“ข้าเห็นแก่ความตั้งใจที่น้องสาวทั้งสองเลือกมาขายที่ร้านของข้าเป็ร้านแรก เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ กำไลลูกปัดในห่อผ้าของพวกเ้าข้าจะรับซื้อไว้ทั้งหมด แต่ถ้าข้าพบลูกปัดพวกนี้ที่ตลาดท่าเรืออำเภออู่ถานและสามารถซื้อมันมาได้ การค้าของเราต้องยุติลง เ้าต้องรู้ว่าตลาดท่าเรือในอำเภอของเ้าเป็ตลาดเล็กๆ ไม่ได้มีเรือประมงจากต่างแดนมาเทียบท่ามากมายเหมือนเช่นเมืองเทียนไช่หรือเมืองจี้หยวน”
“แล้วเื่ราคา..” หลินหยุนซีเอ่ยถาม
ฝูเถามองหน้าหลินหยุนซี นางเข้าใจได้ั้แ่เริ่มพูดคุยแล้วว่าผู้ที่เป็คนตั้งต้นในการค้าขายครั้งนี้คือหลินหยุนซีหาใช่หลินอี้เหมย
“ห้าเฉียน”
หลินอี้เหมยถึงกับสำลักชาชั้นดีของร้านฝูเจี้ยนเกาเมื่อได้ยินราคาที่ฝูเถาให้ นี่มันมากกว่าผ้าปักของนางตั้งกี่เท่า แต่หลินหยุนซีกลับส่ายหน้าทันที
“พี่สาวฝูล้อข้าเล่นแล้วของที่เป็หนึ่งไม่มีสองจะขายราคาเช่นนี้ได้อย่างไร ลูกปัดต้องนำเข้าจากต่างแคว้นมาทางเรือ หลายเดือนจึงจะมาที ดีที่ข้าเหมาเอาไว้ทั้งหมดในรอบนี้ ลูกปัดราคาทุนสูงนักไหนจะข้าแรงอีก หากขายห้าเฉียนนั้นแทบจะไม่เหลือกำไร จากหมู่บ้านข้ามาในตัวเมืองนั้นใช้เวลาสองชั่วยาม การค้าขายแต่ละครั้งไม่คุ้มเลยเ้าค่ะ เช่นนั้นข้าต้องขอลา” หลินหยุนซีรีบดึงห่อผ้ากลับ
ฝูเถารู้สึกลนลานเมื่อเห็นว่าหลินหยุนซีทำเช่นนั้น หรือว่าลูกปัดพวกนี้จะแพงอย่างที่ว่าจริงๆ
“ช้าก่อน น้องสาวหลินใจเย็นๆ เื่ราคามีอะไรเราคุยกันได้ เ้าพอใจที่ราคาเท่าใดเล่า”
“อย่างน้อยต้องชิ้นละ 1 ตำลึงเ้าค่ะ ของมีไม่มากยิ่งเป็ที่้า และในอนาคตข้าจะใช้ลูกปัดทำเครื่องประดับอย่างอื่นขึ้นมาด้วย ร้านของพี่สาวฝูสามารถขายมันเป็ชุดและเพิ่มราคาได้อีกมากโข มิใช่เพียงเท่านั้นหากท่านมองดีๆ กำไลของข้าสามารถยืดได้ตามขนาดข้อมือ หากลูกค้าซื้อไปเป็ของฝากก็ไม่จำเป็ต้องไปแก้ไขให้พอดีข้อมืออีก เชื่อข้าเถอะว่าอีกไม่นานของที่ทำจากลูกปัดของร้านพี่สาวฝูจะเป็ที่้าและเป็ของฝากประจำเมืองได้เลย”
แม้ราคาที่หลินหยุนซีเสนอจะแพงไปบ้างแต่ฝูเถาก็กัดฟันตอบตกลง “เอาเถอะข้าจะลองดู แต่รอบหน้าเ้าต้องทำเครื่องประดับอย่างอื่นมาด้วยล่ะ ข้าจะได้ขายแบบเข้าชุดแบบที่เ้าว่า ส่วนราคาพวกนั้นข้าขอเห็นของก่อนแล้วค่อยเจรจากันทีหลัง”
หลินหยุนซีดีใจมากที่ฝูเถาตอบตกลง อันที่จริงนางไม่ได้คิดว่าจะได้ถึงหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำ ทีแรกคิดว่าฝูเถาจะต่อราคาก็เลยเสนอไปสูงกว่าราคาในใจอยู่หลายเท่า
“ยินดีที่ได้ทำค้าด้วยกันเ้าค่ะ พี่สาวฝูลองนับและตรวจดูคุณภาพได้เลยทุกชิ้น กำไลลูกปัดที่ข้านำมามี 102 ชิ้น”
ฝูเถานับและตรวจคุณภาพเพื่อให้แน่ใจ ราวๆ หนึ่งเค่อนางจึงพยักหน้าไม่หยุดและส่งยิ้มให้หลินหยุนซีอย่างพอใจ
“102 ชิ้นเป็เงิน 102 ตำลึงนะ ประเดี๋ยวข้าจะนำเงินมาให้”
แต่ก่อนที่ฝูเถาจะเดินไปหยิบเงิน หลินหยุนซีก็ส่งเสียงเรียกเสียก่อน “พี่สาวฝูเ้าคะ ข้าขอเป็เหรียญตำลึง 95 เหรียญ 50 เฉียนแล้วก็ขอเป็อีแปะ 200 อีแปะแทนได้หรือไม่เ้าคะ คือพวกข้าต้องแบ่งเงินกันด้วย”
“ได้สิไม่มีปัญหา”
“น้องสาวหลินทั้งสองพวกเ้าจะมาส่งเครื่องประดับอย่างอื่นเมื่อใดกัน”
หลินหยุนซีมุ่นหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบไปว่า “อาจจะทุกสองสัปดาห์เ้าค่ะ แต่หากมีกิจธุระที่ต้องเข้ามาในเมืองข้าอาจจะมาส่งไวกว่าปกติ”
“เช่นนั้นก็ดีๆ”
หลังจากที่อำลาฝูเถาเรียบร้อยแล้ว หลินหยุนซีก็คลำที่อกอย่างเบิกบานใจ นางล้วงเงินออกมา 21 ตำลึงกับอีก 1 เฉียนแล้วมอบให้หลินอี้เหมย
ตอนที่หลินอี้เหมยเห็นหลินหยุนซีเจรจาราคานางตื่นเต้นแต่ก็ไม่กล้ามองอะไรได้แต่มองถ้วยชา แต่พอได้เห็นส่วนแบ่งที่ตัวเองได้รับจริงๆ ก็รู้สึกราวกับิญญาล่องลอยออกจากร่าง
“มากเพียงนี้เลยหรือ..”
“มากเพียงนี้แหละ เ้าเก็บเงินไว้ให้ดี ข้ารวมค่าผ้าปักผืนละ 1 เฉียนที่เ้าให้เมื่อเช้าไปด้วย” ตอนนี้หลินหยุนซีเหลือเงินในมือ 74 ตำลึง 49 เฉียน กับอีก 200อีแปะ
หลินอี้เหมยรับเงินมาด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็มองซ้ายมองขวาแล้วเก็บเงินสอดเข้าในเสื้อ
“ซีซีข้าว่าเรากลับกันเถอะ มีเงินมากขนาดนี้อยู่กับตัวข้าไม่ค่อยสบายใจ”
หลินหยุนซีโบกมือปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้องรีบร้อนๆ ไหนๆ เราก็มาในเมืองทั้งทีข้าขอเดินดูร้านรวงสักหน่อย รับรองว่าไม่เสียเวลามากนักหรอก อย่างไรตอนกลับค่อยนั่งเกวียนกลับ”
“นั่นมันเปลืองเงินนะ ข้ายังเดินไหว” หลินอี้เหมยเอ่ยท้วง
“เ้าเดินไหวแต่ข้าเดินไม่ไหว! ในเมื่อมีเกวียนให้นั่งสบายๆ เ้าจะเดินทำไมเล่า เอาล่ะๆ ข้าไม่คุยกับเ้าแล้ว ไปเดินดูของกันดีกว่า” ไม่รอให้หลินอี้เหมยเอ่ยตอบ หลินหยุนซีกึ่งลากกึ่งจูงหลินอี้เหมยเดินไปจนทั่วตลาดในเมือง
“อี้เหมยข้าหิวแล้ว ข้าอยากกินบะหมี่ร้านโน้น เราแวะกินบะหมี่กันก่อนเถิด เ้าอย่าได้เข้าใจผิดข้าไม่ได้ขอความเห็นเ้า ข้าแค่บอกให้เ้าฟังว่าข้าจะกินบะหมี่” หลินหยุนซีเอ่ยดักทางก่อนจะจูงอี้เหมยไปที่เพิงขายบะหมี่
“ท่านลุงข้าเอาบะหมี่สองชามเ้าค่ะ!”
