“พี่ฮุย ทำไมถึงเพิ่งขึ้นมาล่ะ?”
เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยขึ้นมาอยู่ด้านบนเรือเป็นคนสุดท้าย เฉียนตัวตัวที่กลับคืนสู่สภาพเดิมก็ถามเขาด้วยความแปลกใจ
“กำลังอึ้งอยู่”
เซี่ยฮุยลากกระเป๋าไปพลางก็ตอบกลับด้วยอาการใจลอย สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจสิ่งที่อยู่ด้านในเรือลำนี้
ด้านในเรือลอยเหมือนกับที่เห็นจากภายนอก ถ้าหากจะให้บรรยายก็คงต้องใช้คำว่า “ใหญ่”
ตัวเรือที่อยู่ตรงกลางน่าจะมีอยู่ประมาณหกชั้น เซี่ยฮุยยืนอยู่ด้านบนดาดฟ้าและแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน
ตอนนี้เขายืนอยู่ด้านบนของเรือซึ่งสูงเกือบจะแตะฟ้า แสงจากพระอาทิตย์ไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตาเหมือนกับตอนที่อยู่ด้านนอกเรือแม้แต่น้อย
เขาเห็นด้านบนตัวเรือมีชั้นฟิลม์บาง ๆ ปกคลุมอยู่ อีกทั้งยังหมุนเวียนอย่างช้า ๆ
“ฝาครอบป้องกันงั้นเหรอ”
เซี่ยฮุยรู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น แม้ว่าในอินเทอร์เน็ตจะมีคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นด้วยตาตัวเอง
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ นักเรียนศิลปะการต่อสู้ที่เข้ามาด้านในตัวเรือก่อนเขา ต่างก็ไม่มีใครยืนอยู่บนดาดฟ้าชั้นนี้แล้ว มีเพียงเซี่ยฮุยคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นมาถึงด้านบนนี้
“ดูเหมือนว่าการทดสอบจะไม่ได้ยากมากมายอะไร”
เซี่ยฮุยแอบคิดเช่นนี้อยู่ภายในใจ เพราะไม่มีนักเรียนศิลปะการต่อสู้คนไหนไม่สามารถขึ้นมาด้านบนนี้ได้แม้แต่คนเดียว
คิดเช่นนี้ เซี่ยฮุยก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ
ทุกคนต่างก็เป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบการประเมิน ดังนั้นย่อมเป็นกลุ่มคนที่มีคุณสมบัติ การเดินขึ้นมาด้านบนเรือนี้โอกาสที่จะหยุดเดินก็มีอยู่น้อยมาก
“ยังจะยืนอึ้งอีกนานไหม?”
หลี่ต้าป้าวเดินขึ้นมาด้านบนตัวเรือ เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งหกคนยังยืนอยู่ด้านบนชั้นดาดฟ้า เขาก็แอบรู้สึกเอือมระอากับกลุ่มนักเรียนที่ทำตัวแปลกประหลาดเหล่านี้
แม้ว่าจะเป็นนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนของตัวเอง อีกทั้งยังมีความสามารถระดับสูง แต่ท่าทางงุนงงของเด็กเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งก็ทำให้เขาแอบรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย
ถ้าหากเด็กเหล่านี้ทำท่าทางแบบนี้ตอนเข้ารับการทดสอบในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้คงไม่ดีแน่
ต่อให้พวกเขามีความแข็งแกร่ง แต่ถ้าหากมีปัญหาด้านจิตใจที่ดูไม่ปกติเช่นนี้ พวกเขาก็คงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนที่ไม่ดีแน่นอน
เขาไม่อยากให้เด็กนักเรียนเก่ง ๆ ที่มีความสามารถเหล่านี้เดินไปถึงจุดนั้นเลย
“ครูหลี่ พวกผมกำลังยืนสำรวจเรือบินอยู่ครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่พวกผมขึ้นมายืนอยู่ด้านบนเรือบินแบบนี้”
เมื่อเห็นคนอื่น ๆ ยังยืนดูเรือบินและทำท่าทางราวกับไม่ได้ยินในสิ่งที่หลี่ต้าป้าวพูด เฉียนตัวตัวที่ตอบสนองเร็วที่สุดก็รีบพูดขึ้นมา
“ครูหลี่ นั่นคือฝาครอบป้องกันใช่ไหมครับ”
หลี่ต้าป้าวแอบชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหันไปมองจุดที่เซี่ยฮุยชี้ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับมา
“ใช่ นี่คือฝาครอบป้องกันของเรือบิน ระดับของพลังงานสูงมาก ต่อให้เป็นการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 9 ก็ไม่สามารถทำลายมันได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าระหว่างที่เราเดินทางไปที่เมืองหลวง คงจะเจอกับสิ่งอันตรายระหว่างทางสินะคะ”
หลี่ต้าป้าวหันไปมองเจี่ยปิงอวี่ที่พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ภายในใจก็แอบชื่นชมความเฉลียวฉลาดของเด็กผู้หญิงคนนี้
เขาพูด “หลังจากที่ขึ้นมายืนอยู่บนเรือลำนี้ พวกเธอก็ถูกนับว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษอย่างแท้จริงแล้ว ใช่แล้วล่ะ...บนโลกใบนี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์หรอก ก่อนหน้านี้พวกเธออาจจะเคยสัมผัสกับเรื่องแปลกประหลาดบางอย่างมาบ้างแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ปัจจุบันของเผ่ามนุษย์เรากำลังเลวร้ายลงเรื่อย ๆ”
“นับจากวันที่พวกเธอเข้าร่วมการทดสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเธอจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป”
“ในฐานะของผู้ฝึกยุทธ์และผู้มีความสามารถ พวกเธอต้องแบกรับความรับผิดชอบเพื่อปกป้องโลก แน่นอนว่าความสามารถของพวกเธอในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งมากพอ ยังต้องใช้เวลาเพื่อฝึกฝนกันต่อไป การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเพียงแค่ตัวคัดกรองอีกชั้นหนึ่ง จะได้รับทรัพยากรแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับคะแนนของพวกเธอแล้วล่ะ”
เมื่อเห็นสายตาของเหล่านักเรียนที่อยู่ตรงหน้า หลี่ต้าป้าวก็พูดต่อไปว่า “ความสามารถของพวกเธอถือว่าไม่เลวเลย แต่พวกเธอถูกจัดอยู่ในกลุ่มสิบสามเมืองหลัง ถ้าหากอยากจะสอบให้ได้คะแนนสูง ๆ ไม่เพียงแต่ต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเท่านั้น...”
ระหว่างที่พูด เขายกนิ้วขึ้นมาชี้สมองตัวเอง “สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ...ต้องใช้สมองด้วย”
“ใช้สมอง?!”
เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ เกิดความสงสัย
แต่หลี่ต้าป้าวไม่ได้อธิบายอะไรต่อจากนั้น เขาเดินเข้าไปด้านในตัวเรือและทิ้งเด็ก ๆ เหล่านี้ไว้ด้านหลัง
เซี่ยฮุยหันไปสบตากับคนอื่น ๆ สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัย ครูหลี่ต้องการจะบอกอะไรกับพวกเขากันแน่?
“ดูเหมือนว่าการทดสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ในครั้งนี้คงไม่ง่ายอย่างที่พวกเราคิดแล้วสิ”
เซี่ยฮุยมองแผ่นหลังครูหลี่ที่เดินหายเข้าไปด้านใน เขาจึงพูดด้วยการคาดเดาว่า “เมื่อกี้ครูหลี่พูดว่าโลกใบนี้มีเรื่องแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเราหลังจากนี้คงจะลำบากมากขึ้นแล้วล่ะ”
“ฉันคิดว่า นับตั้งแต่วันที่พวกเราเลือกที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ พวกเราต่างก็เลือกทางเดินหลังจากนี้แล้ว การเดินทางไปที่เมืองหลวงในครั้งนี้ คงไม่ราบรื่นอย่างที่คิด”
เจี่ยปิงอวี่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเฉียนตัวตัวที่ตรงไปตรงมา
“แต่ก็เอาเถอะ ไม่ว่าจะมาด้วยวิธีไหนพวกเราก็ต้องรับมือให้ได้ อีกอย่างเจตนารมณ์ของเราก็คือเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน”
“โอ้โห เจ้าอ้วน วันนี้พูดดีมีสาระมากเลยนะเนี่ย”
หลี่เหมยมองเฉียนตัวตัวด้วยสีหน้าตกตะลึง เธอพูดต่อไปว่า “ไม่ว่าคลื่นลมจะพัดให้เอียงแค่ไหนพอถึงเวลาเทียบท่า เรือก็จอดตรงของมันเองแหละ ทุกคนสู้ ๆ นะ”
“เรือลำนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับแค่พวกเรานะ”
เซี่ยฮุยมองเพื่อนร่วมทีมและพูดกับพวกเขาในสิ่งที่เห็น
“ใช่ ทุก ๆ ปีจะมีเรือจำนวนสามลำที่รับเหล่านักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ไปเข้าร่วมการทดสอบ สิบสามเมืองแรกจะใช้เรือทั้งหมดสองลำ ส่วนอีกสิบสามเมืองหลังใช้เรือลำเดียว เรือของเราที่ยืนอยู่ในตอนนี้มีนักเรียนจากสิบสามเมืองมารวมกันอยู่ที่นี่”
เนื่องจากตระกูลเจี่ยค่อนข้างมีอิทธิพลและกว้างขวาง ดังนั้นเธอจึงมีความรู้เรื่องต่าง ๆ ค่อนข้างมาก
“ฮ่า ๆ ๆ ทรัพยากรของคนพวกนั้นมีเยอะกว่าเรา ก็เลยมองข้ามหัวพวกเรามาโดยตลอด ครั้งนี้แหละพวกเราจะทำให้สิบสามเมืองแรกได้เห็นว่าเราเจ๋งแค่ไหน”
หลังจากเฉียนตัวตัวประกาศกร้าว เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ครั้งนี้หลี่เหมยไม่ได้อัดเฉียนตัวตัวที่กำลังทำตัวหยิ่งผยองเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา สายตาของเธอก็เป็นประกายด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน
เซี่ยฮุยที่เพิ่งจะทะลุมิติมาที่นี่ได้ไม่นาน เขาจึงไม่ค่อยเข้าใจตื้นลึกหนาบางของสิบสามเมืองแรกเท่าไหร่นัก แต่จากท่าทางของคนเหล่านี้เมื่อพูดถึงสิบสามเมืองเหล่านั้น ดูเหมือนว่าการทดสอบที่กำลังจะมาถึงคงไม่ง่ายแล้วสิ
การแข่งขันระหว่างสิบสามเมืองแรกและสิบสามเมืองแห่ง ต้องดุเดือดมากแน่นอน!
“ครืน!”
เสียงโซ่เหล็กดังขึ้น แผ่นกระดานที่ถูกปล่อยลงมาก่อนหน้านี้ถูกดึงกลับเข้ามาใต้ชั้นดาดฟ้าแล้ว
หลังจากรู้สึกได้ถึงความเบาหวิวไร้น้ำหนัก เรือบินก็เริ่มลอยสูงขึ้น เซี่ยฮุยจึงพูดกับคนอื่น ๆ “พวกเราเข้าไปด้านในกันเถอะ”
จากนั้นทั้งหกคนก็เดินเข้าไปด้านในตัวเรือ
ด้านในนี้มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกับด้านนอก ซึ่งถูกตกแต่งคล้ายกับสไตล์จีนในโลกก่อนหน้านี้ของเขามาก
มีแผ่นกั้นเหมือนโรงมหรสพ อีกทั้งยังมีกระถางดอกไม้ประดับอยู่ด้วย ดูสง่างามเป็นอย่างมาก
“พระเจ้า...ที่นั่งของพวกเราอยู่โซน 13”
เมื่อหันไปมองที่นั่งที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน หลังจากเฉียนตัวตัวก้มหน้ามองหมายเลขที่นั่งตัวเอง เขาก็วางกระเป๋าในมือของตัวเองลงกับพื้นด้วยท่าทางอ่อนแรง
เขาเริ่มร้องโอดครวญ “ต้องเดินอีกไกลเลย”
แม้ว่าตำแหน่งที่นั่งของพวกเขาจะอยู่ชั้นหนึ่ง แต่ก็เป็นโซนที่อยู่ลึกที่สุดของชั้น
“ไปเถอะเจ้าอ้วน อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องขายหน้าไปมากกว่านี้เลย”
เมื่อเห็นว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเริ่มมองมาที่พวกเขา หลี่เหมยก็หันไปเตือนเฉียนตัวตัว
พวกเขาเดินผ่านทางเดินที่เป็นเส้นยาวเข้ามาด้านใน หลังจากเสียพลังงานไปกับการเดินอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็มาถึงโซนที่นั่งของตัวเอง
“คนพวกนั้นคือนักเรียนของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมือง Y สินะ”
“อื้อ ดูจากเวลาที่เรือบินจอดเมื่อกี้ คิดว่าใช่แล้วล่ะ”
“ดูจากท่าทางแล้วหน่อมแน้มชะมัด”
“บางทีคนพวกนั้นอาจจะมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ก็ได้นะ”
“ชิ พวกรั้งท้ายแบบนั้นจะไปมีความสามารถดี ๆ ซ่อนอยู่ได้ยังไง”
“พูดงี้ก็สวยดิวะ มาลองกันสักตั้งไหมล่ะ?”
ได้ยินชายหนุ่มทรงผมชาวพังค์พูดเช่นนั้นระหว่างที่กำลังเดินผ่าน เฉียนตัวตัวก็ถลาเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที
“แหม...นี่มันเจ้าอ้วนเฉียนไม่ใช่เหรอวะ”
อีกฝ่ายหันหน้ามาด้วยท่าทางไม่แยแส อีกทั้งยังพูดยั่วโมโห “มีปัญหาเหรอ คิดว่าที่นี่คือเมือง Y ของแกเหรอวะ?”
“ตระกูลเฉี่ยนของแกจะทำอะไรพวกฉันได้? จะให้พึ่งพาหน้าบาน ๆ ของแกเหรอวะ? ฮ่า ๆ ๆ ...”
พูดจบ ชายหนุ่มทรงผมชาวพังค์ก็หัวเราะร่าออกมา อีกทั้งยังทำท่าทางราวกับเป็นพวกบ้าคลั่ง
“แก! ไอ้กากเดนจาง อย่าคิดว่ามีข้อห้ามไม่ให้สู้กันบนเรือบินแล้วฉันจะทำอะไรแกไม่ได้นะ”
เฉียนตัวตัวรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก นิ้วอ้วน ๆ ของเขาชี้หน้าชายหนุ่มทรงผมชาวพังค์ด้วยความเกลียดชัง
“ก็มาดิวะ แน่จริงก็เข้ามาเด่!!!”
ชายหนุ่มทรงผมชาวพังค์ยื่นหน้าออกมาใกล้เฉียนตัวตัว อีกทั้งยังพูดด้วยสีหน้ายียวนกวนประสาท
ผัวะ!
เสียงหนึ่งดังขึ้น วินาทีต่อมาศีรษะของชายหนุ่มทรงผมชาวพังค์ก็ถูกพลังมวลใหญ่กดจนก้มต่ำลง
“เหมยเหมย...ฉัน...”
“ฉันอะไร!”
หลี่เหมยดึงมือกลับมาและมองไปที่ชายหนุ่มทรงผมชาวพังค์ด้วยความไม่พอใจ
“จางรั่วชวี นายช่วยทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อยไม่ได้เหรอ? เลิกทำนิสัยเหมือนกับเด็กไม่รู้จักโตสักที”
“เห็นด้วย! ทำตัวเป็นเด็กไร้เดียงสาแบบนี้ ใครจะไปเห็นค่าแกวะ”
“ไอ้อ้วนเฉียน! แก...”
หลี่เหมยหันกลับมามองเฉียนตัวตัวที่กำลังยืนยุยงปลุกปั่นอยู่ข้าง ๆ เธอยกฝ่ามือขึ้นและตบเข้าท้ายทอยของเฉียนตัวตัวจนเกิดเสียง “เพียะ”
“นายก็อีกคน คิดว่าตัวเองดีไปกว่าคนอื่นเหรอ?”
“เหอะ!”
จางรั่วชวีที่กำลังก้มหน้า เมื่อเห็นว่าเฉียนตัวตัวก็ถูกตบ เขาจึงหลุดหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ
“หัวเราะไรวะ”
เฉียนตัวตัวลูบหัวตัวเอง จากนั้นเขาก็หันไปถลึงตามองอีกฝ่าย “ถูกตบกบาลแต่ยังมีหน้ามาหัวเราะอีก แกนี่มันสถุนว่ะ!”
สถุนน้อยกว่าคนแบบแกก็แล้วกัน!”
“เหอะ ๆ!”
จางรั่วชวี่เห็นเฉียนตัวตัวหัวเราะเหอะ ๆ ออกมาแต่กลับไม่พูดอะไรอีก เขาก็คิดในใจว่าท่าทางของเฉียนตัวตัวสถุนมากกว่าเขาเสียอีก
“ดีแต่หลบอยู่ด้านหลังผู้หญิง ไม่มีศักดิ์ศรีเอาซะเลย”
“แกด่าใครไม่มีศักดิ์ศรี”
“ใครอยากรับก็คนนั้นแหละ”
“อ่าห๊ะ นี่ยอมรับแล้วสินะ”
“ฉันยอมรับแล้วจะทำไมมิทราบ”
……
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเริ่มกลับมาต่อปากต่อคำกันอีกครั้ง ไฟที่อยู่ในใจหลี่เหมยก็ปะทุขึ้นมามากยิ่งขึ้น “หยุดได้แล้ว!”
“อยากจะทะเลาะกันมากใช่ไหม มา! ฉันจะทะเลาะเป็นเพื่อน”
พูดจบเธอก็ขยับมือไปวางอยู่บนด้ามจับกระบี่ที่แขวนอยู่ข้างเอว
“อย่านะ! เหมยเหมย”
“ไม่เอานะเหมยเหมย!”
ชายทั้งสองคนที่กำลังด่าทอกันปิดปากเงียบสนิท อีกทั้งยังห้ามหลี่เหมยไม่ให้ทำอะไรไปมากกว่านี้
“เหมยเหมย เธอเดินไปก่อนเถอะ”
จางรั่วชวีลุกขึ้นยืนและผายมือเชิญเธอให้ไปนั่งประจำที่
“หึ!”
เฉียนตัวตัวก็ไม่เกรงใจอีกฝ่าย เขารีบเบียดตัวเองเดินนำเข้าไปเป็นคนแรก และนั่งลงประจำตำแหน่งของตัวเอง
จบแล้วเหรอ?
เซี่ยฮุยสังเกตเห็นว่าผองเพื่อนในทีมของชายหนุ่มทรงผมพังค์ และคนที่อยู่ข้าง ๆ เขาไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ เขาจึงเดาได้ว่าทั้งสองคนนี้อาจจะเป็นคนรู้จักกันมาก่อน
เรื่องของสามคนนั้น หากคนนอกเข้าไปยุ่งวุ่นวายคงไม่ดีเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นว่าหลี่เหมยก็เดินไปนั่งที่ของตัวเอง เซี่ยฮุยจึงเดินตามเข้าไปด้วย
ฉากเล็ก ๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
แต่เซี่ยฮุยกลับสังเกตเห็นว่านอกจากชายหนุ่มผมทรงร็อคที่เดินออกมายั่วโมโห
คนอื่น ๆ ก็ไม่คิดจะลงมือทำอะไร แม้ว่าจะเป็นนักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ภายในเมืองสิบสามเมืองหลังเหมือนกัน และมีความเกลียดชังกลุ่มนักเรียนศิลปะการต่อสู้ของสิบสามเมืองแรก
แต่ทุกคนก็สามารถเป็นคู่แข่งกันได้ไม่ว่าจะอยู่เมืองใดก็ตาม คนที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งบางส่วนก็จะหันไปหากลุ่มพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งระดับเดียวกัน โดยมีความคิดที่ว่าถ้าตายก็ขอตายหมู่ดีกว่าตายเดี่ยว
หลังจากเดินเข้ามานั่งประจำตำแหน่งที่นั่งของตัวเอง พวกเขาทั้งหกคนก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา พวกเขานั่งฟังบทสนทนาของคนที่นั่งอยู่รอบ ๆ แต่กลับไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งเหล่านั้น
พวกเขาไม่ได้สนใจกลุ่มคนที่มีเป้าหมายอยู่ในระดับเดียวกันอยู่แล้ว
เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ เอนตัวเข้ากับพนักพิงเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน
เหลืออีกสองสถานีที่ต้องจอด หลังจากนี้เรือบินก็จะมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงซึ่งเป็นสถานที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พวกเขาเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสะสมพลังเพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการทดสอบหลังจากนี้
“ด่านในการสอบเข้ามีอะไรบ้างนะ?”
ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มต้นขึ้น นอกจากทราบว่าด่านเหล่านี้ถูกตั้งโดยสมาคมศิลปะการต่อสู้ของเมืองหลวง ก็ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับรายละเอียดส่วนอื่น ๆ แม้แต่คนเดียว
เซี่ยฮุยหลับตาลงช้า ๆ สมองของเขามีคำถามแวบเข้ามาครู่หนึ่ง หลังจากนั้นมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าด่านเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร แต่ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ก็มากพอที่จะรับมือกับมันได้แล้ว
อีกอย่างเพื่อนร่วมทีมของเขาก็ไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นไร้ประโยชน์
เขาชำเลืองมองเพื่อนในทีมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ภายในใจของเขาก็สงบลง
เขาหลับตาลงอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเลือกที่จะไม่ฟุ้งซ่านกับเรื่องต่าง ๆ ภายในหัว ปล่อยให้จิตใจว่างเปล่าและเข้าสู่โหมดพักผ่อนในทันที