ตอนที่ 12
ฝึกกำลังภายใน
เช้าวันถัดมา มี่จื่อตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าแจ่มใส นางบิดกายอย่างเกียจคร้าน สายตาสะดุดเข้ากับโถหยกสีเขียวมรกตที่วางบนโต๊ะ
แค่มองครั้งแรกก็รู้แล้วว่าโถใบนี้ล้ำค่ามากแค่ไหน หญิงสาวหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัย นางมั่นใจว่าที่จวนของนางไม่เคยมีโถหยกเนื้อดีเช่นนี้มาก่อน และเพื่อให้หายข้อสงสัยจึงเรียกสาวใช้เข้ามาสอบถาม
เสี่ยวอี้มองดูโถหยกเขียวมรกตบนโต๊ะ พลางส่ายหน้าไม่รู้เื่ ยิ่งสร้างความสงสัยและหวาดระแวงให้กับมี่จื่อเข้าไปอีก
ด้านในโถหยกเป็น้ำผึ้งป่าไม่ผิดแน่ นางอยากรู้นักว่าใครเป็คนนำมาวางไว้ในห้องนาง โดยที่สาวใช้ไม่รู้เื่รู้ราว
“คุณหนูเ้าคะ ตรงนี้มีดอกกล้วยไม้ปักในแจกันด้วยเ้าค่ะ” สาวใช้ชี้มือไปยังโต๊ะตัวเล็กริมหน้าต่าง
มี่จื่อเลื่อนสายตาตามสาวใช้ไปในทันที ดอกกล้วยไม้สีรุ้งช่อใหญ่ปักอยู่ในแจกัน สองนายบ่าวมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ มี่จื่อรู้สึกว่าห้องของนางดูจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เหตุใดถึงได้มีสิ่งของสองสิ่งวางอยู่ในห้องของนาง ทั้งที่นางก็อยู่ในห้องนอนของตนเองตลอดทั้งคืน
หญิงสาวก้มหน้าต่ำมองดูชุดที่ตนเองสวมใส่ด้วยความรู้สึกกังวล โชคดีที่ทุกอย่างยังปรกติดี เสียงถอนหายใจโล่งอกออกมาเบาๆ จากนั้นจึงเริ่มมองสำรวจข้าวของภายในห้องว่ายังอยู่ดีหรือหายไปหรือไม่ ปรากฏว่าทุกอย่างยังอยู่ครบดี
“ให้บ่าวไปสอบถามคนในจวนดีหรือไม่เ้าคะ”
“อืม ไปเถิด” มี่จื่อพยักหน้าอนุญาต “ถามแค่ว่ามีใครนำน้ำผึ้งป่าเข้ามาในจวนหรือไม่ก็พอ” นางเอ่ยกำชับสาวใช้อีกที
“เ้าค่ะ”
คล้อยหลังสาวใช้ มี่จื่อหยิบโถน้ำผึ้งป่ามาวางคู่กับดอกกล้วยไม้ป่าพลางครุ่นคิด ไม่นานสาวใช้ก็กลับมาพร้อมกับคำตอบที่มี่จื่อยิ่งสงสัยเข้าไปอีก
“บ่าวสอบถามจนทั่วแล้วเ้าค่ะ ทั้งเมื่อวานและเช้านี้ไม่มีใครนำน้ำผึ้งป่าเข้ามาในจวนเลยเ้าค่ะ”
“พี่ใหญ่ออกมาจากห้องโถงบรรพบุรุษหรือยัง” มี่จื่อนึกถึงพี่ชาย
“ออกมาเมื่อตอนรุ่งสางเ้าค่ะและตอนนี้เดินทางเข้าวังไปกันนายท่านแล้วเ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวตอบ
มี่จื่อนิ่งเงียบไป นางไม่ได้แตะต้องน้ำผึ้งป่าแต่อย่างใด เพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็ผู้ใดที่นำมาให้ ก่อนก้าวขาออกจากห้อง นางกวาดตามองดูความเรียบร้อยอีกครั้งอย่างไม่ค่อยวางใจ ไม่รู้ว่าคนที่นำโถน้ำผึ้งป่ามาไว้ในห้องของนางจะเป็คนดีหรือคนร้าย เื่นี้ไม่ช้าหรือเร็วนางจะต้องสืบทราบให้ได้
“เรียนคุณหนูรอง ฮูหยินใหญ่ให้มาตามคุณหนูไปที่ห้องโถงเ้าค่ะ”
สาวใช้คนสนิทของมารดามาตามนางด้วยตนเองเช่นนี้ย่อมต้องมีแขกสำคัญมาที่จวน “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” มี่จื่อพยักหน้าเปลี่ยนเส้นทางตามสาวใช้ไปยังห้องโถง
เมื่อนางมาถึงยังห้องโถงก็ต้องแปลกใจ เพราะแขกที่มาในวันนี้เป็องค์ชายสิบสาม นางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดมารดาถึงได้เรียกนางมาที่นี่ มี่จื่อย่อกายทำความเคารพอีกฝ่ายตามธรรมเนียม เดินไปนั่งเก้าอี้ข้างมารดา
ฉินฮูหยินยกยิ้มให้กับองค์ชายสิบสามระหว่างกล่าว “มี่เออร์ของหม่อมฉันแค่ใกับเหตุการณ์เมื่อวาน ไม่ได้เป็อันใดมาก ไม่เห็นองค์ชายต้องลำบากนำสิ่งของมาปลอบขวัญนางก็ได้เพคะ”
“ข้าไม่ลำบากอันใดเลยฉินฮูหยิน อีกหน่อยพวกเราก็จะได้เกี่ยวดองกันแล้ว นางเป็พี่สาวของคุณหนูตงอิง ข้าก็ควรใส่ใจนางเช่นกัน” หลี่หย่งเล่อยิ้มตอบ หันไปมองมี่จื่อเล็กน้อยยามกล่าว
ภายในห้องโถงไม่ได้มีเพียงนางกับมารดา แต่มีทั้งน้องสามและท่านแม่รองนั่งอยู่ด้วย มี่จื่อลุกขึ้นยืนย่อกายเล็กน้อย “ขอบพระทัยในความห่วงใยขององค์ชายเพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระองค์ยิ่งนักเพคะ” นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเ็า หากเป็เมื่อก่อนนางอาจจะดีใจมาก แต่ตอนนี้ไม่!!!
ปรกติเขาหรือจะไยดีกับนาง แค่มองหน้ายังไม่อยากที่จะมองด้วยซ้ำ หากไม่ใช่ว่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เขาคงไม่รีบแจ้นมาเร็วถึงเพียงนี้กระมัง
หลี่หย่งเล่อพยักหน้ารับด้วยความพอใจ ในใจรู้สึกยินดีที่นางยอมรับของขวัญที่เขานำมามอบให้ ในยามนี้ไม่ว่าจะเป็บุตรสาวคนรองหรือบุตรสาวคนที่สามของจวนฉิน เขาล้วนรู้สึกพอใจพวกนางทั้งคู่
ความรู้สึกลึกๆ ยังแอบหวังว่านางจะยังตัดใจจากเขาไม่ได้
“หากไม่มีอะไรแล้ว หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ รู้สึกไม่ค่อยสบายขึ้นมา” มี่จื่อไม่อาจทนนั่งมองดูความเสแสร้งของชายผู้นี้ได้อีกต่อไป
“คุณหนูรองยังไม่หายดี เ้าควรพักผ่อนให้มากๆ” หลี่หย่งเล่อไม่ลืมเอ่ยสำทับไปอีกรอบก่อนนางจะเดินออกจากห้องโถง
“ขอบพระทัยเพคะ” นางยกยิ้มตามมารยาท เสี่ยวอี้เข้ามาประคองพาเดินออกจากห้องไป คล้อยหลังองค์ชายสิบสาม มี่จื่อยกยิ้มเย้ยหยัน แววตาทอประกายเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง นับวันนางชักจะรังเกียจใบหน้าจอมปลอมนี้เข้าไปทุกที หลายครั้งที่ต้องใช้สติยับยั้งใจไม่ให้เดินไปกระชากหน้ากากนั้นออกมา
มี่จื่อไม่ได้เดินกลับเรือนของตนเอง แต่นางเลือกที่จะเดินไปอีกทาง ซึ่งก็คือป่าไผ่หลังจวน ก่อนถึงป่าไผ่มีเรือนของแม่สามตั้งอยู่ เรือนหลังเล็กไม่ใหญ่โต แต่ดูร่มรื่นน่าอยู่
“คุณหนูรอง” สาวใช้ของฮูหยินสามออกมาต้อนรับ
“แม่สามอยู่หรือไม่”
“อยู่ในเรือนกับคุณชายสี่เ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวตอบ เดินนำทางเข้าไปยังด้านใน
ไม่บ่อยนักที่มี่จื่อเข้ามาที่นี่ นางกวาดตามองสำรวจไปพร้อมกับเดินเข้าไปในเรือน ทุกอย่างล้วนดูเรียบง่าย เครื่องเรือนแทบนับชิ้นได้ แม้จะเก่าไปบ้างแต่ก็ได้รับการดูแลทำความสะอาดเป็อย่างดี
ไม่ใช่ว่ามารดาของนางปกครองหลังจวนด้วยความลำเอียง ไม่ดูแลความเป็อยู่ของภรรยาทั้งสองของบิดาให้ดี แต่กลับเป็ภรรยาทั้งสองของบิดานางที่ไม่้าสิ่งของมากมายอย่างเช่นภรรยารองจวนอื่นๆ คราแรกนางก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เกิดเป็สตรีย่อมต้องชมชอบเครื่องประดับ เงินทอง ข้าวของล้ำค่าหรือแม้แต่ชุดที่สวยงาม มีหญิงสาวนางใดที่ไม่้าบ้าง ทว่าความคิดเหล่านี้กลับใช้ไม่ได้กับภรรยาทั้งสองของบิดานาง
คนหนึ่งเป็ถึงฮูหยินรอง มีอำนาจในมือรองจากมารดาของนาง แต่กลับชอบวัดมากกว่าจวน ไม่สนใจสิ่งของนอกกาย ขอได้ปฏิบัติธรรม อยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์พระพุทธศาสนาก็พอใจแล้ว
แม่รองชมชอบอ่านตำราคำสอนของพระพุทธศาสนา ในเรือนจึงเต็มไปด้วยสิ่งของเหล่านี้ ขนาดว่ามีมากถึงขนาดที่สามารถสร้างเป็หอตำราได้เลยก็ว่าได้
มารดาเคยเล่าให้นางฟังเมื่อตอนยังเป็เด็ก ในตอนที่ท่านพ่อจะแต่งแม่รองเข้ามาในจวน ได้มีการพูดคุยกับท่านแม่ไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ครานั้นมารดาของนางใเกือบเป็ลม เมื่อทราบว่าท่านพ่อจะแต่งคุณหนูรองอันจื่อหนิงเข้ามาเป็ภรรยารอง ที่ใไม่ใช่อะไร ท่านพ่อกำลังจะพรากว่าที่แม่ชีออกมาจากวัด
เป็ที่ทราบกันดีว่าแม่รองอัน ตอนที่อยู่จวนตระกูลอันนั้น เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยู่ก่อนหน้าแล้ว หากไม่ใช่ว่ามีแม่สื่อจากท่านพ่อส่งไปเพื่อแต่งนางเข้ามาเป็ฮูหยินรอง ป่านนี้คงโกนผมบวชชีไปแล้ว
ถึงแม้จะเข้ามาเป็ฮูหยินรองจวนตระกูลฉินแล้วก็ตาม แต่ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายังคงแรงกล้า ถึงขนาดที่บิดาของนางยอมลงทุนสร้างอารามประจำตระกูลขึ้นมา เพื่อให้ท่านแม่รองได้ไปปฏิบัติธรรมที่นั่นจนถึงปัจจุบัน
ส่วนแม่สามหานเยว่ซือนั้นก็มีประวัติไม่ธรรมดา เป็ถึงจอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ชอบท่องเที่ยวพเนจรไปทุกที่ รักชีวิตอิสระเหนือสิ่งอื่นใด แต่กลับติดตามบิดาของนางกลับจวนเพื่อแต่งเป็ฮูหยินสาม ไม่รู้ว่าตอนที่ตกลงปลงใจกันนั้น คนทั้งสองกำลังอยู่ในอาการเมาสุราอยู่หรือไม่
แม้ว่าจะเปลี่ยนสถานะมาเป็สตรีของบิดานางแล้ว และมีบุตรชายที่น่ารักน่าชังอย่างน้องสี่มาหนึ่งคน แต่ชีวิตที่รักสันโดษไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในจวนยังเป็นิสัยเดิมของหานเยว่ซือ ถึงขนาดขอบิดาของนางปลูกเรือนหลังเล็กให้ที่ท้ายจวน ใช้ชีวิตอยู่แบบเรียบง่าย ราวกับแต่งงานกับชาวบ้านทั่วไปหาใช่แต่งกับขุนนางที่มียศสูงไม่
นอกจากเวลาทานอาหารที่ต้องรวมตัวกันแล้ว เวลาอื่นนางมักไม่พบเจอแม่สาม อีกฝ่ายเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ใช้ป่าไผ่ในการฝึกฝนกระบี่อยู่เป็ประจำ และที่นางมาหาแม่สามในวันนี้ก็เพราะเื่ฝึกฝนกำลังภายใน
“พี่รอง ท่านจะมาพาข้าไปเที่ยวใช่ไหมขอรับ” ฉินเส้าอิงลุกขึ้นวิ่งเข้ามากอดพี่สาวต่างมารดาด้วยรอยยิ้มดีใจ
“กลับมานั่งที่ของเ้าเดี๋ยวนี้อิงเออร์” ฮูหยินสามหานเยว่ซือเรียกบุตรชายน้ำเสียงดุ
มี่จื่อยกยิ้มจูงแขนน้องสี่เดินเข้าไปหาฮูหยินสาม แต่ดูเหมือนน้องชายต่างมารดาของนางคนนี้จะไม่คิดขยับเท้าตามนางไปด้วย
ฉินเส้าอิงส่ายหน้าอวบอ้วนของตนเองอย่างไม่ยินยอม “ข้าเหนื่อยแล้วขอรับท่านแม่”
“เ้าเกิดเป็บุรุษต้องรู้จักอดทน” ฮูหยินสามกล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึม “กลับมานั่งที่เดิม”
ฉินเส้าอิงผู้น่าสงสาร มองหน้าพี่รองหวังขอความช่วยเหลือ แต่พี่รองกลับไม่ก้มมองมายังเขาเลยสักนิด สุดท้ายต้องเดินคอตกกลับไปนั่งประจำที่ของตนเองอีกครั้ง
มี่จื่อนั่งลงเก้าอี้ตรงข้ามกับแม่สาม มองดูน้องสี่นั่งขัดสมาธิบนพื้นห้องด้วยความสนใจ “น้องสี่กำลังฝึกอะไรอยู่หรือเ้าคะ”
“ข้าให้เขาฝึกโคจรกำลังภายใน”
“ฝึกยากหรือไม่เ้าคะ” มี่จื่อกล่าวถามหยั่งเชิงดู นางมีความสนใจอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่มั่นใจว่าตนเองจะมีความอดทนพอหรือไม่
“ไม่ยาก ขอเพียงมีความตั้งใจและความอดทน” หานเยว่ซือมองดูหญิงสาวอย่างพิจารณา ปรกติคุณหนูรองไม่เคยกล่าวถามเื่เหล่านี้กันตนเองมาก่อน การมาเยือนที่เรือนของตนคราวนี้กลับดูสนอกสนใจการฝึกโคจรกำลังภายในของบุตรชายตนเป็พิเศษ
“โอ๊ยยยย ท่านแม่ ข้าเหนื่อยแล้ว” เส้าอิงร้องโอดโอยอยู่บนพื้น ไม่อยากที่จะฝึกต่อ
“เ้าฝึกได้ไม่ทันไร กลับบอกว่าเหนื่อย” หานเยว่ซือรู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจในการสอนวิชากับบุตรชายคนนี้ไม่น้อย
หากเป็เื่เรียนอิงเออร์กลับฝึกเขียนอ่านได้คล่อง แต่เื่ฝึกวิชากับนางดูจะไม่เอาไหนสักนิด ฝึกไปได้เพียงหนึ่งชั่วยามก็บ่นว่าเหนื่อย
“ท่านแม่ ดูเหมือนพี่รองจะมีเื่พูดคุยกับท่าน ข้าเป็เด็กไม่อยากรบกวนเวลาผู้ใหญ่พูดคุยกัน อิงเออร์ขอตัวขอรับ” เด็กชายตัวน้อยสบโอกาส ยกเอาเื่นี้ขึ้นมาอ้างจบก็เผ่นแน่บออกจากเรือนอย่างรวดเร็ว
ผู้เป็แม่ยกมือค้างกลางอากาศ คิดจะเรียกตาม แต่ร่างป้อมๆ กลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว จึงหันมาพูดคุยกับคุณหนูรองต่อ
“คุณหนูรองมาหาข้าถึงเรือนเช่นนี้ มีเื่อันใดให้ข้าช่วยหรือไม่” วิถีจอมยุทธ์ย่อมไม่ชอบอ้อมค้อม กล่าวถามธุระออกไปอย่างตรงไปตรงมา
มี่จื่อมีสีหน้าเคอะเขินเล็กน้อย มือทั้งสองจับกันแน่นด้วยความประหม่า “คือ ข้าอยากลองฝึกกำลังภายในดูบ้าง”
หานเยว่ซือมองดูคุณหนูรองเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองเพิ่งจะได้ยินไปเมื่อครู่ แต่สีหน้าของนางดูสงบเป็อย่างมาก “คุณหนูรองแน่ใจนะว่าอยากลองฝึกดู”
“ใช่” มี่จื่อพยักหน้า
“เื่นี้ข้าย่อมสอนคุณหนูรองได้ แต่ข้าต้องขอปรึกษาเื่นี้กับนายท่านและฮูหยินใหญ่เสียก่อน” หานเยว่ซือไม่กล้ารับปากโดยตรง เื่ในจวนต้องผ่านความเห็นของสามีและฉินฮูหยินเสียก่อน
“อืม”
เื่นี้มี่จื่อย่อมเข้าใจ จะอย่างไรนางจะต้องไปขออนุญาตกับพวกท่านทั้งสองให้เรียบร้อยเสียก่อน แน่นอนว่านางย่อมมีเหตุผลในการฝึกฝนเช่นกัน และเชื่อว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะอนุญาตให้นางฝึก และที่นางมาในวันนี้ก็เพื่อสอบถามดูก่อน