เมื่อตัดสินใจแล้ว เฟยเจินก็เริ่มลงมือทันที แม้ในการทำอาหารแต่ละครั้งจะให้ความรู้สึกท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เธอก็รู้สึกสนุกกับมัน เพราะในสมัยนี้ไม่สะดวกเท่าภพก่อนที่เธอจากมา ในภพก่อนสามารถนำวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงสำเร็จรูปมาใช้ประกอบอาหารได้เลย ช่างสะดวกสบายยิ่งนัก เธอแอบคิดถึงวัตถุดิบเ่าั้ หากเธอผลิตขึ้นมาเองได้คงดีไม่น้อย เธอคงจะกลายเป็ผู้บุกเบิกหลายอย่างเลยทีเดียว
เธอหมักแป้งโดยอาศัยการหมักที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และต่อมาก็หมักหมูเพื่อทำเป็ไส้ ใช้ทั้งเนื้อหมูแดงและมันหมู เธอปรุงตามสูตรลับจากร้านอาหารดังในภพก่อน มันจะต้องออกมาน่ากินอย่างแน่นอน เธอรับประกัน
ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวใน่คิมหันตฤดู ระหว่างทำเธอก็รู้สึกร้อน เหงื่อเริ่มไหลตามใบหน้าเรียว มือเล็กรีบเร่งมือทำอย่างว่องไว รอจนเมื่อทุกอย่างหมักได้ที่แล้ว เธอก็นำแป้งมารีดเป็แผ่นใหญ่และบาง นำไส้มาใส่เยอะเป็พิเศษ จากนั้นก็ใช้ทักษะการห่อซาลาเปาให้ดูสวยงามดั่งดอกบัวตูม นี่ถือเป็เอกลักษณ์ของซาลาเปาที่เธอได้ออกแบบไว้ในภพก่อน เมื่อมีโอกาสได้ทำอีกครั้งในภพนี้ก็ให้รู้สึกสบายใจเล็กน้อย
สุดท้ายก็นำซาลาเปาทั้งหมดไปนึ่ง โดยนึ่งใส่เข่งละ 10 ลูก เข่งนี้เป็เข่งไม้ไผ่ที่เธอได้ขอให้พี่ใหญ่ช่วยทำให้ อีกอย่างหนึ่งที่เธอเพิ่งรับรู้ก็คือไม้ไผ่ที่เกิดในมิตินั้นมีความทนทานและมีคุณภาพเป็อย่างมาก จึงเหมาะนำมาทำประโยชน์อย่างยิ่ง
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่าแล้ว ในที่สุดซาลาเปา 30 ลูกก็พร้อมรับประทาน ซาลาเปาทุกลูกใหญ่อวบอิ่มไส้แน่น มีรูปร่างคล้ายดอกบัวตูม ผิวขาวนุ่มนิ่มราวเด็กน้อยก็มิปาน เฟยเจินนำซาลาเปาไปวางไว้บนโต๊ะ 10 ลูก พี่ใหญ่และน้องเล็กต่างจ้องตาเป็มัน เธอจึงบอกให้กินก่อนได้เลย เธอจะเข้าไปในมิติก่อน เพื่อดูเด็กชายเพราะเหมือนเ้าเสี่ยวฮว่าจะส่งจิตมาเตือนแล้ว
เฟยเทียนและเฟยิได้ยินดังนั้นก็เข้าใจและเตรียมหยิบซาลาเปาขึ้นมากิน เมื่อทั้งสองกัดเข้าไปคำโตก็ตาเป็ประกายขึ้นทันที โดยเฉพาะเฟยิที่แทบจะกลืนลิ้นเลยทีเดียว
“ทั้งอร่อยและงดงามมากเลยขอรับ” เด็กน้อยพูดขึ้นหลังกินหมดไปหนึ่งลูกใหญ่ และเตรียมจะกินอีกลูกต่อทันที พี่รองทำได้อย่างไรกัน ภายนอกสวยงาม ภายในอร่อย ครบครันโดยแท้
“อร่อยจริงๆ แต่เ้าค่อยๆ กินเถิดน้องเล็ก ประเดี๋ยวจะติดคอได้” เฟยเทียนพูดเตือนน้องเล็ก แต่มือของเขาก็กำลังจะหยิบกินชิ้นถัดไปอย่างว่องไว เฟยิเห็นดังนั้นก็ตอบรับและหัวเราะคิกคักไม่หยุด ขนาดพี่ใหญ่ยังต้านทานไม่ไหว เขาจะต้านไหวได้อย่างไร
ในกระท่อมนอกมิติมีเสียงพูดคุยหัวเราะเสียงดังของเด็กชายทั้งสอง ส่วนภายในมิติตอนนี้ เฟยเจินกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ เพราะเธอนั้นไม่เห็นเด็กชายคนใดเลย แต่กลับเห็นลูกหมาป่ากำลังนอนหลับอย่างสงบอยู่ข้างบ่อน้ำพุร้อน… ส่วนเ้าจิ้งจอกแดง เมื่อมันได้รับซาลาเปา 10 ลูกจากเฟยเจิน มันก็หอบซาลาเปาไปกินที่อื่นแล้ว
เ้าเสี่ยวฮว่าก็ไม่บอกอันใดกับเธอเลย ตอนนี้เธอสับสนไปหมดแล้ว เด็กชายหายไปไหน ทำไมถึงมีแต่ลูกหมาป่าล่ะ ระ… หรือว่า…
“เ้าใช่เด็กคนนั้นหรือไม่…” เฟยเจินเดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างลูกหมาป่าพร้อมถามเสียงเบา
ไม่มีเสียงใดตอบกลับ แต่ทันใดนั้นลูกหมาป่าที่นอนอยู่ ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่ด้วยร่างกายที่ยังคงอ่อนแอ มันจึงล้มเซมาทางเฟยเจินอย่างช่วยมิได้ ด้วยสัญชาตญาณ เธอก็รีบรับลูกหมาป่าเข้ามาในอ้อมกอด
“เ้ายังไม่หายดีเลย” เฟยเจินพูดเสียงเบาคล้ายกระซิบ
ดวงตาสีเทาของลูกหมาป่าจ้องมองเฟยเจินด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย บ้างก็ดูเลื่อนลอย บ้างก็ดูสับสน บ้างก็รู้สึกขอบคุณ
เฟยเจินมองเข้าไปในดวงตาสีเทาคู่นั้น ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นด้วยความปวดใจ และกระซิบเบาๆ “ไม่เป็อันใดแล้ว ไม่มีใครทำร้ายเ้าได้อีก”
“ชีวิตข้า… เป็ของท่าน” เนิ่นนานผ่านไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากร่างเล็กของหมาป่า เฟยเจินอึ้งไปในขณะหนึ่ง น้ำตาเริ่มไหลรินอีกครั้งเมื่อนึกถึงอดีตที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันในภพก่อน
ลูกหมาป่าดันตัวมันขึ้น และค่อยๆ ใช้ลิ้นเลียหยดน้ำตาที่ไหลรินบนแก้มให้นางอย่างแ่เบา ความจริงแล้วเด็กชายก็คือลูกหมาป่าตนนี้นั่นเอง เขารู้สึกสับสนในใจเป็อย่างมาก เขาเคยคิดที่อยากจะจบชีวิตตนจริงๆ แต่พอได้รับััจากเด็กหญิงฉุดให้เขาขึ้นมามีชีวิตต่อ เขาก็รู้สึกมีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง เขาเป็เพียงแค่เด็ก 5 ปีเท่านั้น แต่เื่ราวหลายอย่างที่ผ่านมาทำให้เขารู้ว่าโลกนี้นั้นโหดร้ายเพียงใด และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่เขารู้ว่าตนนั้นไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป แต่เป็ครึ่งคนครึ่งหมาป่า… เขาเริ่มกังวลว่าเด็กหญิงผู้ช่วยชีวิตเขาคนนี้จะยอมรับได้หรือไม่…
“ชีวิตเ้ามิอาจมีผู้ใดควบคุมได้ ข้ามิได้ช่วยเ้าเพื่อให้เป็หนี้ชีวิต แต่ข้าช่วยเ้าเพื่อมอบชีวิตใหม่ให้ จงเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียนับแต่วันนี้ไป” เฟยเจินมองเข้าไปในดวงตาสีเทาด้วยความจริงจัง
ลูกหมาป่ารับรู้ได้ถึงความจริงใจจากเด็กสาวตรงหน้า มันะโออกจากอ้อมกอดของเธอ และค่อยๆ กลายร่างเป็เด็กชายอีกครั้ง ร่างที่เปลือยเปล่าของเขามิได้ทำให้เฟยเจินรู้สึกเขินอายแต่อย่างใด บางทีความรู้สึกเื่เพศตรงข้ามของเธอก็เรียกได้ว่ามิเคยเกิดขึ้นเลย อีกอย่างเธอเห็นเด็กคนนี้เสมือนน้องชายคนหนึ่งเท่านั้น
เด็กชายมองหาชุดของตน มองหาอยู่นานก็มิเจอเสียที เลยหันไปมองเด็กหญิงเพื่อขอความช่วยเหลือ เฟยเจินจึงเดินไปอุ้มเด็กชายขึ้นมาและเดินกลับไปที่กระท่อมหลังเล็ก มันเป็ทางเดินหินที่เชื่อมกับบ่อน้ำพุร้อน
“ใส่ชุดของน้องชายคนเล็กข้าไปก่อน เ้ากับเฟยิมีอายุเท่ากัน น่าจะพอดีตัว” เฟยเจินยื่นเสื้อกับกางเกงชุดเก่าของเฟยิที่ลืมไว้ในมิติส่งให้เด็กชายด้วยความอ่อนโยน
“ขอบคุณขอรับ…” นับแต่วันนี้ไปเขาจะเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ หากใครดีกับเขา เขาย่อมทำดีตอบอย่างแน่นอน เริ่มต้นด้วยความขอบคุณที่เขาไม่เคยคิดจะพูดเลยนับั้แ่เล็ก
“เ้ามีชื่อว่าอันใดหรือ ข้าชื่อว่า ซูเฟยเจิน”
“ข้าไม่มีชื่อขอรับ” เขาจำเื่ราวเกี่ยวกับตอนเด็กมิค่อยได้มากนัก เพราะมิเคยมีผู้ใดเรียกชื่อเขามาก่อน จำได้แค่ว่าหลังจากพ่อแม่ของเขาเสียนั้น เขาก็ถูกคนในหมู่บ้านไล่ออกมา เดินอย่างไร้จุดหมายไปถึงเขตข้ามเมือง ก็ถูกชายคนหนึ่งลักพาตัวเขามา จนมาถึงเมืองแห่งนี้
“ซูเย่วซิน” เฟยเจินเงียบไปครู่หนึ่ง ทำท่าครุ่นคิด จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กชายพร้อมเรียกออกไปชื่อหนึ่ง
“ขะ… ขอรับ?” เด็กชายมองเธอด้วยความสงสัย
“ชื่อของเ้า” เฟยเจินคิดว่าชื่อนี้เหมาะกับเด็กชายอย่างมาก มันมีความหมายว่า ‘ดวงจันทร์แห่งความสุข’ เธอเพียงหวังว่าเด็กชายนั้นจะมีความสุขในภายภาคหน้านับต่อจากนี้เป็ต้นไป
“…” เด็กชายตัวเล็กมองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย ก่อนจะค่อยๆ ก้มหน้ายิ้มเล็กน้อย
“หากข้าจะรับเ้าเป็น้องชายบุญธรรม เ้ายอมรับหรือไม่” เห็นดังนั้นเฟยเจินจึงถามออกไปด้วยเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติเล็กน้อย เธอได้ตัดสินใจแล้ว หากจะมอบชีวิต ก็ต้องให้ชีวิตที่ดีที่สุด ตอนนี้สิ่งที่เธอสามารถทำได้และคิดว่าคงจะดีที่สุดสำหรับเด็กคนนี้ ก็คือการยอมรับเป็สมาชิกครอบครัวคนหนึ่งของเธอ
“อา…” เด็กชายอุทานคำหนึ่งออกมาอย่างตกตะลึง ปากน้อยๆ ของเขาอ้าออกเล็กน้อย และไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาอีก น้ำตาที่ไหลออกมาเป็สายขัดกับสีหน้าใระคนดีใจที่นานทียากจะเห็น
“ว่าอย่างไร” เฟยเจินถามอีกรอบ เพราะมิเห็นเด็กชายตอบอันใด แต่เธอพอจะรู้แล้วล่ะ เมื่อเห็นสีหน้าของเขา แต่เธอก็อยากจะถามให้แน่ใจอีกสักรอบ หากเขายินดีที่จะเป็น้องชายของเธอ เธอจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา แต่หากเขามิอยาก เธอก็ทำอันใดมิได้ คงจะหาทางช่วยในเื่อื่นแทน
“ขะ… ขอรับ ข้ายอมรับ” ในที่สุดเด็กชายก็เปล่งเสียงออกมา ถึงแม้มันจะสั่นเล็กน้อย แต่มันก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขารีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาบนใบหน้าและกลับไปทำหน้านิ่งตามเดิมอีกครั้ง
“ดี งั้นนับแต่นี้ไปเ้าจงเรียกข้าว่า พี่สาว หรือ พี่รอง ก็แล้วแต่เ้า” เฟยเจินลูบหัวเย่วซินเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม
“เฟยเจิน…” เด็กชายพูดออกมาเบาๆ ก้มหัวพร้อมแอบลอบยิ้มเล็กน้อยโดยที่เธอมิเห็น
“เ้าคงจะสังเกตได้แล้วว่าที่แห่งนี้มิใช่สถานที่ทั่วไป ที่แห่งนี้คือมิติในจิตของข้าเอง ตอนนี้เ้ายังร่างกายอ่อนแอ ข้าจึงอยากให้เ้ารักษาในบ่อน้ำพุร้อนไปก่อนจนกว่าจะดีขึ้นดั่งปกติ แต่เวลานี้ข้าจะพาเ้าออกไปแนะนำตัวกับพวกพี่ใหญ่ก่อนเป็กรณีพิเศษแล้วกัน” เฟยเจินพูดจบก็กำหนดจิตพาเด็กชายออกไปนอกมิติพร้อมตนเอง มาโผล่ในกระท่อมหลังโทรมอีกครั้ง
“พี่รอง เด็กคนนี้คือผู้ใดหรือขอรับ” สายตาเฟยิเหลือบไปเห็นเงาสองร่างโผล่ออกมาอย่างกะทันหัน หากมีพี่รองผู้เดียวเขาคงไม่นึกสงสัย แต่พี่รองมากับผู้ใดก็มิรู้ แย่แล้ว เกิดอันใดขึ้น
“สมาชิกใหม่ครอบครัวเราอย่างไรล่ะ ข้ารับเขาเป็น้องชายบุญธรรมแล้ว” เฟยเจินตอบหน้านิ่ง แต่ในใจกำลังกังวลว่าเธอมิได้ปรึกษากับพี่ใหญ่และน้องเล็กก่อนเลย พวกเขาจะโกรธตนหรือไม่
“…” เฟยเทียนและเฟยิหันไปมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหันกลับไปมองเด็กชายสมาชิกใหม่ที่น้องรองหรือพี่รองของพวกเขากล่าวถึง
“เ้ามีชื่อว่าอันใดงั้นหรือ” ผ่านไปเนิ่นนาน เด็กชายคนโตสุดในบ้านก็พูดขึ้น เขากับน้องเล็กมิได้พูดหรือทำท่าต่อต้านอันใดเลย พวกเขามีความคิดเหมือนกันด้วยซ้ำ พวกเขาเชื่อใจนาง นางจะทำอันใดพวกเขาจะเป็ฝ่ายสนับสนุนเอง
“เย่วซิน ขอรับ” เด็กชายตอบกลับด้วยความสุภาพ ในตอนนี้เขายังไม่สามารถเปิดใจให้กับพี่น้องของเด็กหญิงได้เต็มร้อย แต่เขาจะเริ่มเปิดใจไปทีละนิดทีละน้อย เขาเชื่อว่าหากเป็พี่น้องของเธอ ต้องมีสักวันที่เขาจะสามารถเชื่อได้หมดใจอย่างแน่นอน
“เป็ชื่อที่ไพเราะยิ่งนัก น้องรองคงจะเป็คนตั้งให้ใช่หรือไม่” เฟยเทียนหันไปมองน้องสาวตนพร้อมยิ้มเล็กน้อย พี่ใหญ่ช่างมีสายตาเฉียบแหลม
“ผู้นี้มีชื่อว่า เฟยเทียน เป็พี่ใหญ่ของบ้าน ส่วนนี่ เฟยิ น้องเล็กของบ้าน เ้าอายุเท่ากับเฟยิก็จริง แต่เ้าเลือกได้ว่าจะอยู่สถานะใด” เฟยเจินเห็นเย่วซินเพียงยิ้มรับ จึงแนะนำพี่ใหญ่และน้องเล็กให้รู้จัก
“ข้าอยากเป็ พี่ชายขอรับ” เย่วซินพูดด้วยสีหน้านิ่งสงบ
“เ้าอยากเป็พี่ชายของข้างั้นหรือ” เฟยิอุทานด้วยความใ เขาอยากได้น้องชายเพิ่ม เหตุใดตนถึงกลายเป็น้องเล็กดั่งเดิมอีกแล้วเล่า
“ข้าเห็นด้วย หากมีเ้าช่วยปกป้องน้องเล็กของพวกข้า ข้าคงจะอุ่นใจ” เฟยเทียนพูดขึ้นมากลางวงด้วยความไม่คาดคิดของทุกคน ทำให้ไม่มีผู้ใดกล่าวแย้งอันใดอีก เพราะพวกเขาเคารพการตัดสินใจของพี่ใหญ่ที่เปรียบเสมือนผู้นำของบ้าน
“ก็ได้ขอรับ ข้ายอมเป็น้องเล็กของทุกคนก็ได้” เด็กน้อยเฟยิทำแก้มป่อง หันไปทำสายตาออดอ้อน รอรับคำชมจากพี่รองของตนอย่างน่ารัก น่าชัง
“เด็กดีของพี่รอง” เฟยเจินหัวเราะเสียงดังเล็กน้อย ยกมือขึ้นขยี้ผมเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
ในตอนนี้เย่วซินทำได้แต่เพียงยอมรับในสิ่งที่ทุกคนได้ตัดสินใจไปแล้วเท่านั้น ทุกคนเข้าใจเขาผิดหมดเลย เขาอยากเป็พี่ชายของเฟยเจินต่างหาก จะได้ดูแลนางได้ ไฉนจึงกลายเป็พี่ชายของเฟยิผู้เดียวแทนเล่า…