ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 18-5 : โอกาสครั้งที่สอง2

            พวกเราทั้งสามคนไปนั่งล้อมวงรอบโต๊ะและเก้าอี้พับได้ที่ทีมงานของเอสโซ่ยกมาตั้งให้เป็นกรณีพิเศษเราเลือกมุมหนึ่งของศาลาที่ห่างจากบริเวณที่ห่างจากทีมงานคนอื่นพอสมควรเพื่อไม่ให้มีเสียงรบกวนผมกับอิสรานั่งฟากหนึ่ง ในขณะที่อดีตนายกนั่งฟากตรงข้าม

            นี่เป็นครั้งแรกในทริปนี้ที่ผมได้เป็นช่างภาพให้อิสราจริงๆ โดรนของเธอถูกพับเก็บไว้ในกระเป๋า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมกดบันทึกภาพทั้งระยะใกล้ระยะไกล เปลี่ยนมุมมองวนไปมารอบ ๆ จนพอใจสุดท้ายก็มาจบลงที่บนขาตั้งกล้องที่วางนิ่งไว้เฉย ๆ เพราะเก็บภาพหลายมุมมองจนพอใจแล้วผมจำไม่ได้ทั้งหมดว่า อิสราถามอะไรไปบ้าง เพราะบทสัมภาษณ์ยาวเกือบหนึ่งชั่วโมงแสดงให้เห็นว่าความเกรงใจของอิสราทีแรกหายไปจนหมดสิ้นอดีตนายกเองก็ไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอะไร ออกรู้สึกสนุกด้วยซ้ำที่ได้ตอบคำถามเหมือนกำลังพบปะแฟนคลับ ชายชรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะเล่าความหลังครั้งที่พรรคเคยยิ่งใหญ่ในยุคสมัยตนเป็นนายกฯสีหน้าท่านพชรดูอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจริงเท็จแค่ไหน แต่เชื่อลึก ๆว่าต้องมีส่วนแต่งเติมใส่ไข่เพิ่มแน่นอนถ้าผมมีโอกาสทำข่าวทุติยภูมิเรื่องนี้คงรู้มากขึ้นแต่ไร้สาระเกินไปที่จะทำสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต

            อิสราคุยทุกเรื่องแม้มีคำถามที่ล็อกไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ในสังคมความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคต่าง ๆ หรือแวดวงต่าง ๆ ในทางการเมืองได้เจาะลึกทุกแง่มุม ยิ่งกว่านั้นมีหลายครั้งที่ทั้งคู่คุยกันถูกคอจนพากันออกทะเลไปไกลถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องเลยสักนิด เช่น แนวโน้มประชากรโลก กฎหมายการุณญฆาตเสรีภาพในการมีคู่ครองหลายคน ภาษีที่ดินครั้งหนึ่งพวกเขาลามไปถึงการวิจารณ์เครื่องเอ็มซีเอสซีคำตอบท่านอดีตนายกดูมีวิสัยทัศน์กว้างไกล จนผมแปลกใจว่าทำไมไม่มีใครมาสนใจนักข่าวคนอื่น ๆ เอาแต่ไปสนใจแกนนำพรรคอัตตากันหมดสำนักข่าวเรามักจะเลือกเรื่องที่ไม่ได้ติดเทรนด์ยอดฮิตในสังคมแต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือเน้นข่าวประเภทแกมมา ในขณะที่สำนักข่าวส่วนใหญ่ยังเน้นประเภทอัลฟาหรือเบตา

            “รู้ไหมว่าเราเคยโดนไอ้เจ้านี้ช็อตด้วยเกือบล้มหัวฟาดแน่ะ” ชายชราโชว์กำไลที่สวมข้อมือให้ดูแล้วหัวเราะร่วนในชาตากรรมของตน อิสราก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่“ตอนนั้นเราอยู่กันเพื่อนสามสี่คน แต่ละคนก็อายุไม่น้อยกันแล้วเพิ่งได้เห็นของพวกนี้ครั้งแรก เลยกดกันมั่ว”

            “เขาถึงมีคำเตือนว่าให้ศึกษาให้ดีก่อนคลิปวิดีโอในแอนนีทูบก็มีหลายอัน เป็นในโลกเสมือนก็มี” เพื่อนร่วมงานสาวกล่าว

            “จริง ๆ รปภ. ก็บอกเราทีหนึ่งแต่เราจำไม่ได้เอง ก็หวังพึ่งเพื่อนที่ความจำดีไง คนนู้นพึ่งคนนี้ คนนี้พึ่งคนนู้นสุดท้ายไม่มีใครจำได้สักคน ฮ่าฮ่า” ทั้งคู่หัวเราะคิกคักต่อผมอดยิ้มตามไม่ได้ที่เห็นเธอพูดคุยอย่างมีชีวิตชีวา ราวกับว่าเธอเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต[1]ที่ได้รับพลังกลับคืนมาจากการสนทนาแลกเปลี่ยนกับคนอื่นได้แต่หวังว่าเพื่อนร่วมงานผมจะอารมณ์ดีขึ้นไม่อยากทำให้ประสบการณ์ทำงานร่วมกันของเราครั้งแรกสร้างบาดแผลแห่งความสัมพันธ์ฝังลึกในใจเราทั้งคู่ 

            ในที่สุดเธอก็หมดคำถามก่อนกลับอดีตนายกฯ ยังเสนอเลี้ยงอาหารกลางวันขอบคุณพวกเราเขาดักทางล่วงหน้าว่าไม่ได้อุปถัมภ์ แต่เป็นการตอบแทนความดีผมเลยยิ่งรู้สึกว่ากฎนี้มันไม่ไปใช้จริงยากเพราะไม่มีทางรู้ได้ว่าต้องตอบแทนความดีอันหนึ่งมากแค่ไหนถึงจะพอ

            พวกเราไหว้ลา ขอบคุณท่านพชรแล้วก็เดินทางกลับ ฝนหยุดแล้ว พวกเราจึงเดินทางกลับแม้ว่าเธอจะยังไม่พูดกับผมสักคำ แต่อย่างน้อยสีหน้าอมทุกข์ของเธอก็หายไปแล้วดูแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            เมื่อพวกเราเดินไปใกล้ประทางออกพระเจ้าก็เล่นตลกอีกครั้ง ฝนเริ่มโปรยปรายมาปรอย ๆ ผมเห็นเธอเอามือมุมศีรษะจากนั้นก็แตะมือตามตัว และเปิดดูกระเป๋าที่พกมาด้วย ตามหาของบางอย่าง

            “ท่านลืมหมวกกันฝนเหรอ” ผมถามขึ้นเธอลืมของบ่อยจนผมไม่แปลกอีก

            “ใช่ สงสัยลืมไว้บนโต๊ะที่ศาลานั่นตอนสัมภาษณ์” อิสราพูดด้วยแววตาพะวง ผมเลยเสนอกลับไปเอาให้ แต่เธอรีบปฏิเสธทันที

            “ช่างมันเถอะ เสียเวลามากแล้วซื้อใหม่เอาก็ได้ เดี๋ยวพรรคก็ส่งมาคืนที่บริษัทเองแหละเดินไปนิดเดียวก็ได้ขึ้นรถแล้ว”

            ผมตัดสินใจกดปุ่มบนร่มเพื่อพับเก็บแผ่นพลาสติกที่คลุมรอบตัวขึ้นไปด้านบนกลายเป็นร่มธรรมดาที่ผมคุ้นชิน จากนั้นก็ยื่นไปให้อิสราใช้ผมรู้ดีว่าเธอคงไม่สะดวกใจใกล้ชิดผมถ้าต้องอยู่ในร่มคันเดียวกัน

            “เอ้า ไปใช้สิ”

            “ไม่เป็นไรหรอก ท่านใช้เถอะเสื้อผ้าเรากันน้ำอยู่แล้ว เปียกก็แห้งง่าย” อิสราบอก ทั้งที่มือยังยกบังศีรษะอยู่ไม่ว่าจะถามย้ำกี่ครั้งเธอก็ยืนกรานปฏิเสธผมจึงตัดสินใจหุบร่มแล้วเอามาถือไว้ในมือ

            “อ้าว ท่านเก็บทำไม”เธอมองหน้าผมด้วยสีหน้าฉงน

            “เพื่อความเท่าเทียมไง” ผมตอบห้วน ๆพลางยิ้มมุมปากช่างย้อนแย้งกับสิ่งที่ด่านักการเมืองที่ยอมตากฝนเพื่อประชาชนไว้ก่อนหน้านี้เสียจริง

            “ตลกแล้ว ไม่เห็นต้องลำบากเท่า ๆกันเลย ซื้อมาแล้วก็ใช้สิ” อิสราไม่ซื้อเหตุผลของผมแม้แต่น้อยโน้มน้าวให้ผมกางร่มคนเดียวซ้ำ ๆแต่ผมก็ยืนกรานปฏิเสธแบบเดียวกับที่เธอทำก่อนหน้านี้ผมคงรู้สึกผิดมหันต์หากปล่อยให้สุภาพสตรีเปียกปอนอยู่ฝ่ายเดียว

            “เอาเข้าไป” ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้แล้วยอมเดินตามผมมา ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกกับผมเช่นไร หรืออยู่ในอารมณ์ไหน

            แต่ผมแอบเห็นรอยยิ้มกริ่มปรากฏเป็นช่วงสั้นๆ บนใบหน้าของเธอก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉย

            --------------------

             

            พวกเราเดินไปถึงขอบเขตรั้วที่ปิดกั้นพื้นที่กล้องที่ฝังอยู่ในเสาที่ยึดโยงเทปหันมาหาผมกับอิสราอัตโนมัติขณะเข้าไปในอาณาเขตเซนเซอร์เจ้าหน้าที่สองคนประจำจุดช่วยปลดกำไลเอ็มซีเอสซีที่รยางค์ทั้งสี่ของพวกเราสองคนขณะเดินผ่านประตูทางออก ผมเกือบลืมไปเลยว่าสวมอยู่เพราะมันมีน้ำหนักเบามากจนแทบไม่รู้สึกสามสี่ชั่วโมงที่ผ่านมาไม่ได้มีเหตุร้ายอะไรจึงไม่ได้ใช้ จากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถแท็กซี่ที่อิสราเรียกมารอรับไว้แล้วอย่างเร่งรีบ

            เมื่อขึ้นไปบนรถอิสราก็เอาผ้าเช็ดหน้าที่เธอพกมาด้วยในกระเป๋าเช็ดลูบไปตามเส้นผมและซับใบหน้าที่เปียกฝน ส่วนเสื้อผ้าก็ปล่อยให้แห้งเองร่มของผมวางไว้ในช่องที่บุด้วยพลาสติกกันน้ำที่จัดไว้ให้โดยเฉพาะแล้วผมไม่ได้เตรียมอะไรมาจึงนั่งนิ่ง ๆ ปล่อยให้ลมเครื่องปรับอากาศพัดผ่านอิสราสั่งให้เอไอปรับอุณหภูมิให้อุ่นกลายเป็นฮีตเตอร์ชั่วคราวรอไว้แล้วพอเนื้อตัวเราจะแห้งหมด ค่อยกดเปลี่ยนกลับเป็นปกติโชคดีที่ไปตัดผมสั้นมาแล้วมาเลยแห้งเองในเวลาไม่นาน

            ตอนนี้เกือบบ่ายสองโมงแล้วพวกเราใช้เวลานานกว่าที่คิดผมรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกว่าการนั่งสรุปข่าวอยู่ในห้องเยอะมากนี่ยังไม่นับว่ามีงานรออยู่ต้องเขียนข่าวที่ตัวเองไปสัมภาษณ์มาส่งให้ไมตรีภายในเช้าวันพรุ่งนี้ถ้าไม่ทำโอทีก็แปลว่า เหลือเวลาอีกแค่สามชั่วโมง เราเลยแวะซื้ออาหารมากินกันบนรถผมกินอาหารแคปซูลเม็ดง่าย ๆ กับกาแฟลัตเตหวานแก้วหนึ่ง ส่วนอิสรากินนมรสจืดคู่กับขนมปังที่รูปร่างแปลก ๆ เหมือนแซนด์วิชผสมกับแฮมเบอร์เกอร์ส่วนน้ำเปล่ามีบริการฟรีบนรถแท็กซี่อยู่แล้ว เพราะมาจากก๊อกน้ำอันเล็ก ๆด้านหลังรถเหมือนกัน เป็นน้ำประปาที่ผ่านการกรองระดับนาโน[2] รับประกันความสะอาดดื่มได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นน้ำดื่มจากบริษัทก็จะใช้ไส้กรองที่ละเอียดยิ่งกว่านี้ส่วนใหญ่จะวางขายโดยเติมเกลือแร่ที่มีประโยชน์เข้าไป มีให้เลือกหลายแบบ

            พวกเรากินกันเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรจากนั้นก็ผลัดกันล้างมือและดื่มน้ำเสร็จสรรพ

            “เราขอโทษนะ” จู่ ๆ อิสราก็เปรยออกมาเธอจ้องหน้าผมแววตาละห้อย

            “ขอโทษอะไร ท่านไม่ได้ผิดสักหน่อยเราต่างหากที่ทำให้ท่านลำบาก” ผมปลอบโยนฝืนยิ้มไปด้วยเพื่อรักษาบรรยากาศไม่ให้ตึงเครียด

            “ขอโทษที่พูดไม่ดีใส่ท่าน”เธอก้มหน้าสำนึกผิด “เรามาคิดดูแล้วท่านไม่ได้ผิดอะไรเลย ท่านไม่ได้ทำงานด้านนี้ เราเองที่คาดหวังจากท่านมากไปหน่อยแค่ท่านมาช่วยเราก็ดีใจแค่ไหนแล้ว เราเคยชินกับแบร์ ที่รู้ใจเราจนฟังครั้งเดียวก็รู้เรื่อง”

            “เราก็ขอโทษท่านที่เกือบทำให้ท่านเสียงานไม่ได้สัมภาษณ์คนสำคัญอย่างท่านพชร ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง...แล้วก็เรื่องนั้นอีก”ผมยื่นหน้าเข้าใกล้เธอ หญิงสาวเงยหน้าสบตาผม “ขอโทษท่านที่ต้องออกมาปกป้องเราตอนที่แม่ของเด็กน้อยด่าเราด้วย”

            อิสราเหม่อมองเพดานก่อนจะพยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกออก“จริง ๆ ท่านก็ควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้วแหละ เราว่าอันนั้นแม่เด็กก็ทำเกินไปถ้าเป็นเราคงไม่อดทนขนาดนั้น”

            “ท่านเองก็ไหวพริบดีมากสมแล้วที่เป็นนักข่าวมืออาชีพจริง ถ้าเราเป็นท่านคงท้อ จนไม่มีอารมณ์ไป ‘เค้น’ คนที่เหลืออีกแน่”

            เมื่อสิ้นเสียงของผมสายตาเราสองคนก็ประสานกันโดยบังเอิญ มุมปากยกขึ้นไล่เลี่ยกัน ก่อนจะลามกลายเป็นรอยยิ้มกว้างและสุดท้ายก็ระเบิดออกมาเป็นเสียงหัวเราะอย่างพร้อมเพรียง ผมรู้สึกเหมือนความอึดอัดที่ก่อตัวมาตลอดหลายชั่วโมงพลันสลายไปในชั่วพริบตา

            “เอาเป็นว่าเราสองคนหายกันดีไหม”รอยยิ้มของอิสรากลับมาดูเริงร่าเหมือนเดิมแล้วผมพยักหน้าแล้วส่งรอยยิ้มแห่งความโล่งใจกลับไปรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งใบบีบแคบลงจนเหลือแค่พวกเราสองคน ความสุขกำลังเบ่งบานในใจผมประสาทสัมผัสรอบตัวถูกปิดเว้นไว้เพียงหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า

            ตอนนี้หัวใจผมกำลังโลดเต้นอีกครั้งรับรู้ถึงความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเราสองคน

     


    [1]Extrovert บุคคลที่มีบุคลิกภาพชอบเข้าสังคมรู้สึกสดชื่นเมื่อได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คึกคักและมีผู้คนอยู่ด้วย ตรงกันข้ามกับ Introvert ที่รู้สึกได้รับพลังงานจากการอยู่คนเดียว

    [2]Nanofiltration กระบวนการกรองน้ำที่ใช้เยื่อกรองพิเศษซึ่งมีขนาดเล็กมากในระดับนาโนเมตรอยู่กึ่งกลางระหว่าง Ultrafiltrationที่กรองได้หยาบกว่าและ Reverse Osmosis ที่กรองได้ละเอียดกว่าและกำจัดทุกอย่าง

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน