อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

181 สู้รบบนเกาะ

หญิงสาวถือกระบี่ไว้มั่น  บรรจงกรอกปราณอี้เจ๋อลงไปในกระบี่นั้น ทันทีที่ก้าวเข้าสู่พื้นทะเลสีดำ ร่างบางก็ฟาดฟันกระบี่สุญญตาออกไป !


“เปรี้ยงงง !” ปราณแหลมคมของกระบี่ส่องสว่างเจิดจ้าท่ามกลางความมืดนั้นพาดผ่านเงาร่างของงูโลหิตขนาดมหึมาหนึ่งร่าง  


‘ฟั่บบบ…’ ศีรษะยืดยาวนั้นถูกตัดจนขาดสะบั้น ก่อนจะร่วงลงสู่ผืนโลหิตสีดำนั้น คลื่นโลหิตกลุ่มหนึ่งถาโถมออกไปเป็นบริเวณกว้าง ก่อนจะกลับมารวมตัวกันเป็นงูโลหิตอีกครั้งอย่างรวดเร็ว


โลหิตเป็นของเหลวจะตัดด้วยคมมีดได้อย่างไร…. ทว่าขอเพียงยื้อเวลาและเปิดทางให้พวกตนได้ ผู้ใดจะสนใจอยากทำลายทะเลโลหิตในตอนนี้กันเล่า ?!


“กร้าซซซซซ …!!”  หัวอีกหัวหนึ่งพุ่งเข้าหาพวกเขาจากด้านข้าง  โชคดีที่ฟู่หลิงอาศัยเกราะอักษรเวทย์ของตนต้านทานไว้ได้     ทว่าชั่วอึดใจเกราะแข็งแกร่งก็ถูกกัดกร่อนเป็นรูอย่างรวดเร็ว  


มู่เชียนหันไปเห็น จึงรีบตวัดกระบี่ในมือเข้าใส่หัวที่กำลังทำลายเกราะของฟู่หลิง …ฉับเดียวก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์คับขันลงได้    ทว่าหัวอสรพิษโลหิตนับร้อยที่เหลือนั้น เดี๋ยวพุ่งจากด้านข้างเดี๋ยวพุ่งจากด้านล่าง ไหนจะเรื่องที่นางต้องพยายามฝืนเคลื่อนขบวนไปด้านหน้าต่อไป… ทำให้มู่เชียนไม่อาจสนใจสิ่งอื่นได้    …ร่างสัตว์อสูรนับร้อยร่างที่เริ่มปรากฏตัวขึ้นรายล้อมพวกเขาเอาไว้อีกครั้ง  !


โชคดีที่เสี่ยวจิ้งและพวกฟู่หลิงยังคงมีแรงเหลือ พวกเขาต่างรายล้อมอยู่รอบกายมู่เชียน คอยอารักขานางไว้จากการโจมตีของเหล่าอสูรทะเลทั้งหลาย เพื่อให้หญิงสาวสามารถทุ่มเทสมาธิไปกับการเปิดทางเข้าสู่เกาะแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น


แต่ต่อให้ไม่อยากสนใจเพียงใด ทว่าเมื่ออสูรเหล่านั้นเพิ่มจำนวนจากหลายร้อยเป็นหลายพัน จนกระทั่งหลายหมื่นร่าง มู่เชียนก็ทราบว่าไม่อาจเสียเวลาต่อไปได้อีกแล้ว


“เสี่ยวจิ้ง..!!” หญิงสาวเหลือบมองเทพมังกรคู่ใจแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าพร้อมกัน  หญิงสาวหลับตาลงแวบหนึ่ง ถ่ายเทปราณอี้เจ๋อและปราณธาตุของตนเกือบทั้งร่างลงสู่กระบี่สุญญตาจนหมดสิ้น 


กระบี่สุญญตาเล่มนี้ราวกับอาวุธแห่งการสูบปราณธาตุ  แม้นางเป็นเพียง ‘ราชันย์ยุทธ์’  แต่ปราณธาตุทั้งหมดในร่างของนางเมื่อรวมกับปราณอี้เจ๋อแล้วก็มีปริมาณมหาศาลเกินกว่า ‘มหาราชันย์ยุทธ์’ ผู้ใดจะเทียบได้ ทั้งที่เป็นเช่นนี้กลับถูกมันดูดซับไว้ได้อย่างสบาย   แถมกระบี่ยังแสดงปฏิกิริยา..ไม่จุใจ.. ออกมาอีกด้วย


‘สุญญตา’ เคยเป็นถึงอาวุธของเทพบิดา… ปราณน้อยนิดของนางคงยังไม่อาจสนองความต้องการของมันได้สินะ 


มู่เชียนสูดหายใจลึกเมื่อรับรู้ถึงความกลวงเปล่าในร่าง …​ ยามที่นางลืมตาขึ้นอีกครั้งดวงตาสีน้ำตาลก็เปล่งแสงสีทองวูบวาบ หญิงสาวชูกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะแล้วฟาดลงไปตรงหน้าอย่างแรง !!



“เปรี้ยงงงง…… !!” 


เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วท้องทะเลกว้าง  ปราณทุกชนิดในอากาศรวมถึงผืนน้ำรอบด้านต่างก็กระเพื่อมไหวเป็นวงกว้าง โดยมีจุดศูนย์กลางคือร่างของมู่เชียน…   การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้  ก็ด้วยมีเจตนาจะหลบหนีจากรัศมีทำลายล้างของกระบี่เทพ ที่พร้อมจะเปลี่ยนทุกอย่างเป็นความว่างเปล่านั่นเอง !!   


เมื่อแสงกระบี่จางลงไป เบื้องหน้าของมู่เชียนพลันปรากฏเส้นทางโล่งกว้างสายหนึ่ง ที่สามารถพาพวกนางมุ่งตรงเข้าสู่เกาะฉีหลินได้… หญิงสาวเห็นแล้วก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะอ่อนยวบลงบนไหล่ของเสี่ยวจิ้งที่รอรับอยู่..


“เจ้าเก่งมาก..”  เสียงเสี่ยวจิ้งเอ่ยชมนาง แว่วมาในมโนสำนึกที่ลางเลือน 


หากจำไม่ผิดนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เทพมังกรผู้นี้เอ่ยชมนางอย่างจริงจัง หญิงสาวเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆออกมา  ร่างกายของนางกำลังต้องการการพักผ่อนอย่างมาก ทว่าสติสุดท้ายก็สั่งให้มู่เชียนฝืนตื่นเอาไว้.. 


“รีบไปเถอะ..” หญิงสาวสั่งเสียงเบา… ด้วยสังเกตุเห็นว่าทะเลโลหิตสีดำรอบๆกำลังค่อยๆยุบตัวเข้าหากันอีกครั้ง 


คงเพราะการโจมตีของนางเมื่อครู่สร้างความหวาดกลัวให้พวกมัน ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่กล้าเข้าใกล้กลุ่มของนางอีก


เมื่อไร้ซึ่งการต่อต้าน ไม่ถึงห้าลมหายใจพวกเขาทั้งหมดก็ได้มายืนอยู่ใจกลางเกาะฉีหลินแล้ว มู่เชียนฝืนใช้แรงเฮือกสุดท้าย ดึงเอาทัพเจ็ดธาตุทั้งสองหมื่นคนและมู่เฉิงหลินออกมา  ก่อนที่นางจะหมดสติไป  


มู่เชียนฟื้นขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาราวยี่สิบลมหายใจ  รอบกายของนางปรากฏร่างเทพอสูรทั้งสามรายล้อมอยู่ มู่เฉิงหลินเองก็เช่นกัน  หญิงสาวลุกขึ้นนั่งด้วยมือของหลันอู่ซือที่ประคองไว้ เกาะฉีหลินที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่เมื่อคนสองหมื่นคนปรากฏกายขึ้น  เกาะแห่งนี้ก็ดูแคบลงถนัดตา 


กองทัพเจ็ดธาตุจัดขบวนรายล้อมมู่เชียนไว้ด้วยเจตนาจะอารักขา ยามอยู่บนเกาะที่ถูกล้อมด้วยศัตรูพวกเขาแต่ละกองธาตุจึงเรียงตัวกันเป็นชั้น หน่วยสนับสนุนอยู่ด้านใน หน่วยป้องกันอยู่ด้านนอก ส่วนหน่วยโจมตีอยู่ตรงกลาง 


เหล่าอสูรที่เริ่มหายตกใจจากการโจมตีของนาง เมื่อเห็นเหยื่อหลายหมื่นคนปรากฏตัวขึ้นบนฝั่ง อสูรทะเลหลากหลายสายพันธุ์ก็พุ่งกายขึ้นมาหาพวกเขาด้วยความบ้าคลั่ง .. ไม่เว้นแม้กระทั่งร่างที่ไม่อาจใช้ชีวิตบนบกได้ ก็ยังฝืนไถลร่างเน่าเฟะตะเกียกตะกายขึ้นมาบนฝั่งอย่างไร้สติ 


ทะเลโลหิตมารก็เช่นกัน พวกมันเริ่มสร้างร่างอสรพิษขนาดยักษ์ ทั้งยังยื่นคอเข้ามาหา แม้ไม่อาจขึ้นมาบนเกาะได้ ทว่าหากคิดจะเขมือบเหล่าทหารที่อยู่รอบนอกสุดแล้วก็ยังทำได้อย่างง่ายดาย


“เกราะแสง” ซูม่านให้สัญญาณเสียงดัง ทันทีที่เกราะสว่างวาบ อสรพิษสีดำขนาดยักษ์ก็กรีดร้องดังลั่น ก่อนจะผงะถอยหลังไป  ….หากไม่นับปราณอี้เจ๋อของมู่เชียน ธาตุแสงและพฤกษาสามารถป้องกันธาตุมืดได้ดีที่สุด 


……น่าเสียดาย…. พวกมันไม่อาจป้องกันการโจมตีทางกายภาพได้ดีนัก !!


“ปึ้งงงงๆๆๆ !” สัตว์อสูรที่อยู่ใกล้ๆหลายตัวเริ่มใช้ร่างเปี่ยมพลังมหาศาลทุบทำลายเกราะลง บ้างก็ใช้ครีบ บ้างก็ใช้หาง บ้างก็ใช้หนวด ที่เปื่อยยุ่ยจนร่างแทบไม่เหลือก็ใช้ศีรษะทุบทำลายเกราะของพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง


เงือกอสูรหลายร้อยร่างปรากฏขึ้น แม้บางตัวจะถูกพวกนางทำร้ายไประหว่างทาง ทว่าสิบร่างที่บรรลุ ‘มหาราชันย์’ นั้นกลับยังคงแข็งแรงดีอย่างมาก  ดวงตาเหลือกถลนเน่าเฟะจ้องมองมาที่เกราะแสงของพวกเขานั้น แฝงด้วยประกายความคิดอย่างน่าประหลาด


“กีซซซซ..” พวกมันตัวหนึ่งเงยหน้าส่งสัญญาณคล้ายกับการพูดคุยสนทนา จากนั้นเหล่าเงือกอสูรร้อยกว่าร่างก็แยกย้ายกันออกไปประจำรอบเกาะ แต่ละตัวอยู่ห่างกันในระยะที่เท่ากันจนน่าแปลกใจ


ฟู่ววววว….. พวกมันใช้อักษรเวทย์สร้างกระบี่ธาตุดินขึ้นอย่างง่ายๆ ทว่ากับเหล่าทหารเจ็ดธาตุแล้วการกระทำของเงือกอสูรเหล่านี้ ไม่ต่างจากการโจมตีที่จุดตาย !!


‘ดินข่มแสง’…. หลักการนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์อสูรที่เน่าเฟะไปครึ่งตัวแล้วยังสามารถคิดออกมาได้ !



“ปังงงง ….. !!”  การโจมตีอันพร้อมเพรียงของราชันย์นับร้อยร่างทำให้เกราะธาตุธาตุแสงของกองทัพเจ็ดธาตุสั่นสะเทือนทันที 


ปราณธาตุดินใช้ทำลายเกราะธาตุแสงได้ดีที่สุด …  หลังจากเงือกอสูรทำการโจมตีนำทาง ในหมู่อสุรกายเหล่านี้ก็มีไม่น้อยที่สังกัดธาตุดินเช่นกัน  มีเงือกอสูรที่เป็นดั่งผู้นำคอยชี้แนะเช่นนี้ กองทัพอสุรกายตรงหน้าก็ร้ายขึ้นอีกหลายเท่า !!


“ซูม่านสั่งการเรื่องป้องกันต่อไป ..เฉิงหลิน เจ้าอยู่ในเกราะนี่คอยสั่งการโจมตี !!” มู่เชียนมอบหมายหน้าที่ของตนให้น้องชายอย่างวางใจ ด้วยรู้ดีว่าก่อนหน้านี้ยามอยู่แคว้นอวิ๋นเขาสนใจเรื่องทหารอย่างมาก ทว่าสีหน้าแปลกใจของมู่เฉิงหลินทำให้นางจำต้องบอกเจตนาของตนออกไป


“ข้ากับพวกฟู่หลิงจะออกไปด้านนอก ไม่อาจปล่อยเงือกอสูรเหล่านั้นก่อกวนต่อไปได้” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง  หากไม่มีเงือกอสูรหลายตัวด้านนอกนั่น เชื่อว่ากองทัพเจ็ดธาตุของนางจะรับศึกได้ดีขึ้น  


“ซานถงข้าฝากเจ้าสร้างเกราะพฤกษาขึ้นป้องกันด้านนี้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากธาตุแสงแล้วก็มีเพียงธาตุไม้ของเจ้าที่สามารถข่มมันลงได้  อู่ซือเจ้ากับเสี่ยวจิ้งออกไปวนเวียนอยู่ด้านใน คอยโปรยวารีศักดิ์ลงมาชะล้างปราณมืดที่เกิดจากศัตรูที่ถูกฆ่า … เรื่องนี้สำคัญอย่างมาก เราไม่อาจปล่อยให้ทะเลโลหิตเพิ่มปริมาณขึ้นได้อีก !!” มู่เชียนเอ่ยพลางหันไปมองกลุ่มโลหิตมารด้านนอกนั่น 


‘เท่าที่มีนี้ก็ยากจะจัดการแล้ว !’ เมื่อครู่หมดนางผลาญปราณอี้เจ๋อไปเกือบทั้งร่างกลับสามารถเพียงสร้างช่องว่างเล็กๆให้พอผ่านได้เท่านั้น …. หากคิดจะจัดการมันให้เด็ดขาดคงต้องใช้เวลาหลายเดือน


‘เอาเถอะ..ค่อยคิดก็แล้วกัน’ มู่เชียนตัดสินใจปล่อยวางปัญหายุ่งยากไว้ด้านหลัง   อย่างไรทะเลโลหิตนั้นก็ไม่อาจยกขึ้นมาบนฝั่ง ดังนั้นทัพเจ็ดธาตุของนางก็น่าจะพอต้านทานพวกมันได้ 


ตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องได้รับการแก้ไขย่อมเป็นฝูงอสูรและเส้นสายสีดำที่กำลังพยายามยืดตัวฝ่าเกราะนั้นเข้ามาต่างหาก


เกราะแสงของกองทัพที่เกิดจากจ้าวยุทธ์สองพันกว่าคนนั้นนับว่าแข็งแกร่งไม่น้อย แต่เมื่อเจอการเจาะทำลายของธาตุดินจากร่างนับหมื่นก็เริ่มจะส่งสัญญาณวูบวาบไม่มั่นคงออกมา  


ราวกับพบจังหวะที่ควรลงมือ… มหาราชันย์เงือกทั้งสิบร่างที่ลอยอยู่บนฟ้า ร่ายเวทย์อักษรส่งระเบิดพุ่งเข้าใส่จากทุกด้าน


“ต้านไม่ไหวแล้ว ..พวกมันร้ายกาจเกินไป…” เสียงร้องระงมจากเหล่าทหารที่เริ่มถูกสะเก็ดระเบิดฝ่าเกราะเข้ามาใส่


มู่เชียนนำพวกฟู่หลิงออกไปจัดการเงือกเหล่านั้น พวกเขาทั้งหกต้องเป็นฝ่ายรับมืออยู่รอบนอกร่วมกับนาง  มู่เชียนจึงโยนโอสถคืนปราณขั้นหกให้พวกเขาคนละขวด อย่างน้อยยามคับขัน หากสู้จนปราณหมดร่างก็ยังพอยื้อเวลาไปได้อีกหลายชั่วยาม


หญิงสาวเรียกจื่อฮั่วออกมา ด้วยตนเองไม่อาจปลีกตัวมาพาใครเข้าไปหลบในมิติ จึงกำชับว่าหากผีซิวน้อยเห็นใครบาดเจ็บไม่ต้องรอคำสั่ง ให้รีบพาคนผู้นั้นกลับเรือไป  


บนเกาะมีเหยื่อหลายหมื่นคอยดึงดูดความสนใจ  เชื่อว่าศัตรูทั้งหลายคงไม่สังเกตุเห็นร่างขนาดเล็กที่คอยพาคนแวบไปมาระหว่างเกาะและเรือลำนั้นหรอก… 


พวกเสี่ยวจิ้งถูกกำชับไม่ให้ออกไปวงนอกเด็ดขาด ปราณโลหิตเหล่านั้นร่างกาจมากหากจับยึดร่างของเขาได้มันคงไม่ปล่อยแน่  เทพอสูรอัคคีจึงทำได้เพียงพ่นไฟออกไปโจมตีระยะไกลเท่านั้น 


เพลิงมหากาฬจากมังกรยักษ์กลืนกินศัตรูไปฝูงใหญ่  ทว่าแวบเดียวที่เปลวเพลิงออกสู่วงนอกไป  อสรพิษโลหิตมารที่อยู่ใกล้ๆก็พุ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางกระตือรือร้นอย่างมาก มันอ้าปากขนาดยักษ์กลืนกินเพลิงลูกยักษ์นั้นลงไปทั้งลูกอย่างง่ายดาย !!


เสี่ยวจิ้งเห็นแล้วก็ส่งเสียงด่าด้วยความเสียดาย ก่อนจะพยายามลดเปลวไฟให้ลูกเล็กลง ด้วยรู้ดีว่าการกระทำเมื่อครู่นั้นไม่ต่างจากการเอาปราณในร่างไปเลี้ยงเหล่าอสูรโลหิตพวกนั้นให้ยิ่งเติบใหญ่มากขึ้น 



ปราณของเทพอสูรเช่นพวกเขาคืออาหารบำรุงกำลังชั้นยอดของมารเหล่านั้น !!


หน้าที่ของหลันอู่ซือก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน  กิเลนสาวโปรยฝนที่เกิดน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงมาจากฟ้า เพื่อชะล้างปราณจากการตายของเหล่าศัตรู  แม้ไม่อาจส่งผลต่อทะเลโลหิตนั่นได้ ทว่าอย่างน้อยปราณที่ไหลลงไปในน้ำก็พอก่อกวนอสรพิษเหล่านั้นได้บ้าง  


นางคิดเช่นเดียวกับมู่เชียนว่า.. หากคิดจะชำระล้างพวกมันโดยใช้น้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ของนางล่ะก็ น่าจะต้องใช้เวลาหลายเดือนเลยทีเดียว



ซานถงที่ถูกทิ้งไว้กองทัพเจ็ดธาตุ  นอกจากจะสร้างเกราะพฤกษาขึ้นเพื่อต่อต้านปราณธาตุมืดแล้วนั้น ยังฉวยโอกาสแทรกหมื่นธาตุพิษที่มีฤทธิ์กัดธาตุดินลงในเกราะเหล่านั้น การโจมตีของธาตุดินเริ่มไม่ส่งผลต่อเกราะของพวกเขาอีกต่อไป 


พวกเงือกอสูรเริ่มส่งเสียงสื่อสารกันอีกครั้ง จากนั้นธาตุไฟก็ถูกงัดออกมาเพื่อต่อต้านธาตุไม้ของลวี่ซานถง



พวกหู่อู่ทั้งห้ารวมถึงฟู่หลิง ยามนี้แยกย้ายกันออกไปรอบด้าน ด้วยระดับมหาราชันย์ทำให้สัตว์อสูรทั่วไปไม่อาจต้านทานพวกเขาได้ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเงือกอสูรที่อยู่ในระดับมหาราชันย์เช่นกันนั่นย่อมไม่ง่ายแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหู่อู่ที่กำลังเผชิญหน้ากับพวกมันถึงสองตัวด้วยกัน !!


#ขออภัยในความค้างคานะคะ  แต่ศึกมันหนักมากและยาวมาก และวันนี้ไรท์ก็เจอศึกมาหนักมากเช่นกัน จึงไม่สามารถแต่งให้จบได้ในวันนี้จริงๆ …  


อย่างไรก็ตามคาดว่าอีกสองตอนน่าจะจบละค่าาาา ❤️  ถ้าพรุ่งนี้มาไหวจะมา รอแจ้งหน้าเพจ ‘นิยายของ Tian Si’ อีกครั้งนะคะ


คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน