บทที่ 9
ค่าตัวของข้า
"เป็อย่างไรบ้าง?"
"ท่านแม่ทัพพบคุณหนูแล้วขอรับแต่เวลานั้นคุณหนูพักผ่อนกับคุณชายน้อยทั้งสองขอรับ"
"แล้วยากดความทรงจำไม่มีผลข้างเคียงใดๆกับนางใช่หรือไม่?"
"ขอท่านโหวโปรดอย่ากังวลเื่ยาเลยขอรับ เราเฝ้าติดตามอาการข้างเคียงของคุณหนูั้แ่ให้ยามาโดยตลอดจนบัดนี้สามารถเจือจางและหย่ายาขาดยาถาวรได้แล้ว
สำหรับเื่ทายาทของจวนอันกัวป๋อถือเป็เื่สำคัญไม่อาจจะละเลย มันให้ฤทธิ์คล้ายยาคลายเครียดถือว่าลดความเสี่ยงจากอาการแท้งของคุณหนูซึ่งก่อนหน้านี้ใจนทรุดล้มหลังทราบข่าวว่าท่านแม่ทัพเสียชีวิตทว่าเป็กลลวงของฮูหยินผู้เฒ่าที่้ากำจัดทายาทสายตรงของซื่ออันกัวป๋อต้องขอบคุณทางเจียวซือที่อดทนจนคนของเราแทรกซึมและขัดขวางฮูหยินเฒ่าได้สำเร็จ"
"ข้าเข้าใจอาการกระทบกระเทือนจิตใจหลังรู้ว่าสามีตายร้ายแรงนักความรู้สึกอ่อนไหวเพียงเล็กน้อยบวกกับความเครียดส่งผลต่อครรภ์อ่อนใน่หนึ่งเดือนแรก ดีที่ข้าตัดสินใจ ไม่เช่นนั้นข้าอาจสูญเสียหลานสาวเพียงคนเดียวรวมถึงเหลนที่กำลังจะเกิดมาดีจริงๆ ที่ทั้งแม่ทั้งลูกปลอดภัย"
"นายท่านไตร่ตรองรอบคอบดีที่สุดแล้วขอรับ"
จางเหลียงอี้คอยติดตามอาการของจางฮุ่ยเหมยตลอดเวลาขึ้นชื่อว่ายาไม่อาจวางใจได้ มันให้ทั้งคุณและโทษในคราวเดียวกันจึงเฝ้าระมัดระวังั้แ่เริ่มให้ยาจวบจนนางคลอดลูกและหลังคลอดลูก ซึ่งค่อยๆลดปริมาณลงจนแน่ใจว่าไม่มีผลกระทบหรืออาการข้างเคียงต่อร่างกาย
แลกกับความทรงจำที่อาจกลับคืนช้ามากกว่าคนปกติทั่วไปที่เสียความทรงจำชั่วคราวผลข้างเคียงของมันมีเพียงง่วงเหงาหาวนอน เบลอเป็บางครั้งบางคราวด้วยฤทธิ์ยาบังคับให้ร่างกายต้องพักผ่อนให้มากกว่าคนตั้งครรภ์ทั่วไปนอกนั้นไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไร
คนที่ถูกส่งไปยังจวนอันกัวป๋อได้ส่งข่าวความเคลื่อนไหวภายในให้จางเหลียงอี้รับรู้เป็ระยะหลังทราบว่าหลานสาวต้องใช้ชีวิตอย่างไรภายในจวนนรกแห่งนั้นซึ่งอำนาจส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของฮูหยินผู้เฒ่า ชายชราไม่อาจทำอะไรได้มากเวลานั้นคนของเขามีเพียงเจียวซือเพียงคนเดียวจึงเคลื่อนไหวลำบากพอตัวไม่ได้มีเพียงคนของกั๋วหยางจิ้ง ยังมีคนของอ๋องฟ๋งเฉียวอยู่ภายใน แทบกระดิกตัวให้ผิดสังเกตไม่ได้ด้วยซ้ำ
จำต้องอดทนข่มความโกรธที่พวกมันบังอาจดูแคลนแก้วตาดวงใจผู้เป็ตัวแทนบุตรสาวผู้ล่วงลับไม่อาจทำให้ทุกอย่างพังครืนลงมานอกจากต้องสบโอกาสอันเหมาะสมและมีความพร้อมมากกว่านี้หากไม่ใช่กั๋วซีห่าวพยายามส่งสาสน์ลับมาถึง แคว้นฉินคงไม่มีทางรู้ว่ามีกองกำลังฏของอ๋องฟ๋งเฉียวซ่องสุมกำลังพล
หมายความว่าหากจวนอันกัวป๋อถูกตราหน้าว่าเป็ฏแผ่นดินเท่ากับความตายไม่ได้มาเยือนแค่คนจวนป๋อเท่านั้นหมายถึงชีวิตของจางฮุ่ยเหมยและเหลนฝาแฝดของเขาด้วย ในฐานะเป็คนของจวนอันกัวป๋อ
ดีที่รู้ตัวเร็ว ถ้ารู้ภายหลังอาจสายเกินไป
ดีที่ฮ่องเต้ยังทรงไว้วางพระทัยกั๋วเค่อติงกับกั๋วซีห่าวและทรงจับตาความไม่ชอบมาพากลของกั๋วหยางจิ้งมาโดยตลอดด้วยชื่อเสียงของป๋อคนปัจจุบันและทายาทสายตรงของเขาขึ้นชื่อเื่ความซื่อสัตย์ภักดีมาตั้งสี่รัชกาลอีกทั้งบุตรของภรรยารองส่วนใหญ่มักโลภหลงในอำนาจ ไม่แตกต่างจากวังหลังและเหล่าองค์ชายฮ่องเต้จึงแยกแยะความผิดเฉพาะบุคคลเอาไว้รวมทั้งหาทางรับมือพลิกกลับข้อครหาไม่ให้ตระกูลผู้ภักดีถูกหนอนเพียงตัวเดียวฉุดคราไปพร้อมกับความฉิบหายที่พวกมันสร้างขึ้น
อย่างไรจางเหลียงอี้ไม่เคยดูแคลนสติปัญญาของฝ่ายอ๋องฟ๋งเฉียว เขาสามารถตามล่าคนซึ่งยังไม่มีศพมายืนยันความตายเรื่อยมาแสดงว่าอ๋องหนุ่มผู้นั้นไม่เคยประมาทในการวางหมากกระดานนี้ คงคาดไม่ถึงว่าตัวประกันอย่างจางฮุ่ยเหมยจะหายไปจากจวนอันกัวป๋อด้วยความช่วยเหลือของคนจวนจางเหลียงโหวซึ่งส่งไปแทรกซึมได้สำเร็จ
ทำเป็ปิดหูปิดตาให้นางหนีออกจากจวนอันกัวป๋อได้อย่างง่ายดาย คิดจะบีบให้ตาเฒ่าเคี้ยวยากเช่นเขาสวามิภักดิ์คาดหวังสูงเสียจริงไม่เช่นนั้นจางเหลียงอี้คนนี้จะยังเป็นักวางกลยุทธ์ของแคว้นฉินได้อย่างไร
จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของจวนอันกัวป๋อเหมือนว่าอ๋องฟ๋งเฉียวเริ่มหวาดระแวงความประมาทเลินเล่อของกั๋วหยางจิ้งเสียแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจะยังเชิดหน้าหยิ่งต่อไปได้อย่างไรคิดขึ้นหลังเสือเห็นทีการลงหลังเสือยากเกินความสามารถของตัวเองเหลือคณา หนทางต่อจากนี้ของพวกเขาคงต้องตามหาตัวจางฮุ่ยเหมยให้พบ
หรือไม่...
ทำให้กั๋วเค่อติงผู้นำตระกูลอันกัวแห่งจวนอันกัวป๋อหลับไปตลอดกาลแล้วให้กั๋วหยางจิ้งขึ้นเป็ป๋อคนต่อไปของจวน เพื่อแสดงว่าว่าตัวเองเลือกสนับสนุนอ๋องฟ๋งเฉียวสุดกำลัง
ความคิดของคนโง่เขลาก็คือความคิดของคนโง่เขลาหากคิดสักนิดน่าจะตระหนักได้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า
จางเหลียงอี้วางแผนต่อไปแล้วว่าจะลงมือพากั๋วเค่อติงออกจากจวนอย่างไรไม่ให้ผิดสังเกตและสับเปลี่ยนโดยใช้คนของอ๋องสามเองนั่นแหละ เป็ผู้รับเคราะห์กรรมและความตายแทนท่านป๋อคนปัจจุบันชายชราอยากรู้แล้วว่าถ้าฮูหยินเฒ่าสังหารคนของอ๋องฟ๋งเฉียวด้วยตัวเองซ้ำคนคนนั้นยังเป็หนึ่งในคนสนิท บทบาทของผู้ถูกล่าอาจถูกพลิกกลับทั้งกระดานกลในครั้งนี้ทันที
เ้าก้อนแป้งทั้งสองตื่นขึ้นมาพบว่ามารดาหลับอยู่ด้านข้าง เด็กน้อยตัวอวบอ้วนเนื้อแน่นพยายามพลิกตัวหลายต่อหลายครั้งทว่าไม่เคยสำเร็จสักครั้งมีแต่แขนกับขาชูขึ้นลงขยับไปมา
จางหนิงเฉิงอยู่ใกล้กับมารดามากที่สุด เหยียดแขนคว้าหมับจับแขนเสื้อตัวยาวผืนหนาพอประมาณร่างกลมป้อมดีดดิ้นสุดชีวิตทั้งออกแรงดึงและออกแรงดันตัวเองด้วยพลังอันน้อยนิดสามารถพลิกตัวหน้าคะมำกับแขนเสื้อของมารดารีบเงยหน้าขึ้นส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความชอบใจ
จางหนิงเทียนเองพลันตบมือแปะๆ เคี้ยวเหงือกงึมงำส่งเสียงคล้ายว่าอยากทำบ้างแต่ผ้าปูเตียงกลับไม่เอื้อให้เขาจับเต็มไม้เต็มมือเหมือนอย่างแฝดคนน้องที่จับแขนเสื้อของมารดาเฝ้าดูด้วยดวงตาวาววับเจือความผิดหวังเมื่อไม่สามารถทำเหมือนน้องชายได้
ไม่นานจางฮุ่ยเหมยค่อยๆ ปรือตาขึ้นเพราะรู้สึกว่ามีอะไรพยายามมุดขึ้นมาบนร่างกายของตัวเองเมื่อลืมตาตื่นเต็มที่และปรับสายตามองภาพให้ชัดพลันเห็นศีรษะทุยของเ้าตัวน้อยกำลังขยับดุกดิกไปมามือขาวอวบราวกับลูกซาลาเปากำแน่นกับชุดผ้าของนางพอดวงตาสว่างกระจ่างใสของบุตรชายคนเล็กเงยขึ้นสบเข้ากับั์ตาหวานล้ำของจางฮุ่ยเหมยเ้าก้อนแป้งของนางกลับจ้องตามารดานิ่งงันก่อนแย้มยิ้มอวดเหงือกสวยใสสีชมพูให้กับมารดา
จางฮุ่ยเหมยไม่รู้ว่าตัวเองตกหลุมรักบุตรชายแสนนุ่มนิ่มของนางซ้ำกี่ครั้งกี่หน รีบลุกขึ้นมาโอบกอดเ้าตัวน้อยยอดดวงใจทั้งสองไม่ให้น้อยหน้าใครทั้งนั้นเฝ้าฟัดแก้มยุ้ยสูดดมกลิ่นน้ำนมจนชื่นใจ เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับเ้าก้อนแป้งทั้งสอง
"ตื่นมาก็ไม่งอแงเลย ลูกใครกันนะ..."หางตาเหลือบเห็นผ้าห่มร่วงหล่นออกจากอกไม่ทันรู้ตัว "นี่ข้านอนห่มผ้าด้วยหรือ?"
เจียวซืออาจกลับเข้ามาแล้วห่มให้ก็ได้
จางฮุ่ยเหมยตีความหมายเช่นนั้นก่อนทยอยพาก้อนนุ่มทีละก้อนไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อยสลับกันอยู่ไม่นานก็จัดการเด็กน้อยทั้งสองจนมีใบหน้ากลมป่องสะอาดสะอ้านตื่นเต็มตามอบรอยยิ้มให้กับมารดาไม่หยุดพัก
ระหว่างนี้จางฮุ่ยเหมยเทียวเดินเข้าเดินออกระหว่างห้องนอนกับห้องครัวเพื่อหาอะไรกินรองท้องปล่อยให้เด็กน้อยทั้งสองนอนเล่นอยู่บนตั่งนอนเงียบๆกับของเล่นจากหีบของขวัญของจางเฟยหรงเสร็จสรรพจากธุระส่วนตัวร่างอวบอิ่มกลับเข้ามานั่งพักอยู่ในห้องกับลูกตามเดิม
กระทั่งเจียวซือเข้ามาในห้องรายงานเื่ติดตามผลการเพาะปลูกของแต่ละครัวเรือนอย่างละเอียดพร้อมสมุดบันทึกถึงการเพาะปลูกและหมุนเวียนพืชบางชนิดเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับแปลงเพาะปลูกตามคำแนะนำของชาวเซียนลว่อ
"แล้วมีคนจากหมู่บ้านอื่นมาป้วนเปี้ยนหรือไม่?"
"มีเ้าค่ะ แต่ทางนี้ตอบกลับไปว่าชาวเซียนลว่อให้ความรู้มาเ้าค่ะ"
"ป่านนี้คงวิ่งวุ่นหาล่ามภาษาชาวเซียนลว่อกันยกใหญ่แล้วกระมัง"จางฮุ่ยเหมยเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนหยอกเย้าลูกชายตัวอ้วนนุ่มระสบายใจ
"ตามที่นายหญิงคาดการณ์เ้าค่ะ"
คิดให้ดี จางฮุ่ยเหมยย้ำกับชางหย่งเต๋อหลายครั้งว่านาง้าความเป็ส่วนตัวไม่คิดอยากทำงานแบบคนอื่นในยามนี้ ต่อให้เงินเป็เื่จำเป็สำหรับนางแต่เื่ของเ้าแฝดของนางสำคัญกว่า ลูกๆ ของนางกำลังเติบโตขึ้นทุกวันนางไม่คิดห่างจากเด็กน้อยน่ารักเด็ดขาดชั่งน้ำหนักใจแล้วว่าตอนนี้เ้าแฝดหนักกว่าเงินที่ต้องรีบหา
ปลูกผักผลไม้ได้นำไปฝากขายหักส่วนต่างนิดหน่อยยังพอเหลือกำไรให้ใช้จ่ายซื้อของจำเป็ เอาเป็ว่านางจะค่อยๆเก็บหอมรอมริบเพื่อเด็กๆ ต่อไป
"แต่นายหญิงเ้าคะ..."
"อะไรหรือ?" จางฮุ่ยเหมยละจากความคิดหันมาสนใจสาวใช้ตัวน้อยแทน
"มีชาวบ้านบางคนอดไม่ได้ที่จะแนะนำท่านให้เป็ล่ามเจรจากับพ่อค้าคงเ้าค่ะ"
หายนะชัดๆ !
"ข้าแทรกขึ้นมาก่อนว่าท่านมีลูกต้องเลี้ยงดูไม่อาจเจียดเวลามาเป็ล่ามให้ได้"
"แล้วพวกเขาว่าอย่างไร?"
จางฮุ่ยเหมยเชื่อว่าคนเ่าั้ต้องพยายามขอพบนางเพื่อให้ไปเป็ล่ามเจรจากับชาวเซียนลว่อแน่นอนบางคนหากฉลาดหน่อยคงคิดว่าชาวบ้านหมู่บ้านฮัวเป่ยคงไม่มีความสามารถหาเงินจ้างล่าม น่าจะได้ความรู้การเพาะปลูกมาด้วยวิธีอะไรสักอย่างมีคนส่วนน้อยเท่านั้นรู้ถึงกระบวนการวางแผนงานของหมู่บ้านฮัวเป่ย
ฉะนั้นชาวบ้านที่ได้รับความรู้จากหัวหน้ากลุ่มของตัวเองอีกทีไม่มีทางรู้รายละเอียดแผนงานของผู้นำต่อให้ถูกคุกคามไปก็ไร้ความหมายและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
หากไม่สามารถหลีกหนีการถูกดึงตัวไปเป็ล่ามได้อย่างไรพวกมีกำลังทรัพย์ต้องพยายามทุ่มเม็ดเงินมหาศาลจับจองล่ามภาษาเซียนลว่อ
แต่...
จะยอมทุ่มเม็ดเงินเพื่อจ้างล่ามแม่ลูกอ่อนเช่นนางหรือ? แล้วจะเข้าถึงตัวนางได้หรือ? หากทหารได้รับคำสั่งของจางฮุ่ยเหมยไม่ให้ใครก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของนางนี่อาจกำลังกลายเป็ปัญหาเล็กๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นแต่อีกไม่นานปัญหาใหญ่อาจจะมาเยือนภายในไม่ช้า
คิดแล้วปวดหัวจนอยากให้ตัวเองนอนหลับพักผ่อนอีกรอบเสียจริง
"พวกเขาพยายามขอพบท่านเ้าค่ะ"
"ค่าตัวข้าแพงนะ"
"เ้าคะ???" เจือซือไม่เข้าใจคำพูดของนายหญิง
"เจรจาสำเร็จต่อครั้งต่อคนค่าหัวของผู้มาจ้างให้ข้าเป็ล่าม หัวละหนึ่งแสนตำลึง"
เจียวซือสูดหายใจเฮือกใหญ่ลืมกระทั่งวิธีหายใจออกไปชั่วขณะ
"ข้ารู้มาว่าตอนนี้ชื่อเสียงของข้าคือเศรษฐีนีหากข้าเรียกร้องเงินจำนวนเท่านี้ คงไม่ทำให้ใครยากจนขึ้นมากระมัง"
เป็วิธีขูดรีดเงินทองจากผู้โลภหลงในสิ่งที่ตัวเองพึงปรารถนาสุดแสนน่ากลัวเท่าที่เคยเจอถ้าไม่ใช่คนโง่ก็คือคนบ้าที่หมายมั่นตั้งใจแล้วว่าจะลงทุนต่อความเสี่ยงเพื่อการค้าขายของตัวเองในอนาคตเดิมจางฮุ่ยเหมยไม่ใช่คนหัวการค้าแต่อย่างใดนางเพียง้าตัดปัญหาคนเข้ามายุ่งวุ่นวายชีวิตส่วนตัวของนางและเผื่อทางเลือกให้ตัวเองสามารถกอบโกยเงินเข้าคลังทรัพย์สมบัติโดยไม่แยแสว่าใครจะกระอักเืตายหรือไม่
โลกใบนี้สอนให้นางเห็นแก่ตัวกับคนเห็นแก่ตัวด้วยกันพวกเขาเข้ามาเพราะหวังผลประโยชน์ จางฮุ่ยเหมยก็้าผลประโยชน์เป็ค่าตอบแทนถือเป็การแลกเปลี่ยนไม่ใช่หรือไร
"เกรงว่าคนเ่าั้ไม่มีปัญญาจ่ายค่าจ้างนายหญิงหรอกเ้าค่ะ"เปรียบเทียบกับตัวเอง เจียวซือขอแยกห่างจากนายหญิงดีกว่า
"ข้าไม่ได้เดือดร้อนเื่เงินอย่างไรข้าก็ได้กำไรจากการขายผักผลไม้ของข้า จนกว่าจะหมดฤดูเพาะปลูก"นั่นคือ่เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วนั่นเอง
"เช่นนั้นหากมีคนถามค่าจ้างนายหญิง..."
"ข้ายืนยันว่าจะเอาเงินหนึ่งแสนตำลึงหรือหนึ่งหมื่นตำลึงทองเท่านั้นงดต่อหรือลดราคา หากไม่สู้ก็เชิญหาตัวเลือกอื่นเถิด"
"เ้าค่ะ"
เห็นจางฮุ่ยเหมยยืนยันหนักแน่นต่อคำพูดตัวเองเช่นนี้เจียวซือมีแต่ต้องปฏิบัติตามเท่านั้นเหล่าทหารเห็นทีว่าต้องขอกำลังเพิ่มจากจางเฟยหรงเพื่อคุ้มกันคุณหนูและคุณชายน้อยของพวกเขาเสียแล้ว
วีรกรรมของนางกำลังจะสร้างชื่อเสียงในฐานะเศรษฐีนีหน้าเืในเมืองเซียงโจวแห่งนี้จะมีคหบดีหรือชาวบ้านหมู่บ้านไหนหาญกล้าลงทุนจ้างนางกันพวกเขามองไม่เห็นคนหลงทางมาหานางเลยสักคน คิดแล้วพากันส่ายหัว กลับไปประจำตำแหน่งรักษาความปลอดภัยและผลัดกันทำสวนเช่นเดิม
ครั้งนี้ฉือิพาช่างก่อสร้างคนใหม่มาให้จางฮุ่ยเหมยพิจารณาอีกครั้ง ทหารหนุ่มได้สืบประวัติผลงานการก่อสร้าง รวมทั้งการติดต่อซื้อขายระหว่างร้านค้าวัสดุทุกอย่างล้วนผ่านเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของคุณหนูทุกประการ เหลือเพียงว่าจะผ่านความพึงพอใจของเ้าบ้านหรือไม่
ฉือิไม่อาจปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเนื่องจากดูแบบแปลนผ่านตาเพียงครู่เดียวการก่อสร้างที่พักคนงานอาจใช้เวลาหลายเดือนรวมทั้งการปรับปรุงเื่ห้องอาบน้ำและห้องทำธุระส่วนตัวซึ่งต้องอาศัยวางท่อระบายของเสียเพิ่มเติมช่างดูซับซ้อนไม่น้อยเขาคิดว่านายช่างคนนี้มีความรู้ความสามารถมากพอเพราะนายช่างใหญ่ที่เขาพามาสนใจศึกษางานของชาวต่างชาติเช่นกันและคิดราคาอย่างยุติธรรม
น่าจะถูกใจคุณหนู
"คุณหนูข้าพานายช่างคนใหม่มาแล้วขอรับ"
"เข้ามา"
ฉือิผายมือเชิญช่างคนใหม่เข้าห้องรับรองทันทีชายฉกรรจ์ร่างกายสูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเดินเข้ามาในห้องรับรองด้วยท่าทีดุดันคล้ายนักเลงยามเขาเห็นเ้าบ้านเป็สตรีนั่งหยอกเย้ากับบุตรชายจึงกล่าวทักทายก่อน
"คารวะคุณหนูจาง"
"เสียมารยาทแล้ว คารวะเช่นกันเ้าค่ะ"
"ข้ามีนามว่า 'มู่หรงซี'ขอรับ"
เขากล่าวด้วยท่าทางนอบน้อมจางฮุ่ยเหมยเห็นเช่นนั้นจึงเชิญให้เขานั่งลงก่อนแล้วให้เจียวซือกับฉือิพาคุณชายน้อยทั้งสองกลับเข้าห้องฉือิกลับออกมาพร้อมกับแปลนสร้างเรือนอีกครั้ง
จางฮุ่ยเหมยไม่อยากเสียเวลามาก นางเอ่ยจุดประสงค์เื่การปรับปรุงเรือนและการสร้างเรือนพักคนงานเหมือนเมื่อครั้งสนทนากับอู๋อิงเมิ๋นรวมทั้งเฝ้าสังเกตหยั่งเชิงมู่หรงซีเงียบๆ เช่นเดิม
ซึ่งเขาตอบสนองเช่นเดียวกับอู๋อิงเมิ๋นว่าเขาสามารถปรับปรุงและสร้างเรือนพักคนงานได้รวมทั้งวางท่อระบายของเสียตามแบบแปลนของนาง โดยเขาไม่คิดตั้งคำถามหรือตื่นเต้นกับแบบแปลนของนางสักนิดสร้างความงงงวยให้กับจางฮุ่ยเหมยไม่น้อย
"ท่านไม่สงสัยแบบแปลนของข้าใช่หรือไม่?"
"ไม่ขอรับ ท่านลงรายละเอียดไว้ครบถ้วนแล้วแต่ข้าอาจปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ในการสร้างท่อระบายของเสียด้วยขอรับ"
"จริงหรือเ้าคะ?"
"อา...มีส่วนที่ยังต้องแก้ไขอีกนิดหน่อยขอรับ"มู่หรงซีตอบตามความจริง
"เช่นนั้นท่านสามารถประเมินสภาพบ้านหลังนี้ก่อนดีหรือไม่เ้าคะ?"จางฮุ่ยเหมยเห็นว่าแววตาของเขามั่นคง มุ่งมั่น มีความกระตือรือร้นเจิดจรัสราวกับเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นกับของเล่นใหม่
แววตาของเขาเร้าร้อนกระหายอยากทำตามแปลนเร็วๆ โดยไม่คิดปิดบังถือว่าเป็แววตาอันยอดเยี่ยมและน่านับถือ
"รบกวนคุณหนูแล้วข้าขอประเมินสภาพบ้านหลังนี้ก่อน แล้วพรุ่งนี้ข้ากับคนงานอีกจำนวนหนึ่งจะมาวัดขนาดพื้นที่สำหรับสร้างเรือนพักห้องอาบน้ำ และห้องส่วนตัวให้เหมาะสมตามแบบแปลนของท่านต่อไป"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
"หากเรียบร้อยข้าจะประเมินราคาวัสดุและค่าใช้จ่ายให้ท่านโดยเร็ว ไม่เกินสองหรือสามวันนี้หากข้าวัดพื้นที่และคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นเสร็จ"
"ได้ รบกวนฉือินำทางท่านมู่ประเมินสภาพบ้านหลังนี้และพาไปยังที่ดินที่้าสร้างเป็เรือนพักคนงานด้วยละ"จางฮุ่ยเหมยหันไปทางฉือิ
อารมณ์ของนางดียิ่งนักเมื่อเจอช่างที่ถูกใจฉือิค้อมศีรษะน้อมรับคำสั่ง นำทางมู่หรงซีสำรวจและประเมินบ้านหลังนี้โดยรอบถือว่าวันนี้ฉือิพอใจกับผลงานตัวเองไม่ใช่น้อยที่สามารถหาคนสร้างบ้านให้กับเ้านายสำเร็จแค่คิดว่าจางฮุ่ยเหมยไม่พอใจ เขาก็ไม่อยากฟังวาจาร้ายกาจเหน็บแหนมได้ไหว มันน่าขนลุกเกินไป...