก

                “คุกกี้ช็อคโกแล็ตชิพค่ะ” วรรณสาบอก “ที่อาณาเขตนี้ อาหารค่อนข้างสมบูรณ์นะ มีช็อคโกแล็ตขายด้วย ต่างจากอาณาเขตเราลิบลับ ที่มีก็จริง แต่ราคาสูงน่าดู”

                “จริงเหรอ?” ทรัพย์สินเลยลงมาดูด้วย วรรณสาสังเกตเห็นผ้าพันแผลที่มือของทรัพย์สิน ก็ถามเขาว่าแผลเขาเป็นอย่างไรบ้าง?

                “ก็ไม่ค่อยเจ็บแล้วนะ คงสมานกันแล้วมั้ง?” ทรัพย์สินบอกออกมา วรรณสาจึงขอดูแผลที่มือของทรัพย์สินหน่อย เธอแก้ผ้าพันแผลออก ก็พบว่าแผนสมานกันไปแล้ว แต่ยังเหลือร่องรอยของมีดอยู่

                “พี่พรนะ” ภัทรส่ายหน้าออกมา “อารมณ์ร้ายอะไรก็ไม่รู้? สร้างแต่ปัญหา”

                “ขอโทษนะที่สร้างแต่ปัญหา” จู่ๆ อัมพรก็ปรากฏตัวขึ้นมา ทำเอาภัทรปิดปากแทบไม่ทัน แล้วเขาก็กระแอมไอออกมาเพื่อแก้ความอาย แต่อัมพรไม่ได้ว่าอะไรภัทร เธอหันไปมองทรัพย์สิน และมองดูแผลของเขาที่เกิดขึ้นจากฝีมือของเธอ

                “แผลพี่สินหายหรือยังคะ?” อัมพรถามขึ้นมา ทรัพย์สินก็พยักหน้าและบอกว่าเขาไม่เจ็บแผลแล้ว อัมพรไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด

                “ต้องรู้สึกผิดสิคะ ก็พรอารมณ์ร้อนเอง” เธอว่าขึ้นมาเสียงเบาพลางถอนหายใจ พันธกรที่เห็นดังนั้นก็แปลกใจอย่างยิ่ง ตลอดเวลาสองสามวันที่ผ่านมา อัมพรดูสงบลง เยือกเย็นขึ้นกว่าเดิม อะไรเปลี่ยนเธอกัน?

                แล้วอัมพรก็เดินออกจากห้องผู้ชายไปเลย ทิ้งให้พวกหนุ่มๆ พากันงุนงง ภัทรหยิบคุกกี้ของวรรณสาขึ้นมากินก่อนจะชมเธอ “สาทำอาหาร ทำขนมอร่อยพอๆ กับน้าภาเลยล่ะ”

                “แหม ขอบคุณนะ ภัทร” วรรณสายิ้มให้เขา ก่อนจะหันไปหาพันธกร “พัน ช่วงนี้คมเขา...เอ่อ ทำอะไรไม่ดีกับพันหรือเปล่า?”

                “หือ?” พันธกรที่กำลังกัดคุกกี้อยู่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง “หมายความว่าไง สา?”

                “ช่วงนี้คมดูแปลกไป” วรรณสาบอกออกมา “เหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่าง เขาทำอะไรไม่ดีกับพันหรือเปล่า?”

                “ก็...มันดูหงุดหงิดพันแปลกๆ น่ะ” พันธกรพูดออกมา ฝ่ายทรัพย์สินที่พอรู้อะไรบางอย่าง เขาก็ปิดปากเงียบ ไม่ตัดสินใจพูดอะไรออกมาเลย

                “คมนะคม” วรรณสาถอนหายใจออกมา พันธกรก็เลยรีบบอก

                “อย่าไปโกรธมันเลยน่า” พันธกรขอร้องวรรณสา “เดี๋ยวมันก็กลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม ไอ้นี่มันสู้คน และมันก็นิสัยดี อีกไม่นานก็กลับมาเหมือนเดิม”

                วรรณสาจำวันที่บอกปฏิคมไปได้ว่าเธอไม่ได้ชอบเขา และนับตั้งแต่นั้นมา ปฏิคมก็เหมือนจะห่างๆ จากพันธกรอย่างไรก็ไม่รู้? ตอนนี้พันธกรสนิทกับพสุมากกว่าปฏิคมเสียอีก เธอถอนหายใจออกมา ก่อนจะบอกให้พวกผู้ชายกินคุกกี้ของเธอให้หมด แล้วเธอจะกลับมาเก็บถาดใส่คุกกี้ทีหลัง วาสุกรีได้ยินดังนั้นก็คว้าคุกกี้ชิ้นหนึ่งมากิน ก่อนจะเปิดอ่านหนังสือเตรียมสอบ

                พอวรรณสาขึ้นไปบนห้องของทวินนาและกมล ทวินนาก็ได้กลิ่นขนมติดตัววรรณสามา เธอเลยถามออกมาว่าไปอบขนมมาหรือเปล่า? วรรณสาก็ตอบว่าใช่

                “อ๋อ หนูเอาไปให้พวกพันกินน่ะค่ะ” วรรณสาตอบออกมาตามจริง ทำเอาทวินนาถึงกับมองเธอด้วยสายตาไม่ดี วรรณสารู้สึกได้เลยในทันที            

                “ทำคะแนนเหรอ?” ทวินนาเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงประชด ฝ่ายกมลที่ไม่รู้เรื่องอะไรก็มองทวินนากับวรรณสาสลับกันไปมา

                “ทำคะแนนอะไร?” กมลถามทั้งทวินนาและวรรณสา ทั้งคู่ก็บอกออกมาเหมือนกันว่า ‘ไม่มีอะไร’แล้วทวินนาก็จ้องหน้าวรรณสาด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี

                “น้องพันคงดีใจนะ ได้กินของอร่อย” ทวินนาว่าอย่างประชดประชัน ทำเอาวรรณสาถอนหายใจออกมา เธอไม่อยากทะเลาะกับใครตอนนี้

                “ทุกคนก็ได้กินเหมือนกันหมดแหละค่ะ ไม่ใช่เฉพาะพัน” วรรณสาบอก “ขอตัวนะคะ” แล้วเธอก็เดินเข้าห้องน้ำไป กมลที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็มองไปทางทวินนาก่อนจะถามเธอ

                “ไม่มีอะไรหรอก พี่ก็ว่าน้องสาทำอาหารเก่งเท่านั้นเอง” ทวินนาว่าออกมาน้ำเสียงเรียบ เล่นเอากมลถึงกับงุนงง ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างวรรณสากับทวินนา?