ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่458 มาเยือนเผ่ามังกรทอง

        อี้เฉินค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาในรอบ 2เดือน ก่อนเขาจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างชั่วร้าย เนื่องด้วยจิตใจที่พังทลายบิดเบี้ยวของตัวเขา แม้อี้เฉินจะรับรู้ทุกสิ่งเป็นอย่างดี ไม่กลายเป็นคนเสียสติ สัมปชัญญะ จากความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน สำเร็จมรรคาวิถีอาชูร่า หยั่งรู้มันจนรู้แจ้ง ทำให้อี้เฉินยินดีอยู่ไม่น้อย
 


        แต่ก็แลกมากับสภาพจิตใจของเขาที่เกรี้ยวกราดเดือดดาล ราวกับไฟที่สุ่ม ทรวง ไม่มีทางดับมอด ประกายตาในกรอบสายตาที่เคยเป็นสีน้ำตาลทอง สุกสกาว แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน มาพร้อมกับความโหดเหี้ยมที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้จากดวงตาคู่นั้น

 


         อี้เฉิน ในยามนี้เขาจึงไม่ได้เร่งรีบที่จะออกจากสถานที่แห่งนี้ เนื่องด้วยเขารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตใจทำให้ อารมณ์ของเขาไม่นิ่งเป็นอย่างมาก กลับกลายเป็นคนอารมณ์ร้อน พร้อมจะเดือดดาลได้ทุกเมื่อ ยากที่อี้เฉินจะกดข่มความบ้าคลั่งไว้

 


        หากอี้เฉินไม่สามารถควบคุมมันได้ เขาจะไม่ลุกจากไปไหนเด็ดขาด หากยังกดข่ม อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของเขาเองไม่ได้ หมายมั่นอยากจะทำให้จิตใจสงบนิ่ง กลับไปเป็นเฉกเช่นเดิมให้มากที่สุด ..จนฝ่ามือที่กำหมัดในยามนี้ ส่งเสียงดังกรอบแกรบออกมาดังลั่น มาพร้อมปราณพลังสีแดงที่แผ่ซ่านออกมาไม่ขาดสาย ที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้

 


       น้ำเสียงอี้เฉินจึงกัดกรามกรอดเล็ดลอดออกมาตามไรฟัน ไม่ยินยอมให้เป็นเช่นนั้น "อย่างไรข้าก็ไม่ยินยอมให้ อารมณ์อยู่เหนือ ความนึกคิดของข้าเป็นอันขาด หากข้าไม่กลับไปเยือกเย็น ข้าก็ไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องมือของผู้อื่น ซึ่งข้อนี้ข้ายอมไม่ได้"

 

       ครั้นอี้เฉินที่กล่าวพูดเสร็จสิ้น ลมหายใจที่หนักถี่ ก็ค่อยๆ ผ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เวลาจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วย เยียวยาบาดแผลในจิตใจของเขาได้ ในช่วงเวลานี้



        ...วันเวลาที่ไหลผ่านไปถึง3วัน สภาพจิตใจของอี้เฉิน ก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ทว่าประกายตายังฉายแววความดุร้ายอยู่ไม่น้อย แต่ความเดือดดาลบ้าคลั่ง ของอี้เฉิน ในยามนี้หดหายไปมาก อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเองก็ลดทอนไปมากแล้วในยามนี้

 


       อี้เฉินจึงลุกออกจากที่นั่งเดินสืบเท้า เดินลัดเลาะออกไปตามเส้นทางถ้ำใต้ดินหมายมั่นจะออกจากสถานที่แห่งนี้ เขาใช้เวลาเดินทางผ่านความชื้นพร้อมกับพื้นถ้ำที่เหนอะหนะ ไปอยู่หลายลมหายใจไม่รู้ว่าถ้ำแห่งนี้ ยาวไกลถึงเพียงใด กว่าเขาจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

 


        เมื่อเงาที่สะท้อนกับแสง ส่งผลให้อี้เฉินเห็นใบหน้าของเขาชัดถนัดตา มันก็ทำให้ เขามีสีหน้าบึ้งตึงอยู่เล็กน้อย เมื่อเห็นดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ราวกับสีของเลือด เสริมความน่าหวาดกลัวให้เขาไปหลายเท่า

 


       อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะกล่าวคำพูดพึมพำออกมา "มันคงจะเป็นเศษเสี้ยว วิถีอาชูร่า ที่หลงเหลือในกายข้าสินะ หวังว่าเวลาที่ไหลผ่านจะทำให้ดวงตาข้ากลับคืนสภาพ"

 

        ก่อนที่เขาจะเดินสืบเท้าออกไปรับแสงอรุณ ที่เขาไม่ได้เห็น สัมผัสมันมาเสียนาน กายที่รู้สึกถึงความอบอุ่นของแสงแดด ราวกับถูก ผืนฟ้า พสุธา โอบกอดร่างของเขาไว้ ให้จิตใจของเขาสงบนิ่งอยู่หลายลมหายใจ

 


         ทว่ามันก็ทำให้อี้เฉินอดที่จะแปลกใจไม่ได้ เมื่อเห็นอุโมงค์ท่ามกลางโขดหินใหญ่ ที่เขาพึ่งผ่านมาเมื่อครู่ มีค่ายกลบางอย่างปกปิดสถานที่แห่งนี้ไว้ อย่างไรก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าสถานที่แห่งนี้มี สถานที่ลับซ่อนอยู่ แล้วยิ่งอยู่ใจกลางบึงน้ำใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา มองเห็นเมืองไกลๆ สุดสายปรายตา เฉกเช่นนี้ใครจะหาเจอเล่า หากไม่ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 


         อี้เฉินที่ส่งสายตาออกไปสำรวจมองรอบบริเวณ เขากล่าวพูดออกมาด้วยความแปลกใจอยู่เล็กน้อย เนื่องด้วยวัดที่เขาเคยเข้าไปสำรวจ อยู่ห่างกับสถานที่แห่งนี้อยู่ไม่น้อย แต่ยามนี้ไกลสุดสายปรายตาอี้เฉินกับเห็นเมืองหลวง "หืม! สถานที่นั้นมีเมืองหลวงอยู่อย่างนั้นหรือ ดีเลยข้าอยากจะรู้ข่าวคราวในยามนี้ สงคราม เทพพันปี เป็นเช่นไรบ้าง หวังว่าพวกซีเผิง กับ ซีเยว่ พวกเขาจะปลอดภัย ..เยว่ชิงเซียนนางเองก็น่าจะไม่เป็นอะไร"

 


       ครั้นคิดเช่นนั้นได้ อี้เฉินก็มุ่งเดินทางไปในทิศทางเผ่ามังกรทองในทันที หมายมั่นจะหาข่าวต่างๆ ในยามนี้ ตั้งแต่เขามาเขาก็เสียเวลาไปร่วมๆ 3เดือนแทบไม่รับรู้ถึงความเป็นไปของสงคราม เทพพันปี แม้แต่น้อย

 

แต่ช่วงเวลา3เดือนที่เขาสูญเสียไปมีค่ากับเขามากไม่น้อย ประสบการณ์ความรู้ที่เขาหยั่งรู้มาได้ มีไม่น้อยที่รอคอยให้เขาย่อยหยั่งรู้มัน

 


        อี้เฉินเตรียมที่จะเข้าไปด้านในเมืองหลวงที่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ ท่ามกลางป่าเขาธรรมชาติที่แปลกตา เสียงน้ำตก ตกกระทบดังซ่าไม่ขาดสาย พร้อมกับจวนหลังใหญ่หลายชั้นมากมายจนลายตา อี้เฉินจึงเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องปกปิดตัวตนของเขา เมื่อเห็นกลุ่มคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ มีเขาอยู่ที่บริเวณศีรษะ บ่งบอกถึงพวกเขาว่าเป็นคนของเผ่าพันธุ์มังกรทอง เสียเป็นส่วนใหญ่ภายในสถานที่แห่งนี้



       อี้เฉินจึงนำผ้าคลุมที่หลินเฟย มอบให้มาสวมใส่ปกปิดตัวตนไว้ อย่างไม่ลังเล ก่อนจะเดินสืบเท้า ปะปนเข้าไปกับฝูงชน เข้าไปภายในเมืองหลวง ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าลายตา คิดใช้คนหมู่มากกลบเกลื่อนสายตาจากผู้คน ..แต่กลับมีทหารหนุ่มสวมชุดเกาะสงครามสีทองพร่างพราว ให้ความรู้สึกที่ดุดันและแข็งกร้าว หรี่ตาเล็กแคบลงในฉับพลัน จากด้านบนประตูเมือง จ้องมองมาที่ อี้เฉินอย่างไม่วางตา

 


       ก่อนเขาจะเดินสืบเท้าลงมาอย่างฉับพลัน ราวกับหมอกควัน มาปรากฏด้านหลังอี้เฉิน ยกฝ่ามือ ดึงไหล่ของอี้เฉินไว้ หมายคิดจะไม่ให้ไปไหน จึงทำให้หมู่ชนโดยรอบตกอกตกใจกันไม่น้อย เมื่อได้ยินน้ำเสียง ทหารหนุ่มสวมชุดเกาะสงคราม กล่าวพูด

 


       "เจ้าเป็นอนุชนของต่างแดนสินะ แม้ว่าเจ้าจะปกปิดตัวตนก็ไม่อาจเก็บซ่อนมันได้หมดหรอก เจ้าเป็นคนของ เผ่าพันธุ์ใด รีบเอ่ยพูดมันออกมาเสีย" ครั้นชายหนุ่มเอ่ยคำพูดเสร็จสิ้น เขาก็บีบฝ่ามือลงอย่างแรง อย่างไรเขาก็อยู่ในขั้นพลังเทพสวรรค์ ไม่คิดเกรงกลัวเหล่าอนุชนต่างแดน

 


ครั้นคำพูดนั้น ดังขึ้นมา หน้าเมืองหลวงก็ราวกับเป็นอัมพาต ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ ก็ต่างพากันหยุดดูเรื่องสนุก จนรอบๆ เกิดความวุ่นวาย

 


        อี้เฉิน ได้แต่ผ่อนลมหายใจ จริงๆ เขาไม่อยากก่อปัญหา แต่เหมือนว่าบุรุษผู้นี้ พร้อมจะหาเรื่องเขา มันจึงทำให้ความเดือดดาลของเขาผุดพรายขึ้นมาบนสายตาที่แดงฉาน ก่อนยกเอื้อมฝ่ามือ ไปดึงมือบุรุษหนุ่มผู้นั้นออก มาพร้อมเสียงกระดูกแตกหาก ดังออกมาน้อยๆ จากการวัดพลังเพียงชั่วครู่

 


"เจ้า!! เจ้า!! บัดซบ!!"

 


       เชิงอิง ที่เห็นถึงกับเบิกตากว้าง เมื่อเห็นฝ่ามือของเขา บิดเบี้ยวจนผิดรูป เพียงถูกฝ่ามือเด็กหนุ่มบีบจับเท่านั้น ส่งผลให้ มีเลือดไหลซึมน้อยๆ ออกมา อับอายต่อหน้าหมู่ชน โดยรอบไม่น้อย

 


       ฝูงชนเองก็เบิกตาออกกว้างเช่นกัน ครั้นเห็น นายกอง เชิงอิง ที่อยู่ถึงขั้นเทพสวรรค์ กลับถูกเด็กหนุ่มที่พวกเขามองว่าอยู่ในขั้นพลัง เทวะ ทำให้บาดเจ็บได้ เหล่าทหารหน้าเมืองเองก็เริ่มเดือดดาล พุ่งปราดลงมาปิดล้อมอี้เฉินไว้ในพริบตา ทำให้เกิดการจลาจล





ทว่าด้านในเกี้ยวสีทองหลังหนึ่ง กลับมีสตรีผู้หนึ่ง ไต่ถามผู้ติดตามคนสนิทของนาง "เล่งซุน เหตุใดเกี้ยวถึงไม่ขยับเข้าไปภายในเมืองหลวงเสียที"

 


       บุรุษผู้ที่ทำหน้าที่คุ้มกันเอ่ยพูดออกไปอย่างไม่ปิดบัง "เหมือนว่าด้านหน้าเมืองหลวงจะเกิดความวุ่นวาย มีอนุชนต่างดินแดนมาเยือนสถานที่แห่งนี้ องค์หญิงท่านให้ข้าออกไป จัดการสถานการณ์โดยรอบ ดีหรือไม่?"

 


       องค์หญิง อิงฮวา เอ่ยพูดพึมพำอยู่เล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยคำสั่งใดให้ผู้ติดตามของนาง สดับรับฟัง "คนต่างแดนผู้นี้ เหมือนว่าจะโอหังไม่น้อยรอดูท่าทีไปก่อน"

 





         ด้านอี้เฉินที่ถูกปิดล้อมเขาเพียงยกยิ้มบาง กล่าวคำพูดออกด้วยน้ำเสียงเจือด้วยความแข็งกร้าว ในกรอบสายตาสีแดงฉานภายใต้ผ้าคลุมดำ เปล่งแสงอำมหิตทอประกาย ออกมาจนเด่นชัด กดดันได้แม้กระทั่งเทพสวรรค์ที่แท้จริง

 

"สหายข้าไม่ได้ทำสิ่งใด เหตุใดพวกท่านถึงปิดล้อมตัวข้าเล่า"

 

       เหล่าทหารที่ชี้หอกออกไปด้านหน้า   ต่างก็มีใบหน้าบูดเบี้ยวกันไม่น้อย "เจ้าอย่าทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลย เมื่อครู่เจ้ากล้าทำร้าย นายกอง เชิงอิง ของพวกเราไม่ใช่หรอกหรือ"

 


อี้เฉินส่ายหัว "แล้วทีนายกองของพวกเจ้า รังแกข้า เหตุใดพวกเจ้า ไม่เอ่ยพูดมันออกมาบ้างเล่า หรือนี่คือการทักทายของพวกเจ้า"

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน