คืนต่อมาภายในเมืองเป่ยซางก็วุ่นวายกลางดึก เมื่อมีชาวบ้านหลายร้อยคนพากันบุกชิงเสบียง
เสบียงที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวที่ต้องใช้เลี้ยงทั้งทหารและชาวเมืองให้อยู่รอด
แม้จะไม่รู้ว่าจะรอดสักกี่วันเชียว
ตัวแม่ทัพที่ยังมีพิษในกายกลับต้องมายืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังก่อจลาจล โดยมีทหารหลายนายล้อมไว้กลุ่มชาวบ้านเอาไว้
ใบหน้าของชาวบ้านล้วนผอมตอบดวงตาแดงก่ำ ในมือพวกเขาบางคนถือไม้ บางคนถือก้อนหิน แต่ก็มีบางคนที่ถือมีดพร้า
ชายผู้หนึ่งพุ่งเข้าหาทหารนายหนึ่งแต่ยังไม่ทันได้ลงมือ กลับถูกทหารผู้นั้นปัดอาวุธทิ้งด้วยดาบเพียงครั้งเดียว เขาจึงล้มลงกับพื้นพร้อมเสียงร้องโหยหวน
“ทหารฆ่าคนแล้วฆ่าข้าแล้ว โอ๊ยยยย”
“โหดเหี้ยมเกินไปแล้วพวกเราแค่ต้องการเสบียงเท่านั้น”
“ใช่พวกเจ้ามันใจร้าย แม้แต่ข้าวหนึ่งถังก็ไม่แบ่งให้พวกเรา”
“พวกเราหิวจะตายอยู่แล้ว”
แม่ทัพหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว“ปากที่อ้ากว้างอย่างพวกเจ้า หากหิวนัก เหตุใดไม่ออกไปหาเสบียงมาเพิ่มเหมือนคนอื่นจะมาชุบมือเปิบเอาเช่นนี้ เห็นข้าเป็นตัวอะไร”
ในเมื่อเสบียงมีจำกัดเหล่าทหารต้องแบ่งหน้าที่กันออกไปค้นหาเสบียงทั้งในน้ำและบนบกซึ่งก็มีชาวบ้านบางกลุ่มที่ร่วมด้วย
แต่กลุ่มตรงหน้ากลับไม่ไป แต่มาทำตัวเป็นโจรแย่งชิงเสียเอง
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจในยามนี้ไม่อาจใช้กับชาวบ้านที่กำลังหิวโหยได้
ตอนนี้พวกเขาหิวจนแทบจะกินแม้แต่เปลือกไม้ได้แล้ว
“ท่านแม่ทัพได้โปรดแจกจ่ายอาหารแก่พวกเราด้วยเถิดเด็ก ๆ ลูกหลานของพวกเราหิวตายกันหมดแล้ว”
รองแม่ทัพเซิ่งจึงตะโกนขึ้น“ทุกวันพวกเราก็ได้แจกจ่ายอาหารให้พวกเจ้าอยู่แล้ว พวกเจ้ายังจะเอาอะไรอีก”
“แค่เศษข้าวฟ่างเช่นนั้นจะไปอิ่มได้อย่างไร”
“ยามนี้ข้าศึกบุกมาประชิดยังจะมาคิดเรื่องอิ่มท้องกันอีกหรือ มีกินก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
“พวกเจ้าก็พูดได้สิไม่ได้ท้องหิวอย่างพวกเรา”
“ไม่หิว?พวกข้าได้กินข้าวต้มแค่วันละมื้อ ทั้งยังต้องเสี่ยงชีวิตอีกพวกเจ้าลองมาเป็นทหารดูบ้างสิ”
“ชิหากไม่มีชาวบ้านอย่างข้าจ่ายภาษีให้ พวกเจ้าจะได้กินดีอยู่ดีแบบนี้รึ”
“หากไม่เพราะองค์ชายสามพวกเราคงไม่ต้องอดยากถึงเพียงนี้”
“ใช่แล้วเป็นความผิดขององค์ชายสาม เป็นความผิดของพวกเจ้า”
ทั้งสองฝ่ายยังคงโต้เถียงกันไปมาต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์ ไม่มีใครยอมใคร
แม่ทัพว่านที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่จึงตวาดขึ้น “กลับไปเสีย ข้าจะไม่เอาโทษกับพวกเจ้า”
“ไม่รู้ล่ะ วันนี้ทหารต้องนำเสบียงมาแจกจ่ายพวกเรา”
“ใช่ไม่งั้นพวกเราไม่ยอม”
“หากแจกจ่ายเสบียงออกไปแล้วทหารกล้าจะกินอะไร”
“แต่พวกเราก็หิวมาก”
“หิว ข้าหิว”
ได้ยินเช่นนั้นเขาจึงแค่นเสียง “ไม่ยอมรึ..ไม่ยอมก็ฆ่าเสีย”
ทำให้ทหารต่างพากันตกใจ“ท่านแม่ทัพ”
“นี่เป็นชาวบ้านนะขอรับ”
“ชาวบ้าน? ฮึ!ชาวบ้านที่ไหนจะมีมีดมีดาบ แล้วชาวบ้านของเจ้า รู้กระทั่งจุดตั้งคลังเสบียงอีกก้าวเดียวคงจะตัดหัวข้าได้แล้วกระมัง”
พูดไม่ทันขาดคำเปลวไฟที่คลังเสบียงก็ลุกโชนขึ้นมา เหล่าทหารต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อหาน้ำมาดับไฟ
“ไฟไหม้...ไฟไหม้โรงเสบียง”
ใบหน้าภายใต้หน้ากากของแม่ทัพหนุ่มมืดครึ้มเขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงกร้าว “ฆ่า!”
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแม้จะสามารถดับไฟได้ทันก่อนที่เสบียงทั้งหมดจะถูกเผา แต่หลังจากที่ไฟถูกดับลง เหล่าทหารก็ต้องมานั่งประชุมกันเพื่อแก้ปัญหาเป็นการด่วน
ซึ่งมีหลายคนที่ผลักความผิดไปที่หลินเฟยหลัน
“เสบียงเหลือแค่นิดเดียวจะทำอย่างไรดี”
“ข้าว่าเป็นเพราะสตรีนางนั้นที่เป็นสายลับ”
“ถูกต้องสังหารนางซะ”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ทัพข้าเห็นด้วยว่าเราควรจะฆ่านางเสีย”
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ตอบ
ไม่นาน ทหารก็มารายงานว่าจับกุมคนร้ายได้แล้วหนึ่งคน “เรียนท่านแม่ทัพเขาเป็นหนึ่งในคนที่ยุยงให้ชาวบ้านเผาคลังเสบียงขอรับ”
ทหารสองนายลากชายร่างผอมซูบเสื้อผ้าขาดวิ่นออกมาลำคอของเขามีรอยถูเชือกแดงเถือก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
แม่ทัพว่านก้าวช้า ๆเข้าไปใกล้ ก่อนจะหยุดตรงหน้า “ใครสั่งให้เจ้าวางเพลิงโรงเก็บเสบียง”
ชายผู้นั้นตัวสั่นงันงกเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก
เขาเหลือบมองไปหาคนผู้นั้นอยู่ครู่หนึ่งแต่พอหันมาสบตากับแม่ทัพว่าน เขาก็รู้สึกเย็นที่สันหลังจึงตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “คะ…คือ…ข้า เขา เป็น..ขะ..”
พุบ! ฉึก!
ยังไม่ทันที่ชายร่างผอมจะเอ่ยชื่อของผู้ว่าจ้างออกมาอยู่ดี ๆ ก็มีมีดเล่มเล็กพุ่งเสียบที่หน้าอกของเขาอย่างพอดี
“มีคนร้าย!”
ไม่เพียงเท่านั้นทหารผู้น้อยก็วิ่งเข้ามา พร้อมกับรายงาน “ท่านแม่ทัพแย่แล้ว ไฟไหม้กระโจมพักและกำลังลามไปที่บ้านเรือนในตรอกข้าง ๆ ขอรับ”
เพลิงสีแดงลุกฮือขึ้นเป็นลำสูงกลืนกระโจมผ้าทีละหลังเสียงผ้าไหม้ปะปนกับเสียงไม้ค้ำล้มครืน เหล่าทหารพากันวิ่งวุ่นอย่างแตกตื่น
ดวงตาของแม่ทัพว่านเต็มไปด้วยความโกรธและเมื่อฉุกใจคิดบางอย่าง เขาก็ตะโกนออกคำสั่ง “คุ้มกันเสบียง!”