ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 63 ความรู้สึกในใจ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 63 ความรู้สึกในใจ



            แม้หน้าฉากของประตูมิติจะราบเรียบสงบนิ่งภายในเวลาไม่นานนัก แต่ภายในช่องทางมิติกลับปั่นป่วนอย่างยิ่ง


            แรงเหวี่ยงกระชากร่างของคาลอสและซีเลียหมุนไปตามวังวนของประตูมิติ


            ไม่แน่ใจว่าประตูมิติแห่งนี้เก่าแก่จนเกิดความไม่เสถียรหรืออย่างไร แต่แรงเหวี่ยงของวังวนมิติแห่งนี้ช่างรุนแรงจนแทบจะแยกทั้งคู่ออกจากกัน โชคดีที่คาลอสคว้าแขนของหญิงสาวเอาไว้ทัน ทำให้สองคนยังอยู่ด้วยกันจนกระทั่งทะลุออกจากวังวนมิติมาได้สำเร็จ


            “แค่กๆๆ” ซีเลียทั้งวิงเวียนศีรษะ ทั้งรู้สึกอยากสำรอก


            ส่วนคาลอสเองก็มึนงงเล็กน้อยจากแรงเหวี่ยงเมื่อครู่ ก่อนจะปรับสภาพตนเองให้กลับมาเป็นปกติได้ในเวลาไม่นาน


            หญิงสาวใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะทรงตัวลุกขึ้นมายืนได้สำเร็จโดยมีชายหนุ่มประคองอยู่ด้านข้างไม่ห่าง เธอหันไปมองประตูมิติพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย


            “แปลกมาก เหมือนว่าประตูมิติจะไม่เสถียรเท่าไหร่ สมัยที่ข้ายังเด็กกว่านี้ท่านพ่อเคยพาข้ามาหาประสบการณ์อยู่ที่นี่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นแรงเหวี่ยงภายในช่องว่างมิติไม่ได้รุนแรงขนาดนี้” หญิงสาวแสดงสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง ในขณะที่คาลอสก็มองตามสายตาของหญิงสาวไป


            “หรือเป็นเพราะพวกเราพุ่งตัวเข้ามาเร็วจนเกินไปหรือเปล่า?” คาลอสที่หลบหนีอย่างเต็มที่มาตลอดทาง ในที่สุดก็เปิดปากพูดเสียที


            “ไม่ ถึงแม้จะมีส่วนอยู่บ้าง แต่หากประตูมิติเสถียรจริงๆ ต่อให้พุ่งเข้ามาแรงกว่านี้ก็ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้” หญิงสาวตอบกลับไป สายตายังคงจ้องมองไปที่ประตูมิติอยู่ตลอดเวลา ราวกับระแวงว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไรอย่างนั้น


            ชายหนุ่มจ้องมองประตูมิติอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาว


            “ช่างเรื่องประตูมิติไปก่อนเถอะ สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้ก็แย่ไม่ต่างกัน” คาลอสเปรยขึ้นเบาๆ เตือนสติให้หญิงสาวได้รู้ว่าพวกตนอยู่ในสถานการณ์แบบไหน


            “โอ้!” เหมือนหญิงสาวจะระแวงประตูมิติจนหลงลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปจนสิ้น


            “ตรงไปด้านหน้าแล้วเลี้ยวซ้าย ถ้าข้าจำไม่ผิดมันจะมีช่องทางเล็กๆ อยู่ระหว่างทาง” หญิงสาวมองตรงไปด้านหน้า พื้นที่โดยรอบเป็นกำแพงดิน มีโพรงขนาดใหญ่เป็นทางตรงไปด้านหน้า รอบข้างมีคบเพลิงแขวนอยู่ตลอดทาง ทำให้เห็นช่องทางที่ลึกเข้าไปด้านใน

            

            “ตามข้ามา.....อ๊ะ!” หญิงสาวชี้มือไปด้านหน้าก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินหน้า พยายามจะนำคาลอส ทว่าชายหนุ่มกลับโผเข้าหานางพร้อมกับโอบแขนไว้รอบเอว พุ่งตัวไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง


            “พวกเราไม่ได้มีเวลามาก เจ้าบอกทาง ส่วนข้าจะเป็นเท้าให้เจ้าเอง” ชายหนุ่มเอ่ยบอกขณะที่พุ่งตัวไปด้านหน้าพร้อมกับคว้าหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน


            หญิงสาวที่ถูกคว้าตัวไปบัดนี้ใบหน้าแดงก่ำ ทำได้เพียงพยักหน้าตามน้ำไปกับอีกฝ่าย ใครใช้ให้ชายหนุ่มจู่โจมกะทันหันเช่นนี้เล่า ก่อนหน้านี้เป็นฝ่ายหญิงสาวเองที่นัดแนะให้อีกฝ่ายใช้เธอเป็นตัวประกัน แต่เมื่อเทียบกับตอนนี้ การที่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ชิดโดยไม่ทันตั้งตัวนี่มัน...ทำให้หัวใจเผลอเต้นแรงไปจนได้


            ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังพุ่งตัวไปด้านหน้าเรื่อยๆ หญิงสาวก็เหม่อลอยไปชั่วครู่ กว่าจะรู้อีกทีก็ถึงทางแยกเรียบร้อย


            “เลี้ยวซ้ายตรงนี้ใช่หรือไม่?” ชายหนุ่มเอ่ยถามออกไป ก่อนจะสะกิดปลายเท้าเบี่ยงตัวเปลี่ยนทิศไปด้านซ้ายโดยไม่รอคำตอบรับของหญิงสาว


            “อ๊ะ... ฉะ ใช่” หญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวก็รีบขานรับอย่างรวดเร็วเมื่อสังเกตเห็นสภาพโดยรอบ เธอสอดส่ายสายตามองรอบข้าง พยายามหาจุดสังเกตที่เป็นประโยชน์


            ในตอนนี้โพรงดินเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพียงพอให้คนหลายสิบคนเดินเข้ามาพร้อมๆ กัน และด้วยพื้นที่ที่ขยายใหญ่ขึ้น ทั้งคู่เริ่มเห็นสัตว์อสูรอยู่บ้างประปรายตามรายทาง แต่พวกมันล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์อสูรระดับต่ำแทบทั้งสิ้น เพียงใช้ความเร็วหลบหลีกก็สามารถพุ่งข้ามมันมาได้แล้ว


            “อีกสักพักเจ้าจะเจอโพรงถ้ำเล็กๆ ทางด้านขวา อาจจะเข้าไปลำบากหน่อย แต่ข้ารับรองว่าที่นั่นปลอดภัยแน่นอน พวกเราสามารถหลบซ่อนอยู่ภายในได้สักพักใหญ่ๆ จนกว่าคนของท่านพ่อจะถอดใจจากไป” หญิงสาวกล่าวออกมาให้ชายหนุ่มได้ยิน


            คาลอสชะลอความเร็วลงเล็กน้อยหลังจากได้ยินเสียงของหญิงสาว สายตาของเขาจ้องมองผนังดินด้านขวาอย่างละเอียด ในที่สุดเขาก็พบรอยแตกระหว่างผนังดิน กลายเป็นโพรงเล็กๆ ที่พอจะให้มนุษย์คนหนึ่งมุดลอดเข้าไปได้


            คาลอสลดความเร็วลง สุดท้ายจึงมาหยุดอยู่หน้ารอยแตกบริเวณผนังฝั่งขวา แขนข้างที่โอบเอวหญิงสาวอยู่ก็ค่อยๆ คลายออก


            มองเข้าไปด้านในเหมือนจะมีทางลับเข้าไปด้านในได้อีก แต่ปัญหาคือรอยแยกนี้ค่อนข้างเล็ก แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ตัวใหญ่มาก แต่ก็ดูจะมีปัญหาเล็กน้อยในการยัดตัวเองเข้าไปภายในโพรงนั่น


            คาลอสมองโพรงขนาดเล็กด้วยความชั่งใจ ก่อนจะผายมือให้หญิงสาว


            “เจ้าเข้าไปก่อน” คาลอสกล่าวออกเบาๆ ก่อนจะหันหน้ามองย้อนไปยังทิศทางที่ตนเองจากมา สภาพโดยรวมยังคงสงบเรียบร้อย กลุ่มสัตว์อสูรระดับต่ำไม่ได้ติดตามเข้ามาโจมตีแต่อย่างใด อาจจะเพราะเกรงกลัวกลิ่นอายที่ชายหนุ่มปล่อยออกมาก็เป็นได้


            “อื้อ” หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มชั่วครู่ ก่อนจะมุดตัวเข้าไปด้านในโพรงอย่างไม่มีความลังเล แต่ดูเหมือนว่าขนาดของโพรงในความทรงจำหญิงสาวจะใหญ่กว่านี้ คงเป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมาหญิงสาวเองก็มีพัฒนาการทางร่างกายที่ค่อนข้างมาก ฝึกฝนทั้งพลังงานภายในและร่างกายจนกลายมาเป็นอเวกระดับห้าได้ในที่สุด


            ชายหนุ่มที่มองมาจากด้านหลังก็รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย ขนาดอีกฝ่ายมุดเข้าไปด้านในยังค่อนข้างลำบากขนาดนี้ ตนเองจะมุดเข้าไปได้แน่หรือ? แล้วกลุ่มคนพวกนั้นจะตามมาทันหรือไม่?


            “ส่งมือมา ข้าจะช่วยดึงเจ้าเข้ามาเอง!” หญิงสาวที่มุดเข้าไปได้เป็นที่เรียบร้อยพลันชะโงกหัวออกมาจากโพรงขนาดเล็กนั่น


            ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนยื่นมือออกไปพร้อมกับก้มตัวต่ำ ค่อยๆ ดันตัวเองเข้าไปในโพรง


            “ฮึบบบบ” หญิงสาวออกแรงดึงเข้าไปด้านในโพรง ชายหนุ่มก็พยายามดันตัวเองผ่านช่องทางเล็กๆ นี่เข้าไป ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะถูกดึงเข้าไปด้านในได้สำเร็จ


            ผรึด


            ซีเลียออกแรงดึงอย่างเต็มที่ และช่วงจังหวะที่คาลอสลอดผ่านโพรงเข้ามาได้สำเร็จ แรงดึงที่ไร้แรงต้านทำให้หญิงสาวเสียหลักเอนตัวล้มไปด้านหลัง


            ร่างของชายหนุ่มเองก็พุ่งไปด้านหน้าอย่างแรง ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองของอเวกระดับที่เจ็ด คาลอสยื่นมือทั้งสองข้างออกไปด้านหน้าข้ามไหล่ของหญิงสาวที่กำลังล้มลง


            มือของชายหนุ่มค่อยๆ โอบเข้ามาประคองลำคอของหญิงสาวเอาไว้ ก่อนจะเหวี่ยงร่างของตนเองกลางอากาศดึงร่างของหญิงสาวตรงหน้าให้พลิกกลับขึ้นไปด้านบนก่อนที่ร่างของคาลอสจะกระแทกลงกับพื้น


            น้ำหนักของหญิงสาวค่อยๆ โถมกดทับลงมาบนร่างของเขา ร่างทั้งร่างแนบชิดติดกัน กั้นไว้เพียงอาภรณ์ที่สวมใส่ ใบหน้าของหญิงสาวซุกลงไปที่ไหล่ซ้ายของชายหนุ่ม และมือทั้งสองข้างของชายหนุ่มเองก็ยังคงประคองท้ายทอยของหญิงสาวเอาไว้ตลอด


            ไม่รู้เพราะเหตุใด อาจเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เพศผู้ที่พยายามจะปกป้องสตรีเพศเอาไว้ คาลอสจึงเข้าไปประคองและรับการกระแทกแทนหญิงสาว หรืออาจจะเป็นเพราะว่าตัวเขาประเมินแล้วว่าตนเองเป็นถึงอเวกระดับที่เจ็ด หากล้มกระแทกพื้นคงไม่ได้เจ็บเท่าไหร่


            สิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่ภายในหัวของคาลอส แต่เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่าการกระทำของตนเองมันมีเหตุผลกลใดซ่อนอยู่


            เวลาผ่านไปอึดใจใหญ่ๆ ทั้งคู่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม เสียงลมหายใจเบาๆ ของทั้งคู่ยังคงมีให้ได้ยินข้างหูทั้งสองฝ่าย


            “เอ่อ... ข้า ข้าจะลุกขึ้นแล้วนะ” หญิงสาวที่หลุดออกจากภวังค์ก็พูดออกมาทันที อยู่ในท่าทางแบบนี้มันออกจะน่ากระอักกระอ่วนไปสักนิด


            ชายหนุ่มที่ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยๆ คลายมือที่โอบรอบท้ายทอยของหญิงสาวออก หันหน้าหนีไปอีกฝั่งเพื่อหลบสายตาของหญิงสาวที่มองมา ดูเหมือนว่าเหตุการณ์เมื่อครู่จะทำให้หัวใจของชายหนุ่มอายุสิบแปดปีผู้นี้เต้นแรงไม่น้อย


            นอกเหนือจากประสบการณ์ที่โดนว่าที่คู่หมั้นหักหลังแล้ว เขาก็แทบจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับสตรีที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเลย นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาใจเต้นให้กับสตรีมากขนาดนี้ ความตื่นเต้นที่อยู่ภายในใจยามนี้มากเสียยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าจะได้รับเคล็ดวิชาใหม่ๆ เสียอีก


            หญิงสาวค่อยๆ ผละร่างออกจากชายหนุ่มที่นอนอยู่ เธอค่อยๆ กระเถิบตัวออกไปยังจุดที่เพดานด้านบนสูงขึ้น


            คาลอสเองก็ค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่เพดานด้านบนไม่ได้สูงพอให้เขาลุกขึ้นยืนแต่อย่างใด


            เขาเลือกนั่งอยู่เช่นนั้นไม่ได้เขยิบตัวออกไปหาจุดที่เพดานสูงขึ้น เพราะอย่างไรเสียก็ต้องรออยู่ที่นี่จนกว่ากลุ่มคนที่ไล่ล่าเขาจะจากไปเสียก่อน ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเขยื้อนกายไปไหน


            คนทั้งคู่หันหน้ามองกันเงียบๆ ในระยะหนึ่งช่วงแขน คาลอสมีท่าทีเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป นั่นทำให้หญิงสาวจับจ้องให้ความสนใจมาที่คาลอสมากขึ้นไปอีก


            เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดชายหนุ่มก็เปิดปากถามหญิงสาวตรงหน้าขึ้นมา


            “ทำไมเจ้าถึงช่วยข้า?” คาลอสค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย


            หญิงสาวที่ไม่ทันคิดว่าชายหนุ่มจะถามคำถามเช่นนี้ก็นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบกลับมา


            “เพราะเจ้าเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้” หญิงสาวคิดไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกไป


            “แค่เพราะข้าบังเอิญช่วยเจ้าไว้น่ะหรือ? มันทำให้เจ้าสนใจที่จะหาข้อมูลของข้า มาช่วยเหลือข้าในเวลาสำคัญ ทั้งยังเอาตัวเองมาเสี่ยงพาข้าหลบหนี?” คาลอสจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา เฝ้ารอคำตอบที่อีกฝ่ายจะตอบกลับมา


            “ใช่สิ ไม่ใช่ว่าบุญคุณในการช่วยชีวิตมันยิ่งใหญ่มากหรอกหรือ?” หญิงสาวตอบกลับมาด้วยเหตุผล


            ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี บุญคุณในการช่วยชีวิต สำหรับผู้ได้รับที่สำนึกบุญคุณย่อมต้องการจะตอบแทนความกรุณานั้นกลับไปอยู่แล้ว


            ชายหนุ่มยังจดจ้องหญิงสาวต่อไป ไม่ได้ตอบรับอะไรอีก


            หญิงสาวที่ถูกจ้องมาก็ค่อยๆ หลบตาอีกฝ่าย มีหลายอย่างที่ตีกันอยู่ในจิตใจของเธอ แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งที่ควรจะพูดหรือไม่


            เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งก่อนที่หญิงสาวจะรวบรวมความกล้า หันสายตากลับมาสบตากับชายหนุ่ม


            “ข้า...ข้าก็แค่ประทับใจในตัวเจ้า ก็เลยแอบสืบข้อมูลของเจ้า... และข้าก็เชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนเลวร้าย เจ้าไม่ควรถูกปรักปรำทั้งๆ ที่ยังไม่มีมูลเหตุเพียงพอ ข้า......ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า” หญิงสาวจ้องตอบสายตาของชายหนุ่มด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ค่อยๆ เผยความในใจออกมา


            ความจริงยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่ในใจนาง แต่มันยังไม่ได้ตกผลึกมากพอจนแน่ใจว่ามันใช่ความรู้สึกที่แท้จริงหรือไม่ สุดท้ายนางก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้


            ชายหนุ่มมองอีกฝ่าย สายตาเหมือนจ้องจะจับผิด แต่ก็เหมือนจะจับคำโกหกจากอีกฝ่ายไม่ได้เลย มันให้ความรู้สึกที่จริงใจ สบายใจ แล้วยังแอบเผลอรู้สึกวาบหวามในใจยามที่ได้ฟังอีกด้วย


            คาลอสจ้องมองหญิงสาวเหมือนอยากจะพูดอะไรตอบกลับไป แต่โสตประสาทของเขากลับรับเสียงบางอย่างได้ก่อน จึงมุ่งเป้าไปที่สิ่งนั้นแทน



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน