บทที่ 15
พวกเราไม่สามารถมีลูกได้
"เฮเด้นเราเชื่อใจเธอได้อย่างนั้นหรือ?"
รินนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างชั้นสองจ้องมองบรรยากาศยามราตรีที่เงียบสงบด้านนอก ชายร่างโตกำลังขัดถูใบขวานจนเงางามท่ามกลางแสงเทียนจากตะเกียงเก่าๆ แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อถูกถาม
"อย่างน้อย...ตอนนี้เธอก็ยังไม่ใช่ศัตรู..." เฮเด้นเหลือบมองรินครู่หนึ่ง เขารู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมันทำให้คู่หูของเขารู้สึกไม่สบายใจ มันเป็เื่ยากสำหรับสตรีที่มีร่างกายเสมือนะที่จะไว้ใจใครซักคน สำหรับเขาซึ่งเป็มนุษย์ธรรมดามันไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก เวลานี้เฮเด้นทำได้เพียงถอดถอนหายใจ
"ในจดหมายไม่ได้ระบุไว้ สิ่งที่เธอขโมยไปจากภาคีมันคืออะไรกันแน่" รินพยายามคิดทบทวน หรี่ตามองมาทางเฮเด้นหมายเค้นความจริง
"หืม...เธอแอบอ่านเนื้อความในจดหมายอย่างนั้นหรือ?" เฮเด้นมีสีหน้าดูฉงน เธอไปอ่านมันตอนไหนในเมื่อเขาพกมันติดตัวตลอดเวลา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็ตอนเขาหลับสนิทเขาพยายามขมวดคิ้วครุ่นคิด
"นั่นมันไม่ใช่ปัญหา! ปัญหามันอยู่ที่ฉันไม่เคยรู้อะไรเลยต่างหาก!" รินรู้สึกหงุดหงิดมาโดยตลอดั้แ่ได้เข้าร่วมกับภาคีเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าอะไรล้วนถูกปกปิดเป็ความลับ รินคอยทำงานต่างๆตามคำสั่งเพื่อแลกกับที่อยู่อาศัยและการไม่ต้องหลบหนีปิดบังตัวตนที่เป็อีกต่อไป
"แล้วเธออายุเท่าไหร่?" เฮเด้นขมวดคิ้วพร้อมตั้งคำถาม
"มันเกี่ยวอะไรด้วย!"
"อีกไม่กี่ปีหรืออาจเป็พรุ่งนี้ฉันก็ต้องตาย เพราะอายุไขของมนุษย์มันสั้น..." เขายักคิ้วให้ โดยที่รินรินเริ่มตั้งใจฟัง
"แต่สำหรับคนพิเศษอย่างเธอ สิ่งไหนถูกหรือผิดค่อยๆคิดก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร เธอมีเวลาเรียนรู้อีกมาก เพราะฉะนั้นวันนี้นอนได้แล้วเด็กน้อย..." เขาลุกขึ้นจากพื้นเดินมาขยี้ผมของรินที่กำลังหงุดหงิด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกับพื้นเหมือนดั่งประเด็นทั้งหมดไม่น่าสนใจอะไร รินกำลังจะต่อว่าแต่ก็หยุดกะทันหันเมื่อเห็นแผ่นหลังที่มีร่องรอยแผลเป็นับไม่ถ้วนดั่งรอยจาลึก่ชีวิตที่ผ่านมาของชายผู้นี้ ร่องรอยเ่าั้ทำให้รินหมดอารมณ์ที่จะถามอะไรต่อกับชายผู้นี้ เธอทำเพียงหลบสายตาลงต่ำเหลือบมองไปทางอื่นแทน
หลังจากเหตุการณ์อันวุ่นวาย จูเลี่ยนตัดสินใจเดินทางไปยังที่ตั้งภาคีเอลิสโดยการนำทางของรินและเฮเด้น เวลานี้ไม่มีสถานที่ไหนปลอดภัยไปกว่าที่แห่งนี้อีกแล้วเท่าที่จูเลี่ยนจะคิดออก ยิ่งต้องพ่วงเด็กน้อยสองคนนี้เข้าไปด้วยย่อมเพิ่มความเสี่ยงอย่างมหาศาล ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรมาการันตีความปลอดภัยกับจุดหมายที่จะไป
บริเวณชั้นล่างของตัวบ้านขนาดย่อม ตั้งอยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านชูกะพอร์นพอสมควร เหมือนผู้ที่เคยอยู่อาศัยในสถานที่นี้จะอพยพออกไปแบบเร่งด่วน ทั้งหมดจึงเลือกที่พักแรมชั่วคราว เนื่องจากเรอาใช้พลังติดต่อกันเป็ระยะเวลานานทำให้เธอแทบจะขยับ่ล่างไม่ไหว ตอนนี้เธอทำได้เพียงนั่งพิงหลังบนเก้าอี้ไม้ โดยมีจุติมาจ้องสิ่งที่เธอทำอยู่ด้วยความสนอกสนใจมาพักใหญ่แล้ว
เข็มกับด้ายสอยขึ้นลงไปมาบนผ้าพันคอผืนเก่าซอมซ่อของจูเลี่ยน ทุกรอยขาดกำลังถูกเย็บติดกันอย่างเป็ระเบียบ ด้วยปลายนิ้วพลิ้วไหวกับใบหน้าอันอ่อนโยนมันสะกดสายตาเด็กน้อยเสียเหลือเกิน เรอาเอื้อมมือลงไปในตะกร้าใบเล็กหยิบขนมปังขึ้นมาหนึ่งก้อน จุติมามองตาโตรีบะโถอยห่างพร้อมเสียงขู่เล็กๆ
"กินไหม?" เสียงอันอ่อนโยนพูดด้วยรอยยิ้มเป็มิตรเชิญชวนเด็กน้อยผมแดง จุติมายื่นมือเล็กๆออกไปแต่ก็ต้องรีบชักกลับ เมื่อนึกถึงการกินขนมปังหน้าตาแบบนี้ครั้งล่าสุด
"ไม่เป็ไรหรอก ก้อนนี้ฉันไม่ได้ใส่ยาพิษเอาไว้" เรอาบีบขนมปังออกมานิดหนึ่งกินให้จุติมาดู เด็กน้อยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนรีบคว้ามันเอาไว้ สายตาจับจ้องสตรีที่ดูท่าทางสุภาพไม่ขาดสาย พอขนมปังเข้าปากเด็กน้อยผมสีแดงก็ดูมีท่าทีอ่อนลง
"นี่ นี่ เรอากับจูเลี่ยนเป็แฟนกันเหรอ..." จุติมาพูดพร้อมเคี้ยวขนมปังเต็มปาก ส่งผลให้สตรีบนเก้าอี้ไม้โหนกแก้มมีสีชมพูเรื่อสะดุดการกระทำทุกอย่าง
"แฟนน่ะ แฟนน่ะ" จุติมาพยายามพูดย้ำ เธอเข้าใจว่ามันอาจเป็เื่ลึกลับที่คู่สนทนาอาจไม่เข้าใจ
"ไปรู้เื่พวกนี้มาจากไหน" เรอาเริ่มมีรอยยิ้มให้กับความไร้เดียงสา
"ไอร่าเคยบอกว่าคนสองคนถ้าโตเป็ผู้ใหญ่แล้วก็จะทำลูกด้วยกัน เค้าถึงเรียกว่าแฟนกันไงล่ะ" บนใบหน้าเด็กน้อยมีความจริงจังอยู่ในดวงตาทำให้ผู้ฟังหัวเราะเบาๆไม่ขาดสาย แต่รอยยิ้มของเรอาค่อยๆหุบลงแปรเปลี่ยนเป็แววดูเศร้า เธอเอื้อมมือมาลูบเบาๆบนผมสีแดง
"เด็กน้อย...ฉันมีลูกจริงๆไม่ได้หรอก..."
"ทำไมไม่ได้ล่ะ!?" จุติมาดูฉงนสงสัย
"คนพิเศษแบบพวกเราไม่สามารถมีลูกได้" คำพูดนี้ของเรอามันทำให้จุติมาััได้ถึงความหนักอึ้งในอารมณ์
"จูเลี่ยนกับไอร่าก็มีลูกไม่ได้เหรอ?" จุติมาทบทวนความคิดไปมาแต่เหมือนยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ
"ใช่แล้ว...มันอาจเป็กฎของธรรมชาติ ที่สร้างพวกเราขึ้นมาให้มีชีวิตยาวนาน แล้วใช้ชีวิตอยู่อย่างเดียวดาย..."
จุติมาได้แต่มึนงงกับคำตอบแต่หาใช่สิ่งสำคัญสำหรับเวลานี้ เธอเริ่มขยี้ตาเมื่อท้องถูกเติมเต็มด้วยขนมปังก้อนเล็กช่วยประทังความหิวไปได้อีกหนึ่งวันกับร่างกายที่เริ่มรู้สึกอ่อนล้า จุติมาเลือกที่จะนั่งพิงข้างๆขาเก้าอี้ของเรอา แล้วหลับตาลงในที่สุด
เรอาพยายามลุกขึ้นให้เบาพร้อมตรวจเช็คผ้าคลุมที่เพิ่งเย็บเสร็จ เห็นว่าทุกอย่างดูเรียบร้อยดีเธอจึงวางคลุมไว้บนตัวของจุติมา เรอาเอื้อมมืออ่อนนุ่มเสยผมสีแดงของเด็กน้อยที่ตกลงมาปกบนใบหน้า ความเหน็ดเหนื่อยได้กัดกินทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่เว้นสตรีสองคนที่อยู่ด้านนอก เรอาได้แต่เหลือบมองก่อนกลับมานั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม มันอาจเป็่เวลาเล็กๆที่เธอเฝ้าตามหามาโดยตลอด ภาวนาอยากให้่เวลาเหล่านี้คงอยู่เรื่อยไปไม่จบสิ้นเฉกเช่น่ชีวิตอันเป็นิรันดร์