บทที่ 36 เล่นละครตบตาคนหรือผี!
รัตติกาลค่อย ๆ คืบคลานเข้าปกคลุม...
บนเกาะอู๋หุยนั้นมียุงค่อนข้างชุม หลินเซียวและพวกพ้องนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยมีเสียงอีการ้องดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ
“บ้าเอ๊ย! ทำไมไอ้ยุงพวกนี้มันจ้องจะรุมทึ้งแต่ฉันคนเดียววะ! เห็นฉันเป็นธนาคารเลือดหรือไง!” หลิวชิงเฟิงกระโดดเหยาะแหยะไปมาด้วยความรำคาญ
หลินเซียวปรายตามองเขา “ถ้าทนไม่ไหวก็นั่งเรือกลับไปก่อนเถอะ”
“เพื่อนรัก พูดแบบนี้ฉันเสียใจนะเนี่ย มีสาวสวยอยู่ที่นี่ตั้งหลายคน นายจะปกป้องไหวคนเดียวได้ไง? ในฐานะตำรวจของประชาชน ฉันต้องอยู่ดูแลพวกเธอ!” หลิวชิงเฟิงยืดอกตอบอย่างขึงขัง
ซูหว่านเบ้ปากเล็กน้อย “เรามีหลินเซียวคนเดียวก็พอแล้วค่ะ”
“อืม ฉันก็ว่างั้น”
“เห็นด้วยค่ะ”
ซีซีและแอนดี้ช่วยกันสำทับ
หลิวชิงเฟิงรู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีของตัวเองถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ‘นี่ฉันหล่อระดับเทพบุตรพานอันเชียวนะ พวกเธอตาถั่วหรือไง?’
ขณะที่หลิวชิงเฟิงกำลังจะอ้าปากเถียงต่อ จู่ ๆ ลมหยินที่เย็นเยือกก็พัดผ่านร่างของทุกคนไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลมนั้นเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าถึงกระดูก ซูหว่านและสาว ๆ ถึงกับตัวสั่นเทิ้มโดยไม่รู้ตัว แม้แต่หลิวชิงเฟิงเองก็ยังขนลุกซู่ “แปลกชะมัด นี่มันช่วงกลางฤดูร้อนนะ ทำไมอากาศบนเกาะถึงได้เย็นขนาดนี้ล่ะ?”
“พวกมัน... กำลังมาแล้ว” หลินเซียวจ้องมองไปเบื้องหน้าและเอ่ยขึ้นนิ่ง ๆ
สามสาวขยับกายเข้าหาหลินเซียวโดยอัตโนมัติ มีเพียงหลิวชิงเฟิงที่ยังทำท่าทีไม่ยี่หระ
“เพื่อน มุกนี้เอาไว้หลอกสาว ๆ ก็พอแล้ว จะมาหลอกฉันน่ะเหรอ? ไม่มีทางซะหรอก”
“งั้นนายก็ลองหันกลับไปมองข้างหลังดูสิ” น้ำเสียงของหลินเซียวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวชิงเฟิงก็หันขวับไปทันที
วินาทีต่อมา อ้าปากของเขาก็อ้าค้างจนแทบจะใส่ไข่ลงไปได้ทั้งใบ
ห่างออกไปไม่ไกล มีขบวนต้อนรับเจ้าสาวกำลังเคลื่อนที่ตรงมาหาพวกเขาอย่างช้า ๆ
ด้านหน้าสุดมีชายสองคนชูป้ายประกาศสีแดงขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นเกี้ยวสีแดงสดที่ใช้คนแบกถึงแปดคน ด้านหลังตามมาด้วยคณะนักดนตรีที่เป่าปี่สั่วน่า
ใบหน้าของคนในขบวนเหล่านั้นขาวโพลนราวกับพอกด้วยแป้งหนา ๆ โดยเฉพาะคนนำขบวนสองคนนั้น ที่แก้มทั้งสองข้างถูกแต้มด้วยจุดสีแดงวงเบ้อเริ่ม
นี่มัน... แต่งหน้าเหมือน ‘หุ่นกระดาษ’ ชัด ๆ!
ท่ามกลางสายหมอกที่เริ่มโรยตัว ขบวนนั้นเคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ และสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดก็คือ... เท้าของพวกเขาทุกคนลอยอยู่เหนือพื้นดิน!