“เชิญๆ”
หลินอี้เหมยรู้สึกปวดใจที่หลินหยุนซีใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปกับบะหมี่และยังสั่งถึงสองชาม แต่ทันทีที่บะหมี่มาวางตรงหน้านางก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก เพราะนางเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยั้แ่เช้า
หลินหยุนซีเห็นดังนั้นก็เลื่อนชามบะหมี่ไปให้หลินอี้เหมย
“ถือเสียว่าข้าเลี้ยงเ้าเพราะเ้าเดินเที่ยวในเมืองเป็เพื่อนข้า”
“ไม่ ไม่เป็ไร” หลินอี้เหมยเอ่ยตะกุกตะกัก
“กินเถอะหน่า ข้าบอกว่าเลี้ยงก็เลี้ยงสิ เ้าไม่เห็นหรือว่าข้าทำเงินได้มากมายเพียงใด บะหมี่ชามเดียวจะนับเป็อันใดได้ อย่าลืมสิว่านี่แค่การค้าครั้งแรก เรายังมีครั้งต่อๆ ไปอีก”
พอได้ฟังดังนั้นหลินอี้เหมยจะปฏิเสธอันใดได้อีก นางรีบคีบบะหมี่เข้าปากทันที แล้วเอ่ยชมไม่ขาดปากว่าอร่อยยิ่ง ผิดกับหลินหยุนซีที่เอาแต่ขมวดคิ้วแต่เพราะความหิวนางจึงจำต้องกินใหม่หมด
หลังจากที่นางทะลุมิติมานี้ทุกๆ วันนางจะแอบซื้อของกินจากระบบแล้วแอบกิน เพราะรับไม่ได้กับอาหารของบ้านหลิน วันนี้ที่เมื่อเห็นร้านขายบะหมี่นางจึงคิดว่าจะได้กินของอร่อยแต่ก็ต้องผิดหวัง บะหมี่มีแค่รสจืด มีความเค็มจางๆ ยังดีที่ดูเหมือนจะมีความหวานจากผักเล็กน้อย หลินหยุนซีจึงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยก็ยังมีรสชาติ น่าเสียดายที่เมืองที่นางอยู่นั้นมีทะเลสาบแต่เป็ทะเลสาบน้ำจืด หากเป็ทะเลธรรมดาล่ะก็เกลือคงไม่แพงถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังดีกว่าเมืองภาคเหนือและภาคตะวันออกของเมืองหลวงฝั่งนั้นเกลือราคาแพงหูฉี่จนหลินหยุนซีไม่อยากที่จะคิด
พอซดบะหมี่จนเกลี้ยงชามทั้งสองคนก็เดินไปต่อแถวขึ้นเกวียนกลับอำเภอ ซึ่งการเดินทางกลับหมู่บ้านถังเจียจะต้องต่อเกวียนสองต่อแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร หลินหยุนซีไม่ได้ซื้อของอะไรไปฝากคนในครอบครัวเพราะรสชาติคงไม่ต่างจากบะหมี่ที่นางกินและอีกอย่างที่บ้านยังมีตัวตะกละอย่างบ้านสี่อยู่ ของฝากของนางไม่มีทางตกถึงมือพ่อแม่นางแน่ ส่วนจุนจุนกับหลินไห่เทานั้นนางกะว่าจะกดซื้อซาลาเปาก้อนใหญ่ๆ อร่อยๆ ในมิติแล้วค่อยแอบเอาให้แทน
“ซีซีเราจะทำอย่างไรกับผ้าปักของอาตี้ ข้าลืมขายที่ร้านผ้าในเมืองไปเสียสนิท” หลินอี้เหมยถามอย่างกังวลเพราะตอนนี้นางอยู่บนเกวียนแล้วจะให้ลงตอนนี้ก็คงไม่ทัน
“ไม่เป็ไรเ้าเอามาให้ข้า ข้าจะจ่ายเงินให้เอง ว่าแต่ปกติผ้าปักของอาตี้ขายได้เท่าใด”
“หากขายในเมืองก็ราวๆ 6 อีแปะ ฝีมือของอาตี้ยังไม่เท่าข้า” หลินอี้เหมยตอบอย่างจริงจังแต่แล้วแก้มของนางก็แดงระเรื่อ ก่อนจะรีบเอ่ยต่อว่า
“คือข้าไม่ได้หมายความว่าข้าเก่งอันใดหรอกนะ เ้าอย่าได้เข้าใจผิด”
“ฮ่าๆ ข้าเข้าใจเ้า เ้ามิได้โอ้อวดหรอกเช่นนั้นก็เอาแบบนี้นางให้ผ้าเ้ามาสามผืนข้าจะซื้อตามราคาที่เ้าว่าก็แล้วกัน”
ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่หลินหยุนซีกับหลินอี้เหมยก็ยังไม่ได้แลกเงินกับผ้าปักในทันทีเพราะในเกวียนมีคนนั่งอยู่ด้วยสามสี่คน