บทที่ 20 รางวัลแห่งการตื่นรู้
โดยทั่วไปแล้ว แผนการรักษาในแผนกฉุกเฉินไม่จำเป็ต้องซับซ้อนอลังการ และมักไม่ต้องอาศัยหัตถการขนาดใหญ่ สำหรับผู้ป่วยในภาวะวิกฤต เป้าหมายหลักคือการกู้ชีพตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ โดยเน้นมาตรการรับมือที่รวดเร็วและแม่นยำ สิ่งแรกที่แพทย์ฉุกเฉินต้องกระทำคือการยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้ให้ได้ เพื่อซื้อเวลาสำหรับการรักษาในขั้นตอนต่อไป
หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้ยา การฝังเข็ม หรือการห้ามเืด้วยวิธีที่สอดคล้องกับพยาธิสภาพของโรคในขณะนั้น
ฟังดูเหมือนง่าย แต่เมื่อต้องลงมือปฏิบัติจริงกลับเต็มไปด้วยความท้าทาย
โดยเฉพาะสำหรับแพทย์แผนจีน แม้จะมีศาสตร์การปฐมพยาบาลมากมาย แต่การเลือกหยิบใช้วิธีที่ถูกต้องท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนั้น มิได้วัดกันเพียงแค่ไหวพริบของแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรากฐานความรู้ การวินิจฉัยแยกโรคที่เฉียบคม และปัจจัยเกื้อหนุนอื่น ๆ อีกนานัปการ
บางคนกล่าวว่า แพทย์แผนกฉุกเฉินไม่จำเป็ต้องเป็ยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว แต่ต้องเป็ผู้ที่มีความรู้กว้างขวาง รอบรู้สารพัดด้าน และสามารถประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคล่องตัว
ในการรักษาฉุกเฉิน ลำดับแรกคือการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อค้นหาต้นเหตุและรักษาตามอาการ ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของแผนกนี้ย่อมสูงกว่าแผนกอื่นหลายเท่าตัว เพราะเป็่เวลาที่ชีวิตคนไข้แขวนอยู่บนเส้นด้าย ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงการสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืน
ยกตัวอย่างเช่น คนไข้รายนี้ที่มีอาการใจสั่นในกลุ่มอาการพร่อง ฟางหานจึงเลือกใช้ยาฉีดโสมพร้อมกับสั่งเตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจไว้ให้พร้อมสรรพ ซึ่งนี่คือการวางหมากขั้นแรกที่สมบูรณ์แบบ
การใช้โสมคนเพื่อต่อลมหายใจเป็ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน ในอดีต เมื่อแพทย์แผนจีนเผชิญกับผู้ป่วยวิกฤต โสมคนคือทางเลือกหลักในการยื้อชีวิต ทว่า การใช้โสมไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกอาการ หากผู้ป่วยมีอาการในลักษณะชี่กำเริบ มาตรการปฐมพยาบาลเช่นนี้อาจกลายเป็ยาพิษที่เร่งจุดจบของชีวิตได้ทันที
นี่คือสาเหตุที่ฟางเฮ่าหยางรู้สึกทึ่งในตัวเด็กหนุ่ม ก่อนหน้านี้ฟางหานอาจดูเหมือนเป็เพียงผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้านและมีไหวพริบดี แต่ในวันนี้ สิ่งที่เขาแสดงออกมามันก้าวข้ามขอบเขตของทฤษฎีไปไกลแล้ว
นับั้แ่ฟางหานย่างกรายเข้าสู่โรงพยาบาลวันแรก การตรวจคนไข้เคียงข้างผู้าุโกัว การวิเคราะห์เวชระเบียนอย่างเฉียบคม การทำหัตถการจัดกระดูกในแผนกศัลยกรรม ไปจนถึงการปฐมพยาบาลเคสเบ็ดตกปลาเมื่อวานนี้...
หลังจากได้ประจักษ์ในฝีมือ ฟางเฮ่าหยางจึงเริ่มสืบค้นประวัติของฟางหานอย่างจริงจัง และข้อมูลที่ได้รับก็ทำให้เขาต้องตกตะลึง เพราะเด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะมีความสามารถรอบด้านอย่างน่าเหลือเชื่อ
เมื่อรวมกับเคสอาการใจสั่นในวันนี้ ฟางเฮ่าหยางลอบพินิจฟางหานพลางตั้งคำถามในใจว่า 'เด็กคนนี้เป็เพียงนักศึกษาฝึกงานจริง ๆ เหรอ?'
อย่าว่าแต่สถานะนักศึกษาฝึกงานเลย แม้แต่รุ่นพี่ในแผนกฉุกเฉินที่เคี่ยวกรำงานมานับสิบปี บางด้านยังไม่อาจเทียบเทียมความเฉียบคมของเขาได้เลยด้วยซ้ำ
หากเมื่อก่อนฟางเฮ่าหยางไม่เคยเชื่อเื่อัจฉริยะที่มาพร้อมพร์เหนือชั้น มาวันนี้เขาคงต้องยอมจำนนต่อหลักฐานตรงหน้า
ส่วนแพทย์ประจำบ้านหลี่ที่ยืนอยู่ข้างกาย กลับมีความรู้สึกที่ซับซ้อนและถาโถมยิ่งกว่า
ทันทีที่ฟางเฮ่าหยางเอ่ยสั่งการ เขาก็ถึงกับชะงัก เพราะเมื่อครู่ฟางหานก็ใช้ถ้อยคำและคำสั่งในระดับเดียวกันเป๊ะ การที่หัวหน้าแผนกสั่งเช่นนั้นไม่ใช่เื่แปลก แต่กับฟางหาน... นายเป็เพียงนักศึกษาฝึกงานไม่ใช่หรือไง?
ในวินาทีนั้น อารมณ์ของแพทย์ประจำบ้านหลี่ช่างยากจะพรรณนาออกมาเป็คำพูดได้
เขาต้องตรากตรำเรียนหนักเพื่อสอบเข้าวิทยาลัยการแพทย์ ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจหวังจะสร้างชื่อเสียง จนกระทั่งสามารถเบียดตัวเข้าบรรจุเป็แพทย์ประจำบ้านในโรงพยาบาลเจียงจงได้สำเร็จ แต่ฟางหานคนนี้กลับก้าวข้ามหัวเขาไปในเวลาเพียงแค่สองวัน
โรงพยาบาลเจียงจงขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวด แพทย์ประจำบ้านที่นี่ล้วนเป็ระดับหัวกะทิ ทว่าในวันนี้ แพทย์ประจำบ้านหลี่กลับรู้สึกถึงความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
เมื่อมองไปยังฟางหานที่ดูองอาจ ละเอียดรอบคอบ เพียบพร้อมด้วยความสามารถ แถมยังมีรูปโฉมที่งดงามและวัยเยาว์ เื่ราวดี ๆ ทั้งหมดดูเหมือนจะถูกฟ้าลิขิตมาให้เ้าหนุ่มคนนี้เพียงคนเดียว ์ช่างไร้ความยุติธรรมเสียจริง
หลังจากพยาบาลค่อย ๆ เดินยาฉีดโสมเข้าสู่ร่างกาย อาการของคนไข้ก็เริ่มเข้าสู่สภาวะคงที่ ในเวลาเดียวกัน กลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแผนกอายุรกรรมที่นำโดยฉินเว่ยหัวก็รุดมาถึงห้องฉุกเฉิน
"เสี่ยวฟาง ช่วยอธิบายสถานการณ์และอาการเบื้องต้นให้คุณหมอจากแผนกอายุรกรรมฟังสิ" ฟางเฮ่าหยางตบไหล่ฟางหานเบา ๆ
ฉินเว่ยหัวมองฟางหานด้วยความฉงน เขาจำเด็กหนุ่มคนนี้ได้ดี เมื่อวานเขายังนึกเสียดายที่ไม่ได้ตัวฟางหานไปอยู่แผนกอายุรกรรม แต่ภาพตรงหน้าคือการให้เด็กฝึกงานเป็คนสรุปเคสต่อหน้าเหล่าผู้เชี่ยวชาญ มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
เ้าเด็กนี่เพิ่งมารายงานตัวที่แผนกฉุกเฉินเมื่อวานนี้เองไม่ใช่เหรอ? ฟางเฮ่าหยางกล้าปล่อยให้เขาลงมือถึงเพียงนี้เลย?
ในสังคมโรงพยาบาล การได้รับมอบหมายให้เป็ผู้สรุปสถานการณ์ของผู้ป่วยมิใช่เื่ที่จะกระทำกันสุ่มสี่สุ่มห้า
ตามธรรมเนียม เมื่อแพทย์เฉพาะทางมารับ่ต่อ แพทย์แผนกฉุกเฉินที่เป็ผู้รับเคสคนแรกจะต้องเป็ผู้ให้ข้อมูล เพราะเขาคือคนที่ััตัวคนไข้และเห็นการดำเนินของโรคได้ชัดแจ้งที่สุด เพื่อให้การปรึกษาเคสระหว่างแผนกเป็ไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
หรือว่าในเคสวิกฤตเช่นนี้ ฟางหานจะเป็คนแรกที่ตรวจและวินิจฉัย?
ฉินเว่ยหัวแทบไม่อยากเชื่อสายตา เป็ไปได้อย่างไรที่นักศึกษาฝึกงานคนหนึ่งจะเก่งกาจราวกับปีศาจเช่นนี้?
เขารู้จักนิสัยของฟางเฮ่าหยางดี หากฟางหานไม่สามารถพิสูจน์ฝีมือจนชนะใจได้จริง ๆ คนอย่างฟางเฮ่าหยางไม่มีทางมอบโอกาสสำคัญแบบนี้ให้เด็ดขาด การที่ฟางหานได้รับสิทธิ์นี้ แสดงว่าเ้าตัวต้องมีของดีที่ไม่ธรรมดา
ฟางหานไม่ได้สนใจสายตาที่สับสนของฉินเว่ยหัว เขาเริ่มต้นอธิบายด้วยน้ำเสียงมั่นคงและกระชับว่า "เมื่อสักครู่เราได้ดำเนินการให้ยาฉีดโสมแก่ผู้ป่วยแล้ว ขณะนี้อาการคงที่ในเบื้องต้น แต่คนไข้ยังอยู่ในสภาวะหมดสติและไม่ตอบสนองครับ..."
แพทย์จากแผนกอายุรกรรมหลายท่านเข้าตรวจอาการอย่างละเอียด ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปยังห้องประชุมแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไป ฟางหานในฐานะแพทย์เ้าของไข้ผู้รับเคส ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมการปรึกษาเคสระหว่างแผนกด้วย ทว่า ในครั้งนี้เขาวางตัวอย่างสงบและไม่กล่าววาจาเกินจำเป็
หากพิจารณาจากพื้นฐานความรู้ที่ถูกบ่มเพาะมาั้แ่เด็ก ฟางหานย่อมเหนือกว่านักศึกษาฝึกงานทั่วไปและทัดเทียมกับแพทย์ประจำบ้านบางคน แต่ทักษะที่เขาในตอนนี้ มีเพียงการกู้ชีพขั้นกลางและเทคนิคนวดทุยหนาแปดวิธีเท่านั้น เมื่อครู่เขาเพิ่งแลกเปลี่ยนทักษะการวินิจฉัยขั้นสูงมาสด ๆ ร้อน ๆ ซึ่งเมื่อผสานกับประสบการณ์กู้ชีพ จึงทำให้เขารู้วิธีรับมือในภาวะวิกฤตได้ถูกต้อง ส่วนแผนการรักษาระยะยาวนั้น เขารู้ดีว่าตนเองยังไม่ถึงขั้นที่จะเข้าไปก้าวก่ายได้
แม้จะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงตัดสินใจ แต่การได้นั่งฟังกลุ่มยอดฝีมือปรึกษาหารือกันก็นับเป็โอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง นอกเหนือจากทักษะที่ได้รับจากระบบ การเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ด้วยตนเองก็เป็สิ่งสำคัญที่เขาไม่อาจละเลย
และด้วยรากฐานจากการกู้ชีพขั้นกลาง ทำให้การร่วมประชุมในครั้งนี้ไม่ใช่เื่เข้าใจยากสำหรับเขา แิและทฤษฎีระดับสูงหลายอย่างเขาสามารถซึมซับและทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ฟางหานจึงรู้สึกว่าตนเองได้รับความรู้ที่มีค่ามหาศาล
เมื่อก้าวพ้นห้องประชุม สายตาของอู๋เหล่ย หลินกวางเลี่ยง และแพทย์ประจำบ้านหลี่ที่มองตรงมายังเขา เต็มไปด้วยมวลความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แม้แต่ประกายแห่งความริษยาในดวงตาของหลินกวางเลี่ยงก็จางหายไปมาก เพราะความจริงที่ว่าช่องว่างระหว่างเขากับฟางหานนั้นกว้างเกินกว่าจะวิ่งตามทันได้ในเร็ววัน
หลินกวางเลี่ยงไม่ใช่คนเขลา ในทางกลับกันเขาคือหัวกะทิจากวิทยาลัยการแพทย์เจียงโจว ก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่รู้สึกเสียหน้าที่มีคนมาแย่งความโดดเด่นไป
แต่ตอนนี้ฟางหานได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็ประจักษ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหนทางสู่อนาคตที่รุ่งโรจน์แทบจะปูพรมรออยู่เบื้องหน้า การได้บรรจุเป็พนักงานประจำนั้นนอนมาแน่นอน และการสอบใบประกอบวิชาชีพในเดือนเมษายนปีหน้า โรงพยาบาลเจียงจงย่อมต้องผลักดันฟางหานอย่างเต็มกำลัง ในขณะที่พวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นก้าวแรก ฟางหานกลับทะยานไปไกลแสนไกล บางทีเมื่อเขากลายเป็แพทย์เฉพาะทาง พวกเขาอาจจะยังย่ำอยู่ที่ตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านอยู่เลยก็เป็ได้
"พวกนายมายืนอออะไรกันตรงนี้ ใหมดเลย" ฟางหานที่เดินออกมาเป็คนสุดท้ายเอ่ยทักเมื่อเห็นเพื่อน ๆ ยืนรออยู่
เขาค่อย ๆ ตรวจสอบรายละเอียดในระบบขณะเดินออกมา ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล่นผ่านใจเมื่อเห็นแต้มความชอบ 1,000 แต้มที่เสียไปกับการแลกเปลี่ยนทักษะชั่วคราวเมื่อครู่
[หลี่*** เกิดอารมณ์อิจฉาต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +10]
[เหมียวต้าหลง เกิดอารมณ์อิจฉาต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +20]
...
[หลินกวางเลี่ยง เกิดอารมณ์อิจฉาต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +1]
ฟางหานเงยหน้าขึ้นมองหลินกวางเลี่ยงด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อย 'อารมณ์ของหมอนี่เปลี่ยนจากความแค้นเป็ความอิจฉาไปได้ยังไงกันเนี่ย แต้มหายไปตั้งเยอะ' เขาบ่นอุบในใจ
[แต้มความชอบรวมทั้งหมด : 2,946 แต้ม!]
เมื่อมองดูยอดคงเหลือ เขาก็อดเสียดายไม่ได้ ทั้งที่เดิมทีมันเกือบจะแตะหลัก 4,000 อยู่แล้วเชียว
ทว่า แม้จะเสียดายแต้ม แต่ฟางหานไม่เคยเสียใจในสิ่งที่เลือก การเป็หมอก็เหมือนทหารในสนามรบ ความรวดเร็วคือปัจจัยชี้ขาด ในวินาทีนั้นไม่ว่าฟางเฮ่าหยางจะมาทันหรือไม่ ในเมื่อเขาเป็คนแรกที่ไปถึงจะมัวลังเลไม่ได้เด็ดขาด เมื่อเป็เื่ของชีวิตคน แต้มเพียงหนึ่งพันจะนับเป็อะไรได้
หากต้องประหยัดแต้มจนละเลยชีวิตผู้ป่วย ต่อให้เขามีทักษะเหนือชั้นระดับเทพเ้า มันจะมีประโยชน์อะไรกัน?
[ติ๊ง... ขอแสงความยินดี โฮสต์ได้บรรลุถึงการตระหนักรู้ในตนเอง มีจิติญญาและคุณธรรมแห่งปรมาจารย์แพทย์ที่แท้จริง มอบรางวัล : สุ่มรางวัล 1 ครั้ง และ ทักษะขั้นกลางถาวร (เลือกได้เอง) 1 ทักษะ หวังว่าโฮสต์จะยึดมั่นในเจตนารมณ์นี้สืบไป เพื่อก้าวสู่การเป็ปรมาจารย์แพทย์และยอดฝีมือระดับชาติอย่างเต็มภาคภูมิ]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาฟางหานสะดุ้งสุดตัว
"ให้ตายเถอะ..."
เขารู้สึกเหมือนหัวใจพองโตจนแทบจะะโตัวลอย การตระหนักรู้เพียงชั่วครู่เมื่อกี้กลับกลายเป็โชคลาภก้อนโตเสียอย่างนั้น
สุ่มรางวัลหนึ่งครั้ง และทักษะขั้นกลางถาวรแบบเลือกเองได้! หากเขาสามารถจับจุดกลไกการให้รางวัลแบบนี้ได้ ต่อไปก็คงไม่ต้องตรากตรำสะสมแต้มความชอบให้เหนื่อยยากอีกใช่ไหม?
'ระบบ กลไกการให้รางวัลแบบนี้มีเงื่อนไขอะไรบ้าง บอกมาให้หมด อย่าปิดบังกันสิ'
[ไม่มีข้อมูลจะแจ้งให้ทราบ โฮสต์ต้องตระหนักรู้และค้นหาด้วยตนเอง] ระบบตอบกลับด้วยความเ็าตามเดิม
ฟางหานลูบคางพลางพึมพำกับตัวเอง "ยอมให้ยาบนชั้นวางจนฝุ่นเกาะ ดีกว่าปล่อยให้คนในใต้หล้าต้องทุกข์ทนจากโรคภัย..."
ระบบยังคงนิ่งเงียบ
"ช่วยชีวิตคนหนึ่งคนประเสริฐกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น หากผมไม่ลงนรกแล้วใครจะลง..."
ระบบก็ยังคงไร้ปฏิกิริยา
"เฮ้ ฟางหาน!" อู๋เหล่ยโบกมือไปมาตรงหน้าเพื่อนรัก "นายเป็อะไรไปน่ะ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"
ในเวลาเพียงไม่กี่นาที สีหน้าของฟางหานเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนน่ากลัว หรือว่าเขาจะทำงานหนักจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว?
"อ๊ะ..." ฟางหานได้สติ "เปล่า ฉันไม่เป็ไร แค่กำลังทบทวนแผนการรักษาที่คุณหมอผู้เชี่ยวชาญพูดเมื่อกี้อยู่น่ะ รู้สึกว่าได้รับความรู้ใหม่ ๆ เยอะมากเลย"
แพทย์ประจำบ้านหลี่บิดตัวยืดเส้นยืดสายพลางถอนหายใจ "มิน่าล่ะ หมอฟางถึงได้เก่งกาจั้แ่อายุยังน้อย ขนาดเดินออกมาแล้วใจยังจมอยู่กับตำราจนลืมโลกไปเลยนะเนี่ย"
[ติ๊ง... หลี่*** เกิดอารมณ์เลื่อมใสต่อโฮสต์ แต้มความชอบ +50!]
"เฮ้ย!"
ฟางหานหันไปมองแพทย์ประจำบ้านหลี่ด้วยดวงตาเป็ประกายวาววับ นี่คือพลังแห่งความเลื่อมใสงั้นหรือ? อารมณ์ศรัทธาทำให้แต้มพุ่งทะยานขึ้นถึงห้าเท่า... ช่างเป็บ่อเงินบ่อทองที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!