บรรยากาศชวนขนลุกพุ่งเข้าจู่โจมจิตใจของหลิวชิงเฟิงทันที ดวงตาของเขาเบิกโพลงจ้องค้าง เสียงดนตรีมงคลที่ฟังดูโหยหวนเลื่อนลอยแว่วเข้าหู น่องของเขาเริ่มสั่นพั่บ ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ภาพเบื้องหน้านี้ เขาเกิดมาจนป่านนี้เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ในฐานะตำรวจ หลิวชิงเฟิงเป็นพวกยึดมั่นในวิทยาศาสตร์และไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดาอย่างรุนแรง แต่ภาพที่เห็นตอนนี้มันอยู่เหนือคำอธิบายใด ๆ ในความคิดของเขาไปแล้ว
“หลิน... หลินเซียว ทำไม... ทำไมพวกเขาถึงเป่าปี่สั่วน่าล่ะ?” ซูหว่านกำชายเสื้อหลินเซียวแน่น น้ำเสียงสั่นเครือ
หลินเซียวขมวดคิ้ว “งานมงคลตีกลอง งานอัปมงคลเป่าปี่ วิวาห์วิญญาณ... ในความหมายที่แท้จริงมันคืองานศพ เพราะฉะนั้นดนตรีที่ใช้จึงมีแต่เสียงปี่สั่วน่า”
“หลิวชิงเฟิง นายยังบื้อยืนอยู่ตรงนั้นทำไม? รีบกลับมานี่เร็ว!” หลินเซียวเตือนเสียงต่ำ
หลิวชิงเฟิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “เพื่อนรัก พวกนี้มัน... เล่นละครตบตาคนหรือเปล่า? ตั้งใจมาหลอกให้เรากลัวใช่ไหม!”
หลินเซียว “?????”
‘นี่มันเวลาไหนแล้ว หลิวชิงเฟิงยังจะคิดแบบนี้ได้อีกเหรอ? ต้องยอมรับว่าหมอนี่มันใจถึง... หรือไม่ก็บ้าไปแล้ว’
“คุณตำรวจคะ พวกนั้นน่ะผีของจริง! รีบกลับมาเร็วเข้า!” แอนดี้ตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัว ถ้าหลิวชิงเฟิงเป็นอะไรไป เรื่องมันจะใหญ่โตแน่ ๆ เพราะเขาเป็นถึงตำรวจ
แต่พอได้ยินแบบนั้น หลิวชิงเฟิงกลับยิ่งฮึกเหิม
“หึ ผีเหรอ? ตลกสิ้นดี! ก็แค่คนกลุ่มหนึ่งมาแต่งตัวเลียนแบบเท่านั้นแหละ! คอยดูผมจะกระชากหน้ากากพวกมันเอง!”
พูดจบ หลิวชิงเฟิงก็ก้าวฉับ ๆ ตรงไปหาขบวนวิวาห์วิญญาณนั้น ท่าทางของเขาดูองอาจราวกำลังออกไปทำภารกิจพลีชีพก็ไม่ปาน
“หลินเซียว นายไม่ห้ามเขาหน่อยเหรอ?” ซูหว่านมองด้วยความกังวลใจสุดขีด
หลินเซียวตอบหน้านิ่ง “จะห้ามยังไงล่ะ? ห้ามไม่อยู่หรอก หมอนั่นน่ะกำลังอยากโชว์เท่ต่อหน้าพวกเธอน่ะสิ”
“เอ่อ...” สามสาวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ตัดมาทางด้านหลิวชิงเฟิง เขาเดินไปประจันหน้ากับขบวนนั้นด้วยความใจเด็ด ก่อนจะหยุดกะทันหันตรงหน้าพวกมัน
“หยุดเดี๋ยวนี้!” หลิวชิงเฟิงตะโกนก้องเสียงดังปานฟ้าผ่า มือสองข้างเท้าเอว
แต่ว่าน่าประหลาดใจ เพราะขบวนนั้นหยุดลงจริง ๆ!
ใบหน้าของพวกมันไร้สีเลือด ดวงตาว่างเปล่าไร้แวว และพากันจ้องเขม็งมาที่หลิวชิงเฟิงอย่างเย็นชา
เมื่อเห็นว่าคำสั่งของตัวเองได้ผล หลิวชิงเฟิงก็ยิ่งมั่นใจว่าพวกนี้ต้องเป็นคนแน่นอน เขาจึงสูดลมหายใจลึกและประกาศกร้าว
“คิดว่าบนเกาะอู๋หุยนี่ไม่มีกฎหมายหรือไง? มาหลอกคนตอนกลางค่ำกลางคืนแบบนี้ ถ้ามีใครตกใจจนเป็นอะไรไป พวกแกจะรับผิดชอบไหวไหม? ตอนนี้ฉันให้โอกาสพวกแก รีบไสหัวไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะจับพวกแกไปโรงพักให้หมดเลย!”
หลิวชิงเฟิงรู้สึกสะใจลึก ๆ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้โชว์ความเท่ต่อหน้าสาวสวยได้ขนาดนี้ มันช่างรู้สึกดีจริง ๆ!
เมื่อสิ้นเสียงของเขา หนึ่งในวิญญาณที่ถือป้ายสีแดงก็อ้าปากพะงาบ ๆ ส่งเสียงภาษาผีที่ฟังไม่เป็นศัพท์ออกมา ท่าทางดูเหมือนจะโกรธจัด
“หือ?” หลิวชิงเฟิงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงที่เหมือนคนกำลังสวดมนต์งึมงำ เขาเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาทันที
“เฮ้ย พี่ชาย พูดจาให้มันรู้เรื่องหน่อย! ถ้ายังขืนพูดจาภาษาต่างดาวแบบนี้อีก ฉันจะตั้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานนะโว้ย!” หลิวชิงเฟิงทำหน้าดุ รู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีตำรวจถูกลบหลู่
วิญญาณตนนั้นไม่สนใจ ยังคงร่ายภาษาผีต่อไปไม่หยุด หลิวชิงเฟิงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาควักกุญแจมือออกมาจากด้านหลังและพุ่งมือเข้าไปหมายจะจับกุมวิญญาณตนนั้น
แต่มือของหลิวชิงเฟิงพุ่งทะลุผ่านร่างตรงหน้าไป เขาคว้าได้เพียงอากาศธาตุ
เมื่อคว้าพลาด สมองของหลิวชิงเฟิงก็ขาวโพลนทันที เหงื่อไหลซึมออกมาจากทุกขุมขน ความเย็นเยือกวิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย
ในสมองของเขาเหลือเพียงคำเดียว... ผี!
นี่มัน... ผีของจริง!! พวกมัน... ไม่มีตัวตน!
หนังศีรษะของหลิวชิงเฟิงชาหนึบทันที เขารู้สึกเหมือนร่วงหล่นลงไปในบ่อน้ำแข็ง ร่างกายยืนสั่นพั่บ ๆ อยู่ตรงนั้น ขณะที่วิญญาณตรงหน้ายังคงอ้าปากพะงาบ ๆ อยู่เหมือนเดิม
“อ๊ากกกก!!!”
หลิวชิงเฟิงแหกปากลั่นทุ่ง เลิกสนแล้วศักดิ์ศรีเลิกสนแล้วหน้าตา เขาหันหลังขวับแล้วโกยแน่บสุดชีวิตกลับมาหาหลินเซียว
“เพื่อน ช่วยฉันด้วย! ช่วยด้วยยย! ไอ้บ้าเอ๊ย... ผีจริง ๆ ว่ะ! ผีของจริงเลยยย!”
หลิวชิงเฟิงแทบจะปล่อยโฮออกมา เสียงของเขาสั่นเครือจนคุมไม่อยู่ ตอนแรกเขายังเป็นราชาอยู่เลย แต่ตอนนี้เขากลายเป็นไอ้ขี้แพ้ไปซะแล้ว... โชคชะตาช่างเล่นตลกจริง ๆ
เมื่อเห็นหลิวชิงเฟิงวิ่งหน้าตั้งกลับมา หลินเซียวก็ขยับกายลุกขึ้นยืนทันที
และในจังหวะนั้นเอง... ขบวนวิวาห์วิญญาณที่เคยหยุดนิ่ง ก็เริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนที่อีกครั้ง!