ต่อแถวไม่นานนักก็ถึงทีของพวกซูเจิน ซูเจินโบกมือทักทายชายคนขายตั๋ว เขาจำนางได้ทันทีจึงเอ่ยทัก
“แม่หนูน้อยเจ้าทายถูกจริงๆด้วย เม่นหินผาชนะวันนี้นับว่าเกินความคาดหมายของทุกคนจริงๆ มีเพียงไม่กี่คนที่ทายถูก เจ้าช่างโชคดี” เขากล่าว
“วันนี้ข้าเอาตัวนำโชคมาด้วย จะไม่ชนะได้อย่างไร” ซูเจินยิ้มทะเล้น จือเหลียงเม้นปากลงเล็กน้อย นายหญิงไม่ได้หมายถึงเขาใช่หรือไม่?
ไม่หรอก...ก็เห็นชัดๆอยู่ว่านางหมายถึงเขา เหอะๆ
“ฮ่าๆๆ อย่างนั้นหรือๆ ยินดีด้วยก็แล้วกัน ได้ไปไม่น้อยเลยนิ” ชายผู้นั้นหัวเราะร่วน “เอาตั๋วมาสิ ข้าได้เอาเงินรางวัลให้”
“ได้ๆ” ซูเจินเอาตั๋วทั้งสองใบออกมาจากอกเสื้อยื่นให้เขา
ชายผู้นั้นตรวจตั๋วแล้วเอาถุงเงินให้สองใบ เป็นถุงใบเล็กๆสีม่วงปักลวดลายเล็กๆ คาดว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของหอการประลอง “เอ้า เงินรางวัลของเจ้า”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ พวกข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” ซูเจินรับถุงเงินมาทั้งสองใบ แล้วรีบออกจากหอลานประลอง เพราะกลัวจะโดนโยนออกเหมือนคราวที่แล้ว ข้อหาเกะกะขวางทาง
“เอ้า นี่ของเจ้า!” ซูเจินโยนถุงเงินรางวัลที่ใส่ตำลึงทองให้ซิ่นทง โชคดีที่มีถุงใส่ให้ด้วยเพราะนางโยนถุงเงินเน่าๆของเขาทิ้งไปที่ใดแล้วก็ไม่รู้
“เหวอ...อย่าโยนสิ!” ซิ่นทงกอดถุงเงินเอาไว้แน่น เขาเกือบจะรับไม่ทันแล้วนะเมื่อกี้น่ะ เขาเปิดดูในถุงก็เห็นก้อนตำลึงทองเล็กๆอยู่ภายใน รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก โชคดีจริงๆที่ชนะพนัน นอกจากจะไม่เสียเงินทั้งหมดที่มีแล้วยังได้มาเพิ่มอีกโข ถุงเงินก็ดูดีมากเลยด้วย
“เท่านี้ก็มีเงินแล้วใช่หรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าไม่เสียหรอก ข้ามีเทพเจ้าแห่งความโชคดีอยู่กับตัวเชียวนะ” ซูเจินตบอกโอ้อวด
ตั้งแต่เข้ามาในเมืองซือได้เห็นของแปลกใหม่น่าตื่นเต้นมากมาย นางก็เผยด้านที่ขี้เล่นเป็นกันเองออกมา จือเหลียงนั้นไม่แปลกใจเพราะหากอยู่กับคนที่สนิทนางก็จะเป็นเช่นนี้เสมอ แต่ไม่ใช่กับคนอื่นๆ โดยเฉพาะเฮยหลง เหวินอี้และสองพี่น้องซิ่นทง ซิ่นจง เขาแทบจะลืมเหตุการณ์ในป่าก่อนหน้าไปจนสิ้น
“งั้นก็ได้เวลาไปซื้อของกันแล้ว”
ซูเจินเดินนำไปฝั่งที่เป็นย่านการค้าอุปกรณ์ต่างๆ ของหลายอย่างค่อนข้างน่าสนใจ มีโอสถระดับต่างๆขายอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีพวกระดับสูงๆก็เถอะ แต่พวกมันก็ราคาสูงเอาเรื่อง
แต่นางคือใคร? นางคือหมอมารนะ ถึงนางจะหลอมโอสถไม่เก่งนัก แต่เรื่องรักษาและเยียวยานางชำนาญที่สุดแล้ว อีกอย่างนางรวยอย่างถึงที่สุด เรื่องเงินทองไม่เคยขัดสนเลยด้วย
เกิดใหม่คราวนี้ช่างโชคดี นางดีใจอย่างบอกไม่ถูกเลย
แต่นางก็ลงทุนซื้อพวกโอสถรักษาแผลให้กับสองพี่น้องนั่นอยู่ดี และให้ทุกคนซื้อเก็บเอาไว้ด้วย เพราะนางไม่อาจรักษาพวกเขาได้ทุกที่ หากนางไม่อยู่ด้วยอย่างน้อยก็ยังมียาเอาไว้รักษาชีวิตตนเองได้
เมื่อซื้อโอสถเรียบร้อย ต่อไปก็เป็นอาวุธ ซูเจินมีพัดขนนกหยกอยู่แล้วก็จริง แต่มันเป็นอาวุธวิญญาณไม่ใช่อาวุธธรรมดาที่จะเอาออกมาให้ผู้อื่นเห็นได้ง่ายๆ
อาวุธวิญญาณเป็นอาวุธที่มีวิญญาณสถิตอยู่ดังชื่อ มันมีความคิดเป็นของตัวเองและที่สำคัญเลยก็คือมันมีพลังมากกว่าอาวุธทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด อาวุธวิญญาณแบ่งตามพลังอยู่สามระดับ คือ คือระดับต่ำ กลาง และสูง และถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน พวกมันก็อาจจะมีระดับความแข็งแกร่งที่ต่างกันเพราะมันก็ยังแบ่งย่อยๆลงไปอีก เป็นขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย
แต่มันก็ไม่สามารถแยกออกได้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นการยากว่าอาวุธวิญญาณที่มีระดับเดียวกันอันไหนมีพลังมากกว่ากันหากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เพราะมันมีหลายปัจจัย รวมถึงความได้เปรียบของธาตุของอาวุธนั้นๆด้วย
อาวุธวิญญาณของนาง พัดขนนกหยกเป็นอาวุธวิญญาณธาตุลมที่เคยถูกประเมินว่าอยู่ในขั้นกลางขั้นปลาย แน่นอนว่าอาวุธวิญญาณต่างจากอาวุธธรรมดาตรงที่พวกมันสามารถพัฒนาเลื่อนระดับของตัวเองได้หากทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง แต่ถึงอย่างนั้นการเลื่อนระดับก็เป็นเรื่องยากมาก ส่วนมากความแข็งแกร่งของมันจะมีมาตั้งแต่ตอนสร้าง
อาวุธวิญญาณแม้ในระดับต่ำก็ยังหาได้ยากอย่างยิ่งยวด ดังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ใช่หรือไม่ว่าหากมีอาวุธวิญญาณที่มีระดับสูงๆปรากฏขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น?
มันก็จะมีคนที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันไปครอบครองแม้ว่าจะต้องสังหารเจ้าของเดิมน่ะสิ!
แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่นางไม่สามารถเอาพัดขนนกหยกออกมาใช้พร่ำเพรื่อ ยังมีอีกเหตุผลก็คือ มันเป็นพัดประจำตัวของนางเมื่อสมัยที่ซูซูยังมีชีวิตอยู่! ผ่านมาเกือบพันปีก็ยังไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของใหม่เพื่อนำมันไปใช้ได้เลยสักคน หากนางเอามันไปใช้ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่
คนที่เก่งกาจมากกว่านางในโลกนี้ก็ยังมีอีกมากมายก่ายกอง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีคนมาแย่งชิงมันไปจากนาง ตอนที่ซูซูตายยังไม่สิบหกปีเต็ม ขอถามหน่อยเถอะว่าเด็กอายุเท่านั้นจะมีพลังมากสักเท่าใดกัน? ต่อให้ถูกเรียกว่าอัจฉริยะก็ตาม
หลังจากซูซูวางความแค้นลงได้บ้างแล้ว นางก็ไม่สามารถเรียกใช้พลังความมืดได้อีกเลย เรื่องนี้นางแอบเศร้าใจอยู่นิดหน่อย ก็แหม พลังมันโกงอยู่นะ
เอาเป็นว่าทั้งหลายแหล่ที่นางพูดพร่ำมาเสียเยอะแยะก็สรุปง่ายๆว่า นางต้องหาอาวุธใหม่สักชิ้นสองชิ้นเพื่อใช้แทนพัดขนนกหยก เอาไว้มีพลังมากกว่านี้มากๆแล้วค่อยเอาออกมาใช้ หรือไม่ก็จวนตัวจริงๆนั่นแหละ
เอาล่ะ จะเอาอาวุธแบบไหนดีนะ
“จือเหลียงเจ้าว่าข้าใช้อาวุธแบบไหนดี?” ซูเจินถามจือเหลียงขณะเดินดูร้านนั้นร้านนี้ไปด้วย
“เอ๊ะ...ไม่ใช่ว่าคุณหนู...” ซูเจินหันไปมองแล้วส่ายหัวให้เขาหยุดพูด แล้วส่งสายตาไปทางสองพี่น้องซิ่นทง ซิ่นจง จือเหลียงมองตามแล้วเข้าใจได้ทันที รีบกลับคำพูดอย่างอื่นแทน
“ควรจะใช้อาวุธตามสายพลังจะดีที่สุดนะขอรับ” จือเหลียงตอบอย่างกว้างๆ เพราะเขายังไม่รู้ว่านายหญิงนั้นมีพลังอยู่ในสายไหนกันแน่ รู้แต่ว่านางเป็นหมอและสามารถใช้การเยียวยาเช่นพวกใช้เวท แต่บางครั้งนายหญิงก็เหมือนจะเป็นผู้ใช้พลังยุทธ์ เขาจึงไม่แน่ใจนัก
ซูเจินเข้าใจที่จือเหลียงบอก แต่นางมีพลังทั้งสองสายแล้วนางควรจะแสดงตัวว่าอยู่สายไหนดี เพราะเมื่อปีนั้นดูเหมือนว่าซูซูได้เจอโชคก้อนใหญ่ทำให้พลังยุทธ์เลื่อนขั้นรวดเร็ว ตอนนี้อยู่ที่ขั้นสีน้ำเงินระดับกลาง ส่วนพลังเวทมีสามธาตุ ธาตุลมอยู่ในระดับสามขั้นสูง ธาตุไม้ระดับสี่ขั้นต้น ธาตุไฟระดับสามขั้นต้น
ไม่ว่าสายพลังไหนนางก็ถือว่าอยู่ในระดับสูงเอาเรื่อง และอยู่ในระดับที่ไล่ๆกัน ถ้าบอกว่าอยู่สายพลังเวทต้องโดนตรวจเจอธาตุตอนสอบคุณสมบัติแน่ แต่ถ้าบอกว่าอยู่สายยุทธ์พลังมันก็ดูจะมากเกินวัยไปหน่อย ไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการปรุงยากับเวทเยียวยา นางไม่มีทางเปิดเผยด้านนี้แน่ อืม...เลือกยากจริงๆ ไม่ว่าทางไหนก็ไม่เป็นผลดี
...................................................
ทบทวนสักนิด
พลังยุทธ์ มี 9 ลำดับขั้น ขั้นละสามระดับ เรียงจาก แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ขาว ไร้ลักษณ์
พลังเวทมีสองสายหลัก คือสายต่อสู้และสายรักษา มี 7 ลำดับขั้น ขั้นละสามระดับเหมือนกัน
ดังนั้นพลังของนางเอกนับว่าโกงมากๆอยู่เด้อ และเพราะว่านางรายล้อมไปด้วยพวกที่ไม่ปกติก็เลยดูเหมือนไม่แตกต่าง แต่เดี๋ยวพอไปถึงการสอบทุกคนก็จะเห็นถึงความแตกต่างกันเอง แล้วก็อยากให้เพื่อนๆเข้าใจสักนิดว่า นางไม่ได้เก่งกาจไร้เทียมทานแต่อย่างใด นางแค่โด่งดังเพราะผลของคำสาปเมื่อครั้งของซูซู ไม่อย่างนั้นนางจะโดนจับไปประหารได้ยังไง