ยอดคุณชายอันดับหนึ่ง

    บทที่ 41 การทดสอบรอบสอง II

    บทที่ 41 การทดสอบรอบสอง II

     


            สองวันผ่านไป ในที่สุดก็ถึงวันที่ต้องลงมือหวังเฟิงตัดสินใจแบ่งคนออกเป็นสองทีม ทีมแรกแฝงตัวเข้าไปในงานสมาชิกทีมนี้คือหวังเฟิง เจิ้งหมิง และเมิ่วซิ่วอิง ส่วนต้าเป่ากับสวีตงหยางจะเป็นทีมที่สองมีหน้าที่สังเกตสถานการณ์ด้านนอก


            “นี่คืออุปกรณ์สื่อสารที่เราร้องขอไป”สวีตงหยางแจกอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกับกระดุมเพียงแต่ว่าบางกว่ามาก บางถึงขนาดเกือบเทียบเท่ากระดาษอุปกรณ์สื่อสารหนึ่งชุดมีสองส่วนคือลำโพง กับไมโครโฟน


            “เอาล่ะพวกเราแยกย้ายกัน หากไม่มีสถานการณ์อะไรพิเศษ อย่าได้สื่อสารกันโดยพลการ”หวังเฟิงเน้นย้ำอีกครั้ง


            “เข้าใจแล้วหัวหน้า” เวลานี้แม้แต่ต้าเป่าก็ไม่กล้าที่จะเล่นเกินไป


            เมื่อได้เวลาหวังเฟิงเป็นคนแรกที่เดินออกมาจากที่พัก หลังจากนั้นทิ้งห่างกันประมาณแปดนาทีเจิ้งหมิง ก็เดินตามออกมา และพอผ่านไปอีกสิบนาทีก็ถึงคราวของเมิ่งซิ่วอิงทั้งสามคนทยอยเดินทางกันไปยังโรงแรมเป้าหมาย


            พอมาถึงโรงแรมหวังเฟิงก็หาทางไปห้องประชุมสามได้ไม่ยาก เพราะระหว่างทางมีพนักงานต้อนรับมาคอยบอกทางให้และหวังเฟิงยังพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เดินมาตามทางเดียวกัน


            ห้องประชุมสามคือห้องที่มีไว้ใช้สำหรับจัดสัมมนาขนาดกลาง รองรับคนได้ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบคนหวังเฟิงพบว่าภายในห้องมีการตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้านหน้าที่นั่งมีเวทียกสูงเล็กน้อย หวังเฟิงกวาดตามองไปตอนนี้มีคนมาแล้วประมาณหกสิบคน เพียงแต่ยังไม่มีใครนั่งแถวหน้าสุด ซึ่งที่นั่งตรงนั้นมันก็ตรงกับความต้องการของหวังเฟิงพอดี


            รอประมาณยี่สิบนาทีประตูห้องประชุมก็ปิดลงที่นั่งจำนวนหนึ่งร้อยที่นั่งมีคนนั่งอยู่จนเกือบเต็ม หวังเฟิงกวาดจิตสัมผัสออกไปครอบคลุมไปทั่วทั้งห้องเขาพบว่าภายในห้อง นอกจากเจิ้งหมิง กับเมิ่งซิ่วอิงยังมีคนที่ฝึกวรยุทธ์อยู่อีกห้าคน คนที่มีฝีมือสูงที่สุดอยู่ในระดับรวบรวมปราณขั้นต้นเกือบกลาง


            ‘ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตำรวจท้องถิ่นถึงจัดการไม่ได้’ หวังเฟิงคิดในใจเพราะด้วยพลังระดับรวบรวมปราณขั้นกลางก็เพียงพอที่จะให้คน ๆ หนึ่งเปิดสำนักระดับชั้นนำได้แล้วแต่ว่าคนผู้นี้กลับเลือกมาเป็นแขนเป็นขาให้กับแก๊งงูดำดูเหมือนว่าธุรกิจขายยาเถื่อนนี้จะทำเงินได้ไม่น้อย


            [สวัสดีครับทุกคน]เสียงจากลำโพงดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนสวมชุดฝึกสีขาวสะอาดก้าวขึ้นมาบนเวที


            [ทุกคนย่อมมีความฝันและผมเชื่อว่าทุกคนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องนี้ล้วนแต่มีฝันอย่างเดียวกันนั่นคือฝันอยากจะเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ แต่เส้นทางนี้มันไม่ง่าย เพราะการจะฝึกวรยุทธ์ได้อันดับหนึ่งคือดูที่คุณสมบัติ] พูดจบเขาก็กวาดตามองไปทั่วทั้งห้อง เริ่มมองเห็นประกายไฟในดวงตาของทุกคน


            [ผมฟางหลุนก็เคยเป็นเหมือนพวกคุณ ไม่มีคุณสมบัติ แต่ลองดูความสามารถของผมตอนนี้สิครับ]ในเวลานั้นก็มีคนสวมชุดสูทสีดำหยิบแผ่นไม้หนาขนาดสามนิ้วสี่แผ่นขึ้นเวทีมาจากนั้นเขาก็โยนแผ่นไม้ทั้งสี่นี้ขึ้นไปกลางอากาศในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน


            พริบตานั้นร่างของฟางหลุนคล้ายกับเงาเลือนรางออกหมัดวาดเท้า โจมตีแผ่นไม้ทั้งสี่จนแตกกระจุยกลายเป็นเศษไม้ทันที


            ฟางหลุนยกไมค์ในมือขึ้นอีกครั้งพูดด้วยน้ำเสียงเร่าร้อน [เป็นยังไงครับ !ทุกคนเองก็เป็นแบบผมได้เหมือนกัน !อยากรู้ไหมครับว่าผมมีเคล็ดลับอะไร ?]


            “อยาก!” เสียงกู่ร้องจากทั้งคนเกือบหนึ่งร้อยในห้องประชุมตอบกลับมา


            ‘มาแล้ว’หวังเฟิงคิดในใจ


            ในเวลานี้เองฟางหลุนก็ล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขวดหยกออกมา [สิ่งที่อยู่ในขวดหยกนี้คือ‘ยากรุยชีพจร’มีสรรพคุณช่วยให้คนที่กินเข้าไปเปิดเส้นลมปราณ ต่อให้คุณสมบัติแย่แค่ไหนขอแค่กินยานี้เข้าไปก็สามารถกลายเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ได้ !]


            “สุดยอด!”


            “นี่มันยาวิเศษชัดๆ”“ฉันอยากได้ยากรุยชีพจรนี้บ้างจังเลย”


            เสียงฮือฮาอื้ออึงดังขึ้นทั่วทั้งห้องประชุมทันที ในที่ห้องประชุมนี้ ไม่สิทั่วทั้งโลกนี้ไม่ว่าใครก็อยากจะให้ตัวเองพิเศษ โดดเด่นกว่าคนอื่นทั้งนั้นยากรุยชีพจรนี้อย่างไรพวกเขาก็จะต้องหาซื้อมาให้ได้ !


            [ผมรู้ดีว่าทุกคนมีคำถามอะไร…จะหาซื้อยากรุยชีพจรนี้จากที่ไหนได้ใช่ไหม?]


            “ใช่!” ทุกคนตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน ไม่เว้นแต่หวังเฟิง


            ฟางหลุนเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางเวทีกระชับไมค์ในมือขึ้น [ผมรู้ความต้องการของทุกคนดีในวันนี้ผมจึงนำยากรุยชีพจรมาด้วย แต่ผมต้องขอบอกไว้ก่อนวัตถุดิบส่วนผมของยานี้หาได้ยากมาก จึงผลิตออกมาได้น้อยในมือของผมวันนี้มียากรุยชีพจรอยู่ทั้งหมดสามสิบขวด แต่ละขวดมีอยู่สามเม็ด และผมขอบอกไว้ก่อนของดีแบบนี้ราคาไม่ถูกแน่นอนหากใครคิดว่าสู้ราคาไหวสามารถติดต่อกับผู้ช่วยของผมที่สวมชุดสูทสีดำได้เลย]


            “ฮ่าๆ ดีนะที่ฉันเก็บเงินไว้บ้าง ยากรุยชีพจรนี้ต้องเป็นของฉัน !”


            “ทำยังไงดีฉันอยากออกไปขอยืมเงินน้าจังเลย”


            “เสียดายจังฉันไม่ค่อยมีเงินด้วยสิ”


            เวลานี้ทั่วทั้งห้องประชุมกลายเป็นวุ่นวายขึ้นมาบางคนที่มั่นใจในกำลังทรัพย์ของตัวเองก็ลุกเดินไปหาคนสวมชุดสูทสีดำทันทีส่วนคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ยังคงนั่งอยู่กับที่ส่วนหวังเฟิงนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าใคร เขาเดินเข้าไปหาฟางหลุนพร้อมกับออกคำสั่งไปว่า “ต้าเป่า สวีตงหยาง พวกนายทั้งสองคนจับตาทางเข้าห้องประชุมให้ดีเจิ้งหมิงจัดการคนที่อยู่ใกล้ประตูทางออกฉุกเฉินเมิ่งซิ่วอิงจัดการคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ส่วนที่เหลือไว้เป็นหน้าที่ฉันเอง”

            

            “รับทราบ!”


            หวังเฟิงล้วงเข็มเงินออกมาสองเล่มอย่างเงียบเฉียบจากนั้นก็หลอมพลังปราณเข้าไปในเข็มทั้งสอง เกร็งพลังดีดนิ้วออกไป


            ฟุ่บ!


            “ฉึกฉึก!” เสียงเข็มปักเข้าไปบนต้นคอของเป้าหมายอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ ส่งผลให้ร่างชายสวมชุดสูทสีดำสองคนที่อยู่ด้านข้างซ้ายกับขวาของเวทีด้านหน้ายืนนิ่งอย่างกับรูปสลักหิน


            ฟางหลุนที่ยืนอยู่บนเวทีเขามองสังเกตการณ์รอบด้านตลอด พอเห็นผู้ช่วยด้านหน้าอยู่ ๆก็นิ่งเป็นรูปปั้นก็พลันรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ปากกำลังจะร้องถามสายตาก็ดันเห็นเข็มสีเงินที่ปักอยู่บนลำคอเสียก่อน


            ‘แย่แล้ว’ ฟางหลุนกรีดร้องในใจรีบหันหลังพุ่งตัวออกไปยังทางออกฉุกเฉินที่อยู่ด้านหลังเวทีทันที


            แต่หวังเฟิงมีหรือจะให้อีกฝ่ายหลบหนีไปได้อย่างง่ายๆ ?


            เท้าของหวังเฟิงถีบพื้นจนหินปูกระเบื้องแตกออกดัง“เปรี๊ยะ” ทันใดนั้นร่างของหวังเฟิงคล้ายกับเงาของภูตผีเรือนรางชั่วพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้าของฟางหลุนแล้ว


            “อะไรว….”


            ฟางหลุนสบถออกมายังไม่ทันจบประโยคตัวเองก็ถูกหวังเฟิงสยบเอาไว้แล้ว ความแตกต่างของฝีมือขนาดนี้ทำให้ฟางหลุนรู้สึกชาวาบที่หนังศรีษะแม้แต่คนที่อยู่ขั้นรวบรวมปราณขั้นสูงก็ยังไม่อาจจัดการตนเองได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ฉะนั้นคำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว อีกฝ่ายต้องอยู่ในระดับผนึกปราณ !

     


    คล้ายกับเรื่องยอดคุณชายอันดับหนึ่ง ที่คุณอ่าน