“ขอให้มีคนอ่านนิยายเยอะ ๆ ด้วยเท้ออออออ สาธุ” หญิงสาวสวดภาวนาต่อเทพเ้าไท้ส่วยเอี้ยก่อนจะหันมองรอบ ๆ จู่ ๆ ขนแขนก็ลุกพรึ่บ
"บรรยากาศวังเวงชอบกล รีบขอพร รีบกลับดีกว่า ขอให้มีคนอ่านนิยายเย้อเยอะ ยอดวิวสักแสนกว่า ๆ ก็พอเ้าค่ะ ลูกไม่หวังสูง ขอให้มีคนอ่านนิยายเย้อเยอะ ๆๆๆๆ”
“เฮ้อ... พลาดแล้ว ๆ รู้แบบนี้เก็บฟางเหมยฮวาไว้เป็ตัวร้ายอีกตัวดีกว่า แต่ช่างเถอะ ฉันเป็ไรท์เตอร์นี่นาจะสร้างตัวละครเพิ่มอีกกี่ตัวก็ได้!"
“เหมยฮวาไม่มีวันได้เป็นางเอก ฉันจะให้ยัยนี่ตายตอนหน้าให้ได้คอยดู จริงสิ ตอนนี้อาเล่ออยู่ในความดูแลของนางนี่นา ถ้าฉันเพิ่มบทให้นายอำเภอกำจัดอาเล่อ ยัยนั่นก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย หึ ๆ คราวนี้ล่ะยัยตัวประกอบได้ซี้แหงแก๋!”
“ไหนคุยโวว่าเหมยฮวาจะต้องตาย จัดการได้ เอาอยู่ไงล่ะ นี่ก็ห้าสิบกว่าตอนแล้วไม่เห็นมีวี่แวว"
“นั่นเพราะแฮกเกอร์เขียนให้เหมยฮวาอยู่แต่ในบ้าน แล้วยังมีรองแม่ทัพฉี บีหนึ่ง บีสองคอยคุ้มกันอยู่ตลอดอีก”
“แล้วจะทำไงต่อล่ะทีนี้”
“ส่งไปแล้ว”
“ส่งอะไรไป?”
“ก็คนที่จะกำจัดเหมยฮวาให้พ้นจากนิยายของฉันไงล่ะ”
“จิตใจของเ้านับวันยิ่งมืดดำ คงต้องขัดเกลาให้หลาบจำเสียบ้าง”
พรึ่บ!
ทุกครั้งที่หลับตาหญิงสาวมักฝันถึงเื่ที่ทำกับเหมยฮวาในอดีต เป็แบบนี้ต่อไปนางจะเอาเรี่ยวแรงจากไหนพาตัวเองรอดไปจากที่นี่
"ทำไมหวยต้องมาลงที่ฉันคนเดียวด้วย ์! นักเขียนคนอื่นก็สังหารตัวประกอบเหมือนกัน ทำไมไม่พาพวกนั้นมาด้วยล่ะ ทำไม?” นิยายของนางจัดเป็นิยายตลก ดราม่ามีไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำแต่กลับถูกลงโทษอยู่คนเดียวจะไม่ให้โมโหยังไงไหว
“ในนิยายมันก็ต้องมีคนตายบ้างสิ ไม่ใช่นิทานเด็กเล็กที่ต้องจบอย่างมีความสุขเสียหน่อย" ใจหนึ่งก็คิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ลึกลงไปก็รู้สึกอยู่นิดหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าตัวประกอบ ‘ฟางเหมยฮวา’ ที่ถูกกำหนดให้จบชีวิตตอนที่ห้าจะบ้าดีเดือด ทะลุมิติไปมาแก้ไขชะตาของตัวเอง นางก็ดันเข้าใจว่านิยายถูกแฮคจึงพยายามกำจัดเหมยฮวาอย่างโหดร้าย
"ฮือ ๆ ๆ อยากกลับบ้าน"
“บรรทมไม่หลับหรือเพคะ”
คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองนางกำนัลรูปร่างผอมบาง หน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิด จมูกหน่อย ผิวขาว จัดได้ว่าน่ารักก่อนจะนึกถึงสรรพนามที่ถูกเรียก 'องค์หญิง' คือสถานะใหม่ในโลกนี้ แต่เมื่อก้มมองร่างกายผอมแห้งไม่ต่างจากนางกำนัลของตัวเองและหันมองตำหนักหลังเล็กซอมซ่อก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ บอกไปใครจะเชื่อว่านางคือองค์หญิง
“เอ่อ... หม่อมฉันจะไปนำน้ำแกงมาถวายนะเพคะ” ส่วนแบ่งฟืนล่าช้ามากกว่าครึ่งเดือนแล้วดังนั้นน้ำแกงร้อน ๆ อาจพอช่วยบรรเทาความหนาวได้ อีกอย่างเวลานี้ก็ล่วงเข้ายามอิ๋น* (03.00 – 04.59) คงจะไม่มีใครอยู่ในครัวหลวงแล้วกระมัง
หญิงสาวจากต่างโลกมองฝ่าความมืดมิดและหิมะที่โปรยปรายด้านนอกก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ล่ะ เ้าไปนอนต่อเถิด”
ผู้น้อยส่ายหน้าตัวนางทนความหนาวได้ทว่าองค์หญิงที่ร่างกายอ่อนแอไม่อาจทนได้อย่างแน่นอน นางต้องทำอะไรสักอย่าง
“แต่...”
“ข้ามีผ้าห่มนี้ก็พอแล้ว ไป เ้ารีบไปนอนต่อเถิด” พูดจบก็ลุกขึ้นโดยมีผ้าห่มห่อคลุมร่างมิดชิดก่อนชะงักเมื่อนางกำนัลตัวน้อยยืนก้มหน้าประสานมือนิ่งไม่ยอมขยับ เดาว่าหากเ้านายไม่นอนอีกฝ่ายก็คงไม่ยอมนอนแน่นอน
“เช่นนั้นอยู่สนทนาเป็เพื่อนข้าก็แล้วกัน”
“เชิญรับสั่งเพคะ”
สองวันที่ผ่านมาหญิงสาวคิดหาหนทางกลับโลกตัวเองอยู่ตลอดทว่าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เมื่อไม่มีทางให้กลับก็ต้องทนอยู่ดังนั้นอันดับแรกต้องรู้ก่อนว่าตนเป็ใคร
“อะแฮ่ม! เอ่อ... ข้า... ข้ามีชื่อว่าอะไรเหรอ”
หลังจบคำถาม ดวงตาเรียวเล็กของนางกำนัลก็เบิกกว้าง ปากน้อยอ้าค้าง จากนั้นเ้าตัวก็ลนลานไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว ปากก็ร้องะโไปด้วย
“มะ... หมอหลวง!!! หม่อมฉันจะไปตามหมอหลวง องค์หญิงทรงอย่าขยับไปไหนนะเพคะ ท่านหมอ!”
“เดี๋ยว ๆ หยุดก่อน หยุดเดี๋ยวนี้! หันหลังกลับมา!" หญิงสาวะโเสียงเข้มและใช้สายตาบังคับให้อีกฝ่ายยอมทำตาม ทั้งสองจ้องตากันสักพักใหญ่สุดท้ายนางกำนัลตัวน้อยก็ยอมเดินกลับมาทิ้งตัวคุกเข่าแล้วก็เริ่มร้องไห้เสียงดังพร้อมกับโขกศีรษะกับพื้น
“ฮึก!! สมควรตาย! หม่อมฉันควรตามหมอหลวงมาดูอาการองค์หญิงั้แ่วันที่เกิดเื่ ล้วนเป็ความผิดของหม่อมฉัน หม่อมฉันบกพร่องต่อหน้าที่ สมควรถูกลงโทษ ฮือ ๆ ๆ”
“หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้! ไม่ ๆ ไม่ใช่ความผิดของเ้าสักนิด ไม่เลย โอ๋ ๆ นะ เอาล่ะ ๆ เลิกโขกหัวกับพื้นและก็เลิกร้องไห้ได้แล้ว ถือว่าข้าขอร้องเ้า... เอ่อ... ว่าแต่... เ้าชื่ออะไร”
“สมควรตาย!! หม่อมฉันสมควรตาย ฮือ ๆ องค์หญิงทรงจำสิ่งใดไม่ได้เลย ฮือ ๆ จะทำอย่างไรดี ๆ ใช่แล้ว! ต้องไปตามหมอหลวง”
ดูเหมือนสถานการณ์จะเลวร้ายกว่าเดิมกระทั่งผ้าห่มนุ่มก็กลายเป็สิ่งเกะกะจนต้องสลัดทิ้ง และหลังจากพยายามอยู่นานในที่สุดนางก็สามารถทำให้อีกฝ่ายยอมสงบและเปิดปากเล่าเื่ที่อยากรู้จนได้
“องค์หญิงอู๋ิ หรือว่าที่นี่... คือนิยายของข้า!” เหลือจะเชื่อว่านางทะลุมิติมาอาศัยอยู่ในร่างของตัวประกอบในนิยายเื่เดียวกับเหมยฮวาและ ‘องค์หญิงอู๋ิ’ คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือเหมยฮวาให้ปลอดภัยจากเคราะห์ร้าย เพราะความฉุกละหุกจึงไม่ได้ใส่รายละเอียดอะไรลงไปมาก ไม่มีแม้แต่ชื่อดังนั้นจึงถูกขนานนามว่า ‘อู๋ิ’ ที่แปลว่าไร้ชื่อในเวลาต่อมา
“กรรมตามสนอง" สองมือผอมยกขึ้นกุมขมับด้วยความเครียด เท่าที่ฟังนอกจากเป็องค์หญิงปลายแถวที่ไร้อำนาจ ไร้มารดาคุ้มครองแล้ว พ่อก็ไม่รักอีก ไม่มีคนคอยคุ้มกะลาหัวแล้วนางจะรอดชีวิตในโลกนี้ไปได้กี่วัน
“ให้หม่อมฉันไปตามหมอหลวงเถิดนะเพคะ” นางกำนัลขยับตัวแต่ก่อนจะทันได้ลุกก็ถูกสั่งห้ามอีกครั้ง
“ไม่ต้อง ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว มาลองดูสักตั้งก็แล้วกัน” เมื่อตัดสินใจได้ก็หันไปมองนางกำนัลที่พึ่งเดียวอีกครั้ง
“ต่อไปข้าคือองค์หญิงอู๋ิ เอ่อ... ว่าแต่เ้ามีชื่อว่าอะไร”
“องค์หญิงเคยตรัสว่าสรรพสิ่งบนโลกล้วนไม่เที่ยงแท้ ยามตายไปแม้แต่ชื่อก็นำติดตัวไปไม่ได้ดังนั้นหม่อมฉันจึงไม่มีชื่อเพคะ”
ทั้งสองจ้องหน้ากันพักหนึ่ง ก่อนหญิงสาวต่างโลกจะถอนหายใจเสียงดังและพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เ้าเองก็เป็ตัวประกอบเหมือนกันสินะ แต่ไม่ต้องห่วง มีข้าอยู่ พวกเราตัวประกอบจะต้องรอด เอาล่ะ ขั้นแรกของการหลุดพ้นจากการเป็ตัวประกอบคือต้องมีชื่อก่อน ต่อไปข้าจะเรียกเ้าว่า... มู่หลานก็แล้วกัน" ในเมื่อเหมยฮวาสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้ นักเขียนนิยายอย่างนางก็ต้องทำได้เช่นกัน
“มู่หลาน?"
“ใช่ ไม่ชอบหรือ”
“ชอบ ชอบมากเพคะ” คนเพิ่งมีชื่อพยักหน้ารัว ๆ และทวนชื่อใหม่ซ้ำไปมาหลายรอบด้วยความตื่นเต้น
“ดี! มู่หลาน ต่อไปพวกเรามาใช้ชีวิตให้ดีกันเถอะ”
วันรุ่งขึ้น
“เ้าช่วยยืนยันสถานะของข้าอีกครั้งได้หรือไม่"
“องค์หญิง...” มู่หลานตั้งท่าจะอธิบายแต่ก็ถูกขัดอีกครั้ง สามวันมานี้ดูเหมือนนางจะพูดไม่ทันองค์หญิงอู๋ิสักครั้ง มันเป็ไปได้อย่างไรกัน
“ใช่แล้วองค์หญิง ในเมื่อข้าเป็องค์หญิง เช่นนั้นอาหารของข้ามันควรต้องดีกว่านี้สิ หากที่นี่ไม่ใช่วังหลวง ข้าคงคิดว่าตัวเองเป็แม่ชีอยู่ในอารามไปแล้ว" บ่นไปก็ใช้ตะเกียบเขี่ยหาเนื้อสัตว์ไปด้วยอย่างบ้าคลั่ง
“หม่อมฉันนึกว่าองค์หญิงทรงโปรด...”
“โปรด? ใครจะโปรดอาหารจืดชืดพวกนี้ เหตุนี้... เพราะเหตุนี้สินะ” แขนเสื้อถูกถลกขึ้นเผยให้เห็นลำแขนผอมแกร็น ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมองค์หญิงอู๋ิจึงมีสภาพผ่ายผอม ไร้สง่าราศีเช่นนี้
“ฟังข้าให้ดี! นับจากนี้ไปอาหารทุกมื้อจะต้องมีเนื้อเพราะข้าชอบเนื้อมาก ๆ ๆ เข้าใจหรือไม่”
“เพคะ หม่อมฉันจดจำไว้แล้ว หม่อมฉันจะไปนำสำรับใหม่มาให้องค์หญิงเดี๋ยวนี้เลยเพคะ” มู่หลานยิ้มหน้าบานขณะวิ่งกลับไปที่ครัวหลวง ในที่สุดองค์หญิงอู๋ิก็หันมาสนใจพลานามัยของตนเองแล้วดังนั้นนางจะต้องนำอาหารที่มีเนื้อถวายแด่องค์หญิงให้จงได้
"เย้ส! เ้ากลับมาแล้ว" รอยยิ้มกว้างระบายบนใบหน้าเมื่อจะได้ทานเนื้อก่อนจะสังเกตเห็นความผิดปกติ
“เงยหน้าขึ้นมา”
มือที่กำลังจัดแจงวางอาหารลงบนโต๊ะชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะลงมือจัดแจงต่อโดยแสร้งเป็ไม่ได้ยิน
“ข้าสั่งให้เ้าเงยหน้าขึ้นมาเดี๋ยวนี้ มู่หลาน!”
เสียงเข้มของผู้เป็นายทำให้มู่หลานจำต้องเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ทว่ายังไม่ละความพยายามที่จะซ่อนใบหน้าด้านขวาให้พ้นจากสายตาให้ได้มากที่สุด
“อีกข้าง!”
เมื่อได้เห็นรอยแดงบนใบหน้าขาวใสที่นางกำนัลพยายามปกปิด ความโกรธก็พุ่งถึงขีดสุดอย่างรวดเร็ว ร่างผอมสั่นเทิ้มและคิดว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง หาไม่พวกเขาจะได้ใจและคิดจะทำอะไรกับพวกนางก็ได้
“ใคร? ใครมันกล้าทำร้ายเ้า?”
"เื่เล็กน้อยเท่านั้น หม่อมฉันไม่เจ็บเลยสักนิดเพคะ รีบเสวยเถิดเพคะประเดี๋ยวจะเย็นไม่อร่อย" มู่หลานกุลีกุจอประคองเ้านายให้นั่งลงก่อนจะเลื่อนจานเนื้อผัดมาไว้ตรงหน้าอย่างเอาใจ
“ใครมันจะไปกินลง ขอถามอีกครั้ง ใครกันที่บังอาจทำร้ายเ้า?!”
เห็นท่าท่างไม่ยอมรามือ มู่หลานจึงต้องบอกความจริง
“คะ... คือมะ... แม่ครัวหลวงเพคะ"
“ดีนักนะ! แม่ครัวหลวงกล้าดีอย่างไรทำร้ายคนขององค์หญิง หนอยยยย ต่อให้ตำแหน่งของข้าจะต่ำสุดในบรรดาองค์หญิงก็เถอะแต่ก็ต้องสูงกว่าแม่ครัวหลวงอย่างแน่นอน ไป! วันนี้ข้าจะทำให้นางหลาบจำจนไม่กล้ารังแกพวกเราอีก” ความหิวมลายหายสิ้นเหลือก็เพียงความโกรธ ให้มันรู้ไปว่าตัวประกอบที่พ่วงตำแหน่งเ้าของนิยายจะสู้ตัวประกอบด้วยกันในนิยายไม่ได้
“ข้าว่าเวลานี้ฮ่องเต้น่าจะทรงหิวเช่นกัน ไป พวกเราไปเอาหน้าเสียหน่อย” สายตาเ้าเล่ห์เหล่มองอาหารบนโต๊ะอย่างมีเลศนัย
ครัวหลวง
“ผู้ใดกล้าทำร้ายนางกำนัลของข้า?”
สายตาทุกคู่ต่างพุ่งไปที่สตรีวัยกลางคนที่แต่งกายต่างจากคนอื่น ในมือถือตะหลิวไม้ ใบหน้าถมึงทึง ยืนจังก้าอย่างไม่กลัวเกรงทันที โดยไม่ต้องรอคำตอบอู๋ิสาวเท้าเข้าไปหาและมองหน้าคู่กรณีอย่างเอาเื่
“เป็เ้า”
“ใช่ ข้าเอง คนของเ้าขโมยของ สมควรถูกลงโทษ”
จากสรรพนามที่ใช้และใบหน้าที่เชิดขึ้นอย่างถือดี แม่ครัวหลวงดูเหมือนจะไม่ได้เกรงกลัวหรือให้เกียรติฐานะองค์หญิงของอู๋ิแม้แต่น้อย
“เมื่อครู่เ้าบอกว่าคนของข้าขโมยของ ขอถามเ้าอาหารพวกนี้ทั้งหมดเป็ของเ้างั้นหรือ”
“ถะ...ถึงจะไม่ใช่ของข้า ตะ... แต่ครัวหลวงแห่งนี้อยู่ในการดูแลของข้า ไม่ว่าใครจะนำสิ่งใดออกไปจะต้องขออนุญาตจากข้าก่อน ใช่! ต้องได้รับอนุญาตจากข้าเท่านั้น” แม่ครัวหลวงเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจอันน้อยนิดขององค์หญิงไร้ชื่อ
“ผิดแล้ว ทุกอย่างที่นี่ล้วนเป็ของฮ่องเต้ ดังนั้นข้าที่เป็บุตรสาวของเขาคงไม่จำเป็ต้องขออนุญาตจากเ้ากระมังจึงจะสามารถกินอาหารพวกนี้ได้”
ท่าทีเอาเื่ขององค์หญิงอู๋ิวันนี้ทำให้ทุกคนพากันตกตะลึง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาองค์หญิงไม่เคยมีปากเสียงสักครั้งแม้จะถูกปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติและถูกข่มเหงหนักหนามากเพียงใดก็ตาม
แม่ครัวหลวงลอบกลืนน้ำลายแต่หากยอมก้มหัวขอโทษต่อหน้าคนมากมาย อำนาจในครัวของนางคงต้องสั่นคลอนเป็แน่
“เฮอะ แค่องค์หญิงปลายแถว ถือสิทธิ์อะไรมาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ที่นี่ ข้าเป็คนของฮองเฮา รับเพียงคำสั่งจากฮองเฮาเท่านั้น คนอย่างเ้าจะทำอะไรข้าได้”
“เช่นนั้นจะบอกว่าอาหารที่มีแต่ผักเหี่ยว ๆ พวกนั้นก็เป็คำสั่งของฮองเฮางั้นหรือ”
“ใช่หรือไม่แล้วอย่างไร คนไร้ประโยชน์เช่นเ้าก็เหมาะสมแล้วกับผักเน่า ๆ พวกนั้น เฮอะ! วันนี้ข้าจะทำให้รู้ว่าตำแหน่งองค์หญิงของเ้าก็แค่หัวโขนเท่านั้น ต่อไปจะได้ไม่กล้าวางท่ากับผู้ใดอีก พวกเ้าอย่าลงมือหนักนักล่ะ” แม่ครัวหลวงแค่นยิ้มและส่งสัญญาณให้พรรคพวกลงมือ ทั้งหมดขยับเข้าหาเป้าหมายทีละก้าวช้า ๆ ทว่าเหยื่อนั้นกลับยืนนิ่งไร้ท่าทางหวาดกลัว
“จะตายอยู่แล้วยังไม่รู้ตัว เช่นนั้นข้าคงต้องลงมือเองเสียแล้ว จับตัวนางมาให้ข้า”
"บังอาจ!"
เสียงทรงอำนาจตวาดก้องก่อนที่ชายในชุดสีเหลืองปักลายัจะก้าวเข้ามาในครัวทำให้ทุกคนอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงและรีบพากันคุกเข่าก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว
“ถวายพระพรฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงพระเจริญพันปี พัน ๆ ปี”
อู๋ิเองก็คุกเข่าและรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็เศร้าสร้อยเพื่อเรียกความสงสาร
"ขอได้โปรดมอบความเป็ธรรมให้หม่อมฉันด้วยเพคะฝ่าา”
“ฮองเฮา เ้าจะอธิบายเื่นี้อย่างไร” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบแต่ข้างในนั้นรู้สึกขุ่นมัวเป็อย่างมาก และผู้ที่เขาโกรธมากที่สุดเห็นจะเป็ตัวเขาเองที่ละเลยไม่ใส่ใจ กระทั่งแม่ครัวหลวงก็ยังกล้าิ่เกียรติขององค์หญิงถึงเพียงนี้
“ทหาร! จับตัวแม่ครัวหลวงและพวกไปลงโทษโบยหนึ่งร้อยไม้และขับออกจากวังทันที” ฮองเฮาสั่งเสียงเฉียบขาด ไม่แยแสต่อคำอ้อนวอนของผู้ใดจากนั้นก็หันไปทางฮ่องเต้ด้วยใบหน้าและท่าทางสำนึกผิด
“หม่อมฉันทำให้ฝ่าาทรงผิดหวัง ทำให้องค์หญิงอู๋ิได้รับความอยุติธรรม ยินดีรับโทษเพคะ”
อู๋ิแอบเบ้หน้าในท่าทีเสแสร้งของอีกฝ่ายแต่ต้องยอมปล่อยไปเพราะเวลานี้คงไม่เหมาะที่จะงัดข้อกับฮองเฮาตรง ๆ นางต้องมีพรรคพวกและคนคุ้มกะลาหัวก่อน
ฮ่องเต้ถอนหายใจก่อนจะโบกมือให้หยุดและกำชับไม่ให้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นอีก
“หม่อมฉันจะเข้มงวดให้มากกว่านี้แน่นอน จบเื่แล้วหม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ” ฮองเฮาปรายตามองตัวต้นเหตุแวบเดียวก่อนจะรีบเดินกลับตำหนักอย่างรวดเร็ว
อู๋ิโบกมือลาก่อนจะรีบเก็บไม้เก็บมือหลังเห็นสายตาตำหนิจากฮ่องเต้
“เ้าเองก็กลับที่พักได้แล้ว ต่อไปอย่าก่อเื่อีก”
อู๋ิชี้ตัวเองอย่างไม่เชื่อหูขณะมองตามหลังฮ่องเต้ที่เดินจากไปอีกคน เป็นางที่ถูกรังแก เหตุใดกลายเป็นางก่อเื่เสียได้ ใบหน้าน้อยส่ายไปมาก่อนจะยกมือกุมหน้าสีหน้าเหยเก
“ข้ารู้ ๆ อย่าเสียใจไปเลยนะองค์หญิงอู๋ิ อย่างน้อยบิดาของท่านก็ไม่ได้ไร้ใจเสียทีเดียว